2008/Oct/07

ตอนนี้เริ่มปั่นงานแปลอีกแล้วค่ะ ยังไม่รู้เลยว่าจะเอาชีวิตรอดไหมหนอ เพราะเดือนนี้มีกิจกรรมเยอะมาก คงจะดองบล๊อกให้เค็มต่อไปอีกระยะค่ะ ต้องขออภัยจริงๆค่ะ (><)

วันนี้แวบมาอัพเพื่อคลายเครียดเล็กน้อยค่ะ ลองมานั่งย้อนนึกถึงนิทานที่เคยอ่านสมัยยังเด็กดูดีกว่า


นิทานกริมม์
(Kinder und Hausmärchen "นิทานสำหรับเด็กและครอบครัว")

หมายถึงนิทานและเรื่องเล่าในท้องถิ่นที่ ยาคอบ ลุดวิก คาร์ล กริมม์ กับวิลเฮมล์ คาร์ล กริมม์ (หรือรู้จักในนาม"พี่น้องตระกูลกริมม์) เป็นผู้รวบรวมขึ้นเป็นเล่ม นอกจากนิทานจำนวน 200 เรื่องแล้ว ยังประกอบด้วยเรื่องเล่านักบุญ 10 เรื่องอีกด้วย
* ในบางเอกสารก็จะนับลุดวิก เอมิล กริมม์ น้องคนสุดท้องซึ่งเป็นผู้วาดภาพประกอบของฉบับพิมพ์ครั้งแรกเข้าเป็นหนึ่งในผู้แต่งด้วยเช่นกัน

ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ซึ่งนิทานกริมม์ถูกพิมพ์ออกมาเป็นครั้งแรกนั้น เยอรมันอยู่ในยุคของ Sturm und Drang ซึ่งเป็นการปฏิวัติด้านวรรณกรรมครั้งใหญ่ ก่อให้เกิดการต่อต้านแนวคิดในแง่ปรัชญามาเป็นการแสดงออกทางอารมณ์ซึ่งอยู่เหนือกว่าสติ และส่งผลให้มีการหยิบยกงานเขียนในอดีตขึ้นมากล่าวถึงกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้สังคมหันมาจับตามองยังนิทานและตำนานอีกครั้ง มีหนังสือรวบรวมเกี่ยวกับนิทานเหล่านี้ถูกพิมพ์ออกมามากมาย หากส่วนมากก็ถูกบรรณาธิการดัดแปลงเรื่องเสียจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ด้วยเหตุนี้เอง พี่น้องกริมม์จึงรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับนิทานเหล่านี้ จนกระทั่งพวกเขาได้พบกับเบลนตาโน่(เคลเมน เบลนตาโน่ นักเขียนแนวโรแมนซ์ชื่อดังของเยอรมัน) กับโยฮีม(โยฮีม วอน อาร์นิม นักเขียนแนวโรแมนซ์ชื่อดังของเยอรมัน เป็นรุ่นน้องในมหาวิทยาลัยเดียวกับเบลนตาโน่) ในปี 1803

ในช่วงปี 1810 พี่น้องกริมม์ส่งตัวอย่างต้นฉบับไปให้เบลนตาโน่ หากเขาก็ทำต้นฉบับดังกล่าวหายไปทำให้การพิมพ์หนังสือต้องยกเลิก (ภายหลังเมื่อเข้าศตวรรษที่ 20 จึงค้นพบต้นฉบับดังกล่าวที่สำนักชีเอลเนเบิร์ก ต้นฉบับนี้จึงถูกเรียกว่า"ฉบับเอเลนเบิร์ก"ในเวลาต่อมา) จนปี 1812 พี่น้องกริมม์จึงอาศัยต้นฉบับที่คัดลอกเก็บไว้พิมพ์นิทานกริมม์เล่มแรกออกมา (และออกเล่มสองในปี 1815) หากฉบับพิมพ์ครั้งแรกนี้ยังมีข้อด้อยทางภาษาและมีเนื้อหาไม่เหมาะสมอยู่มาก นิทานกริมม์จึงถูกปรับปรุงใหม่และพิมพ์ออกมาอีกครั้งในปี 1819

หลังจากนั้นได้มีการปรับปรุงเนื้อหาและตัดนิทานที่มีใจความไม่เหมาะสมออกไปอีกหลายครั้ง จนในปี 1857 นิทานกริมม์ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 7 ก็ออกมาสู่ท้องตลาดและกลายมาเป็นนิทานกริมม์เช่นที่เรารู้จักกันในปัจจุบันค่ะ

วันนี้จะไม่พูดถึง "เจ้าหญิงนิทรา" "สโนไวท์" "ซินเดอเรลล่า" ฯลฯ ที่ถูกเปลี่ยนเนื้อเรื่องบางส่วนค่ะ จะขอยกเรื่องที่ถูกตัดทิ้งไปก่อนฉบับพิมพ์ครั้งที่ 7 มาพูดถึงดีกว่า แต่จะให้ยกมาหมดก็ไม่ไหวเหมือนกันค่ะ เอาเท่าที่ข้าพเจ้าสามารถก็แล้วกัน



- เคราน้ำเงิน
ยังมีชายผู้ร่ำรวยถูกเรียกว่า"เคราน้ำเงิน"เนื่องจากรูปร่างหน้าตาของเขา เคราน้ำเงินขอแต่งงานกับพี่น้องสาวสวยและได้แต่งกับคนน้อง เมื่อไปถึงปราสาท เคราน้ำเงินก็มอบพวงกุญแจให้ภรรยาของตนแล้วบอกว่า"เธอจะเข้าไปยังห้องไหนก็ได้ แต่ห้ามเข้าห้องที่ถูกล็อคด้วยกุญแจดอกเล็กที่สุดในพวงกุญแจนี้เป็นอันขาด" แต่เมื่อเคราน้ำเงินออกไปธุระข้างนอก ภรรยาก็เข้าไปยังห้องนั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็นและพบศพของภรรยาคนก่อนอยู่ในนั้นเอง เคราน้ำเงินกลับมาพบเธอเข้าพอดีและพยายามจะฆ่าหญิงสาว หากก็ได้พี่ชายของหญิงสาวมาช่วยแล้วฆ่าเคราน้ำเงินลงไปทันท่วงที
(โดนตัดทิ้งตั้งแต่พิมพ์ครั้งที่สองค่ะ (.......แปลว่าเจ้าเล่มที่ข้าพเจ้าอ่านตอนเด็กๆนั่นเป็นฉบับพิมพ์ครั้งแรกหรือนี่......) แต่ดังมากทีเดียว ถึงไม่รู้จักเรื่องอื่นก็น่าจะรู้จักเรื่องนี้กันส่วนใหญ่ กล่าวกันว่าต้นแบบของเคราน้ำเงินคือกิล เดอ เรย์ หรือบางเอกสารก็อ้างว่ามีต้นแบบมาจากพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8)


- ไนติงเกลกับกิ้งก่าตาบอด
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีนกไนติงเกลตาเดียวกับกิ้งก่าเป็นเพื่อนสนิทกัน อยู่มาวันหนึ่ง นกไนติงเกลได้รับเชิญไปงานแต่งงานแล้วจึงเกิดนึกอายที่ตัวเองมีตาเพียงข้างเดียว นกไนติงเกลจึงขอยืมตากิ้งก่ามาใช้หนึ่งวัน ซึ่งกิ้งก่าก็ยอมตกลงให้ยืมด้วยความเต็มใจ แต่เมื่อนกไนติงเกลได้เห็นว่าโลกที่มองด้วยตาสองข้างนั้นสวยงามเพียงใด ก็ไม่อยากคืนตาให้กับกิ้งก่า และบินหนีขึ้นไปบนท้องฟ้าทำให้กิ้งก่าไม่สามารถติดตามไปทวงตาคืนมาได้ ทั้งสองจึงกลายเป็นศัตรูกัน
นับแต่นั้น นกไนติงเกลก็จะร้องว่า"อยู่สูง อยู่สูง" (ตามภาษาท้องถิ่นของเยอรมันค่ะ) ส่วนกิ้งก่าตาบอดก็เลื้อยอยู่บนดิน และคอยขโมยกินไข่ของนกไนติงเกล
(กิ้งก่าในที่นี้คือกิ้งก่าพันธุ์หนึ่งซึ่งมีตาเล็กมาก และมีลายพร้อยจนดูไม่ออกว่ามีตาอยู่ตรงไหนค่ะ)


- มือซึ่งถือมีด
ยังมีแม่อาศัยอยู่ร่วมกับลูกชายสามคนและลูกสาวหนึ่งคน แม่ไม่พอใจที่ลูกชายให้ความเอ็นดูลูกสาว จึงคอยกลั่นแกล้งแล้วส่งลูกสาวไปขุดถ่านโคลนมาจากทุ่งทุกวัน แต่ภูตซึ่งเป็นคนรักของลูกสาวก็ให้เธอยืมมีดซึ่งคมเป็นพิเศษ ทำให้เธอสามารถขุดถ่านโคลนกลับมาได้อย่างง่ายดายทุกวัน ฝ่ายผู้เป็นแม่ก็เกิดนึกสงสัย จึงพาลูกชายมาตามแอบดู และเห็นมือยื่นออกมาจากต้นไม้ส่งมีดให้กับลูกสาว นางจึงแย่งมีดมาจากลูกสาว แล้วแสร้งทำตัวเป็นลูกสาวไปหาภูตคนรัก พอภูตยื่นมือออกมาจะรับมีดคืน นางแม่ก็ใช้มีดตัดมือภูตทิ้ง
ภูตคิดว่าลูกสาวเปลี่ยนใจไปจากตนแล้ว จึงไม่ปรากฏตัวขึ้นอีกเลย


- ยมทูตกับคนเลี้ยงห่าน
คนเลี้ยงห่านยากจนได้พบกับยมทูตที่ริมแม่น้ำ เขาจึงถามยมทูตว่าที่อีกฟากของแม่น้ำมีอะไรอยู่ ยมทูตตอบว่ามีอีกโลกหนึ่งซึ่งยมทูตจะพาคนที่กำลังจะตายไป และจะให้ใครว่ายไปด้วยตัวเองไม่ได้เด็ดขาด คนเลี้ยงห่านได้ฟังดังนั้นก็ขอร้องให้ยมทูตพาตัวเองข้ามฝั่ง หากยมทูตก็ปฏิเสะว่ายังไม่ถึงเวลา แล้วยมทูตก็พาเศรษฐีขี้เหนียวมา เศรษฐีว่ายน้ำไปได้สักพักก็หมดแรงจมน้ำไป หมาแมวของเศรษฐีที่ตามมาก็พลอยจมน้ำไปด้วย
แล้วยมทูตก็มาหาคนเลี้ยงห่านเพื่อบอกว่าถึงทีของเขาแล้ว คนเลี้ยงห่านว่ายน้ำไปจนถึงอีกฝั่ง ห่านที่เขาเลี้ยงไว้ก็ว่ายตามมา เมื่อถึงฝั่งก็กลายเป็นแกะสีขาว ยมทูตบอกกับเขาว่าในโลกนี้ คนเลี้ยงแกะคือพระราชาและก็มีพระราชาหลายคนมามอบมงกุฏให้กับเขา แล้วคนเลี้ยงห่านก็อาศัยอยู่ในโลกใหม่อย่างมีความสุขตลอดไป
(...........ใครก็ได้ช่วยตีความทีว่านี่หมายความว่าอะไร จะว่าไปแล้ว นิทานกริมม์มีเรื่องที่ลอยๆเข้าใจยากทำนองนี้เยอะมากเลยค่ะ แบบว่าอ่านแล้วงงค่ะว่าท่านจะสื่ออะไรให้ข้าพเจ้ารับรู้เนี่ย)


- แมวใส่รองเท้าบู้ธ
(หาฉบับของกริมม์ไม่เจอค่ะ ฉบับที่แพร่หลายกันในปัจจุบันนี้เป็นฉบับของชาร์ลส เปอร์โรต์ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศส .....นี่แปลว่าแมวของกริมม์ทำอะไรไม่ดีเหรอถึงได้โดนตัดเรื่องออกน่ะ)


- คำเชิญพิสดาร
ยังมีไส้กรอกแดงกับไส้กรอกขาว(ไส้กรอกเครื่องใน)เป็นเพื่อนสนิทกัน วันหนึ่งไส้กรอกแดงเชิญไส้กรอกขาวมาทานอาหารกลางวัน เมื่อไปถึงบ้านไส้กรอกแดง ก็พบว่าหน้าบ้านเป็นขั้นๆขึ้นไป พอปีนขึ้นไปทีละขั้นก็พบกับของแปลกๆเช่น ไม้กวาดที่หาเรื่องทะเลาะหรือลิงที่บาดเจ็บ
พอเข้าไปในบ้าน ไส้กรอกขาวก็ตั้งท่าจะถามถึงของที่เจอหน้าบ้าน แต่ไส้กรอกแดงก็ปลีกตัวเข้าครัวไปเพื่อยกอาหารมาเสียก่อน ขณะที่ไส้กรอกขาวกำลังเหม่อคิดถึงหน้าบ้านอยู่นั่นเอง อะไรบางอย่างก็เข้ามาในห้องพร้อมกับตะโกนว่า"นี่เป็นบ้านของฆาตกรไส้กรอก! รีบหนีไปเร็ว!" ไส้กรอกขาวเลยตกใจ รีบกระโดดหนีออกไปทางหน้าต่าง
แล้วไส้กรอกแดงก็โผล่หน้ามาจากหน้าต่างอีกบาน และมองตามหลังไส้กรอกขาวที่หนีไปพร้อมกับตะโกนว่า"อย่าให้ฉันจับแกได้เชียว!" ในมือนั้นถือมีดเล่มโตอยู่
(คะ คาออส....)


- ปราสาทฆาตกร
ช่างทำรองเท้าบุตรสาวสามคน วันหนึ่งเมื่อช่างทำรองเท้าออกไปข้างนอก ก็มีชายแต่งตัวดีมาที่บ้านและตกหลุมรักลูกสาวคนหนึ่ง หญิงสาวรับคำขอแต่งงานและตามเขาไปยังปราสาท ในตอนแรก หญิงสาวก็ยังนึกไม่สบายอยู่ แต่ก็พบว่าชายผู้นั้นมีปราสาทอันใหญ่โตร่ำรวมดังที่กล่าวไว้
วันรุ่งขึ้น ชายสามีมีธุระต้องออกไปข้างนอก ก่อนจะไปก็มอบกุญแจปราสาทให้ภรรยาแล้วบอกให้เธอไปสำรวจดูว่าสามีของเธอนั้นร่ำรวมเพียงใด เมื่อหญิงสาววนดูในปราสาทก็ยิ่งดีใจที่ได้แต่งงานกับคนร่ำรวย ก่อนจะลงไปยังห้องใต้ดิน
ที่หน้าห้องใต้ดินมีหญิงแก่นางหนึ่งกำลังควักไส้ศพอยู่ พอหญิงสาวเข้าไปถาม นางก็ตอบว่า"พรุ่งนี้ เจ้าก็จะโดนข้าควักไส้เหมือนกัน" และยังบอกด้วยว่า"ถ้าเจ้ายังไม่อยากตาย ก็ไม่ซ่อนตัวในรถบรรทุกฟางซะ" หญิงสาวจึงหนีออกไปจากปราสาทตามคำแนะนำของนาง
เมื่อชายสามีกลับมาถามหาภรรยาของตน หญิงแก่ก็ตอบว่า"วันนี้งานไปเร็ว เลยทำเผื่อไปเรียบร้อยแล้ว" ชายสามีได้ฟังดังนั้นก็พอใจมาก
อีกทางด้านหนึ่ง รถซึ่งหญิงสาวซ่อนตัวอยู่ก็ไปถึงปราสาทอีกแห่ง เมื่อเจ้าของปราสาทได้ฟังเรื่องจากหญิงสาวก็จัดงานเลี้ยงเชิญชายสามีและขุนนาง
จากที่ต่างๆมา หญิงสาวก็ปลอมตัวปะปนเข้ามาในงานด้วย เมื่อทุกคนเล่าเรื่องราวแลกเปลี่ยนกันฟัง หญิงสาวก็เล่าเรื่องปราสาทฆาตกร พอชายสามีได้ฟังก็ตั้งท่าจะหนี หากก็ถูกทหารจับขังคุกไปเสียก่อน
แล้วปราสาทก็ถูกทำลายลง หญิงสาวรับช่วงทรัพย์สินของปราสาทฆาตกร แล้วแต่งงานกับลูกชายของเจ้าของปราสาท และมีชีวิตอยุ่อย่างมีความสุข
(บางฉบับก็บอกว่า หญิงสาวในที่นี้คือน้องสุดท้องค่ะ และศพที่ถูกควักไส้ก็คือศพของพี่สาวสองคน)


- จมูกยาว
ยังมีทหารเกษียณทัพอยู่สามคน ทั้งสามคนต่างทำอาชีพอะไรไม่เป็นจึงเดินทางเร่ร่อนจนเข้าไปในป่า ขณะที่ค้างแรมอยู่ก็มีคนแคระแดงออกมามอบของวิเศษให้ ทหารคนแรกได้เสื้อเก่าที่จะทำให้คำขอเป็นจริง ทหารคนที่สองได้ผ้าที่จะมีเงินออกมาไม่หยุด ทหารคนที่สามได้เขาสัตว์ซึ่งเมื่อเป่าก็จะมีกองทัพออกมา ทั้งสามจึงใช้ของวิเศษเหล่านั้นสร้างปราสาทและมีชีวิตอยู่อย่างสนุกสนาน
มาวันหนึ่ง ทั้งสามคนปลอมตัวเป็นเจ้าชายแล้วไปยังปราสาทของพระราชาซึ่งมีบุตรสาวหน้าตางดงาม ทหารสามคนจึงขอแต่งงานกับนาง เจ้าหญิงแสร้งทำว่ามีใจให้กับทหารคนที่สอง แล้วชักชวนให้เขาเล่นพนัน หากไม่ว่าจะแพ้เท่าไหร่ เงินของเขาก็ไม่หมดเสียที จนเจ้าหญิงจับได้ว่าผ้าของเขาเป็นผ้าวิเศษ นางจึงลอบเปลี่ยนเอาผ้ามา กว่าทั้งสามจะรู้ตัวว่าผ้าถูกขโมยไปก็เป็นหลังจากที่ออกมาจากปราสาทแล้ว ชายคนที่หนึ่งจึงใช้เสื้อคลุมเพื่อไปแย่งผ้าวิเศษคืนมา แต่พอเจ้าหญิงเรียกทหารยามมาก็ลนลานหนีออกมาจนเผลอลืมเสื้อคลุมทิ้งไว้ คราวนี้ทหารคนที่สามจึงเป่าเขาสัตว์เรียกกองทัพมาเพื่อแย่งของวิเศษทั้งสองอย่างคืน หากเจ้าหญิงก็ปลอมตัวเป็นนักเต้นรำปะปนเข้าในกองทัพแล้วแย่งเขาสัตว์ไป
เมื่อทหารทั้งสามเสียทุกอย่างไป ก็ออกเดินทางอย่างไม่มีจุดหมายอีกครั้ง พวกเขาเข้าไปในป่า แล้วหนึ่งในนั้นก็แยกทางไปต่างหาก ทหารที่แยกทางไปเดินไปเจอต้นแอ็ปเปิ้ล พอเก็บมากิน จมูกของเขาก็ยืดยาวออกไปจนถึงนอกป่า พรรคพวกอีกสองคนที่เจอจมูกก็เดินหาเขาจนพบ แล้วช่วยกันประคองจมูกอันยาวของเขาเพื่อหาทางออกจากป่าไปด้วยกัน เมื่อเดินมาถึงต้นสาลี่ คนแคระแดงก็ปรากฎตัวออกมาบอกว่าหากกินสาลี่นี้ จมูกของเขาก็จะกลับเป็นเหมือนเดิม และยังแนะนำให้เอาแอ็ปเปิ้ลกับสาลี่นี้ไปแย่งของวิเศษคืนมา
ทั้งสามจึงปลอมตัวเป้นคนสวน นำแอ็ปเปิ้ลไปให้เจ้าหญิง ซึ่งเมื่อนางทานลงไป จมูกของนางก็ยืดยาวออกมา พระราชาจึงประกาศหาคนมารักษา คราวนี้ทหารสามคนปลอมตัวเป็นหมอ เอาสาลี่บดให้เจ้าหญิงทานเล็กน้อย จมูกของนางจึงหดลงไปหน่อยนึง ก่อนจะเอาแอ๊ปเปิ้ลบดให้นางทานเพื่อให้จมูกยืดไปเหมือนเดิมอีก แล้วแสร้งบอกว่า"ที่รักษาจมูกไม่หายก็เพราะเจ้าหญิงยังเก็บของที่ไปขโมยจากคนอื่นเอาไว้" แต่เจ้าหญิงยังดื้อไม่ยอมคืนของ จนพระราชามาเกลี้ยกล่อมจึงยอมเอาของวิเศษคืนให้ในที่สุด
แล้วทหารทั้งสามก็กลับไปอยู่ยังปราสาทของตัวเองอย่างมีความสุขตลอดไป
(เป็นเจ้าหญิงที่แน่มากค่ะ)


- ฮันส์คนโง่
มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งเกิดตั้งครรภ์ขึ้นอย่างกะทันหัน พระราชาที่ไม่รู้ว่าใครเป้นพ่อเด็กจึงประกาศให้นำเด็กทารกไปอยู่ในวิหารพร้อมกับถือมะนาวไว้ในมือ ถ้าเด็กมอบมะนาวให้กับใครก็จะถือว่าคนผู้นั้นเป็นพ่อของเด็ก และกำหนดว่าผู้ที่เข้าไปในวิหารได้ต้องเป็นผู้มีฐานะสำคัญเท่านั้น
แต่ฮันส์ซึ่งชายร่างเตี้ยหน้าตาอัปลักษณ์ก็ลอบเข้ามาในวิหาร หนำซ้ำเด็กยังมอบมะนาวให้กับเขาอีกด้วย พระราชาที่ไม่อาจถอนคำพูดตัวเองได้ก็รู้สึกโกรธมาก และจับฮันสฺ์ เจ้าหญิงกับเด็กทารกขังไว้ในถังไม้แล้วลอยทะเลไป
เจ้าหญิงก่นด่าฮันส์ด้วยความโกรธ แต่ฮันส์ก็บอกว่าทุกอย่างที่เขาขอจะเป็นความจริง และที่เจ้าหญิงตั้งครรภ์ก็เป็นเพราะคำขอของเขานั่นเอง แล้วฮันส์ก็ขออาหารขอเรือทำให้เจ้าหญิงเชื่อ เมื่อเรือไปถึงฝั่ง ฮันส์ก็ขอปราสาท และขอให้ตัวเองกลายเป็นเจ้าชายรูปหล่อ ซึ่งทั้งหมดกลายเป็นจริง และพวกเขาก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุข
อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาซึ่งเป็นพ่อของเจ้าหญิงขี่ม้ามาถึงปราสาท ซึ่งฮันส์ก็จัดงานเลี้ยงต้อนรับเป็นอย่างดี แต่พระราชาก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคือฮันส์นั่นเอง เมื่อพระราชาจะกลับ เจ้าหญิงก็แอบใส่จอกทองคำไว้ในถุงของพระราชา ทำให้พระราชาถูกจับในฐานะขโมย พระราชาพยายามปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง แต่เมื่อมีหลักฐานอยู่ก็ไม่รู้จะทำยังไง แล้วเจ้าหญิงก็เปิดเผยตนออกมาพร้อมกับถามว่า"เข้าใจความรู้สึกของคนที่ถูกป้ายสีความผิดแล้วหรือยัง" พระราชาจึงสำนึกในความผิดของตัวเอง


- ช่างตีเหล็กกับปีศาจ
มีชายตีเหล็กคนหนึ่งยากจนกำลังจะอดตาย เขาได้พบกับปีศาจซึ่งยื่นข้อเสนอว่า จะให้เหรียญทองจำนวนมากถ้าเขายอมมอบวิญญาณให้ในอีกสามปีให้หลัง ช่างตีเหล็กคิดว่ายังไงตัวเองก็จะอดตายอยู่แล้วจึงยอมเซ็นสัญญา เมื่อได้เหรียญทองมาแล้วก็นำไปซื้อเครื่องมือมาทำงาน คราวนี้มีคนมาจ้างมากมายจนเขากลายเป็นคนรวยขึ้นมา
นักบุญเปโตรได้ยินข่าวลือเรื่องฝีมือของช่างตีเหล็ก จึงเดินทางมาจ้างงานเขา เมื่อได้งานดีตามที่ต้องการก็ดีใจมากและบอกว่าจะทำให้คำขอของช่างตีเหล็กเป็นจริงสามข้อ
ช่างตีเหล็กจึงขอ "ถุงตะปูที่ถ้าล้วงมือลงไปแล้วจะถอนมือไม่ออกจนกว่าช่างตีเหล็กจะอนุญาติ" "เก้าอี้ที่ถ้านั่งแล้ว จะลุกไม่ได้จนกว่าช่างตีเหล็กจะอนุญาต" กับ"ต้นแอ๊ปเปิ้ลที่ถ้าปีนแล้วจะลงไม่ได้จนกว่าช่างตีเหล็กจะอนุญาต"
เมื่อเวลาผ่านไปสามปี ปีศาจก็ส่งลูกศิษย์สามคนมาทวงวิญญาณของช่างตีเหล็ก หากเขาก็ใช้ของวิเศษทั้งสามอย่างเอาตัวรอดมาได้ จนในที่สุด ปีศาจก็มาด้วยตัวเอง
ช่างตีเหล็กท้าปีศาจให้แสดงอำนาจให้เห็น ปีศาจจึงแปลงร่างเป็นหนู ช่างตีเหล็กก็จับหนูยัดลงไปในถุงตะปูแล้วขู่ว่าจะปล่อยออกมาจนกว่าปีศาจจะมอบใบสัญญามาให้ เมื่อได้สัญญามาแล้ว เขาก็เผาทิ้งในทัีนที แล้วหลัีงจากนั้น ปีศาจก็ไม่ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าเขาอีกเลย


- เด็กผู้หิวโหย
มีหญิงผู้หนึ่งมีลูกสาวสองคน ทั้งสามยากจนไม่มีอะไรจะกิน ผู้เป็นแม่ทนความหิวไม่ไหวจึงบอกว่าจะฆ่าลูกสาวกิน ลูกสาวจึงบอกว่าจะไปหาอาหารมาแล้วนำขนมปังชิ้นเล็กๆกลับมา แต่ก็ไม่อาจประทังความหิวของทุกคนได้
คราวนี้แม่บอกว่าจะฆ่าลูกสาวอีกคนกิน ลูกสาวจึงบอกว่าจะไปหาอาหารมา แล้วนำขนมปังกลับมาสองชิ้น แต่ก็ยังไม่พอบรรเทาความหิวได้อยู่ดี
แม่บอกว่าจะฆ่าลูกสาวอีก คราวนี้ลูกสาวบอกว่า"เรามานอนกันจนกว่าโลกนี้จะอวสานลงกันเถอะ" ทั้งสามจึงล้มตัวลงนอนเรียงกันและไม่มีใครสามารถปลุกพวกเธอให้ตื่น มีแต่คนแม่เท่านั้นที่หายตัวไปและไม่มีใครเห็นนางอีก
(.............ไม่รู้จะตีความยังไงดี............)


- นักบุญผู้กังวล
ยังมีหญิงสาวผู้เปี่ยมศรัทธาอยู่นางหนึ่ง เธอสาบานต่อพระเจ้าว่าจะไม่แต่งงาน หากก็ถูกพ่อบังคับ หญิงสาวจึงขอพรพระเจ้าให้เธอมีหนวดงอกออกมา คำขอนั้นกลายเป็นจริง หากพระราชาก็สั่งประหารหญิงสาวด้วยการตรึงกางเขน แต่เธอก็กลายมาเป็นนักบุญในภายหลัง
วันหนึ่งมีนักดีดพิณยากจนมาคุกเข่าหน้ารูปปั้นของเธอ หญิงสาวดีใจจึงทำรองเท้าทองคำหล่นให้เขาข้างหนึ่ง หากในไม่ช้าทุกคนก็มาตามหารองเท้าทองคำที่หายไปและพบว่าอยู่กับนักดีดพิณ เมื่อเขาถูกจับในฐานะขโมยก็ร้องขอว่าอยากจะไปที่โบสถ์อีกครั้ง พอไปถึงโบสถ์ นักดีดพิณก็เข้าไปคุกเข่าหน้ารูปปั้น แล้วนักบุญหญิงก็ทำรองเท้าหล่นลงมาอีกข้าง นักดีดพิณจึงสามารถพิสูจน์ได้ว่าตัวเองบริสุทธิ์


นอกจากข้างบนนี้แล้วก็ยังมีอีกประมาณสามสิบเรื่องที่โดนตัดออกค่ะ
แต่ข้าพเจ้าสงสัยมากกว่าว่าทำไมเรื่อง"หญิงเลี้ยงห่าน"ถึงอยู่จนฉบับที่เจ็ดได้หว่า อันนั้นก็แอบโหดเหมือนกันนะ

2008/Sep/10

ก่อนอื่นเกี่ยวกับเรื่องรับรีเควสค่ะ
ตอนนี้ก็ยังรับอยู่ค่ะ เพียงแต่ว่าข้าพเจ้าจำไม่ได้แล้วว่าก่อนพักบล๊อกไปได้รับรีเควสจากท่านไหนไว้บ้าง orz ต้องขออภัยจริงๆค่ะ (><;; ที่พอจะจำได้เพราะมีมาร์คข้อมูลทิ้งไว้ก็คือ Robert Black แต่ก็นึกไม่ออกอีกว่าเป็นรีเควสจากท่านใดกันแน่ ตอนนี้คงต้องขออนุญาตมาเริ่มนั่งรับรีเควสกันใหม่แต่ต้นค่ะ ส่วนนายแบล็คนี่เขียนแน่นอนค่ะ ท่านใดที่จดจำได้ว่าเป็นผู้รีเควส รบกวนช่วยแจ้งชื่อมาหน่อยนะคะ
ต้องขออภัยอีกครั้งด้วยค่ะ

คุณ mm ขอบคุณมากค่ะสำหรับรีเควส ที่จริงแอบเล็งคดีนี้ไว้นานแล้ว ได้เขียนเสียที ^^;
พูดถึงโปรไฟลิ่งแล้วก็นึกถึงเอย์จิกับชิมะซังขึ้นมาจับใจ ไว้ต้องไปขุดขึ้นมาอ่านอีกสักรอบแล้วค่ะ

โปรไฟลิ่ง (Offender Profiling หรือ Criminal Profiling) ศาสตร์ทางอาชญวิทยาแขนงหนึ่ง คือการคาดเดาลักษณะของคนร้ายโดยการวิจัยจุดเด่นกับลักษณะของอาชญากรรมด้วย Behavioural Science ซึ่งโปรไฟลิ่งจะมีพื้นฐานอยู่บนทฤษฎีว่า"คนร้ายในคดีประเภทนี้ มักจะเป็นบุคคลที่มีลักษณะดังนี้"
หลักของโปรไฟลลิ่งคือการนำเอา "การเตรียมตัวก่อนก่ออาชญากรรม" "วิธีการในการก่ออาชญากรรม" "วิธีการจัดการหลังอาชญากรรม" มาวิเคราะห์ด้วย Behavioural Science (ประกอบไปด้วยจิตวิทยา สังคมศาสตร์ และมนุษย์ศาสตร์) ซึ่งจะทำให้ทราบถึงข้อมูลของคนร้ายเช่น เพศ เชื้อชาติ อาชีพ หรืออายุ และเมื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปประกอบกับการสืบสวนก็จะทำให้การไขคดีเป็นไปอย่างราบรื่นขึ้น
โปรไฟลิ่งไม่ใช่หลักฐานในการไขคดีและไม่สามารถใช้ในการชี้ตัวคนร้าย ศาสตร์นี้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยเหลือการสืบสวนอย่างหนึ่งเท่านั้น จึงเป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาดที่จะมีการจับกุมคนร้ายด้วยข้อมูลทางโปรไฟลิ่งเพียงอย่างเดียว

คดีที่เราจะพูดถึงในวันนี้เป็นคดีแรกในอเมริกาที่มีการนำโปรไฟลิ่งมาใช้ไขคดีอย่างเป็นทางการ และยังส่งผลให้โปรไฟลิ่งกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสวนคดีของอเมริกาในเวลาถัดมาด้วยค่ะ



George Metesky (1930 -1994)
The Mad Bomber

ดอกเตอร์เจมส์ บรัสเซลได้กล่าวไว้ในการทำโปรไฟลิ่งของคดีนี้ว่า
"ผมกล้าพนันว่าเมื่อคุณจับเขาได้ เขาจะสวมชุดสูทแบบกระดุมสองแถวและติดกระดุมจนครบทุกเม็ด"
และเมื่อจอร์จ เมเทสกี้ถูกจับกุมในปี 1957 (กรุณาดูรูปข้างบนค่ะ) เขาก็สวมชุดสูทแบบกระดุมสองแถวและติดกระดุมครบทุกเม็ดตามโปรไฟลิ่งนี้ไม่มีผิดเพี้ยน

คดีนี้เริ่มขึ้นในวันที่ 16 พฤศจิกายน 1940 มีกล่องไม้น่าสงสัยถูกวางทิ้งไว้บนหน้าต่างโรงงานของบริษัทคอนโซลิเดเต็ดเอดิสัน (Consolidated Edison) บนกระดาษห่อมีข้อความว่า "Con Edison crooks - This is for you." ภายในคือระเบิดท่อน้ำซึ่งทำจากท่อทองเหลืองอัดดินปืนกับชนวนหยาบๆที่ทำจากน้ำตาลและถ่านไฟฉาย ในความเป็นจริง ระเบิดลูกแรกนี้เป็นระเบิดด้าน และสันนิษฐานว่าคนร้ายจงใจจะให้เป็นเช่นนั้น (ถ้าระเบิดจริง ข้อความบนกระดาษห่อก็จะอ่านไม่ได้) แต่คงเพราะเหตุนี้เอง คดีนี้จึงไม่เป็นที่สนใจเท่าไหร่จนไม่ปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ใดๆ ประกอบกับในเวลานั้น ยุโรปกำลังตกอยู่ในสงคราม และอเมริกาก็รอท่าจะเข้าร่วมอยู่ ตำรวจจึงยิ่งเมินเฉยต่อระเบิดในครั้งนี้

ผ่านไปอีกสิบเดือนโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนกระทั่งเดือนกันยายน 1941 มีการพบระเบิดใกล้บริเวณบริษัทคอนเอดิสันอีกครั้ง คราวนี้ก็เป็นระเบิดด้านอีกเช่นกัน ตัวระเบิดเป็นระเบิดเวลาที่ใส่ไว้ในถุงเท้าขนแกะ ทีมกู้ระเบิดสังเกตว่าระเบิดนี้มีโครงสร้างแบบเดียวกับระเบิดที่คอนเอดิสันในปีก่อน พวกเขาจึงลงความเห็นว่าน่าจะเป็นคนร้ายรายเดียวกัน คนร้ายคงตั้งใจจะนำระเบิดไปยังคอนเอดิสันหากก็มีเหตุให้ต้องละทิ้งระเบิดไปกลางคัน และอีกครั้งที่คดีนี้ไม่ได้ถูกยกขึ้นมาพาดหัวข่าว

และในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน อเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สองอย่างเป็นทางการ คราวนี้มีจดหมายจาก"ผู้รักชาติ"ส่งมาถึงกรมตำรวจนิวยอร์ค



"ผมจะไม่ทำระเบิดในระหว่างสงคราม และนั่นก็เพราะความรักชาติในตัวผม แต่ผมจะกลับมาลงโทษคอนเอดิสันอย่างแน่นอน พวกมันจะต้องชดใช้การกระทำอันขี้ขลาดที่ได้ทำไว้

F.T."

และดังคำที่คนร้ายได้ประกาศเอาไว้ ไม่มีระเบิดใดๆถูกพบระหว่างสงคราม จะมีก็แต่จดหมายหลายฉบับที่ถูกส่งไปยังกรมตำรวจ หนังสือพิมพ์และบริษัทคอนเอดิสันอันเป็นคู่แค้น

การล้างแค้นของเขาเริ่มต้นอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 1950 ระเบิดลูกที่สามถูกพบที่สถานีรถไฟแกรนด์เซ็นทรัล และเป็นครั้งแรกที่มันระเบิดจริงๆ โครงสร้างระเบิดยังคงเป็นแบบเดียวกับที่ผ่านมา หากเทคนิคนั้นเหนือชั้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งไปกว่านั้น คนร้ายยังเปลี่ยนเป้าหมายมาวางระเบิดในที่สาธารณะซึ่งสร้างอันตรายให้กับคนทั่วไปได้มากกว่าอีกด้วย

เจ็ดปีหลังจากนั้น มีการวางระเบิดอย่างน้อย 31 ครั้งและมี 22 ลูกในจำนวนนั้นที่ระเบิดจริง มีผู้บาดเจ็บทั้งหมด 15 ราย แต่โชคดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิตแม้แต่รายเดียว ครั้งที่ร้ายแรงที่สุดคือการวางระเบิดที่โรงภาพยนตร์พาราเมานท์ในบรู้คลินเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 1956 ระเบิดถูกซ่อนไว้ใต้ที่นั่ง มีผู้บาดเจ็บทั้งหมด 6 ราย และ 3 ในนั้นบาดเจ็บปางตาย


เจมส์ บรัสเซล

การสืบสวนเป็นไปอย่างมืดแปดด้านจนตำรวจยอมหันไปพึ่งดอกเตอร์เจมส์ บรัสเซล (James A. Brussel) ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัยโปรไฟลิ่งของ FBI และบรัสเซลก็ก็ทำโปรไฟลิ่งขึ้นดังนี้

"มือระเบิดเกือบทั้งหมดเป็นผู้ชาย ดังนั้นคนร้ายรายนี้ก็เป็นเพศชายด้วย เขามีอาการเพ้อฝัน (Paranoia) และอาการดังกล่าวมักเกิดในช่วงอายุ 35 ปี ดังนั้นตอนนี้ เขาก็น่าจะมีอายุประมาณ 50 ปี และน่าจะอาศัยอยู่ตามลำพังเช่นเดียวกับผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าว หรือไม่ก็อาศัยอยู่กับญาติที่มีอายุมาก
ลายมือบอกให้รู้ว่าเขาเป็นคนเจ้าระเบียบ เขาคงจะเป็นคนรักษากฏเกณฑ์อย่างถี่ถ้วน และนิยมการใส่สูทแบบกระดุมสองแถว
การใช้ภาษาหลายที่ไม่เป็นธรรมชาติบอกให้รู้ว่าเขาน่าจะเป็นผู้อพยพ คงจะเป็นชาวสลาฟ ดังนั้นเขาน่าจะเป็นคาธอลิคด้วย
จดหมายถูกส่งมาจากเวสต์เชสเตอร์เป็นส่วนใหญ่ เขาน่าจะอาศัยอยู่ในคอนคิเนคัทซึ่งมีชาวต่างชาติอาศัยอยู่มาก
ในจดหมายบอกว่าเจ้าตัวป่วยเป็นโรคหนักมานานปี และถ้าหากเขายังมีชีวิตอยู่ โรคดังกล่าวก็น่าจะเป็นโรคหัวใจหรือวัณโรค"

ตำรวจส่งโปรไฟลิ่งนี้ไปลงหนังสือพิมพ์ตามคำแนะนำของบรัสเซล โดยบรัสเซลให้เหตุผลว่า คนร้ายอยากเป็นคนดังและต้องการให้ผู้อื่นให้ความสนใจต่อสิ่งที่ตัวเองทำ ซึ่งหากข้อมูลนี้เผยแพร่ผ่านสื่อไป จะต้องมีการติดต่อมาจากคนร้ายอย่างแน่นอน
หลังจากที่ลงข่าวเรื่องโปรไฟลิ่งไปแล้ว มีผู้คนมากมายอ้างตัวว่าเป็นแม้ดบอมเมอร์ หากก็ไม่มีรายใดที่เป็นมือระเบิดตัวจริง

สาเหตุที่ทำให้คนร้ายถูกจับนั้นไม่ได้มาจากโปรไฟลิ่งโดยตรง แต่เป็นเพราะข้อความที่คนร้ายเผลอหลุดออกมาในจดหมายเสียมากกว่า
"I was injured on job at Con Edison plant - As a result I am adjudged - Totally and permanently disabled."
และในจดหมายอีกฉบับ คนร้ายก็ระบุมาอีกว่าวันที่เกิดอุบัติเหตุนั้นคือวันที่ 5 กันยายน 1931 และทำให้ชื่อของจอร์จ เมเทสกี้ปรากฏขึ้นในฐานะผู้ต้องสงสัยในที่สุด
เมเทสกี้เป็นอดีตพนักงานบริษัท United Electric & Power Company ซึ่งถูกรวมเข้ากับคอนเอดิสันในภายหลัง บริษัทคอนเอดิสันมีการรวมบริษัทเช่นนี้หลายครั้งหลายหนจนเป็นการยากที่จะสืบค้นข้อมูลพนักงาน หากตำรวจก็ล้างชื่อของเมเทสกี้ออกมาได้ในท้ายที่สุด

เมเทสกี้ประสบอุบัติเหตุระหว่างงานในโรงงาน หลังจากนั้นเขาป่วยเป็นวัณโรคซึ่งเจ้าตัวอ้างว่ามีสาเหตุมาจากอุบัติเหตุดังกล่าว หากทางบริษัทก็ไม่รับฟังคำร้องเรียนของเขาเลยแม้แต่น้อย

เมเทสกี้เป็นผู้อพยพชาวโปแลนด์ซึ่งอาศัยอยู่ในคอนติเนคัทกับพี่สาวสองคน เขาเป็นคนสุภาพแต่งตัวเรียบร้อย เพื่อนบ้านไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับตัวเขานัก ทราบแต่ว่าเจ้าตัวมักออกไปทำธุระที่นิวยอร์คบ่อยๆและไปโบสถ์ทุกปลายสัปดาห์ ซึ่งทั้งหมดนี้ตรงกับโปรไฟลิ่งของบรัสเซลทุกประการ
หลังจากการจับกุมในวันที่ 21 มกราคม 1957 เมื่อถูกถามถึงความหมายของชื่อย่อ F.P. ในท้ายจดหมาย เมเทสกี้ก็ยิ้มและตอบว่าชื่อนั้นย่อมาจาก"Fair Play"นั่นเอง


เมเทสกี้ในสถานบำบัด

เมเทสกี้ถูกตัดสินว่ามีอาการทางจิตและถูกส่งตัวไปรักษาในสถานบำบัด บรัสเซลไปพบกับเมเทสกี้หลายครั้งและยืนยันว่าเมเทสกี้ไม่มีความตั้งใจจะฆ่าใครเลยแม้แต่น้อย เขาถูกปล่อยตัวออกมาในปี 1973 หลังจากนั้นก็มีชีวิตอีกนานถึงยี่สิบปี ก่อนจะเสียชีวิตไปเมื่อมีอายุได้ 90 ปีเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 1994

* แถมค่ะ
คดีของเมเทสกี้ทำให้บรัสเซลโด่งดังขึ้นมาในเรื่องการโปรไฟลิ่งก็จริง หากในคดีนักฆ่ารัดคอแห่งบอสตัน ข้อมูลโปรไฟลิ่งของบรัสเซลก็แตกต่างจากอัลเบิร์ต เดซัลโวซึ่งเป็นคนร้ายตัวจริงโดยสิ้นเชิง


แก้คำผิด

2008/Sep/06

กลับมาแล้วค่ะ ต้องขออภัยจริงๆค่ะที่หายหน้าไปนานเนื่องจากเหตุผลทางการงาน ในที่สุดตอนนี้ชีวิตก็กลับมาอยู่ในมือข้าพเจ้าแล้ว จึงขอกลับมารบกวนสายตาทุกท่านในที่นี้อีกครั้งค่ะ ระหว่างที่ทิ้งบล็อกไปก็ยังมีหลายท่านที่แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมด้วย ด้วยขอขอบพระคุณมากๆเลยค่ะ (><

คุณ mayWz ขอบคุณมากค่ะสำหรับรีเควสต้อนรับการเปิดบล็อกต่อ

* เนื้อหาในวันนี้มีใจความการใช้ความรุนแรงต่อผู้เยาว์อยู่ด้วย กรุณาพิจารณาให้ดีก่อนอ่านด้วยค่ะ

จะให้พูดไปแล้ว ในฐานะที่ข้าพเจ้าสำนึกตัวว่าเป็นโอทาคุคนหนึ่ง ก็คงต้องยอมรับค่ะว่าคดีของมิยาซากิ ทสึโตมุเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก ไม่ใช่ในแง่สถานที่เกิดคดี แต่เป็นในแง่ของผลกระทบและมุมมองซึ่งสังคมมีต่อกลุ่มบุคคลที่เรียกว่า"โอทาคุ"นี่แหละค่ะ
นอกจากนี้ คดีนี้ยังเป็นคดีแรกที่มีการนำโปรไฟลิ่งมาใช้ในญี่ปุ่นด้วยค่ะ




宮崎勤 (1962-2008)
มิยาซากิ ทสึโตมุ
The Otaku Murderer, The Little Girl Murderer, Dracula
東京・埼玉連続幼女誘拐殺人事件 (คดีฆาตกรรมเด็กหญิงต่อเนื่องที่โตเกียวกับไซตามะ หรือบ้างก็เรียกคดีมิยาซากิ, คดีมิยาซากิ ทสึโตมุ, คดี M คุง, คดี M)

มิยาซากิ ทสึโตมุ เกิดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 1962 ในครอบครัวผู้มีฐานะปานกลางที่เมืองนิชิทามะ จังหวัดโตเกียว บิดาและมารดาทำงานกันทั้งคู่ ทสึโตมุในวัยเด็กจึงโตมากับปู่ซึ่งเป็นผู้อาวุโสที่คนในเมืองนับถือกับพี่เลี้ยงซึ่งเป็นชายวัยกลางคนผู้มีความบกพร่องทางสติปัญญา ปู่เอ็นดูทสึโตมุเป็นอย่างมาก และตัวเขาเองซึ่งเป็นเด็กเก็บตัวก็เคารพเชื่อฟังปู่มากเช่นกัน

ทสึโตมุเป็นโรคข้อเชื่อมกระดูกบกพร่องโดยกำเนิดซึ่งทำให้เขาไม่สามารถหงายฝ่ามือขึ้นด้านบนได้ และนี่เองที่กลายมาเป็นปมด้อยของเขาตั้งแต่วัยเด็ก เนื่องจากเขาเป็นเด็กคนเดียวในชั้นอนุบาลที่ไม่สามารถทำท่า"ขอ"หรือเล่นเกมได้เหมือนเด็กคนอื่นๆ สมัยประถม ทสึโตมุเป็นเด็กเรียนเก่งแต่ไม่ถนัดวิชาภาษาญี่ปุ่นกับวิชาสังคม เมื่อขึ้นชั้นมัธยมปลายก็ไปเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมปลายเมย์ไดนากาโนะซึ่งต้องเดินทางจากบ้านด้วยรถไฟไปถึงสองชั่วโมง และเหตุผลก็มาจากปมด้อยเรื่องมือนั่นเอง (หากพ่อแม่เข้าใจว่าเป็นเพราะเจ้าตัวอยากจะเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในอนาคต) แต่หลังจากที่เข้าเรียนในชั้นมัธยมปลาย ผลการเรียนของทสึโตมุก็แย่ลงเรื่อยๆ เพื่อนร่วมชั้นให้การในภายหลังว่าเขาเป็นคนเก็๋บตัวและไม่เด่นสะดุดตา ทสึโตมุตั้งความหวังว่าจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเมย์ได หากสุดท้ายความหวังของเขาก็ไม่เป็นจริงเพราะคะแนนไม่ถึง หลังจากสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมในปี  1981 เขาจึงเข้าเรียนในคณะอนุปริญญาเทคนิคการวาดภาพของมหาวิทยาลัยช่างศิลป์โตเกียวแทน แต่กระทั่งหลังจากเข้าเรียนที่นี่แล้ว ทสึโตมุก็ยังคงเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัวจนแทบไม่มีใครในชั้นเรียนที่จดจำเขาได้

ปี 1983 หลังจากที่จบอนุปริญญามาแล้ว ทสึโตมุได้รับการแนะนำจากปู่ให้เข้าทำงานในโรงพิมพ์ที่เมืองโคไดระโดยรับหน้าที่เป็นผู้คุมเครื่องจักร เพื่อนร่วมงานให้การในภายหลังว่าเขาไม่ตั้งใจทำงานและเข้ากับคนรอบข้างไม่ได้ จนเดือนมีนาคมปี 1986 ก็ออกจากงานที่โรงพิมพ์ไป ทสึโตมุเก็บตัวอยู่ในห้องเป็นเวลาหลายเดือน (อย่างที่เรียกกันว่าฮิกิโคโมริ) และในเดือนกันยายนปีเดียวกันก็ยอมออกมาช่วยงานเล็กๆน้อยๆของกิจการในครอบครัวเช่นการออกไปรับต้นฉบับใบปลิว ในช่วงนี้เองที่เขาหันมาออกโดจินชิของอนิเมชั่น หากก็ถูกพรรคพวกเกลียดจนออกหนังสือได้เพียงเล่มเดียว หลังจากนั้น เขาเข้าร่วมเป็นสมาชิกของเซอร์เคิ่ลวีดีโอหลายกลุ่ม (หมายถึงกลุ่มแลกเปลี่ยนวีดีโอที่อัดมาจากรายการต่างๆในทีวี) แต่ทสึโตมุชอบจู้จี้กับสมาชิกคนอื่นเรื่องวิธีการอัดวีดีโอ รวมทั้งไม่ยอมส่งวีดีโอที่ตัวเองต้องก็อปปี้มาแลกให้กับอีกฝ่าย เขาจึงเป็นที่เหม็นขี้หน้าในที่นี้เช่นกัน
ทสึโตมุไม่มีประสบการณ์ในการคบกับผู้หญิง ซึ่งสาเหตุสำคัญนั้นมาจากปมด้อยเรื่องมือที่ทำให้เขาไม่กล้าเข้าใกล้ผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่ เขาเคยถูกมารดาคะยั้นคะยอให้ไปดูตัวถึงสี่ครั้ง แต่หลังการดูตัวก็ถูกปฏิเสธโดยฝ่ายหญิงหมดทุกครั้ง (ภาพที่ใช้ในการดูตัวก็คือภาพข้างบนนี่เองค่ะ)

ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าอะไรเป็นชนวนทำให้ทสึโตมุเริ่มก่อคดี แต่คดีแรกของเขานั้นเริ่มขึ้นสามเดือนหลังจากที่ผู้เป็นปู่เสียชีวิตไปในเดือนพฤษภาคมปี 1988 นี่เอง (มีคำให้การว่าทสึโตมุกินเถ้ากระดูกของปู่ลงไปเพื่อแสดงถึงความเคารพอีกด้วย)

วันที่ 22 สิงหาคม 1988 คงโนะ มาริ (4 ขวบ) หายสาบสูญไปจากละแวกบ้าน ทสึโตมุให้การสารภาพในภายหลังว่าเขาลักพาตัวมาริมาจากใกล้บ้านของเด็กหญิงนั่นเอง หลังจากที่บีบคอมาริตายและศพเริ่มแข็งตัว เขาก็ทำการอนาจารกับศพของเด็กหญิง (ไม่มีการข่มขืน) และถ่ายวีดีโอเก็บไว้ ซึ่งเกี่ยวกับข้อนี้ ทสึโตมุแสดงความเห็นในภายหลังว่า"ผมอยากจะได้ร่างกายนั้นเป็นของตัวเอง ศพยังไงก็ต้องเน่า แต่วีดีโอยังเอามาดูซ้ำได้อีก"

วันที่ 3 ตุลาคม โยชิซาว่า มาซามิ (7 ขวบ) หายสาบสูญไปจากละแวกบ้าน ทสึโตมุบีบคอฆ่ามาซามิแล้วเริ่มทำการอนาจารในทันที หากจากคำให้การในภายหลัง ตอนนั้นมาซามิยังพอมีลมหายใจอยู่ แขนขาของเธอจึงกระตุกเป็นระยะ

วันที่ 9 ธันวาคม นันบะ เอริกะ (4 ขวบ) หายสาบสูญไปจากละแวกบ้าน หลังจากฆ่าแล้ว เอริกะปัสสาวะราดออกมา ทสึโตมุจึงทิ้งศพของเด็กหญิงไว้ในภูเขา และในวันที่ 15 เดือนเดียวกัน ศพเปลือยของเอริกะก็ถูกพบในภูเขา หลังการพบศพ พ่อของเอริกะให้สัมภาษณ์กับโทรทัศน์ว่า"ถึงจะตายไปแล้ว แต่ก็ยังดีที่เขากลับมา" ทสึโตมุจึงวางแผนจะคืนศพของผู้เคราะห์ร้ายให้กับครอบครัว แต่ลงท้าย เขาก็ไม่สามารถหาศพของมาซามิซึ่งเป็นเหยื่อรายที่สองพบ

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 1989 มีกล่องกระดาษถูกวางทิ้งไว้ที่หน้าบ้านครอบครัวคงโนะ ภายในคือเถ้ากระดูกและฟันบางส่วนซึ่งได้รับการยืนยันว่าเป็นของคงโนะ มาริ เหยื่อเคราะห์ร้ายรายแรก และในวันที่ 10 เดือนเดียวกันก็มีจดหมายจากฆาตกรซึ่งอ้างตัวเป็นผู้หญิงชื่อ"อิมาดะ ยูโกะ"ส่งไปยังหนังสือพิมพ์อาซาฮิ (มีทฤษฎีกล่าวว่าแผลงมาจากประโยค"มาตอนนี้แล้วเลยพูดได้") บอกว่าเธอเป็นผู้ลักพาตัวเด็กหญิงไปฆ่าเนื่องจากความน้อยเนื้อต่ำใจที่ตัวเองมีร่างกายบกพร่องทำให้ไม่สามารถมีบุตรได้

บางส่วนจากจดหมาย (ขออภัยค่ะที่ไม่สามารถแปลมาทั้งหมด มันยาวมากจริงๆค่ะ)
"นี่เป็นกระดูกของมาริจังอย่างแน่นอนค่ะ พอเผาแล้วกระดูกก็สลายลงไปตามธรรมชาติ.... พอคนเรากลายมาเป็นกระดูก กระดูกนั้นก็ช่างเล็กและมีจำนวนน้อยกว่าที่คิดไว้เสียอีก แต่ฉันก็พยายามเก็บกระดูกใส่ลงมาในกล่องทั้งหมดแล้วค่ะ อาจจะมีคนพูดว่าคดีในครั้งนี้เป็น"ความแค้น" "การเล่นเกม" "การกลั่นแกล้ง" หรือ"การท้าทาย" แต่ไม่ใช่อย่างนั้นเลย ฉันเพียงแค่มา"คืน"มาริจังเท่านั้นเอง
ฉันแค่อยากจะคืนมาริจังให้เท่านั้นเองจริงๆค่ะ ได้โปรดรีบจัดงานศพให้มาริจังเถอะค่ะ อาจจะฟังเป็นการเห็นแก่ตัว แต่ฉันก็ยังไม่อยากถูกจับค่ะ และฉันก็จะไม่ทำเรื่องเช่นนี้อีกแล้วด้วย
วันก่อน ฉันดูข่าวที่คุณแม่ทราบเรื่องจากตำรวจแล้วบอกว่า"เท่านี้ฉันก็พอจะมีความหวังต่อไปได้" ฉันจึงคิดว่าควรจะจัดการเรื่องราวให้เรียบร้อยจะดีกว่า ไม่เช่นนั้น คนที่บ้านก็จะไม่มีวันรู้เลยว่ามาริจังอยู่ที่ไหน ฉันจึงรีบส่งจดหมายมาเช่นนี้ค่ะ

กระดูกพวกนั้นคือมาริจังจริงๆค่ะ"

วันที่ 11 มีนาคม มีจดหมายสารภาพจาก"อิมาดะ ยูโกะ"ส่งไปยังหนังสือพิมพ์อาซาฮิและบ้านครอบครัวของโยชิซาว่า มาซามิซึ่งเป็นเหยื่อรายที่สอง คราวนี้อ้างว่าตัวเองมีลูกที่เสียชีวิตไปตั้งแต่ยังเด็กแต่ไม่ได้ทำศพให้ จึงลอบปนกระดูกบางส่วนของลูกตัวเองไปกับกระดูกของมาริเพื่อที่จะได้ทำศพเสียที

แต่ทสึโตมุก็ยังไม่หยุดตัวเองลงแค่นั้น

วันที่ 6 มิถุนายน โนะโมโตะ อายาโกะ (5 ขวบ) ถูกพบเป็นศพอยู่ที่ห้องน้ำในสวนสาธารณะ ศพของเด็กหญิงเปล่าเปลือยและถูกตัดข้อมือข้อเท้า ทสึโตมุให้การในภายหลังว่าอายาโกะหัวเราะมือของเขาทำให้เขาโกรธจนเลือดขึ้นหน้าและเผลอฆ่าอายาโกะทิ้ง ส่วนมือที่ตัดไปนั้นเอากลับไปบ้านแล้วย่างกินกับโชยุ รวมทั้งเขาได้ดื่มเลือดจากมือของเด็กหญิงที่ค้างอยู่ในถุงพลาสติกด้วย

วันที่ 23 กรกฎาคม ทสึโตมุทำอนาจารกับเด็กหญิงชั้นประถมหนึ่งโดยจับเด็กหญิงแก้ผ้าในห้องน้ำและกำลังจะถ่ายภาพ หากผู้ปกครองของเด็กหญิงเข้ามาพบทันท่วงที เขาจึงถูกจับกุมในข้อหาพรากผู้เยาว์ และระหว่างการสอบปากคำก็รับสารภาพว่าตัวเองเป็นคนร้ายของคดีทั้งหมดที่ผ่านมา (ศพของมาซามิ บางส่วนของศพมาริ และส่วนศีรษะของศพอายาโกะถูกพบหลังจากการสารภาพนี้)

หลังการจับกุม มีการพบวีดีโอ 5763 ม้วนจากห้องของทสึโตมุ และหลังการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ 74 คนกับเครื่องเล่นวีดีโอ 50 เครื่องเป็นเวลาสองสัปดาห์ ก็พบภาพของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายปะปนอยู่ด้วย วีดีโอดังกล่าวกลายมาเป็นหลักฐานสำคัญในการฟ้องคดีของทสึโตมุในเวลาถัดมา

มิยาซากิ ทสึโตมุไม่ได้ให้การชัดเจนนักเกี่ยวกับแรงจูงใจในการฆ่า แต่ความแปลกประหลาดของคดีก็ทำให้อาชญากรรมนี้เป็นที่สนใจของหลายฝ่าย และมีการสันนิษฐานกันไปต่างๆนานา

โอสึกะ เอย์จิ นักวิจัยโอทาคุกล่าวไว้ว่าความโดดเดี่ยวขณะที่เขาอายุยังน้อยทำให้สภาพจิตใจของทสึโตมุหยุดอยู่ในวัยเด็กซึ่งส่งผลต่ออุปนิสัยและรสนิยมทางเพศที่เหมือนกับเด็กไปด้วย ในความเป็นจริง ทสึโตมุทำอนาจารต่อเด็กหญิงโดยการลูบไล้ก็จริง แต่เขาไม่เคยมีเพศสัมพันธุ์กับเด็กหญิงเลยแม้แต่หนเดียว ซึ่งการมีนิสัยย้อนอายุนี้ตรงกับเปโดฟีเลียประเภทหนึ่ง (Pedophilia หมายถึงรสนิยมทางเพศที่มีเป้าหมายเป็นผู้เยาว์) และยังกล่าวอีกด้วยว่าทสึโตมุใช้ความรุนแรงกับเหยื่อเหมือนที่เด็กใช้ความรุนแรงกับเด็กด้วยกัน แต่เพราะเขาเป็นผู้ใหญ่ ความรุนแรงดังกล่าวจึงมีผลเป็นการฆาตกรรม

จิตแพทย์ผู้รับผิดชอบคดีของมิยาซากิ ทสึโตมุก็กล่าวว่า เขาไม่ใช่เปโดฟีเลียโดยสมบูรณ์ เพียงแต่เล็งเด็กหญิงเป็นเหยื่อโดยจิตใต้สำนึกเท่านั้น เขาเพียงแต่ตัดใจที่จะคบหากับผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่ และหันมาใช้เด็กหญิงเป็นเครื่องทดแทนเสียมากกว่า ตัวเขาเองจริงๆแล้วไม่ได้มีรสนิยมชอบเด็กหรือชอบศพเลย

โรเบิร์ต เรสเสลอร์ (FBI และนักเขียน เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการตั้งทฤษฎีโปรไฟลิ่ง) กล่าวว่าทสึโตมุเป็นเปโดฟีเลียประเภทซาดิสต์แบบเลือก ซึ่งผู้มีอุปนิสัยดังกล่าวจะมีลักษณะดังนี้
- มักจะกระทำการซ้ำๆเป็นเวลานาน
- เคยถูกทารุณกรรม (ทางเพศ) ในวัยเด็ก
- ในช่วงวัย 10 ปี มักจะคบหาคนในวงจำกัด
- มักจะทำอันตรายต่อเด็กซึ่งเป็นเหยื่อ
- เป็นคนโสดอายุ 25 ปีขึ้นไป
- อยู่ตัวคนเดียว หรืออยู่ร่วมบ้านกับพ่อแม่
- สนใจเด็กและสิ่งที่เกี่ยวกับเด็ก
- เป็นซาดิสซึ่ม
- จะไม่มีความสำนึกผิดต่ออาชญากรรมที่ตนก่อ
- ไม่มีวิธีรักษา

* แถม มีการวิเคราะห์ว่าที่ทสึโตมุตัดมือเหยื่อนั้นมีความหมายถึง"การทำหมัน" ซึ่งแสดงถึงการขาดสมรรถภาพทางเพศของเขานั่นเอง

ทสึโตมุพยายามดึงรูปคดีว่าตัวเองเป็นผู้มีความบกพร่องทางจิตที่มีสองบุคลิก โดยอ้างว่าจะมีมนุษย์หนูโผล่มายั่วยุให้เขาก่อคดี หากเหตุผลนี้ก็ไม่ได้รับการรับฟัง ระหว่างการพิจารณาคดี พ่อของทสึโตมุฆ่าตัวตายด้วยการโดดลงมาจากสะพาน หากตัวทสึโตมุก็ไม่มีท่าทีเสียใจต่อเรื่องนี้
วันที่ 14 เมษายน 1997 ทสึโตมุถูกตัดสินโทษประหารชีวิต เขาขอยื่นอุทธรณ์ หากก็ถูกศาลอุทธรณ์ปฏิเสธและพิพากษายืนคำตัดสินของศาลชั้นต้น ขณะถูกขังอยู่ในเรือนจำโตเกียว เขาร้องเรียนว่าตนเห็นภาพลวงตาและถูกใช้ยาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งขอให้ศาลฎีกาพิจารณาคดีใหม่อีกครั้ง หากในวันที่ 17 มกราคม 2006 ศาลฎีกาก็ประกาศยืนยันโทษประหารของทสึโตมุในที่สุด

ระหว่างการขังรอประหาร ทสึโตมุพยายามเขียนจดหมายร้องเรียนความโหดร้ายของโทษแขวนคอ และขอให้เปลี่ยนวิธีประหารเป็นการฉีดยาตาย ซึ่งจดหมายเหล่านี้ถูกรวบรวมเป็นหนังสือในภายหลัง ในจำนวนนั้นมีจดหมายกล่าวถึงการที่สื่อมวลชนออกข่าวการประหารของเขาอย่างครึกโครมว่า"ผมเป็นคนมีชื่อเสียงจริงๆ" และเมื่อถูกถามถึงความเห็นใจต่อผู้เคราะห์ร้ายซึ่งเป็นเหยื่อกับครอบครัว เขาก็ตอบไว้ว่า"ไม่มีเป็นพิเศษ ผมว่าดีแล้วที่ผมได้ทำเรื่องดีๆ"

วันที่ 17 มิถุนายน 2008 มิยาซากิ ทสึโตมุถูกประหารที่เรือนจำโตเกียว หากก็ไม่มีคำพูดขอขมาหรือแสดงความสำนึกผิดออกมาจากปากของเขาจนวาระสุดท้าย



จากการที่มิยาซากิ ทสึโตมุเป็นโอทาคุ โลลิค่อน และผู้นิยมเฮอร์เร่อร์ คดีของเขาจึงส่งผลกระทบต่อสังคมในเวลานั้นไม่น้อย ที่ชัดเจนที่สุดนั้นคงได้แก่"อนิเมโอทาคุ"ซึ่งแต่เดิมไม่ได้เป็นที่รู้จักกันในสังคมทั่วไป คดีนี้ได้ดึงโอทาคุกับอนิเมขึ้นมาเป็นเป้าของสังคมโดยสร้างภาพพจน์ในแง่ลบว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะอาชญากร ซึ่งมีผลไปถึงมาตราการควบคุมสื่อเป็นภัยในเวลาถัดมา (หากในทำนองกลับกันก็ทำให้โอทาคุกับคอมิเคกลายมาเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นด้วย อ่านเรื่องของคอมิเคได้ที่นี่ค่ะ) ซึ่งในข้อนี้ มีการผลักดันให้โอทาคุปรากฏตัวต่อสื่อมวลชนมากขึ้นจนในปัจจุบันนี้พอจะสามารถลบภาพในแง่ลบไปได้บ้าง แต่เมื่อมีคดีเกี่ยวกับเยาวชน ก็มักจะมีการยกโอทาคุกับอนิเม (ในที่นี้ รวมไปถึงการ์ตูนด้วย) ขึ้นมาโจมตีอยู่ดี
ในอีกแง่หนึ่ง คดีนี้ทำให้เปโดฟีเลียกลายเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น และสร้างความตื่นตัวเรื่องการรักษาความปลอดภัยสำหรับเด็กขึ้นในหมู่ผู้ปกครองอีกด้วย

จะอย่างไรก็ดี นักข่าวคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ทำข่าวคดีมิยาซากิ ทสึโตมุ ได้สารภาพบนบล๊อกของหนังสือพิมพ์ว่า สื่อมวลชนพยายามออกข่าวอย่างไม่ตรงต่อความจริงเท่าใดนัก เป็นต้นว่า กองนิตยสารในห้องของทสึโตมุนั้นที่จริงเป็นนิตยสารธรรมดาที่ผู้ชายชอบอ่านกัน แต่ช่างภาพก็จงใจจัดฉากด้วยการวางหนังสือโป๊ไว้บนสุด
หรือจะเป็นวีดีโอที่พบในห้องทสึโตมุและถูกออกข่าวว่าเป็นวีดีโอโป๊กับวีดีโอที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเด็กหญิงนั้น ในความจริงแล้วมีวีดีโอโป๊เพียงไม่มาก วีดีโอที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเด็กหญิงก็มีเพียง 44 ม้วนซึ่งยังไม่ถึง 1 เปอร์เซนต์ของจำนวนทั้งหมดด้วยซ้ำ วีดีโอของทสึโตมุนั้นเป็นอนิเมธรรมดาเช่น"โดกะเบง"(อนิเมเกี่ยวกับเบสบอลค่ะ)ที่ถูกอัดมาจากทีวีเสียมากกว่า หากเอนทรี่ดังกล่าวก็ถูกลบทิ้งไปอย่างรวดเร็ว


แก้คำผิด

2008/Feb/25

ที่จริงยังคงอยู่ในช่วงยุ่งอยู่ค่ะ มีเรื่องที่อยากเขียนแต่ไม่มีเวลารวบรวมข้อมูลเลย orz
บังเอิญเจออิทธิพลมรสุมเฮตาเลีย (ท่านที่อยากรู้ว่ามันคืออะไร เชิญที่นี่ค่ะ) เกิดอยากรู้ขึ้นมาว่าเพลงชาติญี่ปุ่นร้องยังไง ค้นไปพลาง เอ็มกับคุณ Syphiie ไปพลาง รู้ตัวอีกทีข้อมูลมันชักพอกพูนค่ะ.....
ด้วยความเสียดายเลยขอเอามาลงซะเลย .....ที่จริงบล๊อกนี้มีเรื่องคดีฆาตกรรมเป็นหลักไม่ใช่เหรอเนี่ย..... (ไฉนจึงเป็นประโยคคำถาม)

* ติดต่อส่วนตัว เกรงว่าจะไม่มีเวลาตอบคอมเมนท์ ขอตอบแบบเร่งด่วนไว้ที่นี่ก็แล้วกันค่ะ
คุณ kisarayui คะ (รบกวนกด Ctrl + A ด้วยค่ะ) เกี่ยวกับเอนทรี่ซีแลนด์ ต้องขอขอบคุณมากๆค่ะที่อุตส่าห์เป็นห่วง (><) ข้าพเจ้าได้เข้าไปดูทั้งสองบล๊อกที่ว่าแล้วค่ะ แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ โดยส่วนตัวแล้วไม่ได้ซีเรียสมาก ถ้าเขายินดีให้เครดิต ข้าพเจ้าก็ดีใจ ถ้าไม่ให้ อย่างมากก็แค่"เห...."ค่ะ มีคนอุตส่าห์เป็นเดือดเป็นร้อนแทน เท่านี้ข้าพเจ้าก็ตื้นตันมากแล้วค่ะ
แต่สงสัยซีแลนด์จะโดนใจหลายท่านมาก ลองค้นในกูเกิ้ลดูแล้วมีแปะอยู่ในหลายที่ทีเดียว ล่าสุดเห็นเกือบทั้งดุ้นไปโผล่ในวีกิไทยแล้วค่ะ ここまでくると、寧ろ愉快でした★マジでマジで。


เข้าเรื่องดีกว่า

เพลงชาติ หมายถึงเพลงซึ่งได้รับการรองรับโดยกฏหมาย หรือได้รับการยอมรับจากประชาชน หรือถูกกำหนดโดยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ว่าเป็นสัญลักษณ์ประจำชาตินั้นๆ โดยส่วนมากมักจะมีทำนองเป็นเพลงมาร์ชหรือเพลงร้องสรรเสริญ หากเป็นแถบลาตินอเมริกาจะนิยมแต่งมาจากโอเปร่า และมีบางประเทศที่ใช้ทำนองแบบ fanfare โดยมากจะมีความยาวประมาณ 1 นาทีกว่าๆ

ตอนที่ลองค้นดู ประทับใจมากค่ะว่าแต่ละเพลงต่างก็บอกเอกลักษณ์ของประเทศนั้นๆมาได้ไม่มากก็น้อยทีเดียว ในที่นี่จะขอเลือกมาเป็นเกร็ดเฉพาะที่ข้าพเจ้าสนใจค่ะ ให้แนะนำหมดทุกประเทศนี่คงไม่ไหวจริงๆ ท่านที่ใคร่รู้เพิ่มเติมสามารถลองค้นได้จากวีกิค่ะ

เริ่มจากประเทศที่จะข้ามไปไม่ได้เด็ดขาด
ไทย
"เพลงชาติไทย"
มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อร้องมา 2 ครั้งแล้วค่ะ รายละเอียดเรื่องเนื้อเพลงอ่านได้ที่นี่ (แอบขี้เกียจ)
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2
เนื่องจากฟังมาแต่เด็กจนโตกว่า xx ปีแล้วเลยตอบไม่ถูกเหมือนกันว่าเพลงชาติเราเพราะหรือเปล่า ที่ข้าพเจ้าสนใจคือเนื้อแปลเป็นภาษาอังกฤษค่ะ

Thailand unites its people with flesh and blood.
land of Thailand belongs to the Thais.
long maintained its sovereignty,
Because the Thais have always been united.
thais are peace-loving,
no cowards at distress.
They shall allow no one to rob them of freedom,
Nor shall they suffer tyranny.
ready to die for freedom, safety and prosperity.


โดยความเห็นแบบไม่เกรงใจเมื่อพยายามมองจากสายตาบุคคลที่สาม ......เป็นเนื้อเพลงที่ช่างชมตัวเองอะไรปานนั้น....
* คนต่างชาติหลายคนยังเข้าใจผิดอยู่ว่าเพลงที่ร้องในโรงหนังคือเพลงชาติ ...ก็คงเข้าใจไม่ผิดเท่าไหร่เพราะมีหลายประเทศที่ถือให้เพลงประจำราชวงศ์เป็นเพลงชาติลำดับสองเช่นกันค่ะ

อังกฤษ
"God Save The Queen"
เพลงนี้ไม่ได้ถูกกำหนดโดยกฏหมายให้เป็นเพลงชาติ แต่ชาวอังกฤษต่างก็ถือว่านี่แหละคือเพลงประจำประเทศของเขา นอกจากนี้ เพลงนี้ยังเคยเป็นเพลงชาติของประเทศในกลุ่ม Commonwealth of Nation และเป็นเพลงชาติอันดับสองของนิวซีแลนด์ในปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นเพลงประจำราชวงศ์ของแคนาดากับออสเตรเลียอีกด้วย
* ในกรณีที่ผู้ปกครองบัลลังค์ในขณะนั้นเป็นพระราชา ก็จะเปลี่ยนจาก"Queen"มาเป็น"King"แทนค่ะ

อเมริกา
"The Star-Spangled Banner"
แต่งเมื่อปี 1814 โดยฟรานซิส สก็อต คีย์ซึ่งเป็นทนาย เมื่อปี 1812 ระหว่างสงครามอังกฤษ-อเมริกาที่บัลติมอร์ รัฐแมรี่แลนด์ คีย์ได้ไปขอเจรจากับกองทัพอังกฤษเพื่อขอให้ปล่อยตัวเพื่อนของตนที่ตกเป็นเชลยอยู่ ผู้บัญชาการฝ่ายอังกฤษยินยอมปล่อยคีย์และเพื่อนของเขา แต่เพื่อเป็นการรักษาความลับทางการทหาร ทั้งสองจึงต้องถูกกักตัวไว้ในเรือขณะที่กองทัพอังกฤษทำการโจมตีป้อมแมคเฮนรี่ หลังจากการยิงโต้ตอบด้วยปืนใหญ่ตลอดทั้งคืน คีย์ก็ได้เห็นธงชาติอเมริกาถูกชักขึ้นเหนือป้อม (ในเวลานั้นมีดาว 15 ดวงและแถบแดง-ขาว 15 แถบ) ภายหลังเขาจึงแต่งเนื้อร้องขึ้นจากประสบการณ์ในครั้งนั้นโดยดัดแปลงทำนองมาจากเพลง To Anacreon in Heaven ซึ่งเป็นเพลงร้องในผับที่นิยมแพร่หลายทั้งในอเมริกาและอังกฤษ

ลองยกท่อนคอรัสของ To Anacreon in Heaven มาลงดู
And besides I'll instruct you,
Like me, to intwine
The Myrtle of Venus
With Bacchus's Vine.


เนเธอร์แลนด์
"Wilhelmus van Nassouwe"
ถูกกล่าวว่าเป็นเพลงชาติที่เก่าแก่ที่สุดในโลกค่ะ เพลงชาติโดยทั่วไปจะเกิดขึ้นในศควรรษที่ 19 แต่เพลงนี้แต่งขึ้นระหว่างปี 1568-1572 ในสงคราม 80 ปี (สงครามปลดปล่อยเนเธอร์แลนด์ 1568-1648) มักจะเรียกชื่อเพลงอย่างย่อว่า"วิลเฮล์มส" ความยาว 15 ท่อน (เพลงชาติไทยยาว 4 ท่อน)

ออสเตรีย
"Land der Berge, Land am Strome"
มีเพลงชาติของหลายประเทศที่แต่งโดยนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียง แต่คงไม่มีของชาติไหนดังเท่าออสเตรียอีกแล้ว เพลง"ประเทศของขุนเขา ประเทศของแม่น้ำ"นี้แต่งโดยวูลฟ์แกงก์ อมาเดอุส โมสาร์ทค่ะ สมกับเป็นประเทศแห่งดนตรีจริงๆ
* แถม
เพลงชาติของเยอรมันแต่งโดยฟรานซ์ โยเซฟ ไฮเดิ้น "บิดาแห่งซิมโฟนี่"
เพลงชาติอินเดียและเพลงชาติบังกลาเทศแต่งโดยราบินดรานาธ ทากอร์ นักเขียนรางวัลโนเบล
เพลงชาตินอร์เวย์แต่งโดยโบรินสเตลเน่ โบรินสัน นักเขียนรางวัลโนเบล
* แถมอีก
เพลงชาติของออสเตรียในสมัยจักรวรรดิออสเตรีย (Gott erhalte Franz den Kaiser - ขอพระเจ้าจงคุ้มครองพระจักรพรรดิฟรานซ์) ก็เจ๋งมากค่ะ

ลองแปลมาเฉพาะท่อนสุดท้าย
"แผ่นดินเกิดเอย! ผองเผ่าพี่น้องเอย! จงลิ้มรสแห่งความยินดีของเกียรติภูมิอันสูงส่ง!
จงเดินหน้าต่อสู้ฟาดฟัน!
จงฟังเสียงเพลงจากช่องประตูสุสาน!

พระผู้เป็นเจ้า โปรดคุ้มครองพระจักรพรรดิฟรานซ์ของเราด้วย จักรพรรดิฟรานซ์ผู้ดีเลิศ!"
ถ้าจักรพรรดิฟรานซ์ท่านไม่อยู่แล้ว เพลงชาตินี้จะทำไงดี

สเปน
"Marcha Real"
หนึ่งในเพลงชาติที่เก่าแก่ที่สุดของยุโรป (1761) และเป็นเพลงชาติที่ไม่มีเนื้อร้อง
เคยมีการเขียนเนื้อร้องขึ้นในสมัยของพระเจ้าอัลฟองโซ่ที่ 13 และสมัยเผด็จการฟรังโก้ แต่ไม่ถือเป็นเนื้อร้องอย่างเป็นทางการ

สวีเดน
"Du gamla, du fria" (ประเทศอิสระแห่งแผ่นดินเหนืออันเก่าแก่)
เนื้อเพลงกลอนมากๆค่ะ คนแต่งนี่ช่างโรแมนติค

ท่อนแรก
"เจ้าคือประวัติศาสตร์
เจ้าคือเสรีภาพ
เจ้าคือประเทศทางเหนือในหมู่ทิวเขาที่เรียงราย
เจ้าคือความเงียบ
เจ้าคือความงามซึ่งเปี่ยมด้วยความยินดี
เราขอเอ่ยทักเจ้าผู้สูงส่งยิ่งกว่าสิ่งใดเหนือผืนดินนี้
เจ้าคือดวงตะวัน
เจ้าคือฟ้าคราม
เจ้าคือความเขียวขจีของท้องทุ่ง"

ช่วงสุดท้ายของท่อนสองก็แมนได้ใจมาก
"เราจะอยู่คู่ยุโรปเหนือ!
เราขอตาย ณ ยุโรปเหนือ!"
สมกับเป็นประเทศของไวกิ้งจริงๆ

ฟินแลนด์
"Maamme" (แผ่นดินของเรา)
มี 2 เวอร์ชั่นคือเวอร์ชั่นภาษาฟินแลนด์กับเวอร์ชั่นภาษาสวีเดนค่ะ (สมกับเป็นประเทศคู่ขวัญ ขนาดธงชาติยังคู่กันเลย) ทำนองเพลงใช้อันเดียวกับเอสโธเนียค่ะ แต่คนส่วนใหญ่น่าจะรู้จักเพลงชาติอันดับสอง"ฟินแลนเดีย"ที่แต่งโดยซิเบลิอุสมากกว่า เนื่องจากเป็นเพลงที่ใช้ประกอบ Die Hard 2 ด้วยค่ะ

โปแลนด์
"Mazurek Dąbrowskiego" (มาซูเรคของดองโบรว์สกี้)
แปลชื่อเพลงแล้วก็ยังงงๆอยู่ดีว่ามันแปลว่าอะไร
มาซูเรคนี่คือจังหวะเพลงเต้นรำพื้นเมืองของโปแลนด์ค่ะ ส่วนดองโบรว์สกี้เป็นชื่อของนายทหารในสมัยการแบ่งแยกโปแลนด์ครั้งที่ 3 (1795) ซึ่งทำให้ประเทศโปแลนด์หายไปจากแผนที่ยุโรป (โปแลนด์เป็นประเทศที่โดนแบ่งแยกดินแดน...โดยรัสเซีย...บ่อยมากค่ะ มักโผล่มั่งหายมั่งอยู่บ่อยๆ) ในตอนนั้นดองโบรว์สกี้ได้นำกองทัพซึ่งประกอบไปด้วยผู้ลี้ภัยชาวโปแลนด์ และเพลงดังกล่าวนี้ก็เป็นเพลงร้องปลุกใจประจำกองทัพนั่นเอง พอมาถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ถูกยกให้เป็นเพลงชาติ (มักจะเข้าใจผิดกันบ่อยๆแต่ดองโบรว์สกี้ไม่ได้เป็นผู้แต่งเพลงนะคะ) ทั้งทำนองทั้งเนื้อเท่ห์มากค่ะ

ท่อนแรก
"โปแลนด์ยังไม่ล่มสลาย
ตราบเท่าที่เรายังมีชีวิตอยู่
ไม่ว่าภัยจากชาติใดจะมารุกราน
สักวันเราจะช่วงชิงคืนมาด้วยดาบคู่มือ"

เชค
"Kde domov můj" (บ้านของเราอยู่ที่ใด)
ในสมัยที่ยังเป็นประเทศเชคโกสโลวาเกีย ท่อนแรกเป็นเพลงชาติของเชค ท่อนที่สองจะเป็นเพลงชาติของสโลวัก ทำนองเพลงดัดแปลงมาจากโอเปร่า เป็นเพลงที่มีเนื้อเพลงเรียบง่ายถูกใจข้าพเจ้ามากเพลงหนึ่งทีเดียว

"บ้านของเราอยู่ที่ใด
บ้านของเราอยู่ที่ใด
สายน้ำข้ามผ่านทุ่งหญ้า
ต้นสนส่ายกิ่งอยู่เหนือแนวหิน
ในสวนคือแสงสว่างของดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ
เบื้องหน้านี้คือแดนสวรรค์บนดิน
นี่แหละคือประเทศอันงดงาม
นี่แหละคือบ้านของเรา
นี่แหละคือบ้านของเรา"

ญี่ปุ่น
"君が代" (Kimi Ga Yo - ยุคสมัยของเธอ)
เป็นเพลงชาติที่สั้นที่สุดค่ะ มีเนื้อเพียงท่อนเดียว ต้นกำเนิดมาจากไฮคุ ความหมายโดนใจมากๆ

"ยุคสมัยของเธอ
ขอให้ดำรงอยู่นับพัน นับแปดพันรุ่น
จนหินน้อยรวมเป็นหินใหญ่
จนตะไคร่จับขึ้นครึ้มเขียว"
* ตรงบรรทัดที่สามที่บอกว่า"หินน้อยรวมเป็นหินใหญ่"นี่คือปรากฏการณ์ที่หินเล็กหลายๆก้อนเกิดมีแคลเซี่ยมมาจับเกาะรวมกันกลายเป็นหินก้อนเดียวค่ะ

กรีก
"Ύμνος πρός την Ελευθερίαν" (สรรเสริญเสรีภาพ)
เป็นเพลงชาติที่ยาวที่สุดในโลกค่ะ รวมทั้งหมด 158 ท่อน แต่อย่างเป็นทางการจะร้องเพียงสองท่อนแรกเท่านั้น (ก็น่าอยู่หรอก ไม่งั้นเวลากรีกชนะในการแข่งขันกีฬานานาชาติที คนฟังคงแทบนอนรอ)

ลองฟังบางส่วนได้จากที่นี่ค่ะ
http://www.youtube.com/results?search_query=%E5%9B%BD%E6%AD%8C&search_type=

ยังมีอีกหลายประเทศที่น่าสนใจแต่ไม่สามารถนำมาแนะนำในที่นี้ได้ อย่างของเนปาล ชื่อเพลงน่ารักมากๆเลยค่ะ

2008/Jan/23

ที่จริงแล้วมีเรื่องที่อยากเขียนหลายเรื่องทีเดียวค่ะ ตอนแรกตั้งใจจะเขียนเรื่องของมาเรีย คาราส แต่พอนั่งร่างโครงแล้วท่าทางมันจะยาวไปถึงเรื่องจอห์น F เคเนดี้ กับแจ็คลีนกับมาริลีน มอนโรด้วย เลยเก็บไว้ก่อนดีกว่า แล้วก็ยังมีคดีที่นำการโปรไฟล์ลิ่งมาใช้เป็นครั้งแรก คดีดังๆในฮอลลีวู้ด ปริศนาคดีลอบสังหารลินคอร์น...... เอาเป็นว่าตอนนี้ขอเขียนคดีที่คาใจมานานก่อนดีกว่าค่ะ เพิ่งได้อ่านเคียวโกคุโดซีรียส์ไป กำลังประทับใจคดีฆาตกรรมแบบญี่ปุ่นอยู่พอดี วันนี้จะมีแต่ตัวอักษรค่ะ เพราะหาภาพไม่เจอเลย อย่าเพิ่งเมาตัวหนังสือไปก่อนนะคะ (^^;

คิดว่าหลายท่านในที่นี้คงจะได้อ่านนิยายสืบสวนคดีฆาตกรรมของนักสืบคินดะอิจิ เคียวสึเกะซึ่งเขียนโดยอ.โยโคมิโสะ เคย์ชิไปแล้ว (ที่เป็นปู่ของคินดะอิจิ ฮะจิเมะในการ์ตูนน่ะค่ะ) ในตอน"หมู่บ้านแปดหลุมศพ"ซึ่งเป็นตอนหนึ่งที่มีชื่อเสียงที่สุดของซีรียส์ ยังจำได้ไหมว่ามีการพูดถึงคดีฆาตกรรม 33 ศพในตอนต้นเรื่อง และต้นแบบของคดีดังกล่าวนี้ก็คือคดีสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นจริงในจังหวัดโอคายามะนั่นเอง


津山事件 หรือ 津山三十人殺し
คดีสึยามะ
หรือคดีฆาตกรรม 30 ศพที่สึยามะ

จากเมืองสึยามะในจังหวัดโอคายามะไปทางตอนเหนือ 20 กิโลเมตรคือหมู่บ้านไคโอะและหมู่บ้านซาคาโมโตะซึ่งอยู่เยื้องไปทางจังหวัดโทตโทริ ทั้งสองหมู่บ้านนี้เป็นชุมชนขนาดเล็กในหุบเขา มีผู้อาศัยรวมกันเพียง 43 ครัวเรือนหรือ 205 คนเท่านั้นเอง

โทอิ มุทสึโอะ เกิดเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 1917 ที่เมืองยูกิชิเงะในอำเภอโทมาดะนั่นเอง ทั้งพ่อและแม่เสียชีวิตไปตั้งแต่เขาอายุยังน้อยเนื่องจากวัณโรค โยเนะผู้เป็นย่าจึงรับเขาและพี่สาวชื่อมินาโกะมาเลี้ยงและย้ายกลับมายังบ้านเกิดที่หมู่บ้านไคโอะ
* บ้านซึ่งครอบครัวโทอิเช่าอยู่นี้ แต่เดิมเป็นบ้านของเทระคาวะ จิโยะซึ่งภายหลังกลายมาเป็นหนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายคดีสึยามะ ซึ่งเมื่อปี 1875 จูจิโร่ผู้เป็นสามีเก่าของจิโยะ ได้ไปมีความสัมพันธุ์เชิงชู้สาวกับทาเอะซึ่งเป็นภรรยาของฟูจิโมริ โทคุโซ และถูกสามีจับได้ โทคุโซผู้เป็นสามีคิดแค้นจึงนำดาบญี่ปุ่นบุกมาถึงบ้านเทระคาวะ แต่ฆ่าทาเอะไม่ลง เมื่อฆ่าจูจิโร่แล้วก็คว้านท้องตัวเองตาย ในตอนนั้น โทคุโซมีอายุ 21 ปีเท่ากับโทอิ มุทสึโอะยามก่อคดีพอดี

มุทสึโอะในวัยเด็กนั้นเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัว มักขลุกในตัวอยู่ในบ้านเล่นกับพี่สาวเสียมากกว่า เมื่ออายุได้ 6 ปีซึ่งเป็นปีที่เขาต้องไปเข้าเรียนชั้นประถม ย่าก็อ้างเหตุผลว่าหลานมีร่างกายอ่อนแอต้องอยู่รักษาตัวกับบ้านจึงทำให้มุทสึโอะเข้าเรียนช้ากว่าเด็กคนอื่นไปหนึ่งปี ในข้อนี้ นอกจากจะเพราะตัวมุทสึโอะเองไม่อยากไปโรงเรียนแล้ว ส่วนหนึ่งยังมาจากอคติของผู้เป็นย่าที่มีต่อทางโรงเรียนอีกด้วย (ไม่กี่ปีก่อนนี้ ราคาซื้อข้าวสารถีบตัวสูงเป็นประวัติการณ์ สร้างกำไรให้กับครอบครัวชาวนาเช่นบ้านโทอิ แต่ครูใหญ่ของโรงเรียนได้ไปยื่นเรื่องกับทางอำเภอให้ทำการควบคุมราคาซื้อขายข้าวสาร จึงสร้างความไม่พอใจให้กับโยเนะผู้เป็นย่าเป็นอย่างมาก) ภายหลังเมื่อมุทสึโอะเข้าเรียน เขามีผลการเรียนดี รักการอ่าน ทางโรงเรียนแนะนำว่าเขาควรจะไปเรียนต่อที่โรงเรียนประจำจังหวัด หากถูกย่าโยเนะคัดค้าน มุทสึโอะจึงปฏิเสธข้อเสนอนี้ไป
ปี 1932 หลังเรียนจบมาได้ไม่นานนัก มุทสึโอะก็ป่วยหนักและถูกแพทย์สั่งห้ามทำงานหนัก เขาอยู่เฉยๆไม่งานอะไรพักหนึ่งจนอาการเริ่มดีขึ้นแล้วเข้าเรียนต่อในโรงเรียนวิชาเสริมประจำหมู่บ้านตามคำแนะนำของมินาโกะผู้เป็นพี่สาว (แน่นอนว่าเจอย่าคัดค้านก่อน) หากเมื่อพี่สาวแต่งงานออกจากบ้านไป มุทสึโอะก็เริ่มเบื่อหน่ายการเรียนและกลับมาขลุกตัวอยู่กับบ้านอีกครั้ง เขาไม่คบหากับคนรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่เขียนหนังสือมาอ่านให้เด็กแถวบ้านฟังบ่อยๆ

ในหมู่บ้านของมุทสึโอะยังมีธรรมเนียมโยไบหลงเหลืออยู่ (夜這い - ธรรมเนียมในแถบคันไซสมัยก่อน ซึ่งจะถือว่าผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงานและแม่ม่ายเป็นสมบัติส่วนรวมของผู้ชายในหมู่บ้านเดียวกัน พอตกค่ำก็จะไปมาหาสู่เพื่อมีความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย) มุทสึโอะจึงมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงหลายรายผ่านธรรมเนียมดังกล่าว หากในปี 1937 มุทสึโอะเข้าสอบเป็นทหารและถูกตัดสินให้สอบตกเนื่องจากมีอาการเบื้องต้นของวัณโรค จากในช่วงนี้เองที่ผู้หญิงที่เขาคบหาอยู่พากันปฏิเสธที่จะมีสัมพันธ์ด้วย เนื่องจากผู้หญิงในยุคนั้นมีค่านิยมชื่นชมผู้ชายที่เข้ารับการเกณฑ์ทหารมากกว่า ซ้ำในยามนั้นวัณโรคยังเป็นโรคติดต่อที่ไม่สามารถรักษาได้ จึงยิ่งทำให้คนในหมู่บ้านพากันกีดกันเขาออกไปและมักจะซุบซิบนินทาเยาะเย้ยเขาอยู่บ่อยๆ

ในปีเดียวกัน มุทสึโอะสอบได้ใบอนุญาตล่าสัตว์แล้วก็ซื้อปืนล่าสัตว์แบบยิงสองนัด ปีถัดมาซื้อปืนบราวนิ่งแบบยิงห้านัดและขึ้นไปซ้อมยิงปืนบนภูเขาทุกวัน พอตกค่ำก็ถือปืนเดินวนเวียนไปมาในหมู่บ้าน สร้างความกังวลให้กับคนในแถบนั้นมาก ซึ่งในข้อนี้ มีการวิจารณ์ว่ามุทสึโอะคิดจะใช้ปืนขู่พวกผู้หญิงให้มีความสัมพันธ์กับตนโดยไม่ได้คิดจะฆ่าชาวบ้านแต่อย่างไร หรือบ้างก็ว่าเขาเพียงแต่ใช้ปืนเป็นเครื่องป้องกันตัวจากการรุมทำร้ายของคนในหมู่บ้านเท่านั้น หากในไม่ช้า มุทสึโอะก็เอาที่นาไปจำนองเพื่อนำเงินมาซื้อปืนสำหรับล่าสัตว์ใหญ่ซึ่งอาจหมายความโดยนัยว่าเขากำลังเตรียมจะก่อคดีในไม่ช้า จนวันหนึ่ง โยเนะผู้เป็นย่าเห็นมุทสึโอะใส่ยาลงในซุปมิโสะของตน จึงโวยวายขึ้นมาแล้วไปแจ้งความกับตำรวจว่าตัวเองจะถูกหลานฆ่า ทางตำรวจจึงยกคนมาค้นบ้านและยึดอาวุธปืนทั้งหมดไป พร้อมกันนั้นยังได้ยึดดาบญี่ปุ่น ดาบสั้น มีดจีนรวมทั้งใบอนุญาตล่าสัตว์ไปอีกด้วย
แต่กระนั้น มุทสึโอะก็ยังอาศัยเส้นสายของคนรู้จัก รวบรวมปืนและอาวุธต่างๆมาอีกครั้ง เขารอจนกระทั่งผู้หญิงสองคนซึ่งเคยคบหากับตนมาก่อนแต่แต่งไปอยู่หมู่บ้านอื่นกลับมายังหมู่บ้าน จึงได้เริ่มก่อคดีขึ้นคืนนั้นเอง ในขณะเกิดคดี มุทสึโอะมีอายุได้ 21 ปี

วันที่ 20 พฤษภาคม 1938 ในคืนก่อนเปิดฉากคดีฆาตกรรมที่สึยามะนั้นเอง เมื่อเวลาประมาณสี่โมงเย็น มุทสึโอะขี่จักรยานวนไปตามบ้านต่างๆที่ตนวางแผนจะเข้าโจมตีเพื่อตรวจตราล่วงหน้า ประมาณห้าโมงเย็นวันเดียวกัน เขาปีนเสาไฟฟ้าขึ้นไปตัดสายไฟทำให้ไฟดับทั้งหมู่บ้าน หากชาวหมู่บ้านก็ไม่มีใครเอะใจเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไปแจ้งให้ช่างไฟฟ้ามาซ่อมสายไฟแต่อย่างไร
หลังจากนั้น มุทสึโอะก็กลับมาบ้าน ขึ้นไปในห้องใต้หลังคาแล้วเปลี่ยนชุดเตรียมออกรบ เขาใส่เสื้อคอตั้งของทหาร พันสายคาดกับหน้าแข้งทั้งสองข้าง บนหัวพันกระบอกไฟฉายขนาดเล็กสองอันไว้ราวกับเขาของปีศาจ แล้วแขวนไฟหน้าของจักรยานไว้กับตัว ที่เอวเสียบดาบญี่ปุ่นกับมีดจีนอีกสองเล่ม ในมือถือปืนบราวนิ่งขนาดยิงติดต่อกันเก้านัด เขายัดกระสุนลงในกระเป๋ากว่า 100 นัด สะพายย่ามซึ่งบรรจุดินปืนกับปลอกกระสุน และวางพินัยกรรมของตนทิ้งไว้แล้วก็พร้อมที่จะเปิดฉากการล้างแค้นในที่สุด

วันที่ 21 พฤษภาคม 1938 เวลาประมาณ 0 นาฬิกากว่าๆมีฝนตกเล็กน้อยหากก็หยุดลงในไม่ช้า อากาศในคืนนั้นหนาวเหน็บ มีแสงจันทร์ส่องลอดเมฆลงมาเป็นระยะ และสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มุทสึโอะสามารถก่อคดีฆาตกรรมมากรายได้ภายในคืนเดียวนั้นมาจากการที่หมู่บ้านนี้ยังห่างไกลความเจริญ ชาวบ้านส่วนใหญ่มักไม่ลงกลอนประตูแม้แต่ในเวลากลางคืนนั่นเอง

หลังที่ 1 เวลาประมาณตีหนึ่ง 40 นาที มุทสึโอะลงมาจากห้องใต้หลังคาแล้วเข้าไปในห้องนอนย่า ใช้ขวานฟันคอผู้เป็นย่าขาดกระเด็นไปถึง 50 เซนติเมตร
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 1 ราย

* จากตรงนี้ไป ชื่อคนเยอะมากค่ะ ข้าพเจ้าอ่านแล้วก็ไม่แน่ใจว่าอ่านถูกทุกชื่อหรือเปล่า หากท่านใดมีข้อมูลอยู่ก็ใคร่ขอคำแนะนำด้วยค่ะ

หลังที่ 2 เขาเลือกบ้านคิชิโมโตะ คัทสึยูกิเป็นเหยื่อรายถัดมา คัทสึยูกิซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวอยู่ระหว่างการเกณฑ์ทหารจึงไม่อยู่บ้าน ส่วนสึกิโยะ(50)นั้นเคยมีความสัมพันธ์กับมุทสึโอะมาก่อนแต่มาภายหลังได้ปฏิเสธเขา ซ้ำยังเอาเรื่องไปพูดให้คนอื่นฟังทั่วหมู่บ้านจนมุทสึโอะคิดแค้นใจเป็นพิเศษ หากพอจะใช้ปืนก็เกรงว่าเสียงปืนจะดังไปถึงหูคนอื่น เขาจึงใช้ดาบญี่ปุ่นแทงอกสึกิโยะจนทะลุเสื้อทาทามิ ก่อนจะแทงซ้ำที่ปาก
หลังจากนั้นก็ใช้ดาบเล่มเดียวกันฟันลูกชายวัย 14 ปีและ 11 ปีที่นอนอยู่ข้างๆจนเสียชีวิต ส่วนลูกสาวชื่อมิสะ(19)ไม่อยู่บ้าน หากมุทสึโอะก็รู้ดีว่าเธอไปค้างอยู่ที่บ้านเทระคาวะ
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 4 ราย

หลังที่ 3 เป็นบ้านของครอบครัวนิชิดะ ฮิเดชิ โทเมะ(43)ผู้เป็นภรรยาก็เป็นหนึ่งผู้หญิงที่เขาเคยมีความสัมพันธ์ด้วยและกล่าวปฏิเสธมุทสึโอะมาก่อน เขาจ่อปืนยิงท้องของโทเมะซึ่งหลับอยู่จนอวัยวะภายในระเบิดกระจายออกมา
ที่ห้องข้างๆ ฮิเดชิผู้เป็นสามี(50) เรียวโกะลูกสาวคนโต(22) และทสึรุโกะน้องสะใภ้(22)ต่างนอนหลับอยู่ที่โต๊ะอุ่นขา เรียวโกะเป็นหนึ่งในสองคนที่ทำให้เขาเลือกจะลงมือในคืนนี้ เธอเคยคบหากับมุทสึโอะแต่แต่งงานไปอยู่หมู่บ้านอื่น ที่กลับมาบ้านก็เพื่อจะเยี่ยมดูแลแม่ที่กำลังป่วยเป็นหวัดนั่นเอง ทั้งสามคนสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงปืน หากก็ถูกมุทสึโอะยิงตายในที่นั้นเอง
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 8 ราย

หลังที่ 4 ครอบครัวคิชิโมโตะ ทาคาชิ มุทสึโอะบุกเข้าบ้านยิงทาคาชิเจ้าบ้าน(22) และนิชิดะ จิเอะ(20)ตายคาฟูก จิเอะกำลังท้องหกเดือน กระสุนถูกครรภ์ของเธอตายสนิทในทันที
หลานชื่อทากาโอะกระโจนเข้ามา หากก็ถูกมุทสึโอะให้ด้ามปืนฟาดแล้วยิงที่อกจนเสียชีวิต ก่อนจะหันไปพูดกับทามะ(70)ผู้เป็นย่าว่า"ฉันไม่มีความแค้นอะไรกับบ้านแกหรอก แต่ลูกสาวนิชิดะแต่งเข้าบ้านนี้ ฉันก็เลยต้องฆ่าพวกแกด้วย" ทามะร้องขอชีวิต มุทสึโอะจึงสั่งให้เงยหน้าขึ้นแล้วยิงที่อก ทามะกระเด็นปลิวไป เธอได้รับบาดเจ็บสาหัสก็จริง แต่ก็รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหารย์
* จิเอะเป็นลูกสาวคนรองของนิชิดะ โทเมะ ผู้เคราะร้ายในบ้านหลังที่ 3
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 11 ราย

หลังที่ 5 บ้านเทระคาวะ เซย์อิจิมีผู้อาศัย 6 คน ต่างก็ตื่นขึ้นเพราะเสียงปืน เมื่อมุทสึโอะบุกเข้ามาทางประตูหน้าบ้าน เซย์อิจิผู้เป็นเจ้าบ้าน(60)ออกมาดูว่าใครแล้วก็ถูกยิงที่อกถึงแก่ชีวิต
เทย์อิจิลูกชายคนโต(19)กระโจนออกนอกบ้านทางหน้าต่างหากก็ถูกยิงที่หลัง โทกิลูกสาวคนที่ห้า(15)กับฮานะลูกสาวคนที่หก(12)กำลังจะหนีออกไปทางระเบียงหากก็ถูกยิงเสียก่อน เซ็ตสึโกะผู้เป็นสะใภ้(22)โดนต้อนไปที่มุมห้องแล้วถูกยิงที่อกจนเสียชีวิต (เทย์อิจิกับเซ็ตสึโกะเพิ่งจะแต่งงานกันเมื่อ 6 วันก่อนเกิดคดีนี้เอง)
ยูริโกะลูกสาวคนที่สี่(22)นั้นเคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับมุทสึโอะแต่เธอหนีไปแต่งงานกับผู้ชายคนอื่น มุทสึโอะแค้นใจจึงบุกไปโยไบในคืนวันแต่งงานนั่นเอง ผลทำให้ยูริโกะต้องหย่าไปโดยปริยาย มุทสึโอะตั้งใจจะกลับมาคบกับยูริโกะใหม่หากฝ่ายผู้หญิงแต่งงานอีกครั้งไปอยู่หมู่บ้านอื่น และเพิ่งจะกลับมาเยี่ยมบ้านเมื่อ 3 วันก่อนหน้านี้ (เธอเป็นหนึ่งในสองคนที่ทำให้มุทสึโอะตัดสินใจลงมือ) ในวันเกิดเหตุ ยูริโกะหนีออกทางประตูหลังไปหลบอยู่ที่บ้านเทระคาวะ ชิเงคิจิที่อยู่ใกล้ๆ ทำให้เธอมีเพียงบาดแผลเล็กน้อยและรอดชีวิตมาได้ แต่สมาชิกคนอื่นๆของเทระคาวะอีกหลังนั้นไม่ได้โชคดีด้วย
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 16 ราย

หลังที่ 6 บ้านเทระคาวะ ชิเงคิจิหลังนี้แต่เดิมไม่ได้อยู่ในแผนล้างแค้นของมุทสึโอะ หากเมื่อเขารู้ตัวว่ายูริโกะหนีมาที่นี่จึงไล่ตามมา ตอนที่มุทสึโอะมาถึง คนในบ้านได้ลงกลอนประตูแล้ว มุทสึโอะจึงตะโกนโวยวายสั่งให้เปิดประตูอยู่ที่หน้าบ้าน โคชิโร่ผู้พ่อ(86)อยู่ที่เรือนเล็กไม่ทันทราบเรื่องราว เมื่อเปิดประตูระเบียงก็ถูกยิงซ้อนกันสองนัดที่อกจนเสียชีวิตในทันที
ภายในเรือนใหญ่ยูริโกะกับครอบครัวเทระคาวะอีก 4 คนปิดประตูลงกลอนหน้าต่างอย่างแน่นหนา แต่เมื่อมุทสึโอะทุบประตูหลังพร้อมกับระรัวยิงปืน ชิเงคิจิผู้เป็นเจ้าบ้านก็เกรงว่าหากปล่อยไว้ท่าจะไมดี จึงให้ชินจิลูกชายคนรอง(17)ออกทางประตูข้างไปขอความช่วยเหลือจากบ้านเทระคาวะ เก็นอิจิ หากขณะกำลังหลบออกไปก็ถูกมุทสึโอะพบเห็นเสียก่อน ชินจิจึงหลบอยู่ในกอไผ่รอดสายตาคนร้ายมาได้ มุทสึโอะจึงกลับมาที่บ้านเทระคาวะ ตะโกนโวยวายแล้วยิงใส่ประตูสองนัด ซึ่งหนึ่งนัดยิงถูกขาของยูกิโกะลูกสาวคนที่สี่(21)จนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 17 ราย

มาถึงตรงนี้ เสียงปืนที่ดังติดๆกันหลายนัดก็ทำให้ชาวบ้านเริ่มรู้ตัวถึงเหตุการณ์ผิดปกติในที่สุด

หลังที่ 7 คือบ้านของเทระคาวะ โคจิซึ่งอยู่บนเนิน มุทสึโอะเคยจ่ายเงินให้กับโทโยะ(45)เพื่อที่จะมีความสัมพันธ์ด้วยแต่ภายหลังก็ถูกปฏิเสธ ซ้ำเธอยังรับหน้าที่เป็นแม่สื่อหาคู่ให้กับเรียวโกะและยูริโกะอีกด้วย โทโยะและลูกชายชื่อโคจิ(21)ยังคงนอนหลับสนิทโดยไม่ทันได้ยินเสียงปืน มุทสึโอะจึงยิงแม่ลูกทั้งคู่ตายคาที่นอน
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 19 ราย

หลังที่ 8 คือบ้านเทระคาวะ เซ็นคิจิซึ่งอยู่ใกล้ๆกับบ้านของมุทสึโอะเอง ที่จริงแล้วมุทสึโอะไม่มีความแค้นโดยตรงกับบ้านนี้ หากฟุเนะชิตะ ทสึรุโยะ(21)กับคิชิโมโตะ มิสะ(19)ซึ่งเคยปฏิเสธเขามานอนค้างที่นี่เพื่อช่วยเลี้ยงตัวไหม เขาลอบเข้าไปในโรงเลี้ยงไหมแล้วยิงใส่ทั้งคู่คนละสองนัด คนหนึ่งถูกยิงที่ศีรษะจนสมองกระเด็นออกมา ส่วนอีกคนถูกยิงที่ท้องจนไส้ทะลัก เสียชีวิตในที่นั้นทั้งคู่
ฮิระจิ โทระภรรยาเจ้าบ้าน(65)ซึ่งนอนค้างในที่เดียวกันพยายามร้องขอชีวิต หากก็ถูกยิงทะลุท้องจนถึงแก่ความตาย
หลังจากนั้น มุทสึโอะบุกเข้าไปในเรือนใหญ่ก็จริง หากก็เปลี่ยนใจ กลับออกมาโดยไม่ได้ฆ่าใคร
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 22 ราย

หลังที่ 9 เป็นบ้านของฟุเนะชิตะ เคียวอิจิ (ทสึรุโยะผู้เป็นลูกสาวถูกฆ่าตายไปแล้วที่บ้านก่อน) มุทสึโอะเข้าไปเจออิโตะ(47)กำลังดูไฟในโรงไหมอยู่พอดี จึงระรัวยิงปืนใส่จนอิโตะได้รับบาดเจ็บสาหัส อิโตะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหากก็เสียชีวิตในอีก 6 ชั่วโมงให้หลัง
เคียวอิจิเจ้าของบ้านได้ยินเสียงปืนจึงหนีออกจากบ้านไปได้ทัน (เขาเคยแต่งงานกับยูริโกะมาระยะหนึ่ง จึงเป็นไปได้ที่จะอยู่ในรายการแค้นของมุทสึโอะด้วย) เคียวอิจิวิ่งไปยังป้อมตำรวจเพื่อจะแจ้งความ หากป้อมที่ใกล้ที่สุดนั้น นายตำรวจออกไปตระเวณรักษาการณ์พอดี เคียวอิจิจึงต้องไปขอความช่วยเหลือจากอีกป้อมที่อยู่ห่างออก ซึ่งกว่าเขาจะไปถึงนั้นก็เป็นเวลาประมาณตีสอง 40 นาที
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 23 ราย

(คนร้ายยังไม่เหนื่อย แต่คนเขียนชักเหนื่อยแล้วค่ะ orz)

หลังที่ 10 คือครอบครัวอิเคะยามะ มัทสึโอะ นอกจากลูกชายคนโตที่กำลังอยู่ระหว่างไปเที่ยวทัศนศึกษาแล้ว สมาชิกคนอื่นๆอีก 7 คนอยู่บ้านกันพร้อมหน้า ที่มุทสึโอะเลือกครอบครัวนี้เป็นเหยื่อก็เพราะมัทสึโอะเป็นพี่ชายของเทระคาวะ มัทสึโกะที่เขาเคยมีสัมพันธ์ด้วย หากพอมัทสึโกะทราบว่าเขาป่วยเป็นวัณโรคก็บอกเลิกคบหาในทันที (มัทสึโกะเห็นท่าทางมุทสึโอะไม่น่าไว้ใจจึงพาลูกของตนย้ายไปอยู่เกียวโต ก่อนไปได้ชวนนิชิดะ โทเมะ(ผู้เคราะห์ร้ายในบ้านหลังที่ 3)ให้หนีไปด้วยกัน แต่โทเมะไม่ไปโดยให้เหตุผลว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรให้ถูกแค้นจนถึงขนาดต้องฆ่าฟันกัน) มัทสึโอะเปิดบานระเบียงออกมาข้างนอก เมื่อถูกมุทสึโอะพบที่ประตูหลังก็โดนรัวยิงใส่ หากเจ้าตัวลนลานหนีไปซ่อนในกอไผ่ทันจึงรอดมาได้ จากนั้นมุทสึโอะเข้าไปในบ้านแล้วยิงมิยะผู้เป็นภรรยา(34)จนเสียชีวิต และยังลั่นปืนใส่เทรุโอะลูกชายคนที่สี่(5)จนไส้ทะลักออกมาจากท้อง ทสึรุผู้เป็นแม่(72)ถูกกระสุนทะลุผ่านไหล่ซ้ายเสียชีวิต คัทสึอิจิผู้พ่อ(74)พยายามจะหนีออกทางประตูหน้า แต่ถูกมุทสึโอะรัวปืนใส่ กระสุนหกนัดยิงถูกตัวและทะลุถูกปอดเสียชีวิต ส่วนลูกชายคนรองและลูกชายคนที่สามนั้น มุทสึโอะละเว้นชีวิตให้จึงรอดมาโดยไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อย
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 27 ราย

หลังที่ 11 เป็นบ้านบนเนินสูงของเทระคาวะ คุระอิจิซึ่งเป็นคนมีฐานะในหมู่บ้าน คุระอิจิได้ใช้เงินมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงหลายคนในหมู่บ้านซึ่งในจำนวนนั้นมีมัทสึโกะและมิโยะรวมอยู่ด้วย มาถึงตรงนี้ ไฟรถจักรยานของมุทสึโอะดับไปแล้ว หากเมื่อปีนมาถึงยอดเนิน เขาก็ตะโกนเรียกให้คุระอิจิออกมา ฮามะผู้เป็นภรรยา(56)ถือเทียนออกมาดู พอกำลังจะหันกลับไปในบ้าน มุทสึโอะก็ลั่นปืนมาโดนมือที่ถือเทียนของฮามะ คุระอิจิรีบมาช่วยฮามะดันประตูไม่ให้คนร้ายเข้ามา หากเมื่อเห็นมุทสึโอะลั่นปืนใส่ประตูห้านัดทะลุมาโดนแขนขวาของฮามะก็ตกใจ วิ่งหนีขึ้นไปชั้นสองแล้วเปิดหน้าต่างออกมาตะโกนขอความช่วยเหลือ (เนื่องจากบ้านนี้อยู่บนเนินสูง เสียงจึงได้ยินไปทั่วหมู่บ้าน) มุทสึโอะยิงปืนใส่คุระอิจิหากไม่โดน เมื่ออีกฝ่ายฟุบตัวหลบไป คนร้ายจึงตัดใจไปยังบ้านอื่นต่อ ฝ่ายฮามะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลก็จริง แต่ทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตไปในอีก 12 ชั่วโมงให้หลัง
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 28 ราย

หลังที่ 12 จนถึงตรงนี้ล้วนเป็นคดีที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านไคโอะก็จริง แต่บ้านหลังถัดมานี้เป็นบ้านของโอกาเบะ คาสึโอะในหมู่บ้านซากาโมโตะที่อยู่ข้างเคียงกัน มุทสึโอะวิ่งไปตามทางในร่องเขาเป็นระยะทาง 2 กิโลเมตรเพื่อจะตามมาล้างแค้น มิโยะผู้เป็นภรรยา(32)นั้นมีความสัมพันธ์หลายครั้งกับมุทสึโอะแต่ถูกคาสึโอะผู้เป็นสามี(51)ขัดขวางมาตลอด จนพักนี้มิโยะเองก็มีท่าทีเย็นชากับเขาไปอีกคน บ้านโอกาเบะปกติจะลงกลอนประตูไว้ก็จริง แต่มิโยะปลดกลอนออก (คาดว่าคงเพราะการคบหากับคุระอิจิ) คนร้ายจึงบุกเข้ามาในบ้านได้ คาสึโอะพยายามจะคว้าปืนลมมายิงสู้ หากก็ถูกมุทสึโอะยิงใส่เจ็ดนัดจนเสียชีวิตไปพร้อมกับภรรยา

และแล้วในที่สุด คดีฆาตกรรมซึ่งกินเวลาเพียง 1 ชั่วโมงครึ่งก็สิ้นสุดลง รวมจำนวนผู้เสียชีวิต 30 ราย (28 รายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ อีก 2 รายได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในภายหลัง) บาดเจ็บหนัก 1 ราย บาดเจ็บอีกเล็กน้อย 2 ราย

หลังจากฆ่าสามีภรรยาโอกาเบะแล้ว ประมาณตีสาม มุทสึโอะไปยังบ้านทาเคดะเพื่อขอกระดาษกับพู่กัน อัทสึโอะคุง(5)เป็นเด็กที่ไปฟังมุทสึโอะเล่าเรื่องให้ฟังบ่อยๆเป็นผู้นำกระดาษกับดินสอมาให้ เขาบอกกับเด็กชายว่า"ตั้งใจเรียนให้ได้ดิบได้ดี"แล้วก็รับของมา เขาเดินขึ้นภูเขาไป 3 กิโลเมตรครึ่งเพื่อเขียนพินัยกรรมเพิ่มเติม และฆ่าตัวตายเป็นการปิดฉากคดีสึยามะลงในที่สุด (ผลการชันสูตรศพ พบว่าเสียชีวิตเมื่อเวลาประมาณตีห้าของวันเกิดคดี)

พินัยกรรมหรือจดหมายลาตายที่พบข้างศพของโทอิ มุทสึโอะในเขามีใจความดังนี้ (แปลตรงจากฉบับญี่ปุ่นค่ะ ถ้ามีตรงไหนผิดก็ต้องขออภัยด้วยค่ะ)

"ผมกำลังจะตายแล้วจึงขอเขียนข้อความทิ้งเอาไว้ ผมได้ตัดสินใจทำการลงไปก็จริง แต่ไม่สามารถฆ่าคนที่ควรจะฆ่า กลับฆ่าคนที่ไม่ควรจะฆ่าเพราะเหตุการณ์พาไป ต้องขออภัยคุณย่ามาจากใจจริง ย่าเลี้ยงผมมาตั้งแต่สองขวบ ผมไม่ควรจะฆ่าท่านก็จริง แต่สงสารท่านที่ต้องถูกทิ้งไว้เพียงลำพังจึงตัดสินใจทำเช่นนั้นลงไป ผมตั้งใจจะฆ่าท่านให้ไปสบายแต่ลงท้ายก็ไม่ได้ดังใจคิด มีแต่ต้องหลั่งน้ำตาให้ด้วยความเสียใจ ผมต้องขอโทษพี่ด้วย ขอโทษจริงๆ ยกโทษให้น้องชายไม่เอาไหนคนนี้ด้วย ผมทำเรื่องเช่นนี้ลงไป (ถึจะรู้ดีว่าเป็นความผิดของตัวเอง) พี่จะไม่ทำศพให้ผมก็ได้ ถึงจะโดนทิ้งให้เน่าเปื่อยอยู่กลางทุ่งก็สมกับความตั้งใจของผมแล้ว สี่ปีที่เจ็บป่วยต้องเผชิญกับความเย็นชาของสังคม ผมร้องไห้กับความกดขี่ข่มเหง แม้จะได้รับความรักจากครอบครัว หากก็ยากที่จะทนทานได้ สังคมควรจะเห็นใจคนป่วยวัณโรคให้มากกว่านี้ ผมเบื่อที่จะเป็นคนอ่อนแอแล้ว ครั้งหน้าจะขอเป็นคนเข้มแข็ง ชีวิตของผมที่ผ่านมามีแต่ความทุกข์ คราวนี้จะขอเกิดใหม่ไปหาชีวิตที่มีความสุขกว่านี้
อะไรๆก็ไม่เป็นไปตามที่คิด ที่ผมตัดสินใจลงมือในครั้งนี้ก็เพราะเทระคาวะ ยูริโกะที่เคยคบหากันกลับมาเยี่ยมบ้านเกิด ทั้งนิชิดะ เรียวโกะก็กลับมาพอดี แต่เทระคาวะ ยูริโกะกลับหนีรอดไปได้ ยังมีเทระคาวะ คุระอิจิอีกคน เสียดายที่ต้องปล่อยให้มันรอดไป คนพรรค์นั้นควรจะถูกกำจัดให้หายไปจากโลกนี้ เจ้านั่นให้เงินหลอกล่อแม่ม่ายตัวคนเดียวให้คบหากับตัวเอง จนไม่มีผู้หญิงคนไหนในหมู่บ้านที่ไม่มีความสัมพันธ์กับมันเลยก็ว่าได้ คิชิโมโตะ จุนอิจิก็เอาแต่ลักลอบล่าสัตว์ มีแต่คนในหมู่บ้านรังเกียจ คนอย่างพวกเขาสมควรจะถูกกำจัดไปจากโลกนี้
ฟ้ากำลังจะสางแล้ว ผมขอตัวตายไปก่อนล่ะ"

* ที่จริงยังมีพินัยกรรมฉบับที่ทิ้งไว้ที่บ้านอีกสองหน้าค่ะ แต่หมดแรงแล้ว ขออนุญาตละไว้ก็แล้วกันค่ะ

ในความเป็นจริงนั้น เนื่องจากมุทสึโอะซึ่งเป็นคนร้ายได้ฆ่าตัวตายไปโดยไม่ถูกสอบปากคำ ทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีต่างก็เสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก รูปคดีจึงทราบได้เพียงจากคำให้การของคนที่รอดชีวิตอยู่เท่านั้น จึงยังมีหลายส่วนที่ยังคลุมเคลืออยู่ ทั้งผู้รอดชีวิตส่วนใหญ่ต่างก็มีความสัมพันธ์เป็นญาติ จึงมีความเป็นไปได้ที่ต่างจงใจจะป้ายความผิดทั้งหมดให้กับมุทสึโอะแต่ผู้เดียว
หลังเกิดคดี ญาติของมุทสึโอะที่ไม่ถูกทำร้ายถูกครหาว่ารู้แต่แรกแล้วว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นแต่ก็ไม่กล่าวห้ามปราม จึงถูกตัดขาดชาวบ้านคนอื่นๆ

นอกจาก"หมู่บ้านแปดหลุมศพ"ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว คดีนี้ยังเป็นต้นแบบในสื่อต่างๆอีกหลายอย่างด้วยค่ะ ที่ข้าพเจ้าพอจะทราบก็ในเกม Siren กับเกม 零-赤い蝶-(Fetal Frame II -Crimson Butterfly-) เป็นต้น



ohx3 (ohohoh)
View full profile