2007/Jan/25

Jeanne d'Arc (1412 - 1431)
Jehanne Darc หรือJoan of Arc

ในบรรดาสตรีที่เหลือชื่ออยู่ในประวัติศาสตร์โลกนั้น คงจะไม่เป็นที่ปฏิเสธว่าชื่อของแจนน์ ดาร์คคงจะเป็นที่จดจำ ทั้งในฐานะนักบุญของศาสนาคริสต์ และในฐานะวีรสตรีที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งเท่าที่ฝรั่งเศสเคยมีมา ชีวิตของเธอผกผันราวกับละครเรื่องยาว....จากสาวชาวบ้านไปเป็นวีรสตรี จากวีรสตรีไปเป็นแม่มด และจากแม่มดไปเป็นนักบุญ จนทุกวันนี้ เรื่องราวของแจนน์ ดาร์คก็ยังมีอิทธิพลต่อเมเดียต่างๆมากมาย ซึ่งไม่จำกัดอยู่เฉพาะในฝรั่งเศสเท่านั้น
คุณ meekun ขอบคุณมากค่ะสำหรับรีเควส


บ้านเกิดของแจนน์ ดาร์ค ปัจจุบันเป็นพิพิทธพันธ์

โดยบันทึกของศาลฟื้นฟูคดีของแจนน์ ดาร์ค (ที่ถูกคือ Jehanne Darc ส่วนJeanne d'Arc เป็นคำสะกดที่เปลี่ยนแปลงในยุคหลัง) เกิดเมื่อวันที่ 6 มกราคม 1421 ที่หมู่บ้านดอมเรมี่ ในแคว้นลอร์เรน ประเทศฝรั่งเศส เป็นบุตรของแจ็ค ดาร์ค และอิซาเบล โรเม่
นอร์มังดี (พื้นที่ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส) ในยามนั้นถูกยึดครองโดยอังกฤษ และหลังจากที่พระเจ้าชาร์ลสที่ 6 ทรงสวรรคตไปเมื่อปี 1422 บังลังค์ฝรั่งเศสก็ว่างเปล่ามาตลอด พระเจ้าชาร์ลสที่ 6 ทรงมีเจ้าชายรัชทายาทคือเจ้าฟ้าชายชาร์ลส (พระเจ้าชาร์ลสที่ 7 ในภายหลัง) ก็จริง แต่เนื่องจากการลงนามใน Treaty of Troyesเพื่อยุติสงครามร้อยปีและสงครามอกินคอร์ทระหว่างพระเจ้าชาร์ลสที่ 6 และพระเจ้าเฮนรี่ที่ 5 สิทธิ์ในบังลังค์ฝรั่งเศสจึงตกอยู่กับพระเจ้าเฮนรี่ที่ 6 (สนธิสัญญากล่าวว่า พระเจ้าเฮนรี่ที่ 5 จะแต่งงานกับแคทเธอรีนซึ่งเป็นบุตรสาวของพระเจ้าชาร์ลสที่ 6 แล้วลูกของทั้งสองจะเป็นผู้สืบทอดบังลังค์ของทั้งสองประเทศ) ซึ่งทำให้สิทธิ์ในบังลังค์ถูกแย่งไปจากเจ้าฟ้าชายชาร์ลส และมีขุนนางฝรั่งเศสจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยต่อข้อตกลงนี้

* สงครามในเวลาดังกล่าวถูกพูดถึงว่าเป็นสงครามระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส แต่ในความจริง เวลานั้นยังไม่มีการก่อตั้งประเทศอย่างเป็นทางการจะอย่างไรก็ดี ราชวงศ์อังกฤษในเวลาดังกล่าวก็มีต้นกำเนิดในสายมารดามาจากฝรั่งเศสเช่นกัน จึงกล่าวได้ว่าพระเจ้าเฮนรี่ที่ 6 ก็มีสิทธิ์ในบังลังค์ฝรั่งเศสด้วย หากเกี่ยวกับข้อนี้ ขึ้นอยู่กับว่าประเทศดังกล่าวยึดหลักว่าสิทธิ์ที่ถูกถ่ายทอดไปจะมีผลต่อบุตรชายสายตรงเท่านั้น หรือจะยินยอมรับบุตรที่เกิดจากบุตรสาวซึ่งแต่งงานไปยังตระกูลอื่นด้วย แน่นอนว่าฝ่ายพระเจ้าชาร์ลสที่ 7 ย่อมเป็นพวกแรก

ฤดูร้อนปี 1452 แจนน์ได้ยิน"เสียง"ของเซนต์แคทรีน เซนต์ไมเคิ่ล และเซนต์มาร์กาเร็ต บอกให้เธอไปพบกับเคาทน์โรเบิร์ต เดอ บาว์ดริคอร์ท เพื่อทำการปลดปล่อยลอร์เรนและช่วยฝรั่งเศส
เดือนพฤษภาคม 1428 แจนน์เดินทางไปพบกับเคาทน์บาว์ดริคอร์ท หากก็ถูกปฏิเสธการเข้าพบ จนกระทั่งกุมภาพันธ์ปี 1429 เคาทน์บาว์ดริคอร์ทจึงยอมพบกับเธอ เขามอบเสื้อผ้าผู้ชาย ม้าและผู้ติดตาม 6 คนให้กับแจนน์และส่งเธอไปหาเจ้าฟ้าชายชาร์ลสที่จีน่อน


หนึ่งในเอกสารหายากที่เหลืออยู่ ลายเซ็นต์ของแจนน์
เห็นได้ว่าเธอเขียน n เป็น m เนื่องจากเธออ่านเขียนไม่ได้

ในยามนั้น แคว้นลอร์เรนเป็นดินแดนของฝ่ายชาร์ลสที่ถูกล้อมโดยดินแดนของฝ่ายศัตรู แจนน์ที่เดินทางไปพบเจ้าฟ้าชายชาร์ลสจะต้องเดินทางกว่า 600 กิโลเมตรผ่านกลางกองทัพศัตรูเพื่อจะไปให้ถึงจีน่อน ซึ่งโดยความช่วยเหลือของผู้ส่งสารของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส แจนน์ผ่านอุปสรรคแรงนี้ได้ด้วยเวลาเพียง 11 วัน กล่าวกันว่า โดยปราศจากความช่วยเหลือของผู้ส่งสารดังกล่าวนี้แล้ว คงเป็นการยากที่แจนน์จะไปถึงจีน่อนได้

เจ้าฟ้าชายชาร์ลสที่รอแจนน์อยู่นั้นทรงนึกสนุกเล่นเกมขึ้นมา พระองค์แต่งตัวให้ไม่สมฐานะแล้วยืนปะปนอยู่ในหมู่คนสนิท หากแจนน์ก็หาพระองค์พบแทบในทันที่ที่เธอมาถึง ทั้งสองได้คุยกันเป็นการส่วนตัว ซึ่งกล่าวกันว่าแจนน์ได้บอกถึงความลับ* ซึ่งยืนยันสิทธิ์ในราชบังลังค์ของเจ้าฟ้าชายชาร์ลสตามที่ได้ยินมาจาก"เสียง" เจ้าฟ้าชายชาร์ลสจึงเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้ส่งเธอมาจริง คนของโบสถ์ซึ่ในครั้งแรกยังสงสัยในตัวแจนน์อยู่ หลังจากการตัดสินกว่า 3 วันที่พอยติเออร์ พวกเขาก็ยอมรับเธอในที่สุด
* แจนน์ปฏิเสธที่จะบอกคนอื่นว่าความลับดังกล่าวคืออะไรกระทั่งระหว่างการพิพากษาลงโทษในภายหลัง แม้แต่ในปัจจุบัน ความลับดังกล่าวก็ยังคงเป็นความลับอยู่

เมษายน 1429 แจนน์มุ่งไปยังออร์ลีนส์ซึ่งถูกอังกฤษล้อมอยู่ โดยมีจีน เดอลีนส์, ราอีลและ กิลส์ เดอ เรยส์เป็นเพื่อนร่วมรบ แจนน์ต่อสู้กับกองทัพอังกฤษด้วยความห้าวหาญ ระหว่างการต่อสู้นี้ แจนน์ถูกยิงด้วยธนูที่ไหล่ซ้าย บาดแผลไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่เธอก็ถึงกับร้องไห้ออกมาด้วยความตระหนก กล่าวกันว่าที่เรื่องราวของแจนน์เป็นที่ประทับใจมาจนทุกวันนี้นั้น อยู่ที่เหตุผลว่าแต่เดิมเธอเป็นเพียงเด็กสาวชาวบ้านธรรมดาที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อประเทศนี่เอง แจนน์หลีกเลี่ยงที่จะฆ่าคน เธอจึงมักจะถือธงนำทัพแล้วบุกนำทหารเข้าต่อสู้พร้อมกับร้องตะโกนเพื่อปลุกขวัญกำลังใจพวกพ้อง และด้วยการที่แจนน์กระทำหน้าที่ซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายด้วยตนเองนี่เองที่ทำให้ทหารสามารถต่อสู้ด้วยความกล้าหาญและปลดปล่อยออร์ลีนส์เป็นอิสระในอีก 7 เดือนให้หลัง


รูปของแจนน์ที่เครแมน เดอ โฟแกนเบิร์ก วาดเล่นในเอกสารเมื่อปี 1429
วาดโดยจับลักษณะเด่นของแจนน์ได้ดีมาก

แจนน์ยืนกรานว่าพิธีราชาภิเษกของเจ้าฟ้าชายชาร์ลสจะต้องจัดขึ้นที่เรมส์ เนื่องจากพระเจ้าคลอวิสที่ 1 ซึ่งเป็นต้นตระกูลของราชวงศ์ฝรั่งเศสได้รับศีลล้างบาปที่เรมส์ และกษัตริย์ของฝรั่งเศสแต่ละองค์ต่างก็ประกอบพิธีที่นี่ เพื่อที่จะประกาศสิทธิ์อันถูกต้องของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส ไม่ว่าเช่นไรก็ต้องจัดพิธีขึ้นที่เรมส์ให้ได้

การจะไปยังเรมส์นั้น ต้องมีการปะทะกับกองทัพอังกฤษอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สุดท้ายข้อเสนอของแจนน์ก็ได้รับการยอมรับ เจ้าฟ้าชายชาร์ลสมุ่งหน้าไปยังเรมส์ ระหว่างการเดินทางก็รับเอาหัวเมืองต่างๆที่เข้ามาสวามิภักษ์ไว้ในปกครอง และในวันที่ 17 กรกฎาคม 1429 ก็ทรงขึ้นครองราชเป็นพระเจ้าชาร์ลสที่ 7 กษัตริย์โดยถูกต้องของฝรั่งเศสในที่สุด
หากในพิธีราชาภิเษก มีคนของฝ่ายเบอร์กันดีซึ่งเป็นศัตรูถูกเชิญมาด้วย ขุนนางของพระเจ้าชาร์ลสที่ 7 ได้เตรียมวางแผนการปกครองใหม่ไว้แล้ว มาถึงตอนนี้ กองกำลังของแจนน์ก็ค่อยๆกลายมาเป็นก้างขวางคอสำหรับฝ่ายเคาทน์อาลังซอนซึ่งยึดหลักการทหารในการปลดปล่อยฝรั่งเศสเสียแล้ว

แจนน์ต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยวในราชวัง เธอมีความเห็นว่าควรที่จะชิงปารีสกลับมาเพื่อเป็นฐานอันมั่นคงให้กับพระเจ้าชาร์ลส หากขุนนางส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยและพอใจต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน ผลทำให้แจนน์ต้องออกรบโดยไม่มีการช่วยเหลือที่เป็นรูปร่างจากกลุ่มขุนนาง

23 พฤษภาคม 1430 แจนน์ถูกจับโดยฟิลิปป์ที่ 3 ที่แคว้นเบอร์กันดีและหลังจากนั้นถูกส่งมอบตัวให้กับกองทัพอังกฤษ วันที่ 24 ธันวาคมปีเดียวกัน เธอถูกนำตัวไปคุมขังที่รูน
21 กุมภาพันธ์ 1431 การสอบสวนคนนอกรีตเริ่มขึ้นโดยมีชอง ลู เมย์ทอสเป็นประธาน หากเมย์ทอสกังขาในความเที่ยงธรรมของการสอบสวนนี้จึงแทบไม่ได้ปรากฏตัวในศาลเลย แม้แต่ในการตัดสินอย่างเป็นทางการ เขาก็ปิดปากเงียบตลอดเวลา บิชอปแชง ปิแอร์ โคชอง พร้อมกับผู้เกี่ยวข้องกับโบสถ์จำนวนกว่า 60 คนจึงเป็นผู้ดำเนินการสอบสวนแทน



30 พฤษภาคม คณะสืบสวนประกาศว่าแจนน์เป็นคนนอกรีตและขับไล่เธอจากการเป็นคริสเตียน และตัดสินให้แจนน์ถูกลงโทษด้วยการเผาทั้งเป็นโดยกองทัพอังกฤษ
อย่างเคยกล่าวไว้ในเอนทรี่ของ"กิลส์ เดอ เรยส์"แล้วว่าโทษเผาทั้งเป็นนั้นเป็นการลงโทษที่จัดว่าทารุณทั้งต่อร่างกายและจิตใจเป็นที่สุดในยามนั้น นอกจากนี้ เถ้าศพของแจนน์ยังถูกโปรยลงแม่น้ำเซนเพื่อให้ร่างของเธอไม่สามารถกลับสู่ดินเพื่อวันแห่งการพิพากษาได้ นับได้ว่าโทษที่แจนน์ได้รับนั้นเป็นโทษสาหัสอย่างที่สุดสำหรับชาวคริสต์ในสมัยนั้นทีเดียว

หลังการตายของแจนน์ อิซาเบล โรเม่ ผู้เป็นแม่ของเธอได้ย้ายไปอยู่ที่ออร์ลีนส์หลังจากที่สามีเสียชีวิต และใช้ชีวิตบั้นปลายทั้งหมดของตนในการยืนยันความบริสุทธิ์ของแจนน์และเพื่อให้โบสถ์ยอมรับแจนน์กลับมาเป็นคริสตศาสนิกชนอีกครั้ง ศาลยอมรับให้คำตัดสินที่รูนเป็นโมฆะในปี 1456และอีกเพียง 2 ปีหลังจากนั้น อิซาเบลก็ลาจากโลกนี้ไป

18 เมษายน 1909 พระสันตปาปาปิโอที่ 10 ประกาศให้แจนน์ ดาร์คเป็นบุญราศี และในวันที่ 16 พฤษภาคม 1920 พระสันตปาปาเบเนดิกต์ที่ 15 ก็ยกเธอขึ้นเป็นนักบุญในที่สุด

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
เธอมีแค่ความกล้าเท่านั้นเอง...
#1  by  กระรอกโฉด At 2007-01-25 13:47, 
Jay : หลังจากอ่านเรื่องของกิลส์ เดอรอยส์ ก็ไปถามคุณแฟนเกี่ยวกับโจนส์ออฟอาร์คค่ะ
คุณแฟนเล่าเกี่ยวกับเธอจากที่ดูมาจากในหนังให้ฟัง รายละเอียดผิดจากในเอ็นทรี่นี้ไปบ้าง
คิดว่าเพราะได้แต่งเติมเพิ่มมาใส่ในหนังมั้งคะ
#2  by  Jay At 2007-01-25 13:52, 
ตอนแรกที่ได้ยินเรื่องนี้ (รู้สึกจาเป็นตอนที่หนังเรื่องนี้ออกฉายครั้งแรก) มีความรู้สึกว่า...นี่เป็นชีวิตคนจิงๆเหรอ ทำไมมันฟังดูเหมือนนิยายจัง แต่พอลองหาข้อมูลแล้วถึงได้รู้ว่า เพราะว่ามีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่นี่เอง แถมวีรกรรมที่เธอทำ กับบทลงโทษก้อไม่ได้เหมาะสมกันเลย ก้อเลยเริ่มคิดแล้วว่าสงสัยจาเป็นเรื่องจิง

อืมม...อ่านๆไปแล้วรู้สึกขัดใจอยู่เรื่องนึงค่ะ เรื่องที่ว่าถูกขับไล่ออกจากการเป็นคริสตศาสนิกชนเนี่ย มันเป็นเรื่องใหญ่มาเลย รวมถึงเรื่องการเผาทั้งเป็นอะไรนั่นอีก เลยมีความรู้สึกว่าทำไมคนโบราณเค้าไม่มองอะไรกว้างๆหน่อยน้า...ไม่งั้นแจนน์อาจจาได้อยู่ทำประโยชน์อีกนานแท้ๆ แต่จาว่าไป...ที่แจนน์ถูกตัดสินประหารนี่ เพราะว่าเค้ากลัวว่าจามีคนศรัทธาแจนน์มากๆ แล้วอาจเกิดกบฏรึเปล่าคะ เลยต้องกำจัดแจนน์ไป แต่ไม่ว่าจาเหตุผลเรื่องอะไรก้อตาม การตัดสินให้คนคนหนึ่งต้องโทษถึงตาย แล้วมายกย่องเค้าทีหลังนี่มันช่าง...ไร้สาระจิงๆ
#3  by  imai283 At 2007-01-25 13:53, 
เมื่อพูดถึงแจนน์ ดาร์ค
ผมจะนึกถึงภาพเด็กผู้หญิงบ้านนอก ถักเปียยาวสองเส้น
อีกทั้งมือสองแขนก็หอบของพะรุงพะรัง พึ่งเข้ามาในเมืองเป็นครั้งแรก
เดินทางเข้ามาติดต่อทางการ บอกว่า "ฉันขออาสาไปรบ"

ประวัติวีรสตรีนักบุญคนนี้ก็แล้วแต่จะคิดกันน่ะครับ
แต่สิ่งนึงที่แน่นอน ที่เราได้รู้จากเรื่องราวของเธอ ก็คือ
"ความดีไม่มีวันตาย"

ปล. แจนน์ ดาร์ค ทำเป็นเกมส์ลง PSP ด้วยน่ะครับ พึ่งออกมาไม่กี่เดือนนี่เอง
#4  by  mastermune At 2007-01-25 14:37, 
ขอบคุณมากเลยค่ะ สำหรับเรื่องราวเกี่ยวกับวีรสตรีผู้นี้
เธอช่างกล้าหาญ สมเป็นนักรบ
แต่น่าเสียดาย สุดท้ายเธอก็ถูกอำนาจมืด ทำร้ายจนได้สิ เง้อ
ขอบคุณนะคะ
#5  by  *** At 2007-01-25 15:19, 
ไม่ได้มาเยี่ยมคุณ ohx3 นานเลย
คอมมันดับเดี้ยงไปค่ะ เพิ่งจะได้คืนมาไม่นาน

อ่านๆเเล้วก็นึก..วีรสตรีในสมัยนั้นนี่มีจุดจบที่ไม่ค่อยสวยงามเอาซะเลย ต่างกับวีรบุรุษทั้งหลายจริงๆ เเต่อย่างน้อยในที่สุดความดีของเธอก็มีผู้คนรับรู้เเละประกาศเปนเกียรติ ความดีเป็นสิ่งที่คงทนยั่งยืนจริงๆ

ไม่รู้ทำไมพออ่านเรื่องนี้เเล้วนึกถึงเรื่องของพระนางมารีอังตัวเนตต์ เรื่องปฏิวัติสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่16 คดีสร้อยเพชร ฯลฯในสมัยปฏิวัตินั้น ไม่ทราบว่าคุณ ohx3 เคยได้อ่านเรื่องเหล่านี้บ้างรึเปล่าค๊ะ

ปล.รู้สึกว่าไม่มานานเเล้วพูดยาวยังไงชอบกลเลย 555+
#6  by  [空 -清子] At 2007-01-25 16:33, 
ชีวิตของแจนน์น่าสงสารเนอะ
เคยดูหนังเรื่องThe Messenger: The Story of Joan of Arcค่ะ เรื่องนั้นทำให้แจนน์กลายเป็นคนเสียสติไปเลยอ่ะค่ะ
#7  by  .;:melody:;. At 2007-01-25 16:43, 
ถือเป็นอีกหนึ่งวีรสตรีผู้กล้าหาญที่ผมรู้จักตั้งแต่เด็กๆเลยล่ะ!
ชีวิตของเธอเป็นไปตามหลักที่ว่า "คนเราจะมีชื่อเสียงจริงๆก็ต่อเมื่อไม่มีชีวิตอยู่แล้ว"เลย ความจริงน่าจะได้เป็นเซนต์ตั้งแต่ตอนยังมีชีวิตอยู่นะ น่าเสียดาย

PS. Jeanne อ่านว่า ฌาน นี่ครับ?
#8  by  ~ยูกิ~ At 2007-01-25 16:54, 
ฌานน์มีแค่ศรัทธาและความกล้าที่จะเดินหน้าเท่านั้น...ไม่ได้มีอำนาจหรือกองทหารใดเลย
1 ต่อ 100 ถูกยังไง ก็ไม่ใช่เสียงข้างมาก
#10  by  【零-blUeFaKe-】 At 2007-01-25 18:56, 
เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล

เธอก็เป็นแค่แพะรับบาปในเกมของการแย่งชิงอำนาจเท่านั้นเอง

เค้าถึงว่ากันว่า คนดีอยู่ยาก...
#11  by  Blade At 2007-01-25 18:57, 
อ้า ~ เคยอ่านทั้งฉบับการ์ตูน กับดูหนังโรง (ก็คล้ายๆกันดี)
#12  by  aerith-chan At 2007-01-25 19:48, 
ผู้กล้าก็คือผู้กล้า คนที่ทำความดีมักจะถูกคนที่มีความอิจฉาทำร้ายเสมอ และคนพวกนี้ก็มีอำนาจซะด้วยสิเป็นอย่างนี้ทุกยุคทุกสมัยและทุกที่
#13  by  Kindaichi (58.137.12.78) At 2007-01-25 23:11, 
>>คุณ ratatosk
แต่ก็เป็นความกล้าที่ช่วยฝรั่งเศสเอาไว้ค่ะ เป็นอะไรที่น่าทึ่งมากสำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง



>>คุณ Jay
ข้าพเจ้าก็ยังเขียนตกไปหลายอย่างค่ะ อย่างรายละเอียดของการสืบสวนว่าโบสถ์บังคับให้เธอแต่งชุดผู้หญิงเพื่อแลกกับการละเว้นโทษประหาร แจนน์ยอมรับแต่สุดท้ายก็ปฏิเสธ หรือเรื่องที่แจนน์ถูกทารุณในที่คุมขังจนอาจถึงขั้นมีการข่มขืน หรือเรื่องของแจนน์ตัวปลอม ฯลฯ......ยังมีอีกเยอะค่ะที่เขียนไม่ไหมดจริงๆ



>>คุณ imai283
ข้าพเจ้าว่ามันเป็นเรื่องของการเมืองค่ะ อังกฤษเห็นว่าแจนน์อยู่แล้ว ทำให้ทหารฝรั่งเศสมีขวัญดี สู้ด้วยลำบาก ฝ่ายพระเจ้าชาร์ลสก็กำลังจะวางแผนการปกครองใหม่ มีแจนน์อยู่ก็ทำให้วางแผนลำบาก มีเอกสารบางที่บอกว่าที่จริงแล้วที่แจนน์ถูกจับ เป็นเพราะฝ่ายเบอร์กันดีได้ความร่วมมือจากคนของพระเจ้าชาร์ลสด้วย
ที่ว่าเป็นแม่มดหรือคนนอกรีตอะไรนั่น ข้าพเจ้าว่าเป็นข้ออ้างในการประหารมากกว่าค่ะ เพราะถ้าประหารอย่างธรรมดา แจนน์ก็ตายอย่างมีเกียรติในฐานะคนของพระเจ้า วีรสตรีของประเทศ อังกฤษก็จะกลายเป็นผู้ร้าย ศาสแม่มดที่ว่านี่เป็นการรักษาหน้าให้อังกฤษมากกว่าค่ะ



>>คุณ mastermune
ที่ข้าพเจ้าเคยอ่านมาแล้วเห็นด้วยค่อนข้างมากนี่เขาวิจารณ์ว่า ผู้หญิงในยุคนั้น (สาวชาวนา) ต้องทำงานในไร่ด้วย ส่วนใหญ่จึงมักมีร่างใหญ่โต รวมทั้งชุดเกราะที่ใส่ออกรบนั้นไม่ใช่เบาๆเลย อย่าว่าแต่ แจนน์จะต้องถือธงแล้ววิ่ง (หรือขี่ม้า) นำหน้าทหารอีกด้วย จึงมีความเป็นไปได้ว่าแจนน์น่าจะมีรูปร่างบึกบึนไม่เบา

......เป็นการทำลายอิมเมจไปรึเปล่าคะเนี่ย

ปล. แวบไปดูมาแล้วค่ะ LEVEL5 อีกต่างหาก คนพากษ์แจนน์ก็คุณซากาโมโต้ด้วย (ชอบมากค่ะ)...................ถ้าไม่ใช่ซิมูเลชั่นก็อยากเล่นมากค่ะ อยากรู้ว่าตอนจบของเกมจะเป็นยังไง



>>คุณ meekun
นับดูเวลาที่เธอออกรบ แค่ 2 ปีเท่านั้นเอง แต่เป็น 2 ปีที่ทำให้ฝรั่งเศสกลายเป็นฝรั่งเศสอย่างทุกวันนี้อยู่ได้ เหลือเชื่อมากค่ะสำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง



>>คุณโซร่า
วีรบุรุษหลายคนก็มีจุดจบไม่งดงามเท่าไหร่หรอกค่ะ เพียงแต่ว่าของแจนน์ของมาเร็วไปเร็วมาก และโศกนาฏกรรมของวีรบุรุษทั้งหลายมันก็อยู่ที่บั้นปลายชีวิตของพวกเขานั่นแหละค่ะ ไม่เห็นจะมีใครตายดีซักคน นโปเลียน, พระเจ้าอาเธอร์, จูเลียส ซีซาร์ อย่างในตำนานหรือเรื่องแต่งก็ซิกฟรีด, คู ชูเลน, โรแลนด์
เคยอ่านบทวิจารณ์ว่า เรื่องของวีรบุรุษนี่ ถ้าไม่จบด้วยการตายของวีรบุรุษ เรื่องมันจะจบไม่ได้ค่ะ

เรื่องของพระนางมารี อองตัวเนตต์ก็ชอบมากค่ะ (กุหลายแวร์ซาย!!) เคยคิดว่าจะเขียนเหมือนกัน แต่เปิดวีกิไทยแล้วเจอเขียนอย่างละเอียดเรียบร้อยแล้วเลยตัดใจค่ะ ...เพิ่มให้หน่อยนึง ที่จริงแล้วประโยค"ถ้าไม่มีขนมปังก็กินเค้ก(ขนมบริออช)แทนสิ"อันมีชื่อเสียงนี้ ที่จริงแล้วไม่ใช่คำพูดของพระนางมารีค่ะ เป็นคำพูดของดัคเชสแห่งทอสคาน่า แต่อัลฟองส์ คาร์ได้นำมาแนะนำในหนังสือของตัวเองว่าเป็นพระนางมารีพูด เลยเป็นที่เข้าใจเช่นนั้นมาจนทุกวันนี้



>>คุณ melody
หนังเรื่องที่ว่าข้าพเจ้าก็ชอบค่ะ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าแจนน์บ้าไปแล้วรึเปล่า ข้าพเจ้าว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างความศรัทธากับความกลัว .......เอาเป็นว่าชอบบทคนชุดดำมากค่ะ ดูแปลกๆดี



>>คุณยูกิ
ถ้าจะยกขึ้นเป็นนักบุญในตอนนั้นเลยคงยากค่ะ เพราะสงครามยังไม่จบ ถ้ายกเป็นนักบุญก็เท่ากับว่าโบสถ์สนับสนุนฝรั่งเศสมากกว่าอังกฤษ เป็นการทำลายจุดยืนที่เป็นกลางของของศาสนาคริสต์ไปค่ะ

ปล.อ่านว่า"ฌาน"ถูกแล้วค่ะ (น้องที่เรียนฝรั่งเศสยืนยัน) แต่ข้าพเจ้าว่ามันอ่านยาก เลยเขียนเป็นเสียงแปลงเอาน่ะค่ะ ขออภัยค่ะที่ทำให้สับสน



>>คุณ shakri
ที่จริงแล้ว ในเวลานั้น มีคนมากมายค่ะที่ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินที่รูน ในการวินิจฉัยเพื่อยกเลิกคำตัดสินดังกล่าว มีคนจำนวนกว่า 100 คนมาที่ศาลเพื่อเป็นพยานยืนยันว่าแจนน์ไม่ได้เป็นแม่มด ซึ่งส่วนมากมาจากออร์ลีนส์ที่แจนน์เป็นผู้ปลดปล่อยนี่เอง



>>คุณ blUeFaKe
ใช่ค่ะ คำว่าความถูกต้องไม่ใช่สิ่งที่เราคนเดียวสามารถตัดสินได้ค่ะ เป็นสังคมต่างหากที่จะชี้ว่าสิ่งนั้นถูกหรือผิด ในศาลที่รูน โบสถ์อังกฤษบอกว่าแจนน์ผิด เธอเลยเป็นแม่มด อีก 400 ปีถัดมาพระสันตปาปาบอกว่าเธอถูก เธอเลยเป็นนักบุญ



>>คุณ Blade
มีบางทฤษฎีบอกว่า การที่แจนน์กู้ประเทศได้ในหนนั้นทำให้ฝรั่งเศสไม่ถูกรวมเข้ากับอังกฤษก็จริง แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้สิทธิ์การปกครองของอังกฤษไม่ตกเป็นของฝรั่งเศสด้วย
ที่อังกฤษเป็นอังกฤษอย่างทุกวันนี้ได้ ในความหมายหนึ่งแล้วก็เป็นเพราะพระเจ้าชาร์ลสเป็นฝ่ายชนะในเวลานั้นนั่นเอง (เขาว่าถ้าพระเจ้าชาร์ลสแพ้ ฝรั่งเศสจะมีดินแดนมากกว่านี้ เพราะศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่ปารีส?) เท่ากับว่านอกจากแจนน์จะช่วยฝรั่งเศสแล้ว เธอยังช่วยอังกฤษไว้อีกด้วย



>>คุณ aerith-chan
..เรื่อง Fate:Stay Night ตอนแรกข้าพเจ้านึกว่านางเอกคือแจนน์ ดาร์คซะอีกค่ะ



>>คุณ Kindaichi
มันน่าเสียอีกอย่างที่ว่า กระทั่งพระเจ้าชาร์ลสที่เธอช่วยเอาไว้ยังทอดทิ้งเธอไปซะอย่างนั้น ที่กิลส์ เดอ เรยส์สิ้นหวังก็คงเพราะสาเหตุตรงนี้ด้วยค่ะ
#14  by  ohx3 At 2007-01-26 10:13, 
จะว่าไปก็เคยได้ยินมาว่าที่ กิลส์ เดอ เรยส์ ชมชอบ แจนน์ ดาร์ค เพราะลักษณะภายนอกของเธอเหมือนเด็กผู้ชายซึ่งเข้ากับรสนิยมของ กิลส์ เดอ เรยส์ ที่ชอบเด็กผู้ชายพอดี อีกทั้งผนวกกับความศรัทธาและกล้าหาญของเธอด้วย เลยกลายเป็นบุคคลในอุดมคติของเจ้าตัวไปเลยกระมัง?
#15  by  Blade At 2007-01-27 15:47, 
เคยดูหนังเวอร์ชั่นที่มิลลา โจโววิชเล่น ตอนจบที่ฌานน์เห็นนิมิตบุรุษในเสื้อคลุมสีดำมาถามว่า สิ่งที่เธอคิดว่าเป็นสัญญาณจากพระเจ้า แน่ใจได้ยังไงว่าใช่ บางทีเธออาจจะคิดไปเองก็ได้ ดูฉากนั้นแล้วกดดันจนแทบบ้า

แต่ไม่ว่า "เสียง"ที่เธอได้ยินจะเป็นเสียงจากพระเจ้าหรือเหล่านักบุญจริงหรือไม่ การที่ผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างเธอลุกขึ้นมาทำให้ทั้งฝรั่งเศสและอังกฤษปั่นป่วนได้ถึงขนาดนั้น นับว่าคู่ควรแล้วที่จะถูกจารึกไว้บนหน้าประวัติศาสตร์โลกจริงๆ

แต่สุดท้ายแม้แต่คนที่พระเจ้าอวยพรอย่างเธอก็ต้องพ่ายแพ้ต่อภัยการเมืองอยู่ดี...น่ากลัวจริงๆ...
#16  by  naranjina At 2007-01-28 15:01, 
ชีวิตของเธอช่างพลิกผันมากมายแม้ว่าจะตายไปแล้วก็ยังไม่จบสิ้น น่าเสียดายที่ต้องจบชีวิตไปพร้อมกับความผิดที่ไม่เป็นจริง

แต่เป็นคนที่มีอิทธิพลต่อประเทศถึงสองประเทศเชียวนะคะนี่...น่าทึ่งจริงๆสำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง

แอบเห็นด้วยกับคุณ Blades นะคะนี่ เข้าเค้าทีเดียว ^^
#17  by  reafre At 2007-01-29 00:03, 
>>คุณ Blade
เป็นความเห็นที่น่าสนใจมากค่ะ ข้าพเจ้าชอบนะ
สุดท้ายกิลส์ก็หนีไม่พ้นโมโฮอยู่ดีรึนี่



>>คุณ naranjina
ตรงนั้น ข้าพเจ้าว่ามันน่าสนใจมากที่เขากล้ชี้ออกมาว่าควมศรัทธากับความงมงายมันใกล้กันมาก ฝรั่งเศสมีพระเจ้าอยู่ อังกฤษก็มีพระเจ้าอยู่เหมือนกัน ตอบได้ยากค่ะว่าใครเป็นฝ่ายถูก เพราะคนที่ตัดสินมนุษย์ได้ก็มีแต่มนุษย์ด้วยกันเท่านั้นเอง



>>คุณ reafre
และมาวันนี้ แทบทั่วโลกต่างก็รู้จักชื่อของเธอด้วย
ในทำนองกลับกัน ถ้าเรื่องของแจนน์ไม่ได้จบแบบนั้น เธออาจจะไม่ได้มีชื่อเสียงถึงขนาดนี้ก็เป็นได้ค่ะ
มนุษย์เราก็แปลกดี ชอบโศกนาฏกรรมมากกว่าสุขนาฏกรรม
#18  by  ohx3 At 2007-01-29 10:43, 
เคยได้ยินมาว่าหลังแจนน์ตายแล้วเกิดข้าวยากหมากแพงไปหลายปีเลยนะ เป็นคล้ายๆตำนานน่ะ
#19  by  noname (58.8.143.184) At 2007-10-07 18:03, 
#20  by   (58.9.91.116) At 2007-11-09 21:25, 

<< Home


ohx3 (ohohoh)
View full profile