2008/Feb/25

ที่จริงยังคงอยู่ในช่วงยุ่งอยู่ค่ะ มีเรื่องที่อยากเขียนแต่ไม่มีเวลารวบรวมข้อมูลเลย orz
บังเอิญเจออิทธิพลมรสุมเฮตาเลีย (ท่านที่อยากรู้ว่ามันคืออะไร เชิญที่นี่ค่ะ) เกิดอยากรู้ขึ้นมาว่าเพลงชาติญี่ปุ่นร้องยังไง ค้นไปพลาง เอ็มกับคุณ Syphiie ไปพลาง รู้ตัวอีกทีข้อมูลมันชักพอกพูนค่ะ.....
ด้วยความเสียดายเลยขอเอามาลงซะเลย .....ที่จริงบล๊อกนี้มีเรื่องคดีฆาตกรรมเป็นหลักไม่ใช่เหรอเนี่ย..... (ไฉนจึงเป็นประโยคคำถาม)

* ติดต่อส่วนตัว เกรงว่าจะไม่มีเวลาตอบคอมเมนท์ ขอตอบแบบเร่งด่วนไว้ที่นี่ก็แล้วกันค่ะ
คุณ kisarayui คะ (รบกวนกด Ctrl + A ด้วยค่ะ) เกี่ยวกับเอนทรี่ซีแลนด์ ต้องขอขอบคุณมากๆค่ะที่อุตส่าห์เป็นห่วง (><) ข้าพเจ้าได้เข้าไปดูทั้งสองบล๊อกที่ว่าแล้วค่ะ แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ โดยส่วนตัวแล้วไม่ได้ซีเรียสมาก ถ้าเขายินดีให้เครดิต ข้าพเจ้าก็ดีใจ ถ้าไม่ให้ อย่างมากก็แค่"เห...."ค่ะ มีคนอุตส่าห์เป็นเดือดเป็นร้อนแทน เท่านี้ข้าพเจ้าก็ตื้นตันมากแล้วค่ะ
แต่สงสัยซีแลนด์จะโดนใจหลายท่านมาก ลองค้นในกูเกิ้ลดูแล้วมีแปะอยู่ในหลายที่ทีเดียว ล่าสุดเห็นเกือบทั้งดุ้นไปโผล่ในวีกิไทยแล้วค่ะ ここまでくると、寧ろ愉快でした★マジでマジで。


เข้าเรื่องดีกว่า

เพลงชาติ หมายถึงเพลงซึ่งได้รับการรองรับโดยกฏหมาย หรือได้รับการยอมรับจากประชาชน หรือถูกกำหนดโดยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ว่าเป็นสัญลักษณ์ประจำชาตินั้นๆ โดยส่วนมากมักจะมีทำนองเป็นเพลงมาร์ชหรือเพลงร้องสรรเสริญ หากเป็นแถบลาตินอเมริกาจะนิยมแต่งมาจากโอเปร่า และมีบางประเทศที่ใช้ทำนองแบบ fanfare โดยมากจะมีความยาวประมาณ 1 นาทีกว่าๆ

ตอนที่ลองค้นดู ประทับใจมากค่ะว่าแต่ละเพลงต่างก็บอกเอกลักษณ์ของประเทศนั้นๆมาได้ไม่มากก็น้อยทีเดียว ในที่นี่จะขอเลือกมาเป็นเกร็ดเฉพาะที่ข้าพเจ้าสนใจค่ะ ให้แนะนำหมดทุกประเทศนี่คงไม่ไหวจริงๆ ท่านที่ใคร่รู้เพิ่มเติมสามารถลองค้นได้จากวีกิค่ะ

เริ่มจากประเทศที่จะข้ามไปไม่ได้เด็ดขาด
ไทย
"เพลงชาติไทย"
มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อร้องมา 2 ครั้งแล้วค่ะ รายละเอียดเรื่องเนื้อเพลงอ่านได้ที่นี่ (แอบขี้เกียจ)
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2
เนื่องจากฟังมาแต่เด็กจนโตกว่า xx ปีแล้วเลยตอบไม่ถูกเหมือนกันว่าเพลงชาติเราเพราะหรือเปล่า ที่ข้าพเจ้าสนใจคือเนื้อแปลเป็นภาษาอังกฤษค่ะ

Thailand unites its people with flesh and blood.
land of Thailand belongs to the Thais.
long maintained its sovereignty,
Because the Thais have always been united.
thais are peace-loving,
no cowards at distress.
They shall allow no one to rob them of freedom,
Nor shall they suffer tyranny.
ready to die for freedom, safety and prosperity.


โดยความเห็นแบบไม่เกรงใจเมื่อพยายามมองจากสายตาบุคคลที่สาม ......เป็นเนื้อเพลงที่ช่างชมตัวเองอะไรปานนั้น....
* คนต่างชาติหลายคนยังเข้าใจผิดอยู่ว่าเพลงที่ร้องในโรงหนังคือเพลงชาติ ...ก็คงเข้าใจไม่ผิดเท่าไหร่เพราะมีหลายประเทศที่ถือให้เพลงประจำราชวงศ์เป็นเพลงชาติลำดับสองเช่นกันค่ะ

อังกฤษ
"God Save The Queen"
เพลงนี้ไม่ได้ถูกกำหนดโดยกฏหมายให้เป็นเพลงชาติ แต่ชาวอังกฤษต่างก็ถือว่านี่แหละคือเพลงประจำประเทศของเขา นอกจากนี้ เพลงนี้ยังเคยเป็นเพลงชาติของประเทศในกลุ่ม Commonwealth of Nation และเป็นเพลงชาติอันดับสองของนิวซีแลนด์ในปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นเพลงประจำราชวงศ์ของแคนาดากับออสเตรเลียอีกด้วย
* ในกรณีที่ผู้ปกครองบัลลังค์ในขณะนั้นเป็นพระราชา ก็จะเปลี่ยนจาก"Queen"มาเป็น"King"แทนค่ะ

อเมริกา
"The Star-Spangled Banner"
แต่งเมื่อปี 1814 โดยฟรานซิส สก็อต คีย์ซึ่งเป็นทนาย เมื่อปี 1812 ระหว่างสงครามอังกฤษ-อเมริกาที่บัลติมอร์ รัฐแมรี่แลนด์ คีย์ได้ไปขอเจรจากับกองทัพอังกฤษเพื่อขอให้ปล่อยตัวเพื่อนของตนที่ตกเป็นเชลยอยู่ ผู้บัญชาการฝ่ายอังกฤษยินยอมปล่อยคีย์และเพื่อนของเขา แต่เพื่อเป็นการรักษาความลับทางการทหาร ทั้งสองจึงต้องถูกกักตัวไว้ในเรือขณะที่กองทัพอังกฤษทำการโจมตีป้อมแมคเฮนรี่ หลังจากการยิงโต้ตอบด้วยปืนใหญ่ตลอดทั้งคืน คีย์ก็ได้เห็นธงชาติอเมริกาถูกชักขึ้นเหนือป้อม (ในเวลานั้นมีดาว 15 ดวงและแถบแดง-ขาว 15 แถบ) ภายหลังเขาจึงแต่งเนื้อร้องขึ้นจากประสบการณ์ในครั้งนั้นโดยดัดแปลงทำนองมาจากเพลง To Anacreon in Heaven ซึ่งเป็นเพลงร้องในผับที่นิยมแพร่หลายทั้งในอเมริกาและอังกฤษ

ลองยกท่อนคอรัสของ To Anacreon in Heaven มาลงดู
And besides I'll instruct you,
Like me, to intwine
The Myrtle of Venus
With Bacchus's Vine.


เนเธอร์แลนด์
"Wilhelmus van Nassouwe"
ถูกกล่าวว่าเป็นเพลงชาติที่เก่าแก่ที่สุดในโลกค่ะ เพลงชาติโดยทั่วไปจะเกิดขึ้นในศควรรษที่ 19 แต่เพลงนี้แต่งขึ้นระหว่างปี 1568-1572 ในสงคราม 80 ปี (สงครามปลดปล่อยเนเธอร์แลนด์ 1568-1648) มักจะเรียกชื่อเพลงอย่างย่อว่า"วิลเฮล์มส" ความยาว 15 ท่อน (เพลงชาติไทยยาว 4 ท่อน)

ออสเตรีย
"Land der Berge, Land am Strome"
มีเพลงชาติของหลายประเทศที่แต่งโดยนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียง แต่คงไม่มีของชาติไหนดังเท่าออสเตรียอีกแล้ว เพลง"ประเทศของขุนเขา ประเทศของแม่น้ำ"นี้แต่งโดยวูลฟ์แกงก์ อมาเดอุส โมสาร์ทค่ะ สมกับเป็นประเทศแห่งดนตรีจริงๆ
* แถม
เพลงชาติของเยอรมันแต่งโดยฟรานซ์ โยเซฟ ไฮเดิ้น "บิดาแห่งซิมโฟนี่"
เพลงชาติอินเดียและเพลงชาติบังกลาเทศแต่งโดยราบินดรานาธ ทากอร์ นักเขียนรางวัลโนเบล
เพลงชาตินอร์เวย์แต่งโดยโบรินสเตลเน่ โบรินสัน นักเขียนรางวัลโนเบล
* แถมอีก
เพลงชาติของออสเตรียในสมัยจักรวรรดิออสเตรีย (Gott erhalte Franz den Kaiser - ขอพระเจ้าจงคุ้มครองพระจักรพรรดิฟรานซ์) ก็เจ๋งมากค่ะ

ลองแปลมาเฉพาะท่อนสุดท้าย
"แผ่นดินเกิดเอย! ผองเผ่าพี่น้องเอย! จงลิ้มรสแห่งความยินดีของเกียรติภูมิอันสูงส่ง!
จงเดินหน้าต่อสู้ฟาดฟัน!
จงฟังเสียงเพลงจากช่องประตูสุสาน!

พระผู้เป็นเจ้า โปรดคุ้มครองพระจักรพรรดิฟรานซ์ของเราด้วย จักรพรรดิฟรานซ์ผู้ดีเลิศ!"
ถ้าจักรพรรดิฟรานซ์ท่านไม่อยู่แล้ว เพลงชาตินี้จะทำไงดี

สเปน
"Marcha Real"
หนึ่งในเพลงชาติที่เก่าแก่ที่สุดของยุโรป (1761) และเป็นเพลงชาติที่ไม่มีเนื้อร้อง
เคยมีการเขียนเนื้อร้องขึ้นในสมัยของพระเจ้าอัลฟองโซ่ที่ 13 และสมัยเผด็จการฟรังโก้ แต่ไม่ถือเป็นเนื้อร้องอย่างเป็นทางการ

สวีเดน
"Du gamla, du fria" (ประเทศอิสระแห่งแผ่นดินเหนืออันเก่าแก่)
เนื้อเพลงกลอนมากๆค่ะ คนแต่งนี่ช่างโรแมนติค

ท่อนแรก
"เจ้าคือประวัติศาสตร์
เจ้าคือเสรีภาพ
เจ้าคือประเทศทางเหนือในหมู่ทิวเขาที่เรียงราย
เจ้าคือความเงียบ
เจ้าคือความงามซึ่งเปี่ยมด้วยความยินดี
เราขอเอ่ยทักเจ้าผู้สูงส่งยิ่งกว่าสิ่งใดเหนือผืนดินนี้
เจ้าคือดวงตะวัน
เจ้าคือฟ้าคราม
เจ้าคือความเขียวขจีของท้องทุ่ง"

ช่วงสุดท้ายของท่อนสองก็แมนได้ใจมาก
"เราจะอยู่คู่ยุโรปเหนือ!
เราขอตาย ณ ยุโรปเหนือ!"
สมกับเป็นประเทศของไวกิ้งจริงๆ

ฟินแลนด์
"Maamme" (แผ่นดินของเรา)
มี 2 เวอร์ชั่นคือเวอร์ชั่นภาษาฟินแลนด์กับเวอร์ชั่นภาษาสวีเดนค่ะ (สมกับเป็นประเทศคู่ขวัญ ขนาดธงชาติยังคู่กันเลย) ทำนองเพลงใช้อันเดียวกับเอสโธเนียค่ะ แต่คนส่วนใหญ่น่าจะรู้จักเพลงชาติอันดับสอง"ฟินแลนเดีย"ที่แต่งโดยซิเบลิอุสมากกว่า เนื่องจากเป็นเพลงที่ใช้ประกอบ Die Hard 2 ด้วยค่ะ

โปแลนด์
"Mazurek Dąbrowskiego" (มาซูเรคของดองโบรว์สกี้)
แปลชื่อเพลงแล้วก็ยังงงๆอยู่ดีว่ามันแปลว่าอะไร
มาซูเรคนี่คือจังหวะเพลงเต้นรำพื้นเมืองของโปแลนด์ค่ะ ส่วนดองโบรว์สกี้เป็นชื่อของนายทหารในสมัยการแบ่งแยกโปแลนด์ครั้งที่ 3 (1795) ซึ่งทำให้ประเทศโปแลนด์หายไปจากแผนที่ยุโรป (โปแลนด์เป็นประเทศที่โดนแบ่งแยกดินแดน...โดยรัสเซีย...บ่อยมากค่ะ มักโผล่มั่งหายมั่งอยู่บ่อยๆ) ในตอนนั้นดองโบรว์สกี้ได้นำกองทัพซึ่งประกอบไปด้วยผู้ลี้ภัยชาวโปแลนด์ และเพลงดังกล่าวนี้ก็เป็นเพลงร้องปลุกใจประจำกองทัพนั่นเอง พอมาถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ถูกยกให้เป็นเพลงชาติ (มักจะเข้าใจผิดกันบ่อยๆแต่ดองโบรว์สกี้ไม่ได้เป็นผู้แต่งเพลงนะคะ) ทั้งทำนองทั้งเนื้อเท่ห์มากค่ะ

ท่อนแรก
"โปแลนด์ยังไม่ล่มสลาย
ตราบเท่าที่เรายังมีชีวิตอยู่
ไม่ว่าภัยจากชาติใดจะมารุกราน
สักวันเราจะช่วงชิงคืนมาด้วยดาบคู่มือ"

เชค
"Kde domov můj" (บ้านของเราอยู่ที่ใด)
ในสมัยที่ยังเป็นประเทศเชคโกสโลวาเกีย ท่อนแรกเป็นเพลงชาติของเชค ท่อนที่สองจะเป็นเพลงชาติของสโลวัก ทำนองเพลงดัดแปลงมาจากโอเปร่า เป็นเพลงที่มีเนื้อเพลงเรียบง่ายถูกใจข้าพเจ้ามากเพลงหนึ่งทีเดียว

"บ้านของเราอยู่ที่ใด
บ้านของเราอยู่ที่ใด
สายน้ำข้ามผ่านทุ่งหญ้า
ต้นสนส่ายกิ่งอยู่เหนือแนวหิน
ในสวนคือแสงสว่างของดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ
เบื้องหน้านี้คือแดนสวรรค์บนดิน
นี่แหละคือประเทศอันงดงาม
นี่แหละคือบ้านของเรา
นี่แหละคือบ้านของเรา"

ญี่ปุ่น
"君が代" (Kimi Ga Yo - ยุคสมัยของเธอ)
เป็นเพลงชาติที่สั้นที่สุดค่ะ มีเนื้อเพียงท่อนเดียว ต้นกำเนิดมาจากไฮคุ ความหมายโดนใจมากๆ

"ยุคสมัยของเธอ
ขอให้ดำรงอยู่นับพัน นับแปดพันรุ่น
จนหินน้อยรวมเป็นหินใหญ่
จนตะไคร่จับขึ้นครึ้มเขียว"
* ตรงบรรทัดที่สามที่บอกว่า"หินน้อยรวมเป็นหินใหญ่"นี่คือปรากฏการณ์ที่หินเล็กหลายๆก้อนเกิดมีแคลเซี่ยมมาจับเกาะรวมกันกลายเป็นหินก้อนเดียวค่ะ

กรีก
"Ύμνος πρός την Ελευθερίαν" (สรรเสริญเสรีภาพ)
เป็นเพลงชาติที่ยาวที่สุดในโลกค่ะ รวมทั้งหมด 158 ท่อน แต่อย่างเป็นทางการจะร้องเพียงสองท่อนแรกเท่านั้น (ก็น่าอยู่หรอก ไม่งั้นเวลากรีกชนะในการแข่งขันกีฬานานาชาติที คนฟังคงแทบนอนรอ)

ลองฟังบางส่วนได้จากที่นี่ค่ะ
http://www.youtube.com/results?search_query=%E5%9B%BD%E6%AD%8C&search_type=

ยังมีอีกหลายประเทศที่น่าสนใจแต่ไม่สามารถนำมาแนะนำในที่นี้ได้ อย่างของเนปาล ชื่อเพลงน่ารักมากๆเลยค่ะ

2008/Jan/23

ที่จริงแล้วมีเรื่องที่อยากเขียนหลายเรื่องทีเดียวค่ะ ตอนแรกตั้งใจจะเขียนเรื่องของมาเรีย คาราส แต่พอนั่งร่างโครงแล้วท่าทางมันจะยาวไปถึงเรื่องจอห์น F เคเนดี้ กับแจ็คลีนกับมาริลีน มอนโรด้วย เลยเก็บไว้ก่อนดีกว่า แล้วก็ยังมีคดีที่นำการโปรไฟล์ลิ่งมาใช้เป็นครั้งแรก คดีดังๆในฮอลลีวู้ด ปริศนาคดีลอบสังหารลินคอร์น...... เอาเป็นว่าตอนนี้ขอเขียนคดีที่คาใจมานานก่อนดีกว่าค่ะ เพิ่งได้อ่านเคียวโกคุโดซีรียส์ไป กำลังประทับใจคดีฆาตกรรมแบบญี่ปุ่นอยู่พอดี วันนี้จะมีแต่ตัวอักษรค่ะ เพราะหาภาพไม่เจอเลย อย่าเพิ่งเมาตัวหนังสือไปก่อนนะคะ (^^;

คิดว่าหลายท่านในที่นี้คงจะได้อ่านนิยายสืบสวนคดีฆาตกรรมของนักสืบคินดะอิจิ เคียวสึเกะซึ่งเขียนโดยอ.โยโคมิโสะ เคย์ชิไปแล้ว (ที่เป็นปู่ของคินดะอิจิ ฮะจิเมะในการ์ตูนน่ะค่ะ) ในตอน"หมู่บ้านแปดหลุมศพ"ซึ่งเป็นตอนหนึ่งที่มีชื่อเสียงที่สุดของซีรียส์ ยังจำได้ไหมว่ามีการพูดถึงคดีฆาตกรรม 33 ศพในตอนต้นเรื่อง และต้นแบบของคดีดังกล่าวนี้ก็คือคดีสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นจริงในจังหวัดโอคายามะนั่นเอง


津山事件 หรือ 津山三十人殺し
คดีสึยามะ
หรือคดีฆาตกรรม 30 ศพที่สึยามะ

จากเมืองสึยามะในจังหวัดโอคายามะไปทางตอนเหนือ 20 กิโลเมตรคือหมู่บ้านไคโอะและหมู่บ้านซาคาโมโตะซึ่งอยู่เยื้องไปทางจังหวัดโทตโทริ ทั้งสองหมู่บ้านนี้เป็นชุมชนขนาดเล็กในหุบเขา มีผู้อาศัยรวมกันเพียง 43 ครัวเรือนหรือ 205 คนเท่านั้นเอง

โทอิ มุทสึโอะ เกิดเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 1917 ที่เมืองยูกิชิเงะในอำเภอโทมาดะนั่นเอง ทั้งพ่อและแม่เสียชีวิตไปตั้งแต่เขาอายุยังน้อยเนื่องจากวัณโรค โยเนะผู้เป็นย่าจึงรับเขาและพี่สาวชื่อมินาโกะมาเลี้ยงและย้ายกลับมายังบ้านเกิดที่หมู่บ้านไคโอะ
* บ้านซึ่งครอบครัวโทอิเช่าอยู่นี้ แต่เดิมเป็นบ้านของเทระคาวะ จิโยะซึ่งภายหลังกลายมาเป็นหนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายคดีสึยามะ ซึ่งเมื่อปี 1875 จูจิโร่ผู้เป็นสามีเก่าของจิโยะ ได้ไปมีความสัมพันธุ์เชิงชู้สาวกับทาเอะซึ่งเป็นภรรยาของฟูจิโมริ โทคุโซ และถูกสามีจับได้ โทคุโซผู้เป็นสามีคิดแค้นจึงนำดาบญี่ปุ่นบุกมาถึงบ้านเทระคาวะ แต่ฆ่าทาเอะไม่ลง เมื่อฆ่าจูจิโร่แล้วก็คว้านท้องตัวเองตาย ในตอนนั้น โทคุโซมีอายุ 21 ปีเท่ากับโทอิ มุทสึโอะยามก่อคดีพอดี

มุทสึโอะในวัยเด็กนั้นเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัว มักขลุกในตัวอยู่ในบ้านเล่นกับพี่สาวเสียมากกว่า เมื่ออายุได้ 6 ปีซึ่งเป็นปีที่เขาต้องไปเข้าเรียนชั้นประถม ย่าก็อ้างเหตุผลว่าหลานมีร่างกายอ่อนแอต้องอยู่รักษาตัวกับบ้านจึงทำให้มุทสึโอะเข้าเรียนช้ากว่าเด็กคนอื่นไปหนึ่งปี ในข้อนี้ นอกจากจะเพราะตัวมุทสึโอะเองไม่อยากไปโรงเรียนแล้ว ส่วนหนึ่งยังมาจากอคติของผู้เป็นย่าที่มีต่อทางโรงเรียนอีกด้วย (ไม่กี่ปีก่อนนี้ ราคาซื้อข้าวสารถีบตัวสูงเป็นประวัติการณ์ สร้างกำไรให้กับครอบครัวชาวนาเช่นบ้านโทอิ แต่ครูใหญ่ของโรงเรียนได้ไปยื่นเรื่องกับทางอำเภอให้ทำการควบคุมราคาซื้อขายข้าวสาร จึงสร้างความไม่พอใจให้กับโยเนะผู้เป็นย่าเป็นอย่างมาก) ภายหลังเมื่อมุทสึโอะเข้าเรียน เขามีผลการเรียนดี รักการอ่าน ทางโรงเรียนแนะนำว่าเขาควรจะไปเรียนต่อที่โรงเรียนประจำจังหวัด หากถูกย่าโยเนะคัดค้าน มุทสึโอะจึงปฏิเสธข้อเสนอนี้ไป
ปี 1932 หลังเรียนจบมาได้ไม่นานนัก มุทสึโอะก็ป่วยหนักและถูกแพทย์สั่งห้ามทำงานหนัก เขาอยู่เฉยๆไม่งานอะไรพักหนึ่งจนอาการเริ่มดีขึ้นแล้วเข้าเรียนต่อในโรงเรียนวิชาเสริมประจำหมู่บ้านตามคำแนะนำของมินาโกะผู้เป็นพี่สาว (แน่นอนว่าเจอย่าคัดค้านก่อน) หากเมื่อพี่สาวแต่งงานออกจากบ้านไป มุทสึโอะก็เริ่มเบื่อหน่ายการเรียนและกลับมาขลุกตัวอยู่กับบ้านอีกครั้ง เขาไม่คบหากับคนรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่เขียนหนังสือมาอ่านให้เด็กแถวบ้านฟังบ่อยๆ

ในหมู่บ้านของมุทสึโอะยังมีธรรมเนียมโยไบหลงเหลืออยู่ (夜這い - ธรรมเนียมในแถบคันไซสมัยก่อน ซึ่งจะถือว่าผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงานและแม่ม่ายเป็นสมบัติส่วนรวมของผู้ชายในหมู่บ้านเดียวกัน พอตกค่ำก็จะไปมาหาสู่เพื่อมีความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย) มุทสึโอะจึงมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงหลายรายผ่านธรรมเนียมดังกล่าว หากในปี 1937 มุทสึโอะเข้าสอบเป็นทหารและถูกตัดสินให้สอบตกเนื่องจากมีอาการเบื้องต้นของวัณโรค จากในช่วงนี้เองที่ผู้หญิงที่เขาคบหาอยู่พากันปฏิเสธที่จะมีสัมพันธ์ด้วย เนื่องจากผู้หญิงในยุคนั้นมีค่านิยมชื่นชมผู้ชายที่เข้ารับการเกณฑ์ทหารมากกว่า ซ้ำในยามนั้นวัณโรคยังเป็นโรคติดต่อที่ไม่สามารถรักษาได้ จึงยิ่งทำให้คนในหมู่บ้านพากันกีดกันเขาออกไปและมักจะซุบซิบนินทาเยาะเย้ยเขาอยู่บ่อยๆ

ในปีเดียวกัน มุทสึโอะสอบได้ใบอนุญาตล่าสัตว์แล้วก็ซื้อปืนล่าสัตว์แบบยิงสองนัด ปีถัดมาซื้อปืนบราวนิ่งแบบยิงห้านัดและขึ้นไปซ้อมยิงปืนบนภูเขาทุกวัน พอตกค่ำก็ถือปืนเดินวนเวียนไปมาในหมู่บ้าน สร้างความกังวลให้กับคนในแถบนั้นมาก ซึ่งในข้อนี้ มีการวิจารณ์ว่ามุทสึโอะคิดจะใช้ปืนขู่พวกผู้หญิงให้มีความสัมพันธ์กับตนโดยไม่ได้คิดจะฆ่าชาวบ้านแต่อย่างไร หรือบ้างก็ว่าเขาเพียงแต่ใช้ปืนเป็นเครื่องป้องกันตัวจากการรุมทำร้ายของคนในหมู่บ้านเท่านั้น หากในไม่ช้า มุทสึโอะก็เอาที่นาไปจำนองเพื่อนำเงินมาซื้อปืนสำหรับล่าสัตว์ใหญ่ซึ่งอาจหมายความโดยนัยว่าเขากำลังเตรียมจะก่อคดีในไม่ช้า จนวันหนึ่ง โยเนะผู้เป็นย่าเห็นมุทสึโอะใส่ยาลงในซุปมิโสะของตน จึงโวยวายขึ้นมาแล้วไปแจ้งความกับตำรวจว่าตัวเองจะถูกหลานฆ่า ทางตำรวจจึงยกคนมาค้นบ้านและยึดอาวุธปืนทั้งหมดไป พร้อมกันนั้นยังได้ยึดดาบญี่ปุ่น ดาบสั้น มีดจีนรวมทั้งใบอนุญาตล่าสัตว์ไปอีกด้วย
แต่กระนั้น มุทสึโอะก็ยังอาศัยเส้นสายของคนรู้จัก รวบรวมปืนและอาวุธต่างๆมาอีกครั้ง เขารอจนกระทั่งผู้หญิงสองคนซึ่งเคยคบหากับตนมาก่อนแต่แต่งไปอยู่หมู่บ้านอื่นกลับมายังหมู่บ้าน จึงได้เริ่มก่อคดีขึ้นคืนนั้นเอง ในขณะเกิดคดี มุทสึโอะมีอายุได้ 21 ปี

วันที่ 20 พฤษภาคม 1938 ในคืนก่อนเปิดฉากคดีฆาตกรรมที่สึยามะนั้นเอง เมื่อเวลาประมาณสี่โมงเย็น มุทสึโอะขี่จักรยานวนไปตามบ้านต่างๆที่ตนวางแผนจะเข้าโจมตีเพื่อตรวจตราล่วงหน้า ประมาณห้าโมงเย็นวันเดียวกัน เขาปีนเสาไฟฟ้าขึ้นไปตัดสายไฟทำให้ไฟดับทั้งหมู่บ้าน หากชาวหมู่บ้านก็ไม่มีใครเอะใจเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไปแจ้งให้ช่างไฟฟ้ามาซ่อมสายไฟแต่อย่างไร
หลังจากนั้น มุทสึโอะก็กลับมาบ้าน ขึ้นไปในห้องใต้หลังคาแล้วเปลี่ยนชุดเตรียมออกรบ เขาใส่เสื้อคอตั้งของทหาร พันสายคาดกับหน้าแข้งทั้งสองข้าง บนหัวพันกระบอกไฟฉายขนาดเล็กสองอันไว้ราวกับเขาของปีศาจ แล้วแขวนไฟหน้าของจักรยานไว้กับตัว ที่เอวเสียบดาบญี่ปุ่นกับมีดจีนอีกสองเล่ม ในมือถือปืนบราวนิ่งขนาดยิงติดต่อกันเก้านัด เขายัดกระสุนลงในกระเป๋ากว่า 100 นัด สะพายย่ามซึ่งบรรจุดินปืนกับปลอกกระสุน และวางพินัยกรรมของตนทิ้งไว้แล้วก็พร้อมที่จะเปิดฉากการล้างแค้นในที่สุด

วันที่ 21 พฤษภาคม 1938 เวลาประมาณ 0 นาฬิกากว่าๆมีฝนตกเล็กน้อยหากก็หยุดลงในไม่ช้า อากาศในคืนนั้นหนาวเหน็บ มีแสงจันทร์ส่องลอดเมฆลงมาเป็นระยะ และสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มุทสึโอะสามารถก่อคดีฆาตกรรมมากรายได้ภายในคืนเดียวนั้นมาจากการที่หมู่บ้านนี้ยังห่างไกลความเจริญ ชาวบ้านส่วนใหญ่มักไม่ลงกลอนประตูแม้แต่ในเวลากลางคืนนั่นเอง

หลังที่ 1 เวลาประมาณตีหนึ่ง 40 นาที มุทสึโอะลงมาจากห้องใต้หลังคาแล้วเข้าไปในห้องนอนย่า ใช้ขวานฟันคอผู้เป็นย่าขาดกระเด็นไปถึง 50 เซนติเมตร
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 1 ราย

* จากตรงนี้ไป ชื่อคนเยอะมากค่ะ ข้าพเจ้าอ่านแล้วก็ไม่แน่ใจว่าอ่านถูกทุกชื่อหรือเปล่า หากท่านใดมีข้อมูลอยู่ก็ใคร่ขอคำแนะนำด้วยค่ะ

หลังที่ 2 เขาเลือกบ้านคิชิโมโตะ คัทสึยูกิเป็นเหยื่อรายถัดมา คัทสึยูกิซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวอยู่ระหว่างการเกณฑ์ทหารจึงไม่อยู่บ้าน ส่วนสึกิโยะ(50)นั้นเคยมีความสัมพันธ์กับมุทสึโอะมาก่อนแต่มาภายหลังได้ปฏิเสธเขา ซ้ำยังเอาเรื่องไปพูดให้คนอื่นฟังทั่วหมู่บ้านจนมุทสึโอะคิดแค้นใจเป็นพิเศษ หากพอจะใช้ปืนก็เกรงว่าเสียงปืนจะดังไปถึงหูคนอื่น เขาจึงใช้ดาบญี่ปุ่นแทงอกสึกิโยะจนทะลุเสื้อทาทามิ ก่อนจะแทงซ้ำที่ปาก
หลังจากนั้นก็ใช้ดาบเล่มเดียวกันฟันลูกชายวัย 14 ปีและ 11 ปีที่นอนอยู่ข้างๆจนเสียชีวิต ส่วนลูกสาวชื่อมิสะ(19)ไม่อยู่บ้าน หากมุทสึโอะก็รู้ดีว่าเธอไปค้างอยู่ที่บ้านเทระคาวะ
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 4 ราย

หลังที่ 3 เป็นบ้านของครอบครัวนิชิดะ ฮิเดชิ โทเมะ(43)ผู้เป็นภรรยาก็เป็นหนึ่งผู้หญิงที่เขาเคยมีความสัมพันธ์ด้วยและกล่าวปฏิเสธมุทสึโอะมาก่อน เขาจ่อปืนยิงท้องของโทเมะซึ่งหลับอยู่จนอวัยวะภายในระเบิดกระจายออกมา
ที่ห้องข้างๆ ฮิเดชิผู้เป็นสามี(50) เรียวโกะลูกสาวคนโต(22) และทสึรุโกะน้องสะใภ้(22)ต่างนอนหลับอยู่ที่โต๊ะอุ่นขา เรียวโกะเป็นหนึ่งในสองคนที่ทำให้เขาเลือกจะลงมือในคืนนี้ เธอเคยคบหากับมุทสึโอะแต่แต่งงานไปอยู่หมู่บ้านอื่น ที่กลับมาบ้านก็เพื่อจะเยี่ยมดูแลแม่ที่กำลังป่วยเป็นหวัดนั่นเอง ทั้งสามคนสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงปืน หากก็ถูกมุทสึโอะยิงตายในที่นั้นเอง
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 8 ราย

หลังที่ 4 ครอบครัวคิชิโมโตะ ทาคาชิ มุทสึโอะบุกเข้าบ้านยิงทาคาชิเจ้าบ้าน(22) และนิชิดะ จิเอะ(20)ตายคาฟูก จิเอะกำลังท้องหกเดือน กระสุนถูกครรภ์ของเธอตายสนิทในทันที
หลานชื่อทากาโอะกระโจนเข้ามา หากก็ถูกมุทสึโอะให้ด้ามปืนฟาดแล้วยิงที่อกจนเสียชีวิต ก่อนจะหันไปพูดกับทามะ(70)ผู้เป็นย่าว่า"ฉันไม่มีความแค้นอะไรกับบ้านแกหรอก แต่ลูกสาวนิชิดะแต่งเข้าบ้านนี้ ฉันก็เลยต้องฆ่าพวกแกด้วย" ทามะร้องขอชีวิต มุทสึโอะจึงสั่งให้เงยหน้าขึ้นแล้วยิงที่อก ทามะกระเด็นปลิวไป เธอได้รับบาดเจ็บสาหัสก็จริง แต่ก็รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหารย์
* จิเอะเป็นลูกสาวคนรองของนิชิดะ โทเมะ ผู้เคราะร้ายในบ้านหลังที่ 3
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 11 ราย

หลังที่ 5 บ้านเทระคาวะ เซย์อิจิมีผู้อาศัย 6 คน ต่างก็ตื่นขึ้นเพราะเสียงปืน เมื่อมุทสึโอะบุกเข้ามาทางประตูหน้าบ้าน เซย์อิจิผู้เป็นเจ้าบ้าน(60)ออกมาดูว่าใครแล้วก็ถูกยิงที่อกถึงแก่ชีวิต
เทย์อิจิลูกชายคนโต(19)กระโจนออกนอกบ้านทางหน้าต่างหากก็ถูกยิงที่หลัง โทกิลูกสาวคนที่ห้า(15)กับฮานะลูกสาวคนที่หก(12)กำลังจะหนีออกไปทางระเบียงหากก็ถูกยิงเสียก่อน เซ็ตสึโกะผู้เป็นสะใภ้(22)โดนต้อนไปที่มุมห้องแล้วถูกยิงที่อกจนเสียชีวิต (เทย์อิจิกับเซ็ตสึโกะเพิ่งจะแต่งงานกันเมื่อ 6 วันก่อนเกิดคดีนี้เอง)
ยูริโกะลูกสาวคนที่สี่(22)นั้นเคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับมุทสึโอะแต่เธอหนีไปแต่งงานกับผู้ชายคนอื่น มุทสึโอะแค้นใจจึงบุกไปโยไบในคืนวันแต่งงานนั่นเอง ผลทำให้ยูริโกะต้องหย่าไปโดยปริยาย มุทสึโอะตั้งใจจะกลับมาคบกับยูริโกะใหม่หากฝ่ายผู้หญิงแต่งงานอีกครั้งไปอยู่หมู่บ้านอื่น และเพิ่งจะกลับมาเยี่ยมบ้านเมื่อ 3 วันก่อนหน้านี้ (เธอเป็นหนึ่งในสองคนที่ทำให้มุทสึโอะตัดสินใจลงมือ) ในวันเกิดเหตุ ยูริโกะหนีออกทางประตูหลังไปหลบอยู่ที่บ้านเทระคาวะ ชิเงคิจิที่อยู่ใกล้ๆ ทำให้เธอมีเพียงบาดแผลเล็กน้อยและรอดชีวิตมาได้ แต่สมาชิกคนอื่นๆของเทระคาวะอีกหลังนั้นไม่ได้โชคดีด้วย
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 16 ราย

หลังที่ 6 บ้านเทระคาวะ ชิเงคิจิหลังนี้แต่เดิมไม่ได้อยู่ในแผนล้างแค้นของมุทสึโอะ หากเมื่อเขารู้ตัวว่ายูริโกะหนีมาที่นี่จึงไล่ตามมา ตอนที่มุทสึโอะมาถึง คนในบ้านได้ลงกลอนประตูแล้ว มุทสึโอะจึงตะโกนโวยวายสั่งให้เปิดประตูอยู่ที่หน้าบ้าน โคชิโร่ผู้พ่อ(86)อยู่ที่เรือนเล็กไม่ทันทราบเรื่องราว เมื่อเปิดประตูระเบียงก็ถูกยิงซ้อนกันสองนัดที่อกจนเสียชีวิตในทันที
ภายในเรือนใหญ่ยูริโกะกับครอบครัวเทระคาวะอีก 4 คนปิดประตูลงกลอนหน้าต่างอย่างแน่นหนา แต่เมื่อมุทสึโอะทุบประตูหลังพร้อมกับระรัวยิงปืน ชิเงคิจิผู้เป็นเจ้าบ้านก็เกรงว่าหากปล่อยไว้ท่าจะไมดี จึงให้ชินจิลูกชายคนรอง(17)ออกทางประตูข้างไปขอความช่วยเหลือจากบ้านเทระคาวะ เก็นอิจิ หากขณะกำลังหลบออกไปก็ถูกมุทสึโอะพบเห็นเสียก่อน ชินจิจึงหลบอยู่ในกอไผ่รอดสายตาคนร้ายมาได้ มุทสึโอะจึงกลับมาที่บ้านเทระคาวะ ตะโกนโวยวายแล้วยิงใส่ประตูสองนัด ซึ่งหนึ่งนัดยิงถูกขาของยูกิโกะลูกสาวคนที่สี่(21)จนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 17 ราย

มาถึงตรงนี้ เสียงปืนที่ดังติดๆกันหลายนัดก็ทำให้ชาวบ้านเริ่มรู้ตัวถึงเหตุการณ์ผิดปกติในที่สุด

หลังที่ 7 คือบ้านของเทระคาวะ โคจิซึ่งอยู่บนเนิน มุทสึโอะเคยจ่ายเงินให้กับโทโยะ(45)เพื่อที่จะมีความสัมพันธ์ด้วยแต่ภายหลังก็ถูกปฏิเสธ ซ้ำเธอยังรับหน้าที่เป็นแม่สื่อหาคู่ให้กับเรียวโกะและยูริโกะอีกด้วย โทโยะและลูกชายชื่อโคจิ(21)ยังคงนอนหลับสนิทโดยไม่ทันได้ยินเสียงปืน มุทสึโอะจึงยิงแม่ลูกทั้งคู่ตายคาที่นอน
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 19 ราย

หลังที่ 8 คือบ้านเทระคาวะ เซ็นคิจิซึ่งอยู่ใกล้ๆกับบ้านของมุทสึโอะเอง ที่จริงแล้วมุทสึโอะไม่มีความแค้นโดยตรงกับบ้านนี้ หากฟุเนะชิตะ ทสึรุโยะ(21)กับคิชิโมโตะ มิสะ(19)ซึ่งเคยปฏิเสธเขามานอนค้างที่นี่เพื่อช่วยเลี้ยงตัวไหม เขาลอบเข้าไปในโรงเลี้ยงไหมแล้วยิงใส่ทั้งคู่คนละสองนัด คนหนึ่งถูกยิงที่ศีรษะจนสมองกระเด็นออกมา ส่วนอีกคนถูกยิงที่ท้องจนไส้ทะลัก เสียชีวิตในที่นั้นทั้งคู่
ฮิระจิ โทระภรรยาเจ้าบ้าน(65)ซึ่งนอนค้างในที่เดียวกันพยายามร้องขอชีวิต หากก็ถูกยิงทะลุท้องจนถึงแก่ความตาย
หลังจากนั้น มุทสึโอะบุกเข้าไปในเรือนใหญ่ก็จริง หากก็เปลี่ยนใจ กลับออกมาโดยไม่ได้ฆ่าใคร
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 22 ราย

หลังที่ 9 เป็นบ้านของฟุเนะชิตะ เคียวอิจิ (ทสึรุโยะผู้เป็นลูกสาวถูกฆ่าตายไปแล้วที่บ้านก่อน) มุทสึโอะเข้าไปเจออิโตะ(47)กำลังดูไฟในโรงไหมอยู่พอดี จึงระรัวยิงปืนใส่จนอิโตะได้รับบาดเจ็บสาหัส อิโตะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหากก็เสียชีวิตในอีก 6 ชั่วโมงให้หลัง
เคียวอิจิเจ้าของบ้านได้ยินเสียงปืนจึงหนีออกจากบ้านไปได้ทัน (เขาเคยแต่งงานกับยูริโกะมาระยะหนึ่ง จึงเป็นไปได้ที่จะอยู่ในรายการแค้นของมุทสึโอะด้วย) เคียวอิจิวิ่งไปยังป้อมตำรวจเพื่อจะแจ้งความ หากป้อมที่ใกล้ที่สุดนั้น นายตำรวจออกไปตระเวณรักษาการณ์พอดี เคียวอิจิจึงต้องไปขอความช่วยเหลือจากอีกป้อมที่อยู่ห่างออก ซึ่งกว่าเขาจะไปถึงนั้นก็เป็นเวลาประมาณตีสอง 40 นาที
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 23 ราย

(คนร้ายยังไม่เหนื่อย แต่คนเขียนชักเหนื่อยแล้วค่ะ orz)

หลังที่ 10 คือครอบครัวอิเคะยามะ มัทสึโอะ นอกจากลูกชายคนโตที่กำลังอยู่ระหว่างไปเที่ยวทัศนศึกษาแล้ว สมาชิกคนอื่นๆอีก 7 คนอยู่บ้านกันพร้อมหน้า ที่มุทสึโอะเลือกครอบครัวนี้เป็นเหยื่อก็เพราะมัทสึโอะเป็นพี่ชายของเทระคาวะ มัทสึโกะที่เขาเคยมีสัมพันธ์ด้วย หากพอมัทสึโกะทราบว่าเขาป่วยเป็นวัณโรคก็บอกเลิกคบหาในทันที (มัทสึโกะเห็นท่าทางมุทสึโอะไม่น่าไว้ใจจึงพาลูกของตนย้ายไปอยู่เกียวโต ก่อนไปได้ชวนนิชิดะ โทเมะ(ผู้เคราะห์ร้ายในบ้านหลังที่ 3)ให้หนีไปด้วยกัน แต่โทเมะไม่ไปโดยให้เหตุผลว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรให้ถูกแค้นจนถึงขนาดต้องฆ่าฟันกัน) มัทสึโอะเปิดบานระเบียงออกมาข้างนอก เมื่อถูกมุทสึโอะพบที่ประตูหลังก็โดนรัวยิงใส่ หากเจ้าตัวลนลานหนีไปซ่อนในกอไผ่ทันจึงรอดมาได้ จากนั้นมุทสึโอะเข้าไปในบ้านแล้วยิงมิยะผู้เป็นภรรยา(34)จนเสียชีวิต และยังลั่นปืนใส่เทรุโอะลูกชายคนที่สี่(5)จนไส้ทะลักออกมาจากท้อง ทสึรุผู้เป็นแม่(72)ถูกกระสุนทะลุผ่านไหล่ซ้ายเสียชีวิต คัทสึอิจิผู้พ่อ(74)พยายามจะหนีออกทางประตูหน้า แต่ถูกมุทสึโอะรัวปืนใส่ กระสุนหกนัดยิงถูกตัวและทะลุถูกปอดเสียชีวิต ส่วนลูกชายคนรองและลูกชายคนที่สามนั้น มุทสึโอะละเว้นชีวิตให้จึงรอดมาโดยไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อย
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 27 ราย

หลังที่ 11 เป็นบ้านบนเนินสูงของเทระคาวะ คุระอิจิซึ่งเป็นคนมีฐานะในหมู่บ้าน คุระอิจิได้ใช้เงินมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงหลายคนในหมู่บ้านซึ่งในจำนวนนั้นมีมัทสึโกะและมิโยะรวมอยู่ด้วย มาถึงตรงนี้ ไฟรถจักรยานของมุทสึโอะดับไปแล้ว หากเมื่อปีนมาถึงยอดเนิน เขาก็ตะโกนเรียกให้คุระอิจิออกมา ฮามะผู้เป็นภรรยา(56)ถือเทียนออกมาดู พอกำลังจะหันกลับไปในบ้าน มุทสึโอะก็ลั่นปืนมาโดนมือที่ถือเทียนของฮามะ คุระอิจิรีบมาช่วยฮามะดันประตูไม่ให้คนร้ายเข้ามา หากเมื่อเห็นมุทสึโอะลั่นปืนใส่ประตูห้านัดทะลุมาโดนแขนขวาของฮามะก็ตกใจ วิ่งหนีขึ้นไปชั้นสองแล้วเปิดหน้าต่างออกมาตะโกนขอความช่วยเหลือ (เนื่องจากบ้านนี้อยู่บนเนินสูง เสียงจึงได้ยินไปทั่วหมู่บ้าน) มุทสึโอะยิงปืนใส่คุระอิจิหากไม่โดน เมื่ออีกฝ่ายฟุบตัวหลบไป คนร้ายจึงตัดใจไปยังบ้านอื่นต่อ ฝ่ายฮามะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลก็จริง แต่ทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตไปในอีก 12 ชั่วโมงให้หลัง
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 28 ราย

หลังที่ 12 จนถึงตรงนี้ล้วนเป็นคดีที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านไคโอะก็จริง แต่บ้านหลังถัดมานี้เป็นบ้านของโอกาเบะ คาสึโอะในหมู่บ้านซากาโมโตะที่อยู่ข้างเคียงกัน มุทสึโอะวิ่งไปตามทางในร่องเขาเป็นระยะทาง 2 กิโลเมตรเพื่อจะตามมาล้างแค้น มิโยะผู้เป็นภรรยา(32)นั้นมีความสัมพันธ์หลายครั้งกับมุทสึโอะแต่ถูกคาสึโอะผู้เป็นสามี(51)ขัดขวางมาตลอด จนพักนี้มิโยะเองก็มีท่าทีเย็นชากับเขาไปอีกคน บ้านโอกาเบะปกติจะลงกลอนประตูไว้ก็จริง แต่มิโยะปลดกลอนออก (คาดว่าคงเพราะการคบหากับคุระอิจิ) คนร้ายจึงบุกเข้ามาในบ้านได้ คาสึโอะพยายามจะคว้าปืนลมมายิงสู้ หากก็ถูกมุทสึโอะยิงใส่เจ็ดนัดจนเสียชีวิตไปพร้อมกับภรรยา

และแล้วในที่สุด คดีฆาตกรรมซึ่งกินเวลาเพียง 1 ชั่วโมงครึ่งก็สิ้นสุดลง รวมจำนวนผู้เสียชีวิต 30 ราย (28 รายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ อีก 2 รายได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในภายหลัง) บาดเจ็บหนัก 1 ราย บาดเจ็บอีกเล็กน้อย 2 ราย

หลังจากฆ่าสามีภรรยาโอกาเบะแล้ว ประมาณตีสาม มุทสึโอะไปยังบ้านทาเคดะเพื่อขอกระดาษกับพู่กัน อัทสึโอะคุง(5)เป็นเด็กที่ไปฟังมุทสึโอะเล่าเรื่องให้ฟังบ่อยๆเป็นผู้นำกระดาษกับดินสอมาให้ เขาบอกกับเด็กชายว่า"ตั้งใจเรียนให้ได้ดิบได้ดี"แล้วก็รับของมา เขาเดินขึ้นภูเขาไป 3 กิโลเมตรครึ่งเพื่อเขียนพินัยกรรมเพิ่มเติม และฆ่าตัวตายเป็นการปิดฉากคดีสึยามะลงในที่สุด (ผลการชันสูตรศพ พบว่าเสียชีวิตเมื่อเวลาประมาณตีห้าของวันเกิดคดี)

พินัยกรรมหรือจดหมายลาตายที่พบข้างศพของโทอิ มุทสึโอะในเขามีใจความดังนี้ (แปลตรงจากฉบับญี่ปุ่นค่ะ ถ้ามีตรงไหนผิดก็ต้องขออภัยด้วยค่ะ)

"ผมกำลังจะตายแล้วจึงขอเขียนข้อความทิ้งเอาไว้ ผมได้ตัดสินใจทำการลงไปก็จริง แต่ไม่สามารถฆ่าคนที่ควรจะฆ่า กลับฆ่าคนที่ไม่ควรจะฆ่าเพราะเหตุการณ์พาไป ต้องขออภัยคุณย่ามาจากใจจริง ย่าเลี้ยงผมมาตั้งแต่สองขวบ ผมไม่ควรจะฆ่าท่านก็จริง แต่สงสารท่านที่ต้องถูกทิ้งไว้เพียงลำพังจึงตัดสินใจทำเช่นนั้นลงไป ผมตั้งใจจะฆ่าท่านให้ไปสบายแต่ลงท้ายก็ไม่ได้ดังใจคิด มีแต่ต้องหลั่งน้ำตาให้ด้วยความเสียใจ ผมต้องขอโทษพี่ด้วย ขอโทษจริงๆ ยกโทษให้น้องชายไม่เอาไหนคนนี้ด้วย ผมทำเรื่องเช่นนี้ลงไป (ถึจะรู้ดีว่าเป็นความผิดของตัวเอง) พี่จะไม่ทำศพให้ผมก็ได้ ถึงจะโดนทิ้งให้เน่าเปื่อยอยู่กลางทุ่งก็สมกับความตั้งใจของผมแล้ว สี่ปีที่เจ็บป่วยต้องเผชิญกับความเย็นชาของสังคม ผมร้องไห้กับความกดขี่ข่มเหง แม้จะได้รับความรักจากครอบครัว หากก็ยากที่จะทนทานได้ สังคมควรจะเห็นใจคนป่วยวัณโรคให้มากกว่านี้ ผมเบื่อที่จะเป็นคนอ่อนแอแล้ว ครั้งหน้าจะขอเป็นคนเข้มแข็ง ชีวิตของผมที่ผ่านมามีแต่ความทุกข์ คราวนี้จะขอเกิดใหม่ไปหาชีวิตที่มีความสุขกว่านี้
อะไรๆก็ไม่เป็นไปตามที่คิด ที่ผมตัดสินใจลงมือในครั้งนี้ก็เพราะเทระคาวะ ยูริโกะที่เคยคบหากันกลับมาเยี่ยมบ้านเกิด ทั้งนิชิดะ เรียวโกะก็กลับมาพอดี แต่เทระคาวะ ยูริโกะกลับหนีรอดไปได้ ยังมีเทระคาวะ คุระอิจิอีกคน เสียดายที่ต้องปล่อยให้มันรอดไป คนพรรค์นั้นควรจะถูกกำจัดให้หายไปจากโลกนี้ เจ้านั่นให้เงินหลอกล่อแม่ม่ายตัวคนเดียวให้คบหากับตัวเอง จนไม่มีผู้หญิงคนไหนในหมู่บ้านที่ไม่มีความสัมพันธ์กับมันเลยก็ว่าได้ คิชิโมโตะ จุนอิจิก็เอาแต่ลักลอบล่าสัตว์ มีแต่คนในหมู่บ้านรังเกียจ คนอย่างพวกเขาสมควรจะถูกกำจัดไปจากโลกนี้
ฟ้ากำลังจะสางแล้ว ผมขอตัวตายไปก่อนล่ะ"

* ที่จริงยังมีพินัยกรรมฉบับที่ทิ้งไว้ที่บ้านอีกสองหน้าค่ะ แต่หมดแรงแล้ว ขออนุญาตละไว้ก็แล้วกันค่ะ

ในความเป็นจริงนั้น เนื่องจากมุทสึโอะซึ่งเป็นคนร้ายได้ฆ่าตัวตายไปโดยไม่ถูกสอบปากคำ ทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีต่างก็เสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก รูปคดีจึงทราบได้เพียงจากคำให้การของคนที่รอดชีวิตอยู่เท่านั้น จึงยังมีหลายส่วนที่ยังคลุมเคลืออยู่ ทั้งผู้รอดชีวิตส่วนใหญ่ต่างก็มีความสัมพันธ์เป็นญาติ จึงมีความเป็นไปได้ที่ต่างจงใจจะป้ายความผิดทั้งหมดให้กับมุทสึโอะแต่ผู้เดียว
หลังเกิดคดี ญาติของมุทสึโอะที่ไม่ถูกทำร้ายถูกครหาว่ารู้แต่แรกแล้วว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นแต่ก็ไม่กล่าวห้ามปราม จึงถูกตัดขาดชาวบ้านคนอื่นๆ

นอกจาก"หมู่บ้านแปดหลุมศพ"ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว คดีนี้ยังเป็นต้นแบบในสื่อต่างๆอีกหลายอย่างด้วยค่ะ ที่ข้าพเจ้าพอจะทราบก็ในเกม Siren กับเกม 零-赤い蝶-(Fetal Frame II -Crimson Butterfly-) เป็นต้น

2008/Jan/12

ก่อนอื่น

สวัสดีปีใหม่ค่ะ (แบบช้าไปชาตินึง)

ขอขอบคุณสคส.ทุกฉบับที่ส่งมาอวยพรด้วยค่ะ และต้องขออภัยจริงๆค่ะที่ไม่สามารถส่งตอบได้ จัดการในส่วนของบล๊อกหลัก ข้าพเจ้าก็หมดแรงเสียแล้ว orz จึงขออนุญาตกล่าวทักทายปีใหม่กับทุกท่านไว้ในที่นี้ด้วยค่ะ

อีกเรื่อง ตอนนี้กำลังติดงานแปลอยู่ค่ะ แอบตั้งเป้าหมายในใจว่าจะเสร็จเล่มหนึ่งภายในเดือนมกรานี่แหละ (ที่จริงท่านนัดไว้เดือนมีนา) ปัจจุบัน ข้าพเจ้าก็เลยมุดหัวอยู่กับต้นฉบับจนแทบไม่มีเวลามาแตะบล๊อกเลย ตอนนี้จึงอยากจะขอเว้นช่วงการรับรีเควสไว้ก่อนค่ะ เพราะเขียนเรื่องที่ตัวเองมีข้อมูลในมือยังแทบไม่รอด ในส่วนของรีเควสที่ต้องไปหาข้อมูลเพิ่มก็เกรงว่าจะหามาได้ไม่ดีพอ เดี๋ยวจะเขียนได้ไม่สะใจเปล่าๆ จึงจะขอเขียนเรื่องที่มีอยุ่ในมือตอนนี้ก่อนก็แล้วกันค่ะ ต้องขออภัยท่านมีรีเควสค้างไว้ด้วยค่ะ เสร็จงานเรียบร้อยบริบูรณเมื่อไหร่ จะพยายามกลับมาเคลียร์ให้หมด ต้องขออภัยงามๆอีกครั้ง


กลับเข้าเรื่อง

คุณรู้ไหมว่าประเทศที่เล็กที่สุดในโลกตอนนี้คือประเทศอะไร

ถ้าคุณตอบว่า"วาติกัน" คุณถูกครึ่งหนึ่งและผิดครึ่งหนึ่ง นครรัฐวาติกันถือเป็นประเทศอย่างเป็นทางการซึ่งมีขนาดเล็กที่สุดในโลก (เนื้อที่ 0.44 ตารางกิโลเมตร ประชากร 921 คน (ปี 2004)) แต่หากจะมองให้กว้างกว่านั้น ยังมีอีกประเทศที่มีขนาดเล็กเสียยิ่งกว่า และนั่นก็คือประเทศซีแลนด์ที่เราจะพูดถึงในวันนี้นั่นเอง

Principality of Sealand


ธงชาติ


ตราแผ่นดิน

ซีแลนด์เป็นประเทศในทะเลเหนือ อยู่ห่างจากชายฝั่งอังกฤษไปทางตะวันออกเฉียงใต้เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตร
(ประมาณ 6 ไมล์ทะเล) เมืองหลวงคือซีแลนด์ (กินเนื้อที่ทั้งหมดของประเทศ) ปกครองโดยระบอบกษัตริย์ เพลงประจำชาติคือ E mare libertas ("เสรีภาพจากท้องทะเล" เป็นคำขวัญประจำชาติด้วย) หน่วยเงินคือซีแลนด์ดอลล่าร์ (SXD, SX$ หนึ่งดอลล่าร์สหรัฐมีค่าเท่ากับหนึ่งดอลล่าร์ซีแลนด์) มีเนื้อที่ 0.000207 ตารางกิโลเมตร (207 ตารางเมตร) และประชากร 4 คน .....อย่าเพิ่งตกใจค่ะ มาดูหน้าตาของซีแลนด์กันก่อนดีกว่า



มีอยู่เท่านี้แหละค่ะ ซีแลนด์

ซีแลนด์ประกอบไปด้วยฐานซึ่งฝังอยู่ใต้ทะเล เสาทรงกลมขนาดใหญ่สองต้น และดาดฟ้า ในส่วนเสากลมแบ่งเป็นเด็ค 7 ชั้น (A-G) ชั้น A คือดาดฟ้าและเป็นที่วางเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ชั้น B อยู่เหนือทะเล ส่วน C-G อยู่ใต้ระดับน้ำทะเล ในสมัยสงคราม ชั้น B-E เคยถูกใช้เป็นที่เก็บเสบียงอาหารและที่พัก ชั้น F เป็นคลังอาวุธ และชั้น G เป็นที่เก็บของอื่นๆ

อ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะมีคนเริ่มเดาออกแล้ว แต่เดิมซีแลนด์ก็คือหนึ่งในสี่ป้อมกลางทะเล (HM Fort Roughs หรือเรียกกันว่า Rough Towers) ที่อังกฤษสร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อปี 1944 นั่นเอง ในระหว่างสงคราม เคยมีทหารประจำการอยู่ที่นี่ประมาณ 150-300 นาย หากเมื่อสงครามจบลง ป้อมก็ถูกทิ้งให้ร้างไปตั้งแต่ปี 1956

วันที่ 2 กันยายน 1967 แพดดี้ รอย เบทส์ อดีตเรือโทประจำกองทัพเรืออังกฤษซึ่งในขณะนั้นเป็นเจ้าของคลื่นวิทยุเถื่อน ได้ประกาศให้ป้อมกลางทะเลดังกล่าวแยกตัวเป็นอิสระจากเขตแดนของอังกฤษ และตั้งชื่อประเทศว่าซีแลนด์ รวมทั้งตั้งตัวเองเป็นเจ้าชายรอย เบทส์ หรือเรียกอีกชื่อว่า Roy of Sealand
แน่นอนว่าทางอังกฤษย่อมไม่อยู่เฉย ทำการฟ้องศาลให้รอย เบทส์ถอนตัวออกจากป้อมในทันที หากผลการตัดสินซึ่งออกมาในวันที่ 25 พฤศจิกายน 1968 ศาลได้ประกาศว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่อยู่ในเขตแดนอังกฤษ รวมทั้งไม่มีประเทศใดรอบข้างอ้างกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ดังกล่าว จึงถือว่าพื้นที่นั้นอยู่นอกเขตการปกครองของอังกฤษด้วย อาจจะนับได้ว่าซีแลนด์สามารถแยกตัวเป็นอิสระจากอังกฤษได้โดยปริยาย

จะอย่างไรก็ดี แม้ซีแลนด์จะถือเป็นเขตแดนที่เป็นอิสระจากการปกครองของประเทศอื่น หากโดยสนธิสัญญามองเตวิเดโอ (Treaty of Montevideo) ซึ่งกล่าวว่าการที่ประเทศหนึ่งจะนับเป็นประเทศอย่างเป็นทางการได้นั้น จะต้องมีคำยอมรับจากประเทศใดประเทศหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกของสหประชาชาติเสียก่อน และในปี 2008 ปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่มีประเทศใดเลยจากจำนวน 192 ประเทศที่ยอมรับว่าซีแลนด์เป็นประเทศอย่างสมบูรณ์ (คงเพราะมีอังกฤษคอยเขม่นอยู่)


เจ้าชายรอย เบทส์ และเจ้าหญิงโจน เบทส์

ประชากรของซีแลนด์ในตอนนี้ประกอบไปด้วย เจ้าชายรอย เบทส์, เจ้าหญิงโจน เบทส์, เจ้าฟ้าชายไมเคิ่ล และทหารอีกหนึ่งคน (ทหารคนนี้กับปืนไรเฟิ่ลหนึ่งกระบอกถือเป็นกองกำลังประจำเพียงหนึ่งเดียวของประเทศ หากในสถานการณ์คับขัน เจ้าชายรอย เบทส์ยืนยันว่าเขาสามารถรวบรวมกำลังทหารมาได้จากทั่วโลก (ทหารรับจ้าง?)) รายได้หลักคือการขายตำแหน่งขุนนาง เหรียญที่ระลึกและแสตมป์ ทั้งยังมีการตั้งบริษัทฮาเว่นโคซึ่งให้บริการฝากฐานข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตอีกด้วย (จ่ายเพียง 16 ยูโร (ประมาณ 790 บาท) คุณก็จะกลายเป็นลอร์ดหรือเลดี้ของซีแลนด์ได้ในทันที หากสนใจดูได้ที่ลิงค์ข้างล่างค่ะ)


อื่นๆ

- เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 1987 อังกฤษได้ประกาศขยายอาณาเขตทางทะเลของตน จากเดิม 3 ไมล์ทะเล (ประมาณ 5.5 กิโลเมตร) ไปเป็น 12 ไมล์ทะเล (ประมาณ 22 กิโลเมตร) ซึ่งการขยายอาณาเขตนี้จะทำให้ซีแลนด์ถูกล้อมโดยเขตแดนของอังกฤษจากทุกรอบด้าน หากเมื่อหนึ่งวันก่อน ในวันที่ 30 กันยายน ซีแลนด์ได้ชิงประกาศขยายอาณาเขตทางทะเลของตนไปเป็น 12 ไมล์ทะเลเช่นกัน ซีแลนด์จึงรอดจากสถานการณ์ดังกล่าวมาได้อย่างหวุดหวิด

- ซีแลนด์มีประชากรเพียง 4 คนก็จริง แต่มีทีมฟุตบอลประจำชาติอยู่ด้วย หากเนื่องจากไม่ได้เข้าร่วม FIFA หรือ UEFA จึงไม่สามารถลงแข่งในการแข่งขันอย่างเป็นทางการได้ นอกจากนี้ยังเคยส่งนักกีฬาไปร่วมการแข่งขันต่างๆหลายครั้ง (เคยได้เหรียญเงินสองเหรียญจากการแข่งกังฟูระดับโลกที่แคนาดาในปี 2007)

- 23 มิถุนายน 2006 ระหว่างที่เจ้าชายรอย เบทส์และครอบครัวไม่อยู่ในซีแลนด์ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าซึ่งมีอายุมากแล้วได้เกิดช้อทจนกลายเป็นเพลิงไหม้ขึ้น ในเดือนถัดมา ซีแลนด์จึงทำการซ่อมแซมภายในและเปลี่ยนระบบไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด (ขณะเกิดไฟไหม้ อังกฤษได้ส่งคนไปช่วยทหารซึ่งเฝ้ายามอยู่เพียงคนเดียวในซีแลนด์ด้วยค่ะ)


ซีแลนด์หลังเพลิงไหม้

- ซีแลนด์ได้ประกาศขายดินแดนของตนในหนังสือพิมพ์เดย์ลี่เทเลกราฟประจำวันที่ 8 มกราคม 2007 โดยตั้งราคาอยู่ที่ 65 ล้านยูโร - 504 ล้านยูโร แต่เนื่องจากไม่ใช่การขายกรรมสิทธิ์ในประเทศ จึงไม่ใช้คำว่า sale แต่เป็น transfer แทน
ในเดือนเดียวกัน The Prirate Bay ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการด้านอินเตอร์เน็ตจากสวีเดนได้แสดงเจตจำนงค์ในการซื้อ โดยกล่าวว่าต้องการจะสร้างซีแลนด์ให้เป็นประเทศที่ปลอดจากกฏหมายลิขสิทธิ์ทั้งหมด (แต่สุดท้ายซื้อไปหรือเปล่าก็ไม่ทราบแน่ชัดค่ะ)


ลิงค์
- โฮมเพจของซีแลนด์
- เพียง 16 ยูโร คุณก็เป็นลอร์ดและเลดี้ของซีแลนด์ได้
- บริษัทฮาเว่นโค

* เพิ่งเห็นว่า Pricipality สะกดผิด (อ้ากกกกกกกกกกกก) แก้แล้วค่ะ ขออภัยค่ะที่ทำให้เกิดความสับสน
Pricipality - ผิด
Principality - ถูก

2007/Nov/20

คิดว่าคงมีหลายท่านเคยอ่านไปแล้ว เป็นบทความที่ข้าพเจ้าชอบที่สุดบทความหนึ่งเลยค่ะ เมื่อก่อนเคยอ่านตอนออกมาเป็นหนังสือที่ญี่ปุ่น วันนี้ไปเจอเป็นแฟลช อดคิดถึงไม่ได้เลยลองแปลมาลงค่ะ



"ถ้าหากโลกนี้เป็นหมู่บ้านของคน 100 คน"

หากจะนำสัดส่วนของประชากรทั้งโลกมาย่อให้เป็นหมู่บ้านของคน 100 คน
หมู่บ้านนี้จะมีคนเอเชีย 57 คน คนยุโรป 21 คน คนอเมริกาเหนือใต้ 14 คน และคนแอฟริกา 8 คน
52 คนจะเป็นผู้หญิง และ 48 คนจะเป็นผู้ชาย
89 คนเป็นผู้รักเพศตรงข้าม และ 11 คนเป็นผู้รักเพศเดียวกัน

6 คนในโลกนี้เป็นเจ้าของทรัพย์สิน 59 เปอร์เซนต์ของโลก และ 6 คนนั้นจะถือสัญชาติอเมริกา
80 คนอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต่ำกว่ามาตราฐาน
70 คนอ่านเขียนไม่ได้
50 คนกำลังทุกข์ทรมานด้วยความอดอยาก

1 คนกำลังจะตาย
และ 1 คนกำลังจะเกิดมา

1 คนกำลังเรียนในมหาวิทยาลัย และมีเพียง 1 คนที่มีคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเอง

เมื่อได้มองโลกของเราจากแผนผังที่ถูกย่อลงนี้แล้ว ย่อมจะเห็นได้ว่า
การยอมรับผู้อื่นในสิ่งที่เขาเป็นอยู่
การเข้าใจความแตกต่างระหว่างตนเองกับผู้อื่น
และการให้การศึกษาเพื่อที่จะทราบถึงความจริงเหล่านี้นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญเช่นใด

ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราต้องคิดให้ดี

ถ้าหากว่าเช้านี้ คุณลืมตาตื่นขึ้น และสามารถคิดว่าตนมีสุขภาพแข็งแรงดี...
คุณมีความสุขกว่าคนอีกหนึ่งล้านคนที่อาจจะไม่สามารถมีชีวิตรอดพ้นสัปดาห์นี้ไปได้

ถ้าหากว่าคุณไม่เคยประสบกับภัยสงคราม ความโดดเดี่ยวของการคุมขัง ความยากลำบากในคุก หรือความทุกข์ทรมานจากความหิวโหย....
คุณมีความสุขกว่าคนอีกห้าร้อยล้านคน

ถ้าหากว่าคุณสามารถไปมิซาที่โบสถ์ได้โดยไม่ต้องหวนนึกถึงความทุกข์ที่ตามรังควาน การกักตัว การทรมานร่างกาย หรือความหวาดกลัวต่อความตาย....
คุณมีความสุขกว่าคนอีกสามพันล้านคน

ถ้าหากว่าคุณมีอาหารอยู่ในตู้เย็น มีเสื้อผ้าให้สวมใส่ มีหลังคาอยู่เหนือศีรษะ และมีที่ให้หลับนอน...
คุณมีชีวิตอันสมบูรณ์พูนสุขกว่าคน 75 เปอร์เซนต์บนโลกนี้
และถ้าหากว่าคุณมีเงินฝากในธนาคาร มีเงินอยู่ในกระเป๋า และมีเงินเก็บอยู่ในซอกใดซอกหนึ่งของบ้าน...
คุณเป็นหนึ่งใน 8 เปอร์เซนต์ที่ร่ำรวยที่สุดของโลกนี้

ถ้าหากว่า พ่อแม่ของคุณยังมีชีวิตอยู่ และทั้งสองยังอยู่ร่วมกัน นั่นเป็นความโชคดีที่ไม่ได้มีบ่อยนัก

ถ้าหากว่าคุณกำลังอ่านข้อความนี้อยู่ ในวินาทีนี้ ความสุขของคุณคงจะเพิ่มเป็นเท่าตัว
เพราะใครบางคนที่รักห่วงใยคุณได้ส่งข้อความนี้มาถึง
และยิ่งไปกว่านั้น คุณโชคดียิ่งกว่าคนอีกสองพันล้านคนทั่วโลกที่อ่านหนังสือไม่ออกเลย

คนสมัยโบราณเคยกล่าวไว้
"สิ่งใดที่เราให้ไป สักวันก็จะกลับมาหาตัวเราเอง"

จงทำงานด้วยความยินดีโดยไม่คิดถึงเงินตอบแทน
จงรักผู้อื่นเหมือนตนเองไม่เคยถูกทำร้ายมาก่อน
จงเต้นรำอย่างเสรีเหมือนไม่มีผู้ใดเฝ้ามองอยู่
จงร้องเพลงอย่างมีชีวิตชีวาเหมือนไม่มีผู้ใดได้ยิน
และมีชีวิตอยู่ราวกับ ณ ที่นี้คือสวรรค์บนดิน

มอบข้อความนี้ให้กับผู้อื่น
และขอให้คุณเป็นดังแสงสว่างในวันนั้นสำหรับเขาด้วย




ที่มา - http://event.yahoo.co.jp/voluntarylife/moshimo/index.html

 

2007/Oct/22

อาการสแลมป์ยังไม่ยอมหายง่ายๆค่ะ สงสัย Paul is dead มีโอกาสได้เลื่อนไปจนกว่าข้าพเจ้าจะหาทางจัดการกับปกอัลบั้ม + เนื้อเพลงแน่ๆเลย ....นั่งอ่านยังไงก็ไม่เข้าใจความคิดคนตีความอยู่ดี

วันนี้จึงขอเลื่อนรีเควสท่านอื่นขึ้นมาแทนค่ะ แต่ดองรีเควสไว้นานไปหน่อย จำไม่ได้แล้วว่าได้รับรีเควสนี้มาจากท่านไหน orz
ท่านที่จำได้ว่าตัวเองเป็นผู้รีเควส ขอบคุณมากค่ะสำหรับรีเควสของเบลล์ กันเนส และขออภัยจริงๆค่ะที่คนเขียนดองจนลืม ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะตรงกับที่ได้รับรีเควสไว้หรือไม่ (จำได้ว่ารีเควสเป็นฆาตกรหญิงที่อาละวาดอยู่แถวเท็กซัส?) ถ้าไม่ใช่ ก็ต้องขออภัยอีกทีด้วยค่ะ



Belle Sorenson Gunness (1859 - 1931?)
ชื่อเดิม Brynhild Paulsdatter Størseth
(รูป: เบลล์ถ่ายกับลูกเมื่อประมาณปี 1904 จากซ้ายคือลูซี่ เมียร์เทิ่ลและฟิลิป)

กล่าวกันว่าถ้า H.H.โฮมส์ได้ชื่อว่าเป็นเคราน้ำเงินของวงการอาชญากรรม อีกคนที่ควรจะถูกยกชื่อขึ้นมาคู่เคียงกันในฐานะเคราน้ำเงินเวอร์ชั่นผู้หญิงก็คงจะเป็นเบลล์ กันเนสนี่เอง นอกจากนี้เธอยังเป็นทั้งฆาตกรหญิงที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของอเมริกาและตำนานอีกด้วย

เบลล์ กันเนส หรือชื่อเดิมคือบรินไฮด์ สเตอร์เซธ เกิดที่นอร์เวย์ในเมืองใกล้ทะเลสาบเซลบู เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 1859 เป็นหญิงร่างใหญ่บึกบึนถึงสูงกว่า 183 เซนติเมตรและมีน้ำหนัก 93 กิโลกรัม ในรายงานซึ่งถูกเปิดเผยขึ้นภายหลัง กล่าวว่าในปี 1877 เธฮกำลังตั้งครรภ์ซึ่งเธอไม่เปิดเผยไม่ว่าใครเป็นพ่อ หากในระหว่างงานเทศกาลประจำปีนั้นเอง บรินไฮด์ถูกทำร้ายโดยชายไม่ทราบชื่อ เธอถูกเตะที่ท้องอย่างแรงเป็นผลให้แท้งลูก ซึ่งการแท้งนี้ได้ทำให้คนรอบข้างเปลี่ยนท่าทีอันเย็นชาในครั้งแรกมาเป็นความเห็นใจ (ชายคนร้ายเสียชีวิตหลังเหตุการณ์นี้ไม่นานนัก ตามรายงานกล่าวว่าเนื่องจากโรคมะเร็งในช่วงท้อง)
หลังการแท้ง บรินไฮด์เข้าทำงานในฟาร์มของเศรษฐีเป็นเวลา 3 ปีเพื่อเก็บเงินค่าเรือสำหรับเดินทางไปอเมริกา เธอได้ไปยังอเมริกาสมใจในปี 1881 และเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็นเบลล์นับแต่นั้น เธอทำงานเล็กๆน้อยๆเป็นสาวใช้ในบ้านไม่ก็คนงานในฟาร์ม หากเบลล์ไม่คิดจะจบชีวิตตัวเองอยู่เพียงแค่นั้น เธอมีความทะเยอทะยานและโลภมาก ในภายหลัง เนลลีย์ ลาร์สันผู้เป็นพี่สาว ได้กล่าวเกี่ยวกับเบลล์ว่า "เบลล์เป็นคนหน้าเงิน และนั่นเองที่เป็นจุดอ่อนที่สุดของเธอ"


เบลล์สมัยยังสาว

ในปี 1884 เบลล์แต่งงานกับแมดส์ อัลเบิร์ต โซเรนเซนและย้ายไปลงหลักปักฐานที่เท็กซัส พวกเขาเปิดร้านขายลูกกวาดที่นั่น หากธุรกิจก็ไม่ดำเนินไปดีนัก และในไม่ช้า ร้านขายลูกกวาดก็ถูกไฟไหม้อย่างเป็นปริศนา (เบลล์ให้การว่าตะเกียงน้ำมันก๊าดล้มลงทำให้ไฟลุกติดลามไป หากก็ไม่มีการค้นพบตะเกียงจากที่เกิดเหตุ) จะอย่างไรก็ดี พวกเขาได้รับจ่ายเงินค่าประกันซึ่งนำไปซื้อบ้านหลังใหม่นอกชานเมืองออสติน แต่ในปี 1898 บ้านหลังนี้ก็ประสบกับไฟไหม้เช่นกัน และเงินประกันก็ถูกจ่ายอีกครั้ง
30 กรกฎาคม 1900 แมดส์เสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน.... เพียงสองวันก่อนที่ตำรวจจะออกหมายจับกุมเขาในข้อหาเกี่ยวกับเงินประกันทั้งสองคดีก่อน แพทย์นายแรกชันสูตรว่าสาเหตุการตายคือการถูกวางยาด้วยสตริกนิน (อัลกาลอยด์มีพิษชนิดหนึ่ง เป็นสารผลึกสีขาว มีรสขมจัด และมีฤทธิ์ทำลายประสาทอย่างรุนแรง เจอบ่อยๆในนิยายนักสืบ) หากแพทย์ประจำครอบครัวก็ยืนยันว่าแมดส์เสียชีวิตเนื่องจากโรคหัวใจวาย แม้จะมีข้อกังขามากมาย เบลล์ก็ได้รับจ่ายเงินประกันชีวิต 8,500 ดอลลาร์ในทันทีหลังจากงานศพของสามี และท่ามกลางสายตากังขาของญาติฝ่ายสามี เบลล์ก็หอบเงินกับลูกสาว 3 คน (บางเอกสารบอกว่า 2 คน) ย้ายไปยังฟาร์มเล็กๆที่ซื้อไว้นอกเมืองลาพอร์เต้ รัฐอินเดียน่า

* มีเอกสารซึ่งกล่าวว่าที่จริงแล้ว เบลล์กับแมดส์มีลูกด้วยกัน 4 คนคือ แคโรไลน์, แอกเซล, เมียร์เทิ่ลและลูซี่ แต่แคโรไลน์กับแอกเซลเสียชีวิตตั้งแต่ยั
งเป็นทารกเนื่องจากโรคลำไส้อักเสบโดยฉับพลัน โรคนี้จะมีอาการคลื่นไส้ เป็นไข้ ท้องร่วง ปวดหนึบที่ช่วงท้องและเป็นตะคริว ซึ่งอาการเหล่านี้คล้ายคลึงกับการถูกวางยาพิษ และการตายของเด็กทั้งสองก็ได้นำเงินประกันมาสู่ครอบครัวเช่นกัน

** บางเอกสารจะกล่าวว่าแมดส์เสียชีวิตก่อนที่คดีไฟไหม้สองคดีจะเกิดขึ้น

แม้ว่าเหตุการณ์จนถึงในจุดนี้จะไม่มีหลักฐานยืนยันที่ชัดเจนนักว่าเบลล์ได้ลงมือฆ่าสามีและลูกๆไปจริงหรือไม่ แต่อย่างน้อย ผู้อ่านก็พอจะมองออกว่ารอบๆตัวเบลล์นั้นชักจะไม่ชอบมาพากลขึ้นทุกที และโดยคดีที่ถูกตั้งข้อสงสัยในฐานะคดีอาชญากรรมอย่างเป็นทางการนั้นเริ่มขึ้นหลังจากที่เบลล์ย้ายไปยังอินเดียน่านี่เอง

ที่อินเดียน่า เบลล์ได้พบกับปีเตอร์ กันเนสซึ่งเป็นพ่อม่ายลูกติดชาวนอร์เวย์ พวกเขาแต่งงานกันเมื่อวันที่ 1 เมษายน 1902 เพียงหนึ่งสัปดาห์หลังพิธีสมรส ลูกสาวของปีเตอร์ก็เสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุขณะอยู่ในบ้านเพียงลำพังกับเบลล์ และในเดือนกุมภาพันธ์ปีเดียวกัน ตัวปีเตอร์เองก็ประสบ"อุบัติเหตุ"อันไม่คาดฝันซึ่งเบลล์อ้างว่าใบมีดของเครื่องหั่นเนื้อที่วางอยู่บนชั้นตกลงมาใส่ศีรษะของเขาพอดีจนเขาตายสนิท
เบลล์เชื่อว่าตัวเองจะได้รับเงินประกันจากการตายของสามีคนใหม่ หากคนในท้องถิ่นและบริษัทประกันก็ตั้งข้อกังขาว่าพ่อค้าเนื้อผู้มีประสบการณ์เช่นปีเตอร์จะเผลอเรอได้ถึงเพียงนั้นเชียวหรือ และในขณะที่อัยการประกาศฟ้องเบลล์ในข้อหาทำการฆาตกรรม เจนนี่ ออลสัน (14) ก็กล่าวกับเพื่อนร่วมชั้นว่าพ่อของเธอถูกแม่ฆ่าด้วยการเอาใบมีดทุบที่ศีรษะ

เจนนี่ถูกเรียกตัวมาให้การในศาล ระหว่างที่เธอให้การนั้น เบลล์จะนั่งอยู่ใกล้แท่นพยานและจ้องเขม็งมาที่เด็กหญิงตลอดเวลา หลังการให้การของเจนนี่ เบลล์ก็ขึ้นมากล่าวให้การบ้าง เธอยืนยันในความบริสุทธิ์ของตัวเอง และกล่าวตัดพ้อถึงความยากลำบากที่ผู้หญิงตัวคนเดียวต้องเลี้ยงดูลูกๆที่เหลืออยู่ ประกอบกับในขณะนั้นเบลล์กำลังตั้งครรภ์อยู่ (ฟิลิปเกิดในปี 1903) คณะลูกขุนจึงเริ่มโอนเอียงไปทางเบลล์ ท้ายที่สุด เธอได้รับการปล่อยตัวและข้อหานี้ก็ตกไป
หลังการขึ้นศาลในครั้งนี้ เบลล์จ้างรอย แลมเฟียร์มาช่วยดูแลฟาร์ม และไม่นานหลังจากนั้น เจนนี่ก็หายตัวไป เมื่อเพื่อนบ้านถามถึง เบลล์ก็ตอบว่าเธอได้ส่งเจนนี่ไปยังมหาวิทยาลัยในลอสแองเจลิส ซึ่งในความจริงแล้ว เจนนี่ถูกสังหารไปเรียบร้อยแล้ว ศพของเด็กหญิงถูกพบภายหลังในบริเวณฟาร์มนั่นเอง

มาถึงตรงนี้ เบลล์คงเริ่มคิดได้ว่าบริษัทเงินประกันคงจะไม่ยอมจ่ายให้เธอง่ายๆอีกต่อไป เธอจึงเริ่มธุรกิจใหม่ซึ่งในภายหลังถูกเรียกว่า "Lonely Hearts Killer" ตามคดีของเรย์มอนด์ เฟอร์นันเดซกับมาร์ธา เบคนั่นเอง เธอส่งข้อความไปลงในนิตยสารดังนี้

"แม่ม่ายยังสาวหน้าตาดี เป็นเจ้าของฟาร์มที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในลาพอร์เต้ รัฐอินเดียน่า มีความปรารถนาจะคบหากับสุภาพบุรุษผู้มีฐานะดีและมีทัศนวิสัยกว้างไกล"

จากจดหมายที่ส่งมา เบลล์คัดสรรเฉพาะฉบับที่แนะนำตัวว่าร่ำรวยและไม่มีญาติมิตร เธอจะเขียนตอบกลับไปเช่นนี้

"คุณเป็นคนที่ฉันตามหามานานไม่ผิดแน่ (ย่อ) ทางฉันได้ตั้งข้อกำหนดขอรับเงินสดหรือหลักทรัพย์ที่มีค่าเป็นเงินจำนวนมากไว้เป็นมัดจำ ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันผู้มีจิตไม่ประสงค์ดี จากการประเมินความน่าเชื่อถือของคุณจะตกเป็นเงิน 20,000 ดอลล่าร์ และเพื่อแสดงความชื่นชมในความจริงใจของคุณจึงใคร่จะขอให้คุณนำเงิน 5,000 ดอลล่าร์ติดตัวมาด้วย เพื่อที่จะสนทนาเกี่ยวกับอนาคตด้วยกัน"

อย่าว่าแต่สมัยโน้นเลย มาทุกวันนี้ ถ้ามีเมลประมาณนี้ส่งมาหา ไม่ว่าใครก็คงจะจับโยนลงถังขยะไปหมดแล้วแน่ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีผู้ชายมากมายที่หลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อของเบลล์ หนึ่งในนั้นคือจอห์น มูซึ่งเดินทางมากจากวิสคอนซิน เขาเป็นคนร่างใหญ่อายุประมาณ 50 ปี จอห์นนำเงินติดตัวมามากกว่า 1,000 ดอลล่าร์และหายตัวไปหลังจากที่เขามาถึงฟาร์มกันเนสเพียงหนึ่งอาทิตย์

คนถัดไปที่มาถึงคือจอร์จ แอนเดอร์สัน เขาเป็นผู้อพยพชาวนอร์เวย์ซึ่งมาตั้งถิ่นฐานที่มิสซูรี่ในฐานะชาวนาผู้ร่ำรวยและกำลังเหงาใจ แอนเดอร์สันฉลาดพอที่จะไม่นำเงินจำนวนมากติดตัวมาเนื่องจากเขาต้องการที่จะแน่ใจในตัวเบลล์เสียก่อน เขาพบว่าเบลล์ตัวจริง (อายุย่างเข้ากลาง 40 แล้ว) ไม่ได้สวยเหมือนที่เธอโฆษณาไว้ หากก็เปี่ยมไปด้วยมารยาทและทำให้เขารู้สึกเป็นกันเองเหมือนอยู่บ้าน เขาจึงตัดสินใจจะจ่ายเงินมัดจำให้กับเบลล์เพื่อที่จะคิดเรื่องแต่งงานอย่างจริงจัง แอนเดอร์สันกลับไปยังฟาร์มที่มิสซูรี่และนำทรัพย์สินของตัวเองกลับมายังฟาร์มกันเนส
หากในคืนนั้นเอง แอนเดอร์สันสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกและพบเบลล์ยืนอยู่ข้างเตียง บางอย่างในสีหน้าของเธอทำให้เขาตกใจและหนีออกจากบ้านกันเนสในคืนนั้นเอง เขาขับรถม้าของเบลล์วิ่งไปจนถึงสถานีแล้วจับรถไฟเที่ยวแรกสุดกลับไปยังมิสซูรี่ และกลายเป็นเหยื่อเพียงรายเดียวที่หนีรอดจากน้ำมือของเบลล์มาได้

หลังจากช่วงนี้ เบลล์เริ่มสั่งกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่มาใช้ มีคำยืนยันจากพนักงานส่งของว่าเบลล์ได้สั่งกระเป๋าเดินทางเหล่านี้หลายต่อหลายใบ และว่าเธอสามารถยกกระเป๋าอันควรจะหนักอึ้งเหล่านั้นขึ้นอย่างง่ายดายเพียงใด เพื่อนบ้านหลายคนให้การว่าเคยผ่านไปเห็นเธอกำลังขุดดินในเล้าหมูตอนกลางดึก และมีหลายครั้งที่มีผู้เห็นแลมเฟียร์เที่ยวตระเวณขุดไปจนทั่วฟาร์ม

Ole B. Budsburg เป็นคนถัดมาที่มาถึงฟาร์มกันเนส พ่อม่ายสูงวัยจากรัฐวิสคอนซิลผู้นี้ถูกเห็นขณะมีชีวิตเป็นครั้งสุดท้ายที่ธนาคารในลาพอร์เต้เมื่อเขากำลังถอนเงินหลายพันดอลล่าร์ออกจากบัญชีตัวเองเมื่อวันที่ 6 เมษายน 1907 ออสการ์กับแมธทิวผู้เป็นลูกชายสืบหาข่าวของผู้เป็นพ่อจนทราบเรื่องของเบลล์แล้วก็ได้ส่งจดหมายมาถามถึง เบลล์เขียนตอบกลับไปในทันทีว่าเธอไม่เคยเห็นพ่อของพวกเขามาก่อนเลย

ชายวัยกลางคนอีกหลายคนปรากฏตัวขึ้นที่ลาพอร์เต้และหายไปที่ฟาร์มกันเนส จนกระทั่งเดือนธันวาคม 1907 แอนดรูว์ เฮลเกเลี่ยน เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์จากเซาท์ดาโกต้าได้เขียนจดหมายถึงเบลล์และได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่น จดหมายฉบับหนึ่งซึ่งถูกพบที่ฟาร์มเฮลเกเลี่ยนลงวันที่ 13 มกราคม 1908 ได้เขียนไว้ดังนี้

“To the Dearest Friend in the World: No woman in the world is happier than I am. I know that you are now to come to me and be my own. I can tell from your letters that you are the man I want. It does not take one long to tell when to like a person, and you I like better than anyone in the world, I know. Think how we will enjoy each other's company. You, the sweetest man in the whole world. We will be all alone with each other. Can you conceive of anything nicer? I think of you constantly. When I hear your name mentioned, and this is when one of the dear children speaks of you, or I hear myself humming it with the words of an old love song,it is beautiful music to my ears.

My heart beats in wild rapture for you, My Andrew, I love you. Come prepared to stay forever.”

เลี่ยนอะไรจะปานนั้น

เฮลเกเลี่ยนไปหาเธอในเดือนมกราคมนั้นเองพร้อมกับเช็คเงินสดมูลค่า 2,900 ดอลล่าร์ในกระเป๋า หลายวันหลังจากที่เฮลเกเลี่ยนไปถึงฟาร์มกันเนส เบลล์ก็ปรากฏตัวขึ้นที่ธนาคารในลาพอร์เต้เพื่อที่จะเบิกเงินจำนวนรวม 1,200 ดอลล่าร์จากธนาคารสองแห่ง และในช่วงนี้เองที่เบลล์เริ่มมีปัญหากับแลมเฟียร์
แลมเฟียร์เกิดความรักในตัวนายหญิงของเขา และแสดงท่าทีหึงหวงบรรดาผู้ชายที่มายังฟาร์ม เบลล์จึงไล่เขาออกเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 1908 และเพื่อเป็นการกันไม่ให้แลมเฟียร์นำความลับในฟาร์มไปแพร่งพราย เธอตรงไปยังสถานีตำรวจด้วยตัวเองแล้วแจ้งว่าแลมเฟียร์มีอาการเสียสติและอาจจะทำอันตรายแก่เธอได้ แลมเฟียร์จึงถูกนำตัวมาสอบสวนและกันตัวไปให้ไกลจากเบลล์ หากหลายวันหลังจากนั้น เธอก็มายังสถานีตำรวจอีกครั้งและบอกว่าแลมเฟียร์ยังคงมารังควานเธอที่ฟาร์มอีก  แลมเฟียร์จึงถูกจับ