ก่อนอื่น
วันก่อนหลังจากอัพเอนทรี่ของทสึจิโนะโกะแล้ว พบว่ามีผู้เข้าชมบล็อกนี้ถึง 10,000 ครั้งแล้วค่ะ
(เล็งเลขสวยๆมาหลายทีแล้ว แต่เก็บไม่เคยทันสักที คราวนี้ก็พลาดไปเลขนึง เอาน่า เลขสวยไปอีกแบบ)
ทั้งนี้ก็ด้วยความอุปถัมภ์ของทุกท่านที่อุตส่าห์แวะเวียนเข้ามาชมบล็อกจับฉ่ายนี้ค่ะ ที่ al fineมาถึงตรงนี้ได้ (ตอนแรกเป็นบล๊อกเขียนเรื่องฆาตกรรมอย่างเดียว)ต่างก็มาจากคำแนะนำ ข้อติชมและความคิดเห็นของทุกท่านในที่นี้ค่ะ ขอขอบคุณ exteenblog ที่สรรค์สร้างสถานที่แสดงความคิดเห็นแห่งนี้ขึ้นมา และขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านมากๆเลยค่ะ
วันนี้ลองถามท่านน้าถึงเรื่อง"บอนนี่แอนด์ไคลด์" ท่านคอมเมนท์ว่า"หนังดีๆอย่างนี้ไม่ควรพลาด" (ฉบับที่วาร์เร็น บีทตี้เล่น) ขออภัยค่ะ ข้าพเจ้ายังไม่เคยดูเลย เสียวๆอยู่เหมือนกันว่าเขียนไปแล้วจะทำให้แฟนๆเสียอิมเมจรึเปล่า
คุณ So Gallagher ขอบคุณมากค่ะสำหรับรีเควส
ซ้าย Clyde "Champion" ChestnutBarrow (1909 - 1934)
ขวา Bonnie ElizabethParker (1910 - 1934)
ในช่วงปี 1930 ที่หนุ่มสาว 2 คนนี้อาละวาดอยู่ในภาคใต้นั้น อเมริกากำลังอยู่ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่และกฏหมายห้ามค้าสุรา ซึ่งนั่นอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีคนจำนวนมากเห็นว่าอาชญากรรมที่ทั้งสองก่อเป็นเหมือนการประท้วงต่อสังคม และยกย่องทั้งสองราวกับเป็นวีรบุรุษเลยทีเดียว (Anti-hero)
บอนนี่ ปาร์คเกอร์ เกิดเมื่อ 1 ตุลาคม 1910 ที่โรเวน่าในรัฐเท็กซัส เป็นบุตรคนที่สองจากลูกสามคนของช่างอิฐ เมื่อพ่อของเธอเสียชีวิตตอนที่บอนนี่อายุ 3 ขวบ แม่ได้พาลูกๆย้ายไปยังบ้านตายายในเวสต์ดัลลัส ที่นี่ไม่อาจจัดว่าเป็นเมืองที่มีความปลอดภัยและเหมาะกับการเลี้ยงดูเด็กนัก แต่ครอบครัวของบอนนี่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นเนื่องจากความยากจน
บอนนี่เป็นเด็กเรียนเก่ง หากก็เป็นที่รู้จักเช่นกันว่าเป็นคนหัวรั้นที่จัดการได้ยากเวลาที่เธอโกรธขึ้นมา เมื่ออายุ 16 ปี บอนนี่แต่งงานกับรอย ธอร์นตัน พออายุ 18 เธอก็เริ่มทำงานเป็นสาวเสิร์พในคาเฟ่ และในปีถัดมา บอนนี่ก็แยกทางกับรอยเนื่องจากเขาถูกจำคุก 5 ปีจากคดีปล้นธนาคาร ทั้งสองเคยคิดจะหย่าขาดจากกัน หากสุดท้ายก็ไม่มีการทำเอกสารอย่างเป็นทางการ บอนนี่จึงนับเป็นภรรยาโดยกฏหมายของรอย ธอร์นตันไปจนตลอดชีวิต เธอใส่แหวนแต่งงานของรอยแม้แต่ในขณะที่เธอถูกยิงเสียชีวิตในอีก 5 ปีให้หลัง
ไคลด์ บาร์โรว์ เกิดเมื่อ 24 มีนาคม 1909 ที่เอลลิสคันทรี่ในรัฐเท็กซัส (บางเอกสารจะกล่าวว่าเขาเกิดปี 1910) ในครอบครัวชาวนายากจนซึ่งมีบุตร 7 คน (บางเอกสารก็กล่าวว่า 8 คน) ในสมัยเด็กๆ เขาเป็นคนดูแลน้องที่เล็กกว่าแทนพ่อแม่ซึ่งวุ่นอยู่กับงาน และเคยถูกพาไปฝากไว้กับญาติบ่อยๆ
ไคลด์มีนิสัยชอบทารุณสัตว์มาตั้งแต่เด็ก เมื่ออายุ 17 เขาก็เข้าร่วมแกงค์ที่พี่ชายเป็นสมาชิกอยู่ (อ้างว่าคดีแรกในชีวิตของไคลด์คือการขโมยไก่งวงก่อนเทศกาลคริสต์มาส) ปี 1926 ไคลด์ถูกจับเป็นครั้งแรกในคดีขโมยรถยนต์ ครอบครัวของไคลด์ไม่เคยกล่าวโทษเขาที่ก่อคดีจนถูกจับแม้แต่ครั้งเดียว ตรงกันข้าม ทางครอบครัวยังออกจะมีทีท่าปกป้องมากกว่าเสียด้วย ระหว่าง 1927 จนถึงปี 1929 นี้ ไคลด์ก่อคดีลักขโมยหลายคดีตั้งแต่เจาะตู้เซฟ ปล้นธนาคารไปจนถึงปล้นร้านขายของขนาดเล็ก
ปี 1930 บอนนี่และไคลด์โคจรมาพบกันที่ดัลลัส มีหลายทฤษฎีกล่าวถึงการพบกันนี้และไม่แน่ชัดว่าอันไหนเป็นเรื่องจริงกันแน่ บ้างก็ว่าทั้งสองพบกันโดยการแนะนำผ่านเพื่อนของไคลด์ บ้างก็ว่าเพื่อนหญิงของบอนนี่เป็นคนพาไคลด์ให้มารู้จักกับบอนนี่.... แต่มีอย่างเดียวที่ทุกเรื่องพูดเหมือนกันหมด นั่นก็คือทั้งสองตกหลุมรักกันและกันทันทีที่ได้พบ
เดือนกุมภาพันธ์ 1930 ไคลด์มาพบกับบอนนี่บ่อยครั้งจนกระทั่งตำรวจบุกเข้ามารวบตัวเขาที่บ้านของบอนนี่นั่นเอง เขาถูกลงโทษจำคุก 7 ปี ซึ่งระหว่างที่ถูกคุมขังอยู่ ไคลด์พยายามแหกคุกและยื่นเรื่องขอลดโทษหลายครั้ง ท้ายที่สุดเขาถูกปล่อยตัวในอีก 2 ปีให้หลัง แต่ไคลด์ก็ไม่มีความคิดจะกลับตัวแม้แต่น้อย เขาได้เรย์มอนด์ ฮามิลตันและอีกหลายคนมาเป็นพรรคพวก พวกเขาก่อคดีหลายอย่างเช่นการบุกเข้าปล้นร้านขายของชำและสังหารจอห์น บุชเชอร์ซึ่งเป็นเจ้าของร้าน หลังจากนั้นไคลด์ก็นำพรรคพวกกลับไปยังดัลลัสเพื่อพบกับบอนนี่ (ซึ่งในขณะนั้นถูกจับในคดีลักขโมยอีกคดี หากถูกปล่อยตัวเนื่องจากมีหลักฐานไม่เพียงพอ)
หลังจากที่ทั้งสองได้พบกันอีก ไคลด์ก็ยังคงก่อคดีปล้นและฆ่าต่อไป จนภายหลังเขาได้ตั้งแกงค์บาร์โรว์ขึ้น สมาชิกในแกงค์มีบักค์ บาร์โรว์ซึ่งเป็นพี่ชายของไคลด์และภรรยาของบักค์ นอกจากนี้ก็มีอีกหลายคนที่เคยก่อคดีมาแล้วหลายหน คนในแกงค์มีการหมุนเวียนเปลี่ยนหน้าไปเรื่อยๆ หากไม่ว่าเมื่อใด ข้างๆไคลด์ก็จะมีบอนนี่อยู่เสมอ และยิ่งนานวันเข้าก็ยิ่งมีผู้เสียชีวิตที่เป็นเจ้าของร้าน พนักงานรักษาความปลอดภัยและตำรวจเพิ่มมากขึ้นทุกที (จากคำให้การของสมาชิกแกงค์ในภายหลัง ทุกคนยืนยันว่าบอนนี่มีส่วนร่วมในการปล้นก็จริง แต่เธอไม่เคยยิงปืนเลยแม้แต่ครั้งเดียว)
วิธีการปล้นของพวกเขาจะเริ่มด้วยไคลด์ซึ่งเข้าไปปล้นเงินมาจากร้าน ระหว่างนั้นบอนนี่จะจอดรถรออยู่หน้าร้าน เมื่อได้เงินมาแล้วก็จะขับรถหนีไปตามทางที่ได้วางแผนไว้แล้วโดยมุ่งหน้าออกจากเขตแดนรัฐไป เนื่องจากตำรวจมีการแบ่งเขตการรับผิดชอบไปเป็นรัฐๆ หากหนีออกจากรัฐไปได้ ตำรวจก็จะไม่สามารถทำอะไรได้
รถที่ทั้งสองใช้ในการหลบหนีคือรถฟอร์ด V8 ของบริษัทฟอร์ดซึ่งเป็นรถที่มีความเร็วสูงสุดเท่าที่ผลิตออกจำหน่ายในสมัยนั้น การที่ตำรวจไล่ตามพวกเขาไม่ทันก็เหมือนจะเป็นการยืนยันคุณสมบัติข้อนี้นี่เอง ซึ่งมีการกล่าวกันว่าพวกไคลด์ได้ส่งจดหมายไปยังบริษัทฟอร์ด แสดงความขอบคุณที่บริษัทผลิตรถที่วิ่งเร็วเช่นนี้ออกมาทำให้เขาสามารถทำงานได้สะดวก (แต่เรื่องตรงนี้ ไม่มีเอกสารยืนยันว่าเป็นความจริง)
ชื่อเสียงของบาร์โรว์แกงค์โด่งดังไปทั่วอเมริกาโดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ ข่าวการปล้นของพวกเขาจะประดับอยู่บนหน้าหนึ่งเสมอ และมีผู้คนมากมายที่แสดงความชื่นชมในตัวพวกเขาราวกับเป็นดาราก็ไม่ปาน มีผู้ให้การสนับสนุนและช่วยให้ที่หลบซ่อนกับบาร์โรว์แกงค์เป็นจำนวนมาก (เฉพาะที่ถูกดำเนินคดีก็มีถึง 23 ราย) ทุกครั้งที่เกิดคดีใหญ่โตขึ้น ไคลด์และบอนนี่มักจะหนีกลับบ้านเกิดในดัลลัสและได้รับการต้อนรับจากครอบครัวเป็นอย่างดี
หากเช่นเดียวกับปรัชญาชีวิตทั้งหลาย คนเรามีขึ้นย่อมมีลง ในที่สุด การสิ้นสุดของบาร์โรว์แกงค์ก็มาถึง
เดือนกรกฎาคม 1933 หลังจากการยิงปะทะกับตำรวจหลายต่อหลายครั้ง บักค์ บอนนี่และไคลด์ได้รับบาดเจ็บ บลันจ์ ภรรยาของบักค์ถูกจับกุม ในไม่ช้า บักค์ก็เสียชีวิตจากบาดแผลระหว่างการหนี สมาชิกคนอื่นๆก็ถูกจับกุมไปทีละคนสองคน
23 พฤษภาคม 1934 ที่อาร์เคเดียในรัฐหลุยส์เซียน่า ตำรวจซึ่งสืบเบาะแสของไคลด์และบอนนี่พบ ได้นำกำลังมาดักซุ่มรอพวกเขา ทั้งสองถูกระดมยิงด้วยกระสุนกว่า 150 นัด และ84 นัดในจำนวนนี้ทะลุรถมาโดนไคลด์และบอนนี่จนทั้งสองเสียชีวิตในที่นั้นเอง
ในภายหลังมีการนำเรื่องของทั้งสองมาสร้างเป็นภาพยนตร์ซึ่งเน้นไปยังชีวิตอันโลดโผนและความรักระหว่างไคลด์กับบอนนี่ กล่าวกันว่าที่คนคู่นี้ได้รับความนิยมจากคนมากมาย อาจจะเป็นเพราะการที่ทั้งคู่เลือกเดินบนหนทางมีจุดจบเป็นแต่ความหายนะโดยที่รู้แก่ใจก็เป็นได้
แต่ก็อย่าได้ลืมไปว่า ไม่ว่าเช่นไร อาชญากรรมที่พวกเขากระทำ ก็ได้ที่แย่งชีวิตผู้บริสุทธิ์กว่า 13 รายไปอยู่ดี
แก้คำผิด
edit @ 2007/02/12 12:25:06
พอดีบ้านเราเกิดเรื่อง เด็กมันชอบมาเล่นน้ำก๊อกหน้าบ้าน ตอนนี้มันพัฒนาเป็นเล่นไฟแช็ค จุดไฟเผาโรงงานบ้านตรู อันนี้ก็ประเภทพ่อแม่ปกป้องลูกแม้ลูกทำผิด เหมือนอ่านเรื่องข้างบนเลย ไอ้ลูกชายก็แมนมากผมทำคนเดียว