"ผมไม่ได้อยากจะฆ่า ผมเพียงแต่อยากจะกินเธอเท่านั้นเอง"
ข้างต้นนี่คือประโยคอันมีชื่อเสียงที่ซาคาว่า อิทเซย์ทิ้งไว้ในวงการอาชญากรรมญี่ปุ่นค่ะ ลักษณะพิเศษของคดีซาคาว่า อิทเซย์นี้ นอกจากในแง่ของคดีคานนิบาลิซึ่มแล้ว ยังอยู่ที่ว่าเป็นคดีของชาวต่างชาติที่รอดพ้นจากการตัดสินมาได้เนื่องจากถูกตัดสินว่าสภาพจิตใจไม่สมบูรณ์ขณะก่อคดีอีกด้วย
คุณ super k ขอบคุณมากค่ะสำหรับรีเควส
วันนี้รูปในเอนทรี่จะเป็นรูปเล็กค่ะ (หารูปใหญ่ๆไม่ค่อยมี ที่มีมันก็ชัดมากจนข้าพเจ้าสยองไปหมด) หากจะดูลำบากไป ก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ
Issei Sakawa (1949 - )
佐川一政
パリ人肉事件 หรือ คดีกินเนื้อคนที่ปารีส
ซาคาว่า อิทเซย์เกิดเมื่อ 11 กรกฎาคม 1949 บิดาของเขาเป็นทหารที่เคยถูกกักตัวอยู่ที่รัสเซีย กล่าวว่าตอนที่ซาคาว่าเกิดมานั้น แม่ของเขาคลอดก่อนกำหนดจนเกือบจะแท้งและซาคาว่าก็ตัวเล็กมากจนมีขนาดเพียงฝ่ามือข้างเดียวของพ่อ ในสมัยเด็ก เขานิยมงานเขียนเรื่อง Wuthering Heights (Emily Jane Brontë), War and Peace (Voyna i mir) และ"สี่ดรุณี" (Louisa May Alcott) ในไม่ช้าด้วยความชอบใน TEMPEST ของเชคเปียร์ส ซาคาว่าเลือกหัวข้อนี้มาเป็นวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท ซึ่งฉบับภาษาฝรั่งเศสได้รับเสียงวิจารณ์อันดีจากอาจารย์หลายคน และมีกำหนดจะตีพิมพ์หากเขาไม่ถูกจับในคดีอันอื้อฉาวนี้เสียก่อน
ซาคาว่าให้การหลังจากถูกจับว่า เขามีความปรารถนาจะกินเนื้อคนมาตั้งแต่สมัยประถมแล้ว ตอนอายุ 3 ขวบ เขาก็เคยเล่มเกม"ปีศาจกินคน"กับปู่บ่อยๆ เมื่อซาคาว่าอายุได้ 16 ปี เขาเคยโทรศัพท์ไปปรึกษากับจิตแพทย์เกี่ยวกับอุปนิสัยอันผิดปกตินี้ หากแพทย์ดังกล่าวก็ไม่ได้ใส่ใจ กลับคิดว่าเป็นการเล่นตลกของเด็กมากกว่า
ซาคาว่าเคยลอบบุกเข้าห้องพักของอาจารย์หญิงชาวเยอรมันขณะเขาเป็นนักศึกษาปี 3 ของมหาวิทยาลัยวาโคแต่เนื่องจากเธอตื่นขึ้นมาร้องด้วยเสียงอันดัง ซาคาว่าที่ตกใจจึงหนีไปโดยไม่ทำอะไรเหยื่อ และเนื่องจากบิดาของซาคาว่ายินยอมจ่ายค่ายอมความให้กับหญิงผู้เสียหาย ซาคาว่าจึงไม่ถูกตัดสินโทษในคดีนี้
ตำนานมนุษย์กินคนของซาคาว่าเปิดฉากขึ้นขณะเขาไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยปารีส ก่อนจะเกิดคดี เขาเคยพาหญิงโสเภณีมายังห้องพักหลายหนเพื่อที่จะกินพวกเธอ แต่ก็ยังไม่ได้ลงมือเสียทีเพราะความลังเล
ห้องพักของซาคาว่าในปารีส
วันที่ 11 กรกฎาคม 1981 (วันเกิดครบ 32 ปี)ซาคาว่าเชิญเรเน่ ฮาร์เทเวลท์ นักศึกษาชาวดัชต์มาที่ห้องพักของเขาโดยอ้างว่าต้องการจ้างเธอมาอ่านบทกวีภาษาเยอรมันให้ฟัง และเมื่อเธอมาถึง เขาก็ใช้ปืนยิงที่ศรีษะของเรเน่จนเสียชีวิต
ซาคาว่ากล่าวว่าที่เขาเลือกเรเน่เป็นเพราะเธอสวยและสุขภาพแข็งแรง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นคุณสมบัติที่เขาไม่มี และเมื่อเขากินเธอเข้าไป เขาก็จะได้ซึมซับสิ่งดีงามเหล่านั้นมาด้วย
หลังจากที่ซาคาว่ายิงเรเน่ เขาหมดสติด้วยความช็อคไปครู่หนึ่งก่อนจะตื่นขึ้นมาวางแผนว่าจะกินเธอยังไงต่อ เขาเริ่มที่ส่วนสะโพกซึ่งเขาให้ความเห็นในภายหลังว่าชั้นไขมันที่สะโพกนั้นมีสีเหมือนกับข้าวโพด และเมื่อทานก็พบว่ามันนุ่มเหมือนกับมาคุโร่ (ทูน่า) เขาใช้เวลา 2 วันหลังจากนั้นค่อยๆลิ้มลองเนื้อในส่วนต่างๆ มีการปรุงรสด้วยเกลือ พริกป่นและพริกไทย ก่อนจะตัดสินใจว่าถึงเวลานำชิ้นส่วนที่เหลือไปทิ้งแล้ว (ศพที่ถูกพบของเรเน่มีร่องรอยถูกข่มขืนหลังจากที่เธอเสียชีวิตแล้ว แต่ตอบได้ยากว่าเขาข่มขืนก่อนหรือหลังจากที่เขากินเธอ)
ซาคาว่าตัดร่างของเรเน่เป็นชิ้นๆในห้องน้ำก่อนจะยัดใส่กระเป๋าเดินทาง 2 ใบ เขานำกระเป๋าออกจากบ้านโดยหมายจะไปทิ้งที่บึงในสวนสาธารณะใกล้ๆ แต่ก่อนจะทิ้งนั่นเองก็มีผู้พบเห็นเสียก่อน ซาคาว่าจึงโยนกระเป๋าเข้าไปในพุ่มไม้และหนีไป (ไม่อยากนึกเลยว่าคนเปิดกระเป๋าจะตกใจแค่ไหน ข้าพเจ้าเห็นเป็นภาพขาวดำยังสะอิดสะเอียนเลยค่ะ ไม่กล้าเปิดภาพไว้เกิน 5 วินาที ต้องขออภัยด้วยค่ะที่ไม่สามารถลงให้ดูได้) เนื่องจากซาคาว่าขนกระเป๋ามาด้วยรถแท็กซี่ หลังจากนั้นเพียง 4 วัน ตำรวจก็สืบไปถึงตัวเขาได้ในที่สุด
หลังจากที่ซาคาว่าถูกจับ เจ้าหน้าที่ศาลฝรั่งเศสได้เดินทางมายังโตเกียวเพื่อพบกับครอบครัวซาคาว่าและจิตแพทย์ซึ่งรับผิดชอบคดีบุกรุกที่พักอาจารย์หญิงชาวเยอรมัน ฝ่ายพ่อของซาคาว่าก็ได้ทำการว่าจ้างทนายที่มีชื่อเสียงมาว่าความให้กับซาคาว่า
ในปี 1983ซาคาว่าถูกตัดสินว่ามีความบกพร่องทางจิตจนไม่สามารถรับผิดชอบคดีได้ เขาถูกตัดสินให้ต้องเข้ารับการบำบัดทางจิตจนตลอดชีวิต จะอย่างไรก็ดี ซาคาว่าเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลอังรีโครันเป็นเวลา 14 เดือนก่อนจะถูกส่งตัวกลับญี่ปุ่น ที่โตเกียวนั้น ครอบครัวตัดสินใจให้เขาอยู่ที่บ้านโดยปกติและไปรับการตรวจที่โรงพยาบาลตามนัดหมายแทน
ซาคาว่าถูกส่งตัวกลับญี่ปุ่น
ทางตำรวจฝรั่งเศสไม่เห็นด้วยกับการกลับคำตัดสินในญี่ปุ่นและได้ยื่นเรื่องขอพิจารณาคดีต่อศาลอีกครั้ง หากคำร้องนี้ก็ตกไป ปัจจุบัน ซาคาว่า อิทเซย์ ใช้ชีวิตอยู่อย่างเป็นอิสระเท่าที่ชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งจะสามารถมีได้ เขาออกหนังสือหลายเล่มและเคยได้รับเชิญไปออกรายการโทรทัศน์ในฐานะแขกกิตติมศักดิ์หลายครั้ง
จะอย่างไรก็ดี แม้ว่าข้อหาฆาตกรรมของซาคาว่าจะถูกปฏิเสธว่าเป็นเพราะสภาพจิตไม่ปกติ แต่การที่เขานำศพไปทิ้งด้วยรถแท็กซี่ก็ยังนับเป็นความผิดในอีกข้อหาหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ด้วยสภาพจิตใจอันไม่ปกติอยู่ดี คำตัดสินว่าซาคาว่าบริสุทธิ์ในศาลฝรั่งเศสและการยกฟ้องของศาลญี่ปุ่นก็ยังคงเป็นที่กังขามาจนทุกวันนี้
edit @ 2007/01/30 13:43:38
) แต่ไม่ว่าจาด้วยเหตุไหนก้อตาม การที่เค้าฆ่าคนก้อมีความผิดอยู่ดี อย่างน้อยก้อน่าจาลงโทษบ้างนะคะ หรือถ้าบอกว่ากระทำการในขณะจิตไม่ปกติ ก้อน่าจาบังคับให้ไปรักษาเลย ไม่น่าให้ครอบครัวกลับไปดูแลกันเองแบบนี้ แล้วถ้าต่อไปเค้าไปก่อคดีแบบนี้อีก แล้วใครจารับผิดชอบหล่ะเนี่ย