2011/Jan/24


โดยส่วนตัวแล้ว คดีนี้เป็นคดีที่ข้าพเจ้าค่อนข้างเข้าใจความรู้สึกคนร้ายในระดับหนึ่งค่ะ
ข้าพเจ้าเองก็เป็นเคยเป็นเด็กช่างฝันที่ชอบอ่านหนังสือ และมีโลกในจินตนาการของตัวเองสูงมาก เลยพอจะเข้าใจอยู่บ้างว่าความอ่อนไหวอย่างเกินเลยของเด็กผู้หญิงเป็นยังไง
ถ้าจะไม่เข้าใจ ก็คงตรงที่สองคนในคดีนี้จบความฝันของตัวเองด้วยชีวิตคนในความจริงนี่แหละค่ะ



Pauline Yvonne Parker (1938 - )
Juliet Marion Hulme (1938 - )

จูเลียต ฮูล์ม เกิดที่ลอนดอน ในประเทศอังกฤษ และเป็นบุตรสาวของนักดาราศาสตร์ชื่อดัง ดอกเตอร์เฮนรี่ ฮูล์ม จูเลียตมีร่างกายอ่อนแอและป่วยเป็นโรคเรื้อรัง ในวัยเด็ก ครอบครัวจึงส่งตัวเธอไปอยู่แถบแคริเบียนและแอฟริกาใต้เพื่อหวังให้จูเลียตมีสุขภาพดีขึ้น
จูเลียตกลับมาอยู่กับครอบครัวอีกครั้งที่ไครส์เชิร์ตในนิวซีแลนด์เมื่อเธออายุ 13 ปี และที่นี่เองที่เธอได้พบกับพอลีน ปาร์เกอร์ ทั้งสองต่างเป็นเด็กผู้หญิงช่างฝันที่มีร่างกายอ่อนแอ จึงไม่น่าแปลกใจที่พวกเธอสนิทสนมจนกลายเป็นเพื่อนรักกันอย่างรวดเร็ว
ทั้งคู่ต่างมีงานอดิเรกเป็นการเขียน จูเลียตกับพอลีนจึงเขียนนิยายขึ้นด้วยกัน นิยายดังกล่าวนี้เป็นโลกแฟนตาซีซึ่งกล่าวถึงอาณาจักรโบโลวเนีย ในโลกของจินตนาการนั้น โพลีนคือทหารรับจ้างลานสล็อต และจูเลียตก็คือเจ้าหญิงเดโบล่า เมื่อเจ้าหญิงกับทหารหนุ่มตกหลุมรักกันและกัน เด็กหญิงทั้งสองในโลกของความจริงก็มีความสัมพันธ์ทางเพศร่วมกันด้วย


พอลีน ปาร์เกอร์

แน่นอนว่าพ่อแม่ของทั้งสองย่อมไม่เห็นด้วยกับความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้ และพยายามจะแยกทั้งคู่ออกจากกัน โดยเฉพาะดอกเตอร์ฮูล์มซึ่งเป็นศาตราจารย์มีหน้ามีตาของมหาวิทยาลัยแคนเธอร์เบอรี่นั้นยิ่งยอมให้สังคมล่วงรู้ถึงความผิดปกติของลูกสาวตัวเองไม่ได้ ครอบครัวฮูล์มจึงตัดสินใจส่งจูเลียตไปแอฟริกาใต้ในที่สุด
ในตอนแรก เด็กหญิงทั้งสองยังคิดง่ายๆว่าพวกเธอคงจะได้ไปแอฟริกาใต้ด้วยกัน หากในไม่ช้า พวกเธอก็รับรู้ว่านี่เป็นแผนการของพวกผู้ใหญ่ที่หมายจะพรากทั้งสองออกจากกัน และคิดต่อไปอีกว่าคุณนายโฮโนร่า ปาร์เกอร์ซึ่งเป็นแม่แท้ๆของพอลีนนี่เองที่เป็นตัวตั้งตัวตีของแผนร้ายนี้ พวกเธอจึงเริ่มวางแผนฆาตกรรมขึ้น

จากตรงนี้ไป เป็นบางส่วนที่ยกมาจากบันทึกของพอลีนค่ะ

19 มิถุนายน
วันนี้ พวกเราเขียนหนังสือจนเกือบจบแล้ว เรื่องหลักก็คือ"มาตุฆาต" นี่เป็นต้นฉบับจริง พวกเราจะลงมือแน่นอน

20 มิถุนายน
เดโบล่า (หมายถึงจูเลียต) ต่อยอดรายละเอียดให้กับแผนของพวกเรา น่าแปลกใจที่พวกเราไม่รู้สึกผิดเลย นี่พวกเราเสียสติจนขนาดนั้นแล้วหรือเปล่านะ?

21 มิถุนายน
ราวกับว่าเรากำลังวางแผนจะจัดเซอร์ไพรส์ปาร์ตี้อย่างนั้นแหละ เราตื่นเต้นกันมาก ครั้งต่อไปที่เขียนบันทึก แม่ก็จะตายแล้ว ฉันรู้สึกแปลกๆอยู่บ้าง แต่ก็ดีใจเหลือเกิน

22 มิถุนายน
ฉันเขียนบันทึกนี้ในเช้าวันที่แม่จะตาย มันน่าตื่นเต้นมากเหมือนกับว่าเมื่อวานนี้เป็นคริสตมาสอีฟทั้งที่เราไม่ได้ฝันดีอะไรเลย


ตอนบ่ายของวันที่ 22 มิถุนายน 1954 นี้เอง พอลีนกับจูเลียตก็วิ่งเข้ามาหาคุณนายริชชี่ซึ่งเป็นเจ้าของบู้ธน้ำชาพลางร้องโวยวายว่าคุณนายปาร์เกอร์ได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อไปถึงวิคตอเรียปาร์คซึ่งเป็นที่เกิดเหตุก็พบศพแม่ของจูเลียตนอนแน่นิ่งอยู่


ที่เกิดเหตุ

โฮโนร่าผู้ตายถูกทุบศีรษะด้วยของแข็งถึง 45 ครั้ง ที่ข้างศพมีก้อนอิฐในถุงน่องเก่าเปื้อนเลือดตกอยู่ ไม่ว่าใครก็สันนิษฐานได้ว่าคนร้ายคือเด็กหญิงทั้งสอง หากพวกเธอก็ยืนยันเสียงแข็งว่าโฮโนร่าสะดุดหกล้มเอง และรอยแผลที่ศีรษะนั้นเกิดขึ้นเพราะพวกเธอทั้งสองพยายามยกร่างของโฮโนร่าไปหาคนช่วย แต่ก็ทำหลุดมือตกไปกระแทกพื้น (45 ทีนะคุณ.....)
แต่เมื่อเอาอิฐซึ่งเป็นอาวุธที่ใช้ในการฆาตกรรมออกมา พอลีนก็ยอมรับสารภาพในที่สุด และบันทึกของเธอก็กลายมาเป็นหลักฐานสำคัญของคดี

ทนายจำเลยพยายามอ้างบันทึกและนิยายกว่า 14 เล่มที่เขียนโดยพอลีนและจูเลียตว่าเด็กหญิงทั้งคู่มีอาการป่วยของโรค Induced psychosis หากศาลก็ตัดคำร้องนี้ตกไปว่าทั้งสองอาจจะเป็นคนแปลกๆ แต่ก็มีสติสัมปชัญญะปกติดี
ทั้งคู่ถูกตัดสินโทษประหาร แต่เนื่องจากยังไม่บรรลุนิติภาวะ (พอลีน 16 ปีและจูเลียต 15 ปี) จึงได้รับการลดเป็นโทษจำคุกอย่างไม่มีกำหนด และสี่ปีให้หลังก็ถูกปล่อยตัวโดยคาดทัณฑ์ว่าทั้งสองจะต้องไม่มาพบกันอีก

พอลีนอาศัยอยู่ในนิวซีแลนด์ต่อไปอีกระยะหนึ่งภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดก่อนจะได้รับอนุญาตให้ย้ายไปอยู่อังกฤษในภายหลัง เธอเปิดโรงเรียนสอนขี่ม้าสำหรับเด็กที่หมู่บ้านฮูในเคนท์ ก่อนจะย้ายไปอยู่ที่เกาะออร์คนีย์ในสก็อตแลนด์

ฝ่ายจูเลียต เธอกลับมายังอังกฤษ หลังจากผ่านงานหลายอย่างก็ประสบความสำเร็จกลายมาเป็นนักเขียนเบสต์เซลเลอร์ซึ่งรู้จักกันในนามปากกา Anne Perry
เมื่อท่านเซอร์ปีเตอร์ แจ็คสัน หยิบคดีนี้มาทำเป็นหนัง Heavenly Creatures ความจริงที่ว่านักเขียนแอนน์ เพอร์รี่ก็คือจูเลียต ฮูล์มจึงปรากฏขึ้น จูเลียตซึ่งอาศัยอยู่กับแม่ที่หมู่บ้านพอร์ทมาโฮแมคได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า
"ไม่มีอะไรที่ฉันต้องปิดบังอีกแล้ว จากนี้จะได้ชีวิตตามใจตัวเองเสียที"

 

แก้คำผิด 

2010/Apr/17


โดยความเห็นส่วนตัวแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกว่าคดีฆาตกรรมเพื่อหวังทรัพย์มักจะน่าเบื่อ เพราะมันขาดความซับซ้อนและไม่มีอะไรแปลกใหม่ค่ะ แต่พอคนร้ายเป็นผู้หญิงทีไร คดีก็มักจะมีอะไรแปลกๆให้น่าสนใจขึ้นมาทันที
และนี่ก็เป็นอีกคดีหนึ่งที่ถูกความเป็นอาร์ตตัวแม่แต่งแต้มจนกลายเป็นคดีพิสดารขึ้นมาทีเดียว



Marie Hilley (1937-1987)

ชื่อเดิมของเธอคือ ออเดรย์ แมรี่ ฟราเซียร์ เกิดเมื่อ 4 มิถุนายน 1937 ที่รัฐอลาบาม่า และแต่งงานกับแฟรงค์ ฮิลลีย์เมื่อปี 1950 ทั้งสองมีลูกชายลูกสาวอย่างละคนชื่อไมค์และแครอล แฟรงค์เคยประจำการอยู่ในกองทัพเรือ หากเขาก็ทนใช้ชีวิตอยู่ห่างจากครอบครัวไม่ได้ จึงลาออกจากกองทัพและเข้าทำงานในโรงงานแปรรูปเหล็กซึ่งประสบความสำเร็จได้เป็นถึงผู้จัดการ ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ครอบครัวฮิลลีย์ก็คือครอบครัวธรรมดาที่แสนจะสงบสุข หากจะมีสิ่งเดียวที่เป็นความผิดปกติของบ้านฮิลลีย์ นั่นก็คงจะเป็นนิสัยสุรุ่ยสุร่ายของแมรี่นั่นเอง และแมรี่ก็มีหนี้สินจำนวนมากที่ไม่มีใครในครอบครัวล่วงรู้ด้วย


ครอบครัวฮิลลีย์

23 พฤษภาคม 1975 แฟรงค์เสียชีวิตอย่างกะทันหัน เขาอาเจียนอย่างหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล หลังจากทุรนทุรายอยู่กว่า 5 วันก็สิ้นลมไป ซึ่งแพทย์วินิจฉัยการตายว่าเนื่องจากโรคตับอักเสบแบบมีการติดเชื้อ และแมรี่ก็ได้รับเงินประกันชีวิตจำนวนสามหมื่นดอลลาร์จากการตายของเขา
ทันทีที่มีเงินก้อนในมือ แมรี่ก็แสดงนิสัยฟุ่มเฟือยของตนออกมาทันที เธอซื้อรถใหม่ ซื้อเครื่องเพชร เสื้อผ้าและเฟอร์นิเจอร์ นอกจากนี้ยังซื้อมอเตอร์ไซค์กับเครื่องเสียงให้แครอลซึ่งยังเป็นนักศึกษาอยู่ ซื้อตู้เย็นกับเครื่องซักผ้าให้ไมค์กับลูกสะใภ้ รวมทั้งไม่ลืมที่จะซื้อแหวนเพชรให้แม่ผัวที่กำลังเศร้าโศกกับการตายของแฟรงค์อีกด้วย

พอเงินประกันเริ่มร่อยหรอ ก็มีจดหมายขู่ส่งมาหาบ้านแมรี่ ขู่ว่าจะเผาบ้านของพวกเขา
ในไม่ช้า บ้านถูกเผาจริงๆ และแมรี่ก็ได้เงินประกัน
พอเงินก้อนนี้เริ่มร่อยหรอ คราวนี้ก็มีขโมยขึ้นบ้าน หากโชคดีที่แมรี่ถ่ายรูปเครื่องเพชรที่ถูกขโมยไปเก็บไว้ทุกชิ้น เธอจึงได้เงินประกันมาอีกก้อนหนึ่ง
หลังจากนี้ ครอบครัวฮิลลีย์ก็ยังได้รับโทรศัพท์ข่มขู่และมีขโมยขึ้นบ้านอีกหลายครั้ง ตำรวจถูกเรียกมาทุกครั้ง จนในที่สุดก็มีการติดตั้งเครื่องติดตามสายกับโทรศัพท์ครอบครัวฮิลลีย์ ซึ่งพร้อมกันนั้น โทรศัพท์ข่มขู่ก็เงียบหายไปในทันที
พอบ้านถูกเผาอีกครั้ง แมรี่ก็ขายทีดินแล้วย้ายไปพักตามอพาร์ทเมนท์ตรงโน้นทีตรงนี้ที มาถึงตอนนี้ ญาติๆของเธอจึงรู้ในที่สุดว่าแมรี่กำลังหนีจากเจ้าหนี้ที่มาตามทวงเงินนั่นเอง

ไม่นานนัก แมรี่ก็กลับไปอยู่บ้านพ่อแม่ของแฟรงค์ ช่วงนี้เองที่เธอเริ่มมีพฤติกรรมประหลาด เธอเลิกอ่านนิยายรักที่เคยชื่นชอบ แล้วหันไปคลั่งอ่านหนังสือไสยศาสตร์แทน แมรี่เริ่มออกมาเดินวนเวียนกลางดึกและพูดพึมพำกับตัวเองในกระจก
พร้อมกันนั้นเอง แครอลก็เริ่มป่วยด้วยอาการเดียวกับแฟรงค์ แมรี่คอยเฝ้าพยาบาลลูกสาวอย่างใกล้ชิด และแครอลก็ค่อยๆผ่ายผอมจนในที่สุดก็ไม่สามารถลุกขึ้นจากเตียงได้
ในตอนแรก แพทย์ยังคิดว่าเด็กสาวป่วยเป็นโรคเบื่ออาหาร จนกระทั่งแครอลบอกความจริงอันน่าแตกตื่นว่าแม่ฉีดของเหลวสีขาวให้กับเธอ และเมื่อทำการตรวจโดยละเอียดก็พบสารหนูจำนวนมากจากร่างกายของแครอล

เมื่อตำรวจทราบเรื่อง พวกเขาก็กังขาต่อการตายของแฟรงค์ และเมื่อศพของแฟรงค์ที่ถูกขุดขึ้นมา ศพนั้นแทบจะไม่เน่าเปื่อยทั้งๆที่ถูกฝังไว้กว่าสี่ปีแล้ว ซึ่งนั่นก็เพราะสารหนูมีผลในการรักษาศพด้วย จึงเป็นที่แน่ชัดว่าสาเหตุการตายของแฟรงค์ก็คือสารหนูนี่เอง
เพื่อตรวจสอบให้ละเอียดยิ่งขึ้น ศพของลูเชีย ฟราเซียร์ แม่ของแมรี่ที่เสียชีวิตไปเมื่อปี 1977 ก็ถูกขุดขึ้นมาด้วย และมีการตรวจพบสารหนูจำนวนมากจากตับของเธอเช่นกัน

ฝ่ายแมรี่นั้น เธอเพิ่งถูกจับในคดีเช็คเด้งซึ่งมีมูลค่า 6500 ดอลล่าร์ ทันทีที่ได้รับการปล่อยตัว แมรี่ก็หนีหายไป มีการพบจดหมายทิ้งไว้ในโมเตลที่เธอเข้าพัก ระบุว่าเป็นการลักพาตัว ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครเชื่อ ก็ใครจะมาลักพาตัวผู้หญิงวัยกลางคนที่มีหนี้สินล้นตัวไปทำอะไรกันเล่า ชื่อของแมรี่จึงถูกบันทึกลงในรายการอาชญากรนำจับในไม่ช้า

ถ้าเป็นคดีทั่วไป เรื่องก็คงจะจบอยู่แค่นี้
แต่คดีของแมรี่ ฮิลลีย์ยังไม่ยอมจบง่ายๆขนาดนั้น

พฤศจิกายน 1979 แมรี่หนีไปรัฐจอร์เจีย ก่อนจะเลยไปยังฟลอริดา เธอคบกับผู้ชายคนแล้วคนเล่า จนในที่สุดก็ตกลงปลงใจอาศัยอยู่กินกับจอห์น โฮแมนซึ่งเป็นช่างต่อเรือ แมรี่เปลี่ยนชื่อตัวเองเป็นลินด์เซย์ รอบบี้ แฮนนอน และบอกว่าตัวเองอายุ 35 ปี (น้อยกว่าความจริง 11 ปี) ซึ่งโฮแมนก็หลงรักรอบบี้หัวปักหัวปำพอที่จะเชื่อในทุกอย่างที่เธอบอก

ทั้งคู่อยู่กินกันประมาณหนึ่งปีก่อนที่รอบบี้จะแต่งงานกับโฮแมนแล้วย้ายไปอยู่นิวแฮมเชียร์ ช่วงนี้เองที่รอบบี้เริ่มบ่นถึงอาการปวดหัวอย่างแรง และพูดถึงน้องสาวฝาแฝดของเธอผู้อาศัยอยู่ที่เท็กซัสบ่อยครั้งขึ้น
ฤดูร้อนปี 1982 รอบบี้เดินทางไปรับการผ่าตัดที่เยอรมันตามคำแนะนำของน้องสาวฝาแฝด และสามอาทิตย์หลังจากนั้น เทรี่ มาร์ตินซึ่งอ้างตัวว่าเป็นน้องสาวของรอบบี้ก็โทรศัพท์มาบอกว่าพี่สาวของเธอเสียชีวิตแล้ว
แน่นอนว่าทั้ง
รอบบี้และแมรี่ไม่มีน้องสาว เทรี่ มาร์ตินก็คืออีกหนึ่งร่างอวตารของเธอนั่นเอง


เทรี่ มาร์ติน

ปลายปีเดียวกัน เทรี่ มาร์ตินปรากฏตัวขึ้นที่บ้านโฮแมน นอกจากผมบลอนด์และน้ำหนักตัวที่ลดลงแล้ว เธอเหมือนกับรอบบี้เสียจนทุกคนประหลาดใจ และต้องประหลาดใจยิ่งกว่านั้นเมื่อเทรี่เข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านโฮแมน สวมเสื้อที่รอบบี้เคยสวม และทำงานในที่ทำงานของรอบบี้ คนรอบข้างต่างงุนงง หากก็นึกไม่ถึงว่ารอบบี้กับเทรี่จะเป็นคนๆเดียวกันจริงๆ

แมรี่ ฮิลลีย์ได้กลายมาเป็นเทรี่ มาร์ตินผู้มีชีวิตใหม่สมดังที่เธอวางแผนไว้ หากช่างบังเอิญที่ในตอนนั้นมีอาชญากรซึ่ง FBI ตามล่าอยู่ใช้ชื่อปลอมว่า"เทรี่ มาร์ติน"จริงๆ และรูปพรรณสันฐาน"ผมบลอนด์ อายุ 36 ปี"ก็ตรงกับเธอพอดี

12 มกราคม 1983 นายตำรวจหลายคนล้อมจับเทรี่เพื่อนำตัวไปสืบสวน เธอถอดใจในที่นั้นเอง
"ฉันยอมแพ้ก็ได้ พูดตามตรงว่าฉันก็เหนื่อยมากแล้ว ฉันงงไปหมดแล้วว่าตัวเองเป็นใครกันแน่"
แน่นอนว่าตำรวจเองก็งงเหมือนกัน แต่ในไม่ช้า พวกเขาก็ทราบว่าเธอคือแมรี่ ฮิลลีย์ที่ถูกประกาศจับอยู่ จะเรียกว่าเป็นการจับกุมแบบไม่คาดฝันทีเดียว

ฝ่ายจอห์น โฮแมนนั้น เขาซื่อตรงต่อความรักที่มีให้รอบบี้จนถึงที่สุด เขาทุ่มเงินทั้งหมดให้กับค่าใช้จ่ายทนายสำหรับคดีของแมรี่ และลงทุนย้ายไปอยู่ในโรงแรมราคาถูกใกล้กับเรือนจำเพื่อเป็นกำลังใจให้กับแมรี่ หากแมรี่ก็หนีไม่พ้นข้อกล่าวหา และถูกตัดสินจำคุก 20 ปีในคดีพยายามฆ่าแครอล

19 กุมภาพันธ์ 1987 แมรี่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเป็นเวลาสามวัน เธอมาพบโฮแมนที่โรงแรมคืนหนึ่ง ก่อนจะหนีหายไปโดยไม่ยอมแม้แต่จะบอกลา
อีกสี่วันหลังจากนั้น แมรี่ถูกพบที่หน้าระเบียงบ้านเก่าที่เธอเคยอาศัยอยู่ในวัยเด็ก เธอมอมแมมและเปียกโชก ทั้งตัวมีรอยฟกชัำราวกับคนจรจัดก็ไม่ปาน รถพยาบาลถูกเรียกมาในทันที หากเธอก็เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจทำงานไม่ปกติในไม่ที่นาทีหลังจากนั้น ช่างเป็นจุดจบที่โดดเดี่ยวและน่าเศร้าเมื่อคิดถึงขีวิตอันโลดโผนที่แมรี่ ฮิลลีย์ผ่านมา




เขียนคดีนี้แล้วก็นึกถึงคดีของฟุคุดะ คาสึโกะค่ะ อันนี้ก็เมามันราวกับหนังเรื่องนึงเลย ไว้หารายละเอียดได้เยอะๆแล้วจะลองเขียนดูค่ะ ><


edit
แก้ชื่อรัฐค่ะ
ขอบคุณคุณยูกิที่เตือนมาด้วยค่ะ ><

2010/Mar/29


ขอโทษค่ะที่วันนี้ไม่ได้มาอัพเรื่องใหม่ๆ (และคงยังอัพไม่ได้อีกพักใหญ่ TvT)

เนื่องจากพักนี้กำลังรณรงค์เรื่องการให้เครดิตกันอยู่ ข้าพเจ้าจึงอยากจะแสดงความนับถือต่อความกล้าหาญในการริเริ่มของคุณ Aco และอยากจะสื่อให้ทราบว่า "เจ้าของผลงานไม่ได้หวงงานของตัวเองอย่างไร้เหตุผล ทุกคนพร้อมที่จะให้ในส่วนที่ให้ได้ ขอเพียงอีกฝ่ายพร้อมที่จะให้เกียรติเจ้าของผลงาน" ค่ะ

ข้าพเจ้าจึงขอประกาศ ยินดีที่จะอนุญาตให้นำบทความไปลงที่อื่น โดยมีเงื่อนไขดังนี้ค่ะ
- ไม่ใช่เป็นการนำไปใช้เพื่อการค้าหรือแสวงหากำไร
- แก้ไขและดัดแปลงได้
- ไม่จำเป็นต้องแจ้งขออนุญาต (แต่ถ้าขอเป็นลายลักษณ์อักษรมาด้วย ข้าพเจ้าก็จะดีใจมากจนปรบมือให้ดังๆเลยค่ะ ^^)
- กรุณาระบุอ้างอิงที่มาด้วย
- ขอความกรุณาอย่าทำ Direct Link มาที่รูปนะคะ
หากเคลียร์เงื่อนไขทั้งหมดข้างต้นได้ ก็สามารถนำบทความไปได้อย่างไม่มีปัญหาค่ะ


ขอขอบคุณคุณ Aco และน้องนุช ที่ทำให้ข้าพเจ้าเกิดกำลังใจและความหวังในการสร้างสรรค์งานขึ้นมาอีกครั้งค่ะ



2009/Dec/21


* เนื้อหาในวันนี้มีภาพที่น่าสะเทือนใจอยู่ด้วยค่ะ ท่านที่ทำใจรับไม่ได้ รบกวนกดบราวเซอร์กลับไปด้วยนะคะ

วันนี้กินยาลดน้ำมูกไปค่ะ เริ่มสมองเบลอๆแล้ว แต่ขออัพอีกสักเอนทรี่เพื่อส่งท้ายปีเก่าทีเถอะ ><

ขอขอบคุณทุกท่านที่ยังคงแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมบล๊อกนี้เสมอนะคะ (ขนาดเจ้าของมันดองเป็นชาติแล้วแท้ๆ =q=)
สุขสันต์วันปีใหม่ และขอให้ทุกท่านโชคดีในปีที่กำลังจะมาถึงนี้ด้วยค่ะ vvvvv




เข้าเรื่อง

มีหลายครั้งที่รูปถ่ายรูปหนึ่งสามารถสั่นคลอนหัวใจผู้คนมากมายและทำให้โลกเปลี่ยนไป คุณวิลเลี่ยม แอนเดอร์ซึ่งเป็นเจ้าของคอลัมภ์นี้ออกตัวไว้ก่อนเลยว่า เขาเข้าใจดีว่าคงมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่พอใจรูปภาพเหล่านี้ และไม่เห็นความจำเป็นที่จะนำกลับมาลงซ้ำลงซาก แต่ในขณะเดียวกัน อดีตก็สอนเราหลายอย่าง และเราก็ควรที่จะเรียนรู้เพื่อที่จะไม่ให้เรื่องโหดร้ายหลายเรื่องเกืดซ้ำสองอีก

วันนี้เราจะมาแนะนำรูปถ่ายซึ่งเคยประดับอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์หรือนิตยสาร และติดตาผู้คนในยุคนั้นๆมาแล้วค่ะ



Execution of a Viet Cong Guerrilla (1968)



รูปนี้ถ่ายโดยเอ็ดดี้ อดัมส์ และทำให้เขาได้รับรางวัลพูลลิตเซอร์ในภายหลัง
ในภาพ เกวนกอคลอง (Nguyen Ngoc Loan) ผู้บังคับบัญชากรมตำรวจ (ภายหลังกลายมาเป็นคนสนิทของเกวนเกาคีในสมัยที่เป็นรองนายกฯเวียดนาม) กำลังเหนี่ยวไกปืนใส่เกวนวังเลมบนท้องถนน ซึ่งเกวนกอคลองอ้างว่าอีกฝ่ายเป็นหนึ่งในหัวหน้าพวกเวียตกงซึ่งฆ่าลูกน้องและครอบครัวของเขาอย่างทารุณ จะอย่างไรก็ดี เมื่อรูปนี้ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก คนส่วนมากก็มีความเห็นว่าเกวนวังเลมในรูปนั้น นอกจากจะถูกมัดและไม่มีอาวุธแล้ว การประหารนี้เป็นเพียงศาลเตี้ยที่ไม่มีการตัดสินความผิดโดยศาลอย่างเป็นทางการ
ภายหลังเมื่อกองทัพอเมริกาถอนกำลังจากไซง่อน ในปี 1972 เกวนกอคลองก็อพยพไปยังอเมริกา และไปเปิดร้านพิซซ่าอยู่ที่รัฐเวอร์จิเนีย หากในปี 1991 อดีตของเขาก็ถูกขุดคุ้ยจนต้องปิดร้านไป และในปี 1998 ก็เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็ง




The lynching of young blacks (1930)



โทมัส ชิปป์, อับราม สมิธ และเจมส์ คาเมรอน ชายผิวดำสามคนถูกจับในข้อหาปล้นและฆ่าเจ้าของโรงงานซึ่งเป็นคนผิวขาว รวมทั้งข่มขืนหญิงผิวขาวซึ่งคนรักของผู้เคราะห์ร้าย ฝูงคนผิวขาวที่โกรธเกรี้ยวนับพันคนจึงบุกไปชิงตัวนักโทษจากคุกและรุมประชาทัณฑ์ก่อนจะปิดฉากด้วยการแขวนคอ
เจมส์ คาเมรอนซึ่งในขณะนั้นมีอายุ 16 ปี หนีรอดจากการประชาทัณฑ์นี้มาอย่างเฉียดฉิว เจมส์ให้การกับผู้สื่อข่าวว่าพวกเขาขโมยของจริง แต่ไม่ได้รู้เห็นอะไรเกี่ยวกับการปล้นหรือฆ่าแม้แต่น้อย พวกเขาถูกจับกุมในทันทีโดยไม่มีโอกาสแก้ต่าง อีกทั้งในเขตนี้ยังมีการรวมตัวของ Klu Klux Klan กันอย่างกว้างขวาง (ซึ่งอาจจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของความรุนแรงในครั้วนี้) ภายหลังเจมส์กลายมาเป็นหนึ่งในกลุ่มนักรณรงค์เพื่อสิทธิเสรีภาพของคนผิวดำ




Soweto Uprising (1976)



การจลาจลที่โซเวโตในประเทศแอฟริกาใต้ได้หยุดความสนใจของชาวโลกไว้ด้วยรูปของเฮคเตอร์ ปีเตอร์สันวัย 12 ปีซึ่งเสียชีวิตจากการยิงกราดไม่เลือกหน้าของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ภาพนี้ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของการใช้อำนาจเกินหน้าที่ของตำรวจในการจลาจลครั้งนี้อีกด้วย
การจลาจลที่โซเวโตนี้มีสาเหตุสืบเนื่องมาจากการที่รัฐบาลประกาศบังคับให้โรงเรียนใช้ภาษาแอฟริคานส์ในการสอนเท่านั้นโดย ผลทำให้ชนผิวดำจำนวนมากไม่พอใจ มีการประท้วงไม่ไปโรงเรียนเกิดขึ้นซึ่งลุกลามไปจนเกือบทั่วทุกโรงเรียนในโซเวโต ก่อนจะกลายเป็นการประท้วงให้ยกเลิกกฏหมายดังกล่าว ในวันเดียวกับที่เกิดการเดินขบวน ตำรวจออกระงับสถานการณ์ด้วยแก้สน้ำตาซึ่งฝ่ายขบวนประท้วงก็โต้ตอบด้วยการขว้างก้อนหิน และรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นการจลาจลในที่สุด ตำรวจ 300 นายเข้าปะทะกับนักเรียนผิวดำกว่าหมื่นคน ผลมีผู้เสียชีวิต 6 ราย และบาดเจ็บกว่า 300 ราย
เมื่อภาพนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ทั่วโลกต่างก็ประณามการกระทำของรัฐบาลแอฟริกาใต้ เด็กชายในภาพซึ่งเป็นผู้อุ้มเฮคเตอร์ถูกขับออกจากประเทศในเวลาถัดมา และหลังจากจดหมายฉบับสุดท้ายที่เขาส่งให้มารดาในปี 1978 เจ้าตัวก็หายสาปสูญไป ส่วนเด็กหญิงในรูปคือน้องสาวของเฮคเตอร์ เธอยังคงอยู่ที่โซเวโตจนทุกวันนี้




Hazel Bryant (1957)



ภาพนี้ถูกถ่ายขึ้นในปีที่ 4 หลังจากการเหยียดสีผิวถูกกำหนดให้เป็นการกระทำที่ผิดกฏหมาย การแบ่งแยกยังคงฝังลึกอยู่ในจิตใจของชาวอเมริกาโดยเฉพาะในหมู่คนฝั่งใต้ อลิซาเบธ เอ็คฟอร์ดเป็นหนึ่งในคนผิวดำกลุ่มแรกที่เข้าเรียนในโรงเรียนของคนผิวขาวและถูกรอบข้างคัดค้านอย่างรุนแรง ในรูปนี้ อลิซาเบธกำลังเดินไปโรงเรียนท่ามกลางเสียงก่นด่าของเพื่อนร่วมโรงเรียนซึ่งในจำนวนนั้นมีเฮเซล ไบรอันท์ (คนที่อ้าปากกว้างที่สุดนั่นแหละค่ะ) รวมอยู่ด้วย
รูปนี้ถูกรับเลือกให้เป็นหนึ่งในร้อยรูปของศตวรรษที่ยี่สิบ และทรมานจิตใจเฮเซลอยู่เป็นเวลานานหลายปี ภายหลังในปี 1963 เฮเซลกล่าวขอโทษอลิซาเบธต่อการกระทำของตัวเอง ทั้งสองเคยออกรายการของโอปร้าพร้อมกันในปี 1998 อีกด้วย




Triangle Shirtwaist Company Fire (1911)



บริษัทไทรแองเกิ้ลเชิ้ตเวสต์มักจะล็อคประตูโรงงานไว้เสมอเพื่อกันไม่ให้คนงานหนีหรือขโมยของ หากในปี 1911 ประตูซึ่งถูกลงกลอนนี้ก็ได้ตัดสินชะตาชีวิตของคนงานเมื่อเกิดไฟไหม้ขึ้นที่ชั้นแปดของตึก มีคนงาน 146 คนเสียชีวิตไปในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง 62 คนจากจำนวนนี้เสียชีวิตจากการกระโดดหรือตกลงมาจากชั้นเก้า (มีผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า เขาเห็นชายหญิงคู่หนึ่งแลกจูบกันก่อนจะกระโดดตามกันลงมา)
ในภาพคือศพของผู้เคราะห์ร้ายที่ตกลงมาจากตึกและประชาชนซึ่งแหงนหน้ามองเหตุการณ์สยองนี้อยู่
อย่างไรก็ดี เหตุการณ์นี้ทำให้มีการรณรงค์ปรับปรุงกฏหมายแรงงานครั้งใหญ่เกิดขึ้น





Phan Thị Kim Phúc (1972)



ภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดภาพหนึ่งจากสงครามเวียดนามนี้คือภาพของ Phan Thị Kim Phúc หรือคิมฮุค ในขณะนั้นเธอมีอายุ 9 ปี และหนีจากการทิ้งระเบิดนาปาล์มมาในสภาพเปลือยเปล่า ภาพนี้ถูกยกให้เป็นเครื่องหมายของความน่าสะพรึงกลัวของสงครามและได้รับรางวัลพูลลิตเซอร์ในภายหลัง หลังจากถ่ายรูปนี้แล้ว ช่างภาพได้นำคิมฮุคและเด็กเหล่านี้ไปส่งโรงพยาบาล คิมฮุคบาดเจ็บสาหัส ทั่วตัวของเธอเต็มไปด้วยแผลไฟลวกหากก็เอาชีวิตรอดมาได้ เธอรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลนานถึง 14 เดือนและผ่านการผ่าตัด 17 ครั้ง
ปัจจุบัน คิมฮุคอยู่ที่แคนาดาและเป็นแม่ลูกสอง เธอเป็นเครื่องหมายของผู้ต่อต้านสงคราม และได้รับตำแหน่งเป็นทูตสันติภาพในปี 1997




Kent State (1970)



เมื่อประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ประกาศว่าจะส่งทหารไปบุกกัมพูชา กระแสต่อต้านอย่างรุนแรงก็ก่อตัวขึ้นตามมหาวิทยาลัยต่างๆทั่วประเทศ และการต่อต้านนี้ก็กลายมาเป็นการจลาจลที่มหาวิทยาลัยเคนท์ในรัฐโอไฮโอ ทหารประจำรัฐยิงปืนเข้าใส่กลุ่มนักศึกษาเพื่อหมายจะระงับเหตุการณ์ไม่สงบ ผลทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 รายและผู้บาดเจ็บ 9 ราย หลายคนที่ถูกยิงนี้เป็นเพียงนักศึกษาที่มาเข้าเรียนตามปกติโดยไม่ได้เข้าร่วมการประท้วงแต่อย่างไร
ในภาพ แมรี่ แอนน์ เวคซิโอ เข่าอ่อนทรุดตัวลงเหนือศพของเจฟฟรีย์ มิลเลอร์ซึ่งถูกทหารประจำรัฐยิงเสียชีวิตไปเมื่อไม่กี่วินาทีก่อน ภาพนี้ได้รับรางวัลพูลลิตเซอร์ในภายหลัง





The Unknow Rebel (1989)





ในภาพคือชายไม่ทราบชื่อซึ่งยืนขวางรถถังซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปสงบการประท้วงที่กลายไปเป็นเหตุการณ์นองเลือดที่จตุรัสเทียนอันเหมิงในภายหลัง
กล้องวีดีโอได้บันทึกภาพชายผู้นี้ซึ่งออกไปขวางทางรถถัง ฝ่ายรถถังเองก็พยายามจะเลี้ยวหลบชายดังกล่าวหลายครั้งซึ่งเจ้าตัวก็ตามมาขวางไปทุกครั้ง จนกระทั่งชายผู้นี้ปีนขึ้นไปมีปากเสียงกับทหารบนรถถัง ก่อนเจ้าตัวจะถูกคนอีกกลุ่มเข้ามาห้ามและพาหายไปในฝูงคน (ไม่ทราบแน่ว่าคนกลุ่มหลังนี้เป็นประชาชนผู้หวังดี หรือตำรวจนอกเครื่องแบบ) จนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครทราบว่าชายในรูปเป็นตายร้ายดีอย่างไร หรือมีชื่อจริงว่ากระไร
ภาพทั้งสองถูกถ่ายจากชั้นหกของโรงแรมปักกิ่งซึ่งอยู่ห่างออกไป 800 เมตร โดยภาพบนเป็นของสจ๊วจต์ แฟรงคลิน และภาพล่างเป็นของเจฟฟ์ ไวด์เนอร์






Thích Quảng Đức (1963)



ติช กว๋าง ดึ๊ก คือพระภิกษุชาวเวียดนามที่เผาตัวเองกลางสี่แยกในกรุงไซง่อน เพื่อประท้วงรัฐบาลที่ไม่ให้ความเป็นธรรมต่อพุทธศาสนิกชนในเวียดนาม
หลังจากเผาตัวเองในครั้งนี้ สหรัฐได้กดดันรัฐบาลจนยอมตกลงรับข้อเสนอของกลุ่มพทธศาสนิกชนในเวลาหกวันนับจากนั้น วันถัดจากการเซ็นสัญญา งานศพของพระติช กว๋าง ดึ๊กได้ถูกจัดขึ้น และมีผู้มาร่วมไว้อาลัยกว่า 4000 คน





Portrait of Winston Churchill (1941)



ภาพนี้ถ่ายขณะที่เชอร์ชิลไปยังออตโตว่า เมืองหลวงของแคนาดา และถ่ายโดยช่างภาพชาวแคนาดา ยูซุฟ คาร์ช ภาพนี้เองที่ทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกก็ว่าได้ ยูซุฟกล่าวว่า ในวันนั้นเชอร์ชิลอารมณ์ไม่ดี เขาจึงมีเวลาถ่ายรูปเพียงสองนาที เมื่อบอกให้อีกฝ่ายเอาบุหรี่ออกไป เชอร์ชิลก็ยิ่งอารมณ์เสียยิ่งขึ้นและเท้าสะเอวเหมือนจะแสดงออกว่าตัวเองกำลังโกรธอยู่





Albert Einstein (1951)



จะกล่าวว่าไอสไตน์เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมาก็คงไม่ผิด รูปนี้ถูกถ่ายในวันเกิดครบ 72 ปีของเขาขณะที่กำลังเดินเล่นอยู่กับสามีภรรยา Frank Aydelotte ไอสไตน์เบื่อที่จะโพสท่าหรือทำหน้ายิ้มแย้ม เขาจึงปฏิเสธการถ่ายรูปในวันนั้น หากช่างภาพก็ตื๊อหนักจนไอสไตน์แลบลิ้นใส่ ซึ่งอาเธอร์ แซสถ่ายเอาไว้ได้พอดี
ความจริงในรูปนี้ ไอสไตน์นั่งอยู่ระหว่างสองสามีภรรยาบนรถ แต่เขาถูกใจรูปนี้มากเสียจนตัดเฉพาะตัวเองออกมาแปะการ์ดส่งให้คนรู้จัก





Nagasaki (1945)



เมฆทรงเห็ดซึ่งเกิดจากการทิ้งระเบิดปรมาณูที่นางาซากิ การทิ้งระเบิดนี้เป็นครั้งที่สอง มีผู้เสียชีวิตกว่าแปดหมื่นราย (ครั้งแรกที่ฮิโรชิม่า มีผู้เสียชีวิตประมาณหนึ่งแสนห้าหมื่นราย) และเหลือกัมมันตภาพรังสีอันสร้างความเสียหายในระยะยาวเอาไว้อีกด้วย





Hiroshima, Three Weeks After the Bomb (1945)



คนทั่วโลกทราบว่ามีการทิ้งระเบิดที่ฮิโรชิม่า หากภาพถ่ายนี้เองที่บอกให้โลกรู้ว่าระเบิดนิวเคลียร์นั้นมีความร้ายแรงเพียงใด
ทางนี้เป็นภาพถ่ายจากภาคพื้นดินค่ะ







Dead on the Beach (1943)



ศพของทหารอเมริกันสามคนบนชายหาดที่ปาปัวนิวกินีระหว่างการรบกับญี่ปุ่น
ขณะที่ถ่ายภาพนี้ ศพได้เริ่มเน่าเปื่อยจนมีหนอนขึ้นแล้ว ก่อนที่ภาพนี้จะถูกเผยแพร่ออกไปนั้น จะมีการถ่ายภาพศพทหารอเมริกันซึ่งถูกขนมาในหีบศพแล้วเท่านั้น ภาพนี้จึงถูกระงับไว้นานกว่าเจ็ดเดือนจึงได้รับตีพิมพ์ในที่สุด






Buchenwald (1945)



ในค่ายกักกันนาซีแห่งนี้มีผู้เคราะห์ร้ายถูกสังหารกว่า 43000 คนจนกระทั่งถูกปลดปล่อยโดยกองทหารของจอร์จ แพทตัน
แพธตันโกรธแค้นการกระทำอันทารุณนี้มาก และบังคับให้ชาวเยอรมันสองพันคนเดินผ่านค่ายเพื่อดูด้วยตาตัวเองว่าผู้นำของพวกเขาทำเรื่องโหดร้ายเช่นไร





Anne Frank (1941)



ชาวยิวกว่าหกล้านคนเสียชีวิตไปในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยนาซี หากแอนน์ แฟรงค์ก็ยังเฝ้ารออย่างเปี่ยมไปด้วยความหวังขณะที่ซ่อนตัวอยู่ในห้องใต้หลังคาที่อันสเตอร์ดัมส์ เธอถูกจับและเสียชีวิตด้วยโรคไทฟัส...เพียงหนึ่งเดือนก่อนที่ค่ายจะถูกปลดปล่อย
แอนน์ในรูปเป็นเด็กหญิงวัย 14 ปีธรรมดาคนหนึ่ง มีผู้กล่าวว่ารูปนี้มีชื่อเสียงเพราะมันแสดงถึงดวงตาของแอนน์ที่เฝ้ามองไปยังอนาคตที่ทุกคนรู้ว่าไม่มีวันจะมาถึง





V-J Day, Times Square, (1945)



รูปนี้ประดับปกนิตยสารไลฟ์เพื่อฉลองชัยชนะที่สหรัฐมีเหนือญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่สอง
มีคนจำนวนมากที่อ้างตัวเป็นบุคคลในรูป หากปัจจุบันเชื่อว่าทหารเรือในรูปคือแมคดัฟฟี่ แต่ก็ยังไม่มีการยืนยันว่านางพยาบาลสาวในรูปนี้คือใคร เนื่องจากแมคดัฟฟี่บอกว่าเขาจูบสาวทุกคนที่เจอในไทม์แสควร์วันนั้น และยังบอกด้วยว่าเธอผู้นี้ตบหน้าเขาเสียด้วย




Casualties of war (1991)



ทหารหนุ่มในรูปร้องไห้ออกมาเมื่อทราบว่าถุงศพที่อยู่ข้างตัวนั้นคือเพื่อนของเขาเอง
รูปนี้กลายมาเป็นหนึ่งในรูปอันมีชื่อเสียงของสงครามอ่าว





The Falling Man (2001)



ริชาร์ด ดรูว์ถ่ายรูปนี้ในเหตุการณ์ 9/11 หากหลังจากที่ลงในหนังสือพิมพ์ไปเพียงครั้งเดียว มีประชาชนมากมายส่งข้อความเข้ามาคัดค้านว่าเป็นภาพที่ไม่เหมาะสมและไม่เคารพต่อผู้ตาย
กล่าวกันว่าชายในรูปเป็นหนึ่งในคนที่ยอมกระโดดลงมาจากตึก ดีกว่ายอมเสียชีวิตอยู่ข้างในด้วยไฟและควัน ยัง
ไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่าชายในรูปเป็นใคร หากบุคคลที่มีความเป็นไปได้ที่สุดนั้นถูกกล่าวว่าคือไมเคิ่ล โลโมนาโค





U.S. Marines raising the flag on Iwo Jima (1945)



รูปภาพประวัติศาสตร์นี้บันทึกการปักธงอเมริกาบนเกาะอิโอในประเทศญี่ปุ่น และเป็นเพียงรูปเดียวที่ได้รับรางวัลพูลลิตเซอร์ของปีนั้น




Lunch atop a Skyscraper (1932)



รูปนี้ถ่ายบนตึก GE ขณะกำลังถูกสร้างที่ร็อคเฟลเลอร์เซนเตอร์ แสดงให้เห็นคนงานซึ่งทานอาหารกลางวันของพวกเขาบนยอดตึกที่กำลังสร้างอยู่
ที่จริงมีภาพต่อด้วยนะ







Migrant Mother (1936)



รูปนี้ถูกยกให้เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของวิกฤตเศรฐกิจโลก
ช่างภาพโดโรธี เลนจ์ถ่ายรูปนี้หลังจากที่ฟลอเรนซ์ โอเวน ทอมป์สันขายเต็นท์ของตัวเองเพื่อซื้ออาหารประทังชีวิตลูกเจ็ดคนของเธอ ฟลอเรนช์กล่าวว่าเธอประทังชีวิตด้วยการจับนกและเก็บผลไม้มากินเป็นอาหาร
รูปนี้ได้รับการเผยแพร่ออกไปและเปลี่ยนทัศนคติของผู้คนที่มีต่อผู้อพยพไปโดยสิ้นเชิง





Omayra Sánchez (1985)



โอมายร่าอายุ 13 ปีและเป็นหนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายจากการระเบิดของภูเขาไฟเนวาโด เดล รุยส์ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตกว่า 13000 ราย
ขณะที่มีการออกข่าวสภาพหลังจากระเบิดของภูเขาไฟนั้น โอมายร่ายังมีชีวิตอยู่ เธอติดอยู่ในหลุมใต้บ้านของตัวเอง ขาถูกเศษหินภูเขาไฟและคอนกรีตหนีบไว้และแช่อยู่ในน้ำที่สูงจนถึงคอ เจ้าหน้าที่กาชาดซึ่งไปถึงที่เกิดเหตุพยายามช่วยเหลือด้วยการวิดน้ำออกและขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล เมื่อทุกคนรู้ว่าไม่มีทางช่วยเด็กหญิงออกมาได้ พวกเขาก็อยู่กับเธอในที่นั้นเพื่อภาวนาและให้กำลังใจโอมายร่า
ในตอนแรกโอมายร่ายังแสดงท่าทีเข้มแข็งด้วยการร้องเพลง หากเมื่อผ่านไปสามวัน เธอก็เริ่มเห็นภาพลวงตาและเสียชีวิตไปในที่สุด
ภาพนี้ถ่ายเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่โอมายร่าจะเสียชีวิต





A vulture watches a starving child (1993)



เด็กน้อยในรูปนอนฟุบอยู่กับพื้นด้วยความหิวโหย โดยมีสายตาของอีแร้งจับจ้องอยู่อย่างคาดหวัง รูปนี้ถ่ายขึ้นระหว่างภัยแล้งครั้งใหญ่ของทวีปแอฟริกาที่ซูดาน
เควิน คาร์เตอร์ ช่างภาพเจ้าของรูปนี้ เดิมเป็นหนึ่งในช่างภาพที่เดินทางไปซูดานเพื่อถ่ายภาพความโหดร้ายของนโยบายแยกคนต่างผิวในแอฟริกา คาร์เตอร์ได้รับรางวัลพูลลิตเซอร์จากรูปถ่ายนี้ หากภาพอันโหดร้ายในซูดานก็ตามมาหลอกหลอนจนเขาฆ่าตัวตายหลังจากรับรางวัลได้ไม่นานนัก






Biafra (1969)



หลังจากที่เบียฟราประกาศตนเป็นอิสระจากไนจีเรีย ทางไนจีเรียจึงได้ประกาศการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจส่งผลให้ในระหว่างสงครามซึ่งกินเวลาสามปีนี้ มีชาวเบียฟราเสียชีวิตกว่าล้านคน ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่นั้นเนื่องมาจากความอดอยาก และทำให้เบียฟราล่มสลายไปในที่สุด
ดอน แมคคัลลินผู้ถ่ายรูปนี้ ได้กล่าวถึงเด็ก 900 คนที่รอความตายอยู่ในค่ายเดียวกันว่าน่าสะเทือนใจจนเขาไม่มีอารมณ์จะไปถ่ายรูปทหารที่ไหนอีกแล้ว
ภายหลัง สหประชาชาติในยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือผู้อพยพจากเบียฟราซึ่งรวมตัวกันเพื่อหาทางก่อตั้งประเทศของพวกตนขึ้นอีกครั้ง




Misery in Darfur (2004)



รูปนี้ถ่ายในระหว่างสงครามกลางเมืองที่ดาร์ฟูร์ในไนจีเรียซึ่งทำให้เกิดผู้ลี้ภัยสงครามกว่าหลายล้านคน เป็นภาพของเด็กน้อยที่กอดมืออันผ่ายผอมของแม่ไว้ราวกับเป็นสิ่งเดียวในโลกที่สามารถคุ้มครองเขาได้






Tragedy in Oklahoma (1995)



นักดับเพลิงผู้นี้เสียเวลาถอดถุงมือก่อนที่จะรับเด็กผู้เคราะห์ร้ายจากตำรวจในการวางระเบิดที่ตึกสำนักงานรัฐบาลในโอกราโฮม่าซิตี้ เพราะเขารู้ดีว่าถุงมือดับเพลิงนั้นหนาและหยาบเกินที่จะสัมผัสผิวซึ่งเต็มไปด้วยบาดแผลได้

การวางระเบิดครั้งนี้มีผู้เสียชีวิต 168 ราย ซึ่งในจำนวนนี้มีเด็กอยู่ถึง 19 ราย หากที่ช็อคโลกยิ่งกว่านั้นคือคนร้ายเป็นชาวอเมริกานี่เอง เนื่องจากรถที่ใช้ในการวางระเบิดถูกจอดที่ชั้นหนึ่งใกล้กับศูนย์รับฝากเลี้ยงเด็ก เด็กในที่นั้นจึงเสียชีวิตทั้งหมด
คริส ฟิลด์ซึ่งเป็นนักดับเพลิงในรูปนี้รับร่างของเด็กผู้เคราะห์ร้ายมาอุ้มอย่างทนุถนอม โดยหารู้ไม่ว่าเด็กหญิงเบย์ลี่ วัย 1 ขวบนี้ได้สิ้นลมหายใจไปเสียแล้ว





How Life Begins (1965)



เลนนาร์ท นิลสันเป็นช่างภาพและนักวิทยาศาสตร์ เขาถ่ายรูปเหล่านี้ขึ้นด้วยกล้องส่องอวัยวะภายใน และได้รับการว่าจ้างโดยบรรณาธิการนิตสารไลฟ์ เพื่อทำคอลัมภ์ที่มีความยาวกว่า 16 หน้าลงนิตยสาร
หากมีเสียงคัดค้านจากผู้อ่านอย่างรุนแรงว่าขาดศีลธรรมจนถึงขั้นมีการประท้วง




First Flight (1903)



17 ธันวาคม 1903 คือวันที่โลกบันทึกไว้ว่าพี่น้องตระกูลไรท์ทดลองการบินสำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์มนุษย์
ในครั้งแรก พวกเขาบินอยู่ได้เพียง 12 วินาที หากในวันเดียวกันนั้นเอง พวกเขาก็เพิ่มสติถิการบินเป็นหนึ่งนาที ในรูปนี้ วิลเบอร์ผู้พี่เพิ่งจะปล่อยมือจากปีกเครื่องบินซึ่งออร์วิลล์ผู้น้องเป็นคนขับ




Earthrise (1968)



วิลเลี่ยมส์ อันเดสถ่ายรูปนี้จากยานอพอลโล่ 8 ซึ่งวนรอบดวงจันทร์โดยไม่ได้ลงจอด ถือเป็นรูปแรกที่ถ่ายโลกจากในอวกาศ และสร้างกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากที่สุดรูปหนึ่ง




ที่มา
http://pinguy.infogami.com/blog/vwm6


แก้คำผิด

2009/Dec/18


ขออภัยจริงๆค่ะที่หายไปหน้าไปนานมาก ยิ่งถ้าบล๊อกนี้นี่หายไปหลักปีเลยมั้งเนี่ย orz
ที่จริงก็ตั้งใจจะหายหน้าไปอีกพักใหญ่ค่ะ (เพราะงานมันไม่เสร็จ = =;) แต่พอเจอเรื่องนี้แล้วมันอดไม่ได้ ต้องขอเอามาเขียนหน่อยเถอะ




เอเลน่า เดสเซริช อายุ 5 ขวบเมื่อตอนที่เธอถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็งในสมอง แพทย์บอกว่าเธอจะมีชึวิตอยู่ได้อีกเพียง 135 วัน และการต่อสู้กับโรคร้ายของครอบครัวก็เริ่มต้นขึ้น
พ่อแม่ของเธอเสียใจกับเรื่องนี้มาก พวกเขาพยายามที่จะทำให้เวลาที่เหลืออยู่เป็นสิ่งที่พิเศษที่สุดสำหรับเอเลน่าและเกรซวัย  4 ขวบซึ่งเป็นน้องสาว พ่อและแม่ตัดสินใจที่จะไม่บอกเอเลน่าว่าเธอกำลังจะตาย
หลังจากการรักษาด้วยฉายแสง 1 เดือน อาการของเอเลน่าก็ทรุดหนัก เธอพูดไม่ได้และชาไปทั้งตัว

255 วันหลังจากถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็ง ในเดือนสิงหาคม 2007 เอเลน่าก็จากโลกนี้ไปด้วยอายุเพียง 6 ปี

แต่เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น
ครอบครัวก็พบจดหมายของเอเลน่าซ่อนอยู่ในลิ้นชัก และพวกเขาก็พบจดหมายอีกมากมายหลังจากนั้น



9 เดือนก่อนที่เอเลน่าจะเสียชีวิต เธอเขียนจดหมายมากมายหลายฉบับและซ่อนมันไว้ตามที่ต่างๆ ...ระหว่างหน้าหนังสือ ในตู้เก็บของ บนชั้นวางของ ในกระเป๋า ในถุงใส่เครื่องประดับสำหรับวันคริสต์มาส หรือกระทั่งในบ้านญาติ จดหมายเหล่านี้ยังคงถูกพบอยู่เรื่อยๆ แม้ว่าเวลาจะผ่านมาถึงสองปีแล้ว
ข้อความที่เขียนก็สั้นและง่ายๆ กล่าวถึงความรักและความขอบคุณที่เธอมีต่อทุกคนรอบตัว ตั้งแต่พ่อ แม่ น้องสาว ญาติคนอื่นๆ รวมทั้งสุนัขตัวโปรดที่ป้าของเธอเลี้ยงไว้ด้วย



"เอเลน่าเป็นเด็กฉลาดกว่าเด็กในวัยเดียวกัน เราไม่อยากคิดว่าเธอรู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย แต่เธอก็คงจะรู้ดีอยู่แล้ว"

ครอบครัวกล่าวว่าพวกเขายังไม่อยากเจอจดหมายฉบับสุดท้ายของเอเลน่า และยังเหลือจดหมายที่ยังไม่เปิดผนึกทิ้งไว้หนึ่งฉบับเสมอ

จดหมายเหล่านี้ถูกรวบรวมพิมพ์ขึ้นมาเป็นหนังสือ และจะมอบรายได้ให้กับสมาคมซึ่งทำวิจัยเกี่ยวกับการรักษาโรคมะเร็ง




http://www.youtube.com/watch?v=yzZAyi8oWEM&feature=player_embedded#
http://www.msnbc.msn.com/id/33505351/


แอบร้องไห้ไปรอบนึงค่ะ
ถ้าอย่าง
ข้าพเจ้ารู้ตัวว่ากำลังจะตายเนี่ย จะสามารถคิดถึงคนที่อยู่ข้างหลังได้อย่างบริสุทธิ์ใจขนาดนี้ไหมนะ