
Sawney Bean (15th Century)
ต้นศตวรรษที่ 15 แคว้นแกลอเวลทางตะวันตกเฉียงใต้ของสก็อตแลนด์เกิดคดีคนหายสาบสูญติดต่อกันเป็นจำนวนมาก ทางการได้มีการส่งกำลังมาจับกุมคนร้ายหลายครั้ง หากก็มีแต่จับคนผิดตัว ผู้บริสุทธิ์หลายรายถูกลงโทษประหารไปโดยที่ไม่ได้ทำอะไรผิด และนักเดินทางก็ยังคนหายตัวอยู่อย่างต่อเนื่อง
จนกระทั่งวันหนึ่ง สามีภรรยาคู่หนึ่งอยู่ระหว่างทางกลับบ้านจากงานเทศกาล จู่ๆก็ปรากฏกลุ่มคนจำนวนหนึ่งเข้ามาทำร้าย ในขณะที่สามีกำลังถูกต่อสู้ขัดขืนอยู่ ภรรยาของเขาก็ถูกดึงลงจากหลังม้าและฆ่าทิ้ง แต่เท่านั้นยังไม่จบ กลุ่มคนร้ายได้ทำการชำแหละท้องและเฉือนร่างภรรยาเป็นชิ้นๆต่อหน้าผู้เป็นสามี
ชายสามีตื่นตระหนกและขัดขืนอย่างเต็มกำลัง โชคยังดีที่คนกลุ่มใหญ่ซึ่งกลับมาจากงานเทศกาลเดียวกันผ่านมาพอดี กลุ่มคนร้ายซึ่งมีจำนวนน้อยกว่าจึงทิ้งชายสามีและศพของภรรยาแล้วหนีไป
นี่เป็นความผิดพลาดครั้งแรกและครั้งเดียวในการก่ออาชญากรรมของครอบครัวบีน และความผิดพลาดนี้เองที่นำไปสู่การปิดฉากการกระทำอันสยดสยองของพวกเขาที่ต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี
ซอว์นี่ บีน เกิดในบ้านนอกของสก็อตแลนด์ มีนิสัยหยาบคายและเป็นคนเกียจคร้าน เมื่อถึงวัยทำงานก็ไม่อยากสืบงานที่บ้านต่อ รีบหนีออกจากบ้านไปตั้งแต่เนิ่นๆ
เขาได้แต่งงานกับหญิงที่มีนิสัยเข้ากันได้และย้ายเข้าไปอยู่ในถ้ำซึ่งหันหน้าออกไปยังชายหาดแกลอเวล ลักษณะพิเศษของถ้ำนี้คือ ในยามปกติ ชายหาดหน้าถ้ำจะเป็นลานกว้าง เข้าออกได้ง่าย แต่เมื่อถึงยามน้ำขึ้น 2 วันครั้ง น้ำจะท่วมพื้นที่กว่า 100 ยาร์ดหน้าปากถ้ำเป็นการกันไม่ให้คนนอกเข้ามาได้ ภายในถ้ำลึกและคดเคี้ยวไปมา แม้จะมืดและมีอากาศชื้น หากก็เป็นที่อยู่อันสบายสำหรับสองสามีภรรยาบีน ซึ่งถ้ำนี้เองที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไม่มีใครหาพวกเขาพบเป็นเวลาหลายปี
ซอว์นี่เริ่มหากินด้วยอาชีพโจร ถนนเชื่อมระหว่างหมู่บ้านนั้นเปลี่ยว มีคนไม่มากนัก ทำให้เขาสามารถปล้นคนได้อย่างสบาย แต่เนื่องจากซอว์นี่เกรงว่าหากนำของมีค่าของเหยื่อไปขาย อาจทำให้กลายเป็นเบาะแสภายหลังได้ เขาจึงนำแต่เงินสดมาใช้ ส่วนของมีค่าต่างๆก็เก็บสุมๆไว้ในถ้ำนั่นเอง
ในไม่ช้า เมื่อมีลูก เงินสดที่ปล้นมาไม่พอที่จะเลี้ยงครอบครัวได้ ซอว์นี่นั่งครุ่นคิดปัญหานี้อยู่นาน ก่อนจะปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า"อ้าว กินเนื้อคนที่เราฆ่าก็ได้นี่ มีเนื้อทั้งที ทิ้งไปก็น่าเสียดายแย่"
ซอว์นี่เริ่มตามแผนยิงนัดเดียวได้นกสองตัวนี้ทันที หลังจากปล้นและฆ่าเหยื่อแล้วก็ลากศพของเหยื่อมายังถ้ำ จัดการชำแหละและหั่นเนื้อเป็นชิ้นๆ ดองเกลือและแขวนเอาไว้ในถ้ำ กระดูกก็นำไปสุมทิ้งไว้อีกที่หนึ่ง ครอบครัวบีนใช้วิธีนี้ในการดำรงชีพอยู่กว่า 20 ปีทีเดียว
ชีวิตของพวกเขาเริ่มเข้ารูปเข้ารอย คุณนายบีนออกลูกมีหลานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เด็กๆที่โตในถ้ำต่างก็ใช้ชีวิตที่นั่นและกินเนื้อคนอย่างเป็นเรื่องปกติ สำหรับพวกเขาการปล้น การฆ่าและการกินเนื้อคนเป็นเหมือนเรื่องธรรมดาที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตอยู่นี่เอง แต่ไม่ว่าครอบครัวบีนจะใหญ่ขึ้นแค่ไหน พวกเขาก็ไม่มีการกินกันเองอย่างเด็ดขาด
สิ่งที่เด็กๆของครอบครัวบีนเรียนรู้ในถ้ำก็มีเทคนิคในการฆ่า การชำแหละเนื้อและการถนอมอาหาร พวกเขาพูดได้เพียงภาษาอย่างพื้นฐานและเห็นคนจากโลกภายนอกเป็นเพียงเป้าหมายในการฆ่าและอาหารเท่านั้น ในไม่ช้าพวกเด็กก็โตพอจะช่วยงานได้ การปล้นฆ่าของครอบครัวบีนเริ่มกลายเป็นระบบ พวกเขาขัดเกลาฝีมือจนมีความชำนาญเหมือนกองทัพย่อยๆทำให้งานเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว แม้จะมีกว่า 40 ปากท้องที่ต้องเลี้ยงดู แต่ก็ไม่มีใครในครอบครัวเคยอดเลย หนำซ้ำ เนื้อยังจะเหลือจนกินไม่ทัน ต้องทิ้งที่เน่าไปเสียด้วย
แม้จะมีคนสงสัยถ้ำที่พวกเขาอาศัยอยู่ (คนชักเยอะ ออกมาป้วนเปี้ยนอยู่หน้าถ้ำบ่อยๆ) แต่เมื่อมีคนมาสืบก็เหมือนเอาเนื้อมาป้อนปาก ทุกรายต่างก็ถูกฆ่า กลายเป็นอาหารเลี้ยงคนของบีนต่อไป
เหยื่อทุกราย ไม่เคยมีใครหนีรอดไปได้ พวกบีนไม่เคยทำพลาดเหลือหลักฐานไว้เลยจนกระทั่งคดีของคู่สามีภรรยาที่กล่าวไว้ข้างต้นเกิดขึ้น โดยบันทึกแล้ว เหยื่อที่หนีรอดเงื้อมมือครอบครัวบีนไปได้มีเพียงชายสามีคนนี้ผู้เดียว
เมื่อได้รับการร้องเรียน ทางการจึงสันนิษฐานว่าน่าจะมีกลุ่มโจรที่กินเนื้อคนกบดานอยู่ที่นี่ จึงส่งกำลังคนกว่า 400 คนนำโดยพระเจ้าเจมส์ที่ 1 พระองค์เองมาเพื่อค้นหา พวกเขาค้นพบถ้ำและเมื่อบุกเข้าไปก็พบกับภาพอันเหลือเชื่อ
แขน ขา ลำตัวของทั้งชายหญิง ถูกตัดเป็นท่อนๆ แขวนไว้ตามผนังราวกับร้านขายเนื้อ ของมีค่าเช่นนาฬิกา แหวน หรือเพชรพลอยถูกกองสุมๆอยู่อีกมุมหนึ่ง พร้อมกับเสื้อผ้าจำนวนมาก ในรูใกล้ๆกันนั้นเต็มไปด้วยกระดูกของมนุษย์ที่สะสมไว้เป็นเวลา 25 ปี
ในตอนที่ทหารบุกเข้าไปถึงนั้น ครอบครัวบีนอยู่กันพร้อมหน้า และยิ่งน่าตกใจว่าในขณะนั้น พวกเขามีจำนวนคนถึง 48 คนด้วยกัน (นายและนางบีน ลูกชาย 8 คน ลูกสาว 6 คน หลายชาย 18 คน หลานสาว 14 คน ....รุ่นหลานนี่มาจากพ่อแม่ซึ่งเป็นพี่น้องกันเอง)
พวกบีนพยายามสู้ขัดขืน แต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ทุกคนถูกจับกุมและนำตัวขึ้นศาล จากการกระทำอันโหดร้ายผิดมนุษย์มนารวมทั้งไม่สามารถเห็นแววสำนึกผิดหรือเข้าใจว่าตัวเองกระทำผิดในตัวคนของบีนได้เลย ศาลจึงตัดสินประหารทั้งครอบครัวโดยไม่มียกเว้นแม้แต่เด็กทารก
ผู้ชายของบีนถูกตัดแขนขาทิ้งเช่นเดียวกับที่พวกเขาทำกับเหยื่อแล้วปล่อยให้ตาย ผู้หญิงถูกบังคับให้ดูภาพนั้นก่อนจะถูกเผาทั้งเป็น
เป็นอันจบชีวิตมนุษย์กินคนในถ้ำที่ยาวนานกว่า 20 ปีในที่สุด
วิกลจริต
เออ........................