2007/Jun/14

วันนี้ขอเปลี่ยนบรรยากาศหน่อยค่ะ ข้าพเจ้าได้อ่านเรื่องนี้แล้วเผลอน้ำตาซึมออกมาเลย จึงอยากจะขอลัดคิว เอาเรื่องนี้มาแบ่งปันอ่านกันบ้าง


เมื่อปี 1963 สมาชิกศาลสูงสุดของอิสราเอลได้เสนอความคิดในการมอบรางวัลเพื่อสดุดีคุณงามความดีของบุคคลซึ่งให้ความช่วยเหลือชาวยิวในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง มีการตรวจสอบเอกสารและคำให้การของพยานจำนวนมากเพื่อรวบรวมรายชื่อของบุคคลเหล่านี้ซึ่งอยู่ในประเทศต่างๆทั่วทุกมุมโลก รางวัลนี้ถูกให้ชื่อว่า Yad Vashem ตั้งตามชื่อของศูนย์ที่ระลึกโฮโลคาสต์ในกรุงเยลูซาเล็ม และมอบให้กับ Justice of Peoples (หรือภาษาฮีบรู Khasidei Umot HaOlam หมายถึงบุคคลนอกศาสนายิวที่มีจิตใจดีงาม)
ปัจจุบันมีผู้ได้รับการเสนอชื่อ (รวมทั้งครอบครัว) 20,205 คน และ
มีผู้ผ่านการคัดเลือกได้รับรางวัลประมาณ 8,000 คน ซึ่งที่เป็นที่รู้จักกันดีก็ได้แก่ ออสการ์ ชินเดอร์ ซึ่งสปีลเบิร์กนำมาทำภาพยนตร์นั่นเอง

ในจำนวนนี้ ชาวญี่ปุ่นคนแรกและคนเดียวที่ได้รับรางวัลดังกล่าวก็คือ สึกิฮาระ จิอุเนะ ที่จะพูดถึงในวันนี้ค่ะ



Sugihara "SEMPO"Chiune (1900 - 1986)
ชื่อจริง 杉原千畝
* ชื่อ"จิอุเนะ"ออกเสียงยากสำหรับคนต่างชาติ คนส่วนใหญ่จึงใช้คำอ่านแบบ"อง"เรียกชื่อของเขาว่าเซ็มโปแทน

สึกิฮาระ จิอุเนะ เกิดที่จังหวักกิฟุ ประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 1 มกราคม 1900 เคยมีประสบการณ์ทำงานเป็นนักเจรจาและฑูตในประเทศแมนจูกัวและฟินแลนด์ สามารถพูดได้หลายภาษาตั้งแต่อังกฤษ เยอรมัน รัสเซีย และจีน ในปี 1839 สึกิฮาระและครอบครัวย้ายจากสถานฑูตในฟินแลนด์มาประจำอยู่ที่สถานฑูตญี่ปุ่นในเมืองเคานัส ประเทศลิทัวเนีย
* ในตอนแรก สึกิฮาระจะไปประจำที่รัสเซีย แต่ถูกทางรัฐบาลรัสเซียปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศ จึงไปประจำที่ลิทัวเนียแทน

ลิทัวเนียเป็นประเทศเล็กๆถูกขนาบข้างด้วยเยอรมันและรัสเซีย ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองในปี 1940 มีชาวยิวจำนวนมากหนีข้ามพรมแดนโปแลนด์เข้ามาในประเทศ หากทุกคนก็รู้ดีว่ากองทัพนาซีคงจะมาถึงลิทัวเนียในเวลาไม่ช้า และทางรอดเพียงทางเดียวก็คือการเดินทางหนีไปยังประเทศอื่นซึ่งต้องอาศัยวีซ่า
หากในยามนั้น ลิทัวเนียตกอยู่ใต้อาณัติของรัสเซียซึ่งได้ออกคำสั่งให้ประเทศต่างๆถอนสถานฑูตออกไปจากลิทัวเนียทั้งหมด ประกอบกับการออกวีซ่านั้นถูกควบคุมไว้โดยกฏหมายอเมริกา ไม่ว่าประเทศใดยุโรปรวมทั้งรัสเซียต่างก็ปฏิบัติต่อชาวยิวอย่างเย็นชาทีเดียว
สถานฑูตญี่ปุ่นในยามนั้นได้ทำสัญญาไม่รุกรานกับรัสเซียไว้ จึงสามารถเปิดทำการอยู่ได้จนกว่าจะมีคำสั่งย้ายมาถึง และจากการที่ญี่ปุ่นได้ประกาศนโยบายว่าจะปฏิบัติต่อทุกประเทศโดยเท่าเทียมกันชาวยิวจำนวนมากจึงพากันมาเฝ้ารออยู่หน้าสถานฑูตญี่ปุ่นเพื่อยื่นคำขอให้ออกวีซ่าทรานซิทสำหรับใช้เดินทางผ่านญี่ปุ่นไปยังประเทศที่สามอีกที
แต่ในความจริงแล้ว ญี่ปุ่นได้ทำสัญญาเป็นพันธมิตรกับเยอรมันและอิตาลี การออกวีซ่าให้กับชาวยิวนี้ถูกเกรงว่าจะทำความไม่พอใจให้กับฝ่ายนาซีได้ กระทรวงต่างประเทศจึงตั้งเงื่อนไขในการออกวีซ่าว่าจะออกให้กับบุคคลที่มีรายได้ประจำในระดับหนึ่งเท่านั้น ซึ่งชาวยิวที่เป็นผู้อพยพย่อมมีน้อยคนที่จะมีคุณสมบัติในข้อนี้ และนี่ก็เท่ากับเป็นการขังชาวยิวนับแสนคนไว้ในลิทัวเนียนั่นเอง

สึกิฮาระลำบากใจต่อสถานการณ์นี้และแสดงความเห็นใจในชาวยิวเป็นอย่างมากเขารู้ว่าเวลามีไม่มากและได้พยายามร้องเรียนไปยังกระทรวงต่างประเทศให้อนุญาตการออกวีซ่าโดยยกเว้นเงื่อนไข หากไม่ว่าจะร้องเรียนโดยตรงต่อผู้มีตำแหน่งสูงของกระทรวงในแง่ศีลธรรมเช่นไร คำตอบที่ส่งกลับมาก็เป็นการปฏิเสธไปทุกครั้ง สึกิฮาระกลัดกลุ้มกับเรื่องนี้และรู้ดีว่าชีวิตคนมากมายขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขา และหลังจากคำตอบปฏิเสธสุดท้ายจากญี่ปุ่นในวันที่ 23 กรกฎาคม สถาณฑูตญี่ปุ่นก็ได้รับคำสั่งจากกองทัพรัสเซียให้โยกย้ายออกไปภายในสิ้นเดือนสิงหาคม


จิอุเนะกับครอบครัว และเจ้าหน้าที่ซึ่งประจำสถานฑูตในเวลานั้น

วันที่ 25กรกฎาคม 1940 สึกิฮาระตัดสินใจละเมิดคำสั่งกระทรวง เขาเดินออกไปหน้าสถานฑูตและประกาศว่าจะออกวีซ่าให้กับชาวยิวด้วยตัวเอง ชาวยิวที่มาเฝ้ารอแต่เช้านั้นไม่ว่าใครต่างก็ตกตะลึง หลายคนพากันโผเข้ากอดกันด้วยความยินดี

ภายหลัง โซลี การ์นอลซึ่งเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิต ได้เขียนไว้ในหนังสือของตนเช่นนี้

พอจะกลับ ท่านฑูตสึกิฮาระเข้ามาจับมือผม แล้วกล่าวขึ้นมาหนึ่งคำ
"บาย คอน ดิออส (จงไปพร้อมกับพระเจ้าของเธอ)"


ตลอดหนึ่งเดือนกว่าก่อนที่สึกิฮาระจะต้องเดินทางไปเบอร์ลิน เขา ภรรยาและเจ้าหน้าที่ในสถานฑูตต่างก็ใช้เวลาทั้งหมดในการออกวีซ่าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ วีซ่าที่มีการบันทึกหมายเลขไว้นั้นมีจำนวน 2,139 ใบก็จริง แต่เพื่อการประหยัดเวลาในการออก มากกว่าครึ่งที่ออกจริงจึงไม่มีบันทึกเหลือไว้ นอกจากนี้วีซ่าหนึ่งใบสามารถใช้ได้ต่อหนึ่งครอบครัว จึงคาดว่าน่าจะมีชาวยิวกว่า 6,000 คนที่ใช้วีซ่าของสึกิฮาระหนีออกจากลิทัวเนียไปได้
ระหว่างการออกวีซ่าเหล่านี้ ตราซึ่งใช้ในการแปะลงวีซ่าเกิดหมดลงกลางคัน สึกิอุระจึงใช้กฏพิเศษออกวีซ่าฉุกเฉินแทน
วันที่ 28 สิงหาคม หลังจากคำเตือนสามครั้งโดยรัสเซียและโทรเลขด่วนจากญี่ปุ่น สึกิอุระก็จำใจต้องปิดสถานฑูตลงโดยที่ยังมีชาวยิวจำนวนมากเข้าแถวรออยู่ข้างนอก หากเขาก็ยังออกวีซ่าเองต่อไปกระทั่งในขณะที่รอขึ้นรถไฟไปเบอร์ลินในวันที่ 5 กันยายน กล่าวกันว่าสึกิอุระถึงกับยื่นตัวออกมาจากหน้าต่างรถไฟเพื่อเขียนวีซ่าจนนาทีสุดท้ายที่รถไฟจะออกจากชานชาลา และเมื่อรถไฟเริ่มวิ่ง เขาก็บอกกับชาวยิวในที่นั้นทั้งน้ำตา

"ยกโทษให้ผมด้วย ผมเขียนไม่ได้แล้ว ขอให้พวกคุณทุกคนจงปลอดภัย"

ชาวยิวหลายคนวิ่งตามรถไฟพร้อมกับตะโกน
"สึกิฮาระ เราจะไม่ลืมคุณเลย เราจะไปพบคุณอีกครั้งให้ได้"

ชาวยิวจำนวนมากได้ใช้วีซ่าของสึกิฮาระขึ้นรถไฟสายไซบีเรียไปยังวลาดิโวสตอคแล้วลงเรือไปขึ้นท่าทสึรุกะในประเทศญี่ปุ่นเพิ่อไปยังคอมมิวนิตี้ชาวยิวและรัสเซียในโกเบ กว่า 1,000 คนในจำนวนนี้เดินทางต่อไปยังอเมริกาและปาเลสไตน์ ที่เหลืออีกจำนวนมากอยู่ในญี่ปุ่นก่อนจะถูกส่งไปเก็ตโต้ของชาวยิวในเซี่ยงไฮ้และอยู่ที่นั่นจนกระทั่งญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามในปี 1945
* เก็ตโต้ในเซี่ยงไฮ้ใช่ว่าจะดีนัก แต่ชาวยิวที่นี่ก็ยังถูกข่มเหงน้อยกว่าที่อาชวิทช์ (อ่านเพิ่มเติมเรื่องของอาชวิทช์ได้ที่เอนทรี่นี้ค่ะ)

ทางด้านลิทัวเนีย สงครามระหว่างเยอรมันรัสเซียได้เปิดฉากขึ้นในปี 1941 กองทัพรัสเซียถูกโจมตีอย่างหนักจนต้องถอยล่าจากลิทัวเนียไป และจนกว่าที่รัสเซียจะสามารถยึดลิทัวเนียคืนมาได้ในปี 1944 ก็มีชาวยิวกว่าสองแสนคนที่ตกเป็นเหยื่อนาซี ซึ่งแม้แต่หลังจากที่รัสเซียยึดลิทัวเนียคืนมา ก็ยังมีชาวยิวอีกจำนวนไม่น้อยที่ถูกส่งไปไซบีเรียและเสียชีวิตลงเนื่องจากความทุรกันดารของที่นั่น

ฝ่ายสึกิฮาระ หลังจากออกจากลิทัวเนียไปถึงเบอร์ลินแล้ว เขาก็ย้ายไปประจำอยู่ในสถานฑูตญี่ปุ่นตามประเทศต่างๆในยุโรปอีกหลายประเทศ เมื่อสงครามโลกและสงครามแปซิฟิคจบลง เขาและครอบครัวก็ถูกรัสเซียคุมตัวไว้และถูกกักกันอยู่ที่บูกาเลสเป็นเวลา 1 ปี

2 ปีหลังจากจบสงครามในปี 1947 สึกิฮาระและครอบครัวได้กลับมาเหยียบแผ่นดินเกิดในที่สุดเมื่อเดือนเมษายน หลังจากนั้นอีกสามเดือน เขาได้รับคำสั่งปลดจากหน้าที่โดยอ้างว่าไม่มีตำแหน่งว่างสำหรับเขาแล้ว ซึ่งในข้อนี้ กล่าวว่าเป็นเพราะที่เขาละเมิดคำสั่ง ทำการออกวีซ่าให้กับชาวยิวนั่นเอง
* หลังสงคราม มีการส่งเรื่องถามถึงสึกิฮาระมายังกระทรวงต่างประเทศหลายหน ซึ่งต่างก็ได้รับคำตอบว่า"ไม่มีคนชื่อสึกิฮาระอยู่ที่นี่ทั้งในอดีตและปัจจุบัน" ซึ่งข้อนี้เป็นที่ติเตียนในภายหลังจากต่างชาติเป็นอย่างมาก

ฤดูร้อนปี 1968 มีโทรศัพท์จากสถานฑูตอิสราเอลมาเชิญสึกิฮาระขณะเขาเป็นตัวแทนการค้าอยู่ที่มอสโควา เมื่อไปถึง สึกิฮาระก็ได้พบกับชายซึ่งแนะนำตนว่าชื่อนิชลี่ซึ่งทำงานอยู่ในสถานฑูตอิสราเอลนั่นเอง นิชลี่ยื่นกระดาษเก่าโทรมแผ่นหนึ่งให้กับสึกิฮาระแล้วถามเขาว่าจำได้หรือเปล่า กระดาษดังกล่าวนั้นก็คือวีซ่าที่สึกิฮาระออกให้กับชาวยิวในลิทัวเนียนั่นเอง นับเป็นเวลา 28 ปีทีเดียวกว่าพวกเขาจะได้พบกันอีกครั้งดังที่เคยได้ให้สัญญากันไว้
ปี 1969 สึกิฮาระได้รับรางวัลสดุดีจากองคมตรีศาสนาอิสลาม
และในวันที่ 18 มกราคม 1985 ก็ได้รับเลือกให้รับรางวัลYad Vashemจากรัฐบาลประเทศอิสราเอล เดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน พิธีมอบรางวัลถูกจัดขึ้นที่ประเทศอิสราเอล หากตัวสึกิฮาระเองก็ป่วยจนไม่สามารถเดินทางไปได้ ลูกชายคนที่สี่ซึ่งกำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยฮีบรู ประเทศอิสราเอลจึงไปเป็นตัวแทนรับรางวัล

วันที่ 31 กรกฎาคม 1986 สึกิฮาระ จิอุเนะเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ รวมอายุ 86 ปี เขาเคยกล่าวกับผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับสิ่งที่ตนทำไว้ในลิทัวเนียดังนี้

"ผมอาจจะผิดในฐานะนักการฑูต แต่นั่นเป็นสิ่งที่ควรแล้วสำหรับมนุษย์ ผมจะทอดทิ้งพวกเขาเหล่านั้นไปได้อย่างไร"

ตุลาคม 1991 ซาจิโกะผู้เป็นภรรยาได้รับโทรศัพท์เชิญตัวจากกระทรวงต่างประเทศและได้รับคำขอขมาอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก ซึ่งนั่นก็เป็นเวลา 5 ปีหลังจากการตายของสึกิฮาระเลยทีเดียว

แก้คำผิด


edit @ 2007/06/16 09:30:20
ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
กรี๊ดดดดดด...อ่านแล้วเกือบร้องไห้เลยค่ะ เศร้ามากๆเลย แต่พยายามกลั้นๆไว้เพราะว่าอยู่ที่ทำงาน

พออ่านเรื่องนี้แล้วทำให้นึกถึงหนังเรื่องนึงที่ได้ดูเมื่อก่อนซักประมาณเกือบ 10 ปีที่แล้ว เรื่ือง life is beautiful ที่เป็นหนังเกี่ยวกับชีวิตชาวยิวในค่ายกักกันของนาซีอ่ะค่ะ จิงๆเราไม่ึค่อยชอบดูหนังสงครามเท่าไหร่ แต่พอไปดูเรื่องนี้แล้วก้อคิดว่าสมควรแล้วที่ได้ออสการ์ แล้วพอมาอ่านเรื่องนี้อีกเลยยิ่งเห็นภาพเข้าไปใหญ่เลยว่าถ้าคนยิวเหล่านั้นต้องอยู่ต่อไปโดยไม่ได้วีซ่า ชะตากรรมคงไม่ต่างจากในหนังเรื่องนั้นซักเท่าไหร่ น่าเศร้าจิงๆที่ทุกๆคนก้อเห็นจากในอดีตแล้วว่าสงครามมันแย่แค่ไหน แต่ในปัจจุบันก้อยังมีบางคนที่ยังพยายามจาทำสงครามกันอีก
#1  by  imai283 At 2007-06-14 14:19, 
แด่เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน..
#2  by  กระรอกโฉด At 2007-06-14 14:22, 
เป็นคนดีมากเลย เมื่อเทียบกับ...เอ่ออีเมล์ที่มีคนส่งมาเรื่อง ทหารญี่ปุ่น กับจีน

แสดงว่า...เชื้อชาติไม่เกียว เกี่ยวกับการอบรม และสามัญสำนึกของบุคคลสินะ
#3  by  koyubi At 2007-06-14 14:30, 
น้ำตาปริ่มเลยค่ะ....
แด่เพื่อนมนุษย์ทุกคน เอนทรี่นี้ชอบจริงๆ
อ่านแล้วน้ำตาเกือบไหลฮับ
มีเปิดโหวตให้เอนทรีนี้ เป็นเอนทรีในดวงใจได้มั๊ยฮับเนี่ย
#5  by  DDP At 2007-06-14 15:13, 
โลกยังคงสวยงาม~
#6  by  ~* นายจดหมายรัก ^^ At 2007-06-14 15:14, 
มีหลายความคิดเนอะคนเรา
...
ส่วนตัวไม่ชอบชาวยิวค่ะ
แต่ความโหดร้ายของนาซีก็มีมากเช่นกัน
ถ้าชาวยิวไม่หาเรื่องก่อนจริงๆมันคงไม่เกิดเป็นสงครามใหญ่ขนาดนี้หรอก-_-''
แต่ชอบเรื่อง ออสการ์ ชินเดอร์ มากๆเลยค่ะT___T ทำเอาเราที่ไม่ชอบยิว หลงรักเข้าเลย XD
#7  by  [Violence_Vile] At 2007-06-14 15:39, 
ดีใจจริงๆที่ยังมีเรื่องแบบนี้ให้ได้ยิน แล้วก็สุดท้ายถึงจะช้าไปบ้างแต่คนดีๆทุกคนไม่เคยถูกลืมจริงๆ
#8  by  Kuro Noire At 2007-06-14 15:54, 
น่าเศร้าจริงๆ
#9  by  นายฉิม At 2007-06-14 15:56, 
และเมื่อรถไฟเริ่มวิ่ง เขาก็บอกกับชาวยิวในที่นั้นทั้งน้ำตา

"ยกโทษให้ผมด้วย ผมเขียนไม่ได้แล้ว ขอให้พวกคุณทุกคนจงปลอดภัย"

อ่านถึงตรงนี้น้ำตารื้นขึ้นมาเลย ซึ้งมากๆ เป็นคนดีจริงๆ เรื่องนาซีอ่านไปมักจะหดหู่ แต่อ่านเรื่องนี้แล้วซึ้งมากๆเลยค่ะ
#10  by  chibi At 2007-06-14 16:04, 
Jay : แอบน้ำตาท่วม..
ฮือๆ เป็นคนดีจริงๆค่ะ น่าสรรเสริญมาก
#11  by  Jay At 2007-06-14 16:14, 
ความดี - ชั่ว ไม่มีเชื้อชาติ
อนุโมทนาบุญด้วย
ช่วยเหลือคนมากหลายจริงๆ
โอ้ยยย อ่านแล้วซึ้ง น้ำตาจะไหล
นานๆจะได้เจอเรื่องซึ้งๆแบบนี้ซะที

ซึ้งที่สุดก็คือ ตอนที่เจอกับคนที่เคยได้รับวีซ่าน่าคะ .... ถ้าเป็นละครคงได้รับรางวัลไปแล้ว
#13  by  aerith-chan At 2007-06-14 19:49, 
ไม่ทราบว่าชื่อไยหยอ พอดี add fav ไว้นาน ละ แหะ ๆ
#14  by  『†』Sëil2ãyzÐs『†』 At 2007-06-14 19:54, 
อ่านแล้วซึ้งดีจังค่ะ
นี่สินะมนุษยธรรม
#15  by  ป้าแดง underground At 2007-06-14 20:45, 
โอย ซึ้งร้องไห้เลย มนุษย์ที่นึกถึงเพื่อนมนุษย์ด้วยกันทำให้โลกนี้สวยงามขึ้นจริงๆ
#16  by  kisara yui At 2007-06-14 22:46, 
อ่านแล้วขนลุกค่ะ

ความดีไม่มีวันตายจริงๆค่ะ
#17  by  Fahsai ♥ At 2007-06-14 22:55, 
อ่านแล้วซาบซึ้งมากเลยค่ะ อ่านแล้วอยากจะยกย่องคนแบบนี้จริงๆ *โค้งๆๆๆ*

จะบอกว่าวันนี้ตั้งแต่บ่ายนั่งตะลุยอ่านบล็อคนี้มาตลอดจนเกือบครบทุกเอนทรี้แล้ว แต่ว่ายิ่งดึกยิ่งหลอนเลยไม่กล้าอ่านครบทั้งหมดน่ะค่ะ ขอแอดเฟเวอริทไว้นะคะ
#18  by  Meiko S. At 2007-06-14 23:07, 
ทราบซึ้ง...

แต่บางครั้งการกระทำที่ควรค่าแก่การยกย่องกลับได้รับผลตรงกันข้ามเพราะขัดกับการเมือง การปกครองของรัฐ

ตอนที่อ่านถึงว่าชาวยิวคนหนึ่งได้กลับมาหาตามสัญญา

ก็นึกถึงคำของใครบางคนที่ว่าความดีไม่เคยสิ้นสูญ
#19  by  W-mira-S At 2007-06-15 01:21, 
>>คุณ imai283
Life is Beautiful ยังไม่เคยดูค่ะ กลัวดูแล้วน้ำตาจะท่วมจอ (นอกจากจะดูหนังสยองไม่ได้แล้ว ข้าพเจ้ายังดูหนังดราม่าเรียกน้ำตาไม่ค่อยได้อีกด้วยค่ะ ) ก็แค่อ่านเป็นตัวอักษร ยังน้ำตาซึมเลย ให้ดูเป็นภาพเคลื่อนไหวระดับรางวัลออสการ์นี่ ข้าพเจ้าคงได้ร้องไห้จนไม่มีหน้าไปเจอใครแล้วค่ะ



>>คุณ ratatosk
ว่าโลกนี้ยังสวยงามอยู่ ถึงจะไม่ใช่ทั้งหมดก็เถอะ



>>คุณ koyubi
สงครามไม่ว่ายุคไหนชาติไหนก็ไม่ค่อยต่างกันเท่าไหร่หรอกค่ะ เพียงแต่ว่าในสงครามอย่างนั้น ก็ยังมีคนที่ไม่ลืมศีลธรรมอยู่ด้วย
ชาวเยอรมันที่ได้รับรางวัลยัดวาเชมนี้ก็มีจำนวนไม่น้อยเช่นกันค่ะ



>>คุณ shakri
ข้าพเจ้าน้ำตาซึมขึ้นมากลางออฟฟิสเลยแหละค่ะ ตอนอ่านครั้งแรกก็ร้องไห้ รวบรวมข้อมูลก็ร้องไห้ เขียนไปยังร้องไห้ไปอีก นี่เราจะบ่อน้ำตาตื้นอะไรปานนั้น



>>คุณ DDP
แหะแหะ ที่รีบเอาอันนี้มาเขียนลงก่อนก็เพราะเตรียมจะโหวตนี่แหละค่ะ



>>คุณนายจดหมายรัก
ข้าพเจ้าอ่านจบครั้งแรกก็คิดอย่างนั้นเลยแหละค่ะ ดีใจจริงๆที่โลกนี้ยังไม่ได้เลวร้ายไปถึงไหน



>>คุณ Violence_Vile
มีคนเริ่มสงครามก็จริง แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนพยายามจะไม่ให้สงครามเกิดขึ้นด้วย
ข้าพเจ้าว่าฝ่ายหลังนี่สิจึงจะน่านับถือจริง
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ใครเป็นฝ่ายเริ่มก่อน อยู่ที่ใครจะเป็นฝ่ายหยุดได้ก่อนต่างหาก



>>คุณ Kuro Noire
การที่สึกิฮาระถูกให้ออกจากตำแหน่งหลังสงครามนั่นถือเป็นการเสียชื่อเสียงสำหรับชีวิตนักการฑูตมากค่ะ เจ้าตัวก็เศร้ามากเหมือนกัน
แต่อ่านตอนหนึ่ง ลูกชายของเขาที่ไปรับรางวัลแทนเล่าว่าหลังจากรับรางวัล มีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาจับมือแล้วยอกกับเขาว่า"หากไม่มีพ่อของคุณ ก็คงไม่มีลูกของฉันอยู่ในวันนี้" สึกิฮาระได้ฟังคงจะดีใจมาก



>>คุณนายฉิม
นึกถึงชาวยิวที่ไม่สามารถได้วีซ่ามาก็เศร้าค่ะ อีกแค่ปีเดียวหลังจากนั้นก็เกิดสงครามแล้ว ไม่อยากนึกเลยว่าพวกเขาจะเป็นยังไง



>>คุณ chibi
ร้องไห้ที่เดียวกับข้าพเจ้าเลยค่ะ

ในตอนนั้น สึกิฮาระเองก็คงไม่รู้เหมือนกันว่าคนที่มีวีซ่าของเขา จะมีสักกี่คนที่จะรอดชีวิตไปได้จริง ทั้งที่บอกว่าขอให้ทุกคนปลอดภัย และที่ชาวยิวบอกจะไปพบเขาอีกครั้งเนี่ย ไม่ว่าใครก็ไม่รู้ว่าจะเป็นจริงได้หรือเปล่า



>>คุณ Jay
อยากให้มีคนดีอย่างนี้อีกเยอะๆ
และอยากให้คนดีไม่ยอมแพ้ต่อความจอมปลอมของสังคม



>>คุณเทราสเฟียร์
เห็น 6000 ชีวิตที่สึกิฮาระช่วยไว้ได้ก็ดีใจค่ะ พอยิ่งนึกถึงชาวยิวอีกหลายล้านคนที่กลายเป็นเหยื่อ ก็ยิ่งน่าดีใจค่ะที่อย่างน้อยก็ยังมีคนรอดชีวิตมาได้



>>คุณ aerith-chan
ในลิทัวเนีย มีการตั้งชื่อถนนในเมืองหลวงตามชื่อของสึกิฮาระด้วยค่ะ
น่าภูมิใจจริงๆ



>>คุณ SeiRayZ
ขอบคุณค่ะที่แวะมาเยี่ยมเยียน
เอ...... ไม่ทราบว่าชื่อไหนแน่ ถ้าชื่อเล่นก็โอ๋ค่ะ ohx3 ก็ตั้งตามชื่อเล่นนี่แหละค่ะ



>>คุณ A.I.
นึกถึง"โดวาโมโนคาตาริ"ค่ะ
ที่ว่าโลกนี้ยังไม่ได้เลวร้ายไปหมด และทุกคนสามารถเป็นคนดีได้มากกว่าที่เป็นอยู่



>>คุณ kisarayui
ความจริง ข้าพเจ้าว่าน่าจะมีการบรรจุเรื่องของสงครามโลกไว้ในการเรียนการสอนให้มากกว่านี้ค่ะ ปัจจุบันที่เรียนกันเป็นแค่ในแง่ประวัติศาสตร์เท่านั้นเอง น่าจะให้เด็กๆได้รู้ด้วยว่าสงครามมันโหดร้ายยังไง โฮโลคาสต์มันเลวร้ายยังไง ที่เด็กสมัยเราๆไม่เคยรู้จักสงครามนี่เป็นเรื่องที่ดีแค่ไหน



>>คุณแคนดี้
อยากให้ทุกคนช่วยกันประคับประคองให้ความดีที่ว่าอยู่ต่อไปได้ คนละไม้ละมือก็ยังดี



>>คุณ Meiko S.
ขอบคุณมากค่ะ และต้องขออภัยจริงๆค่ะที่เนื้อหาหลายเอนทรี่มันโหดไปหน่อย (โดยส่วนตัวแล้วที่ลำบากใจที่สุดคือคดีข่มขืนค่ะ)
เรื่องที่อ่านแล้วจรรโลงใจอย่างเอนทรี่นี้ก็อยากเขียนอยู่ค่ะ แต่หาเรื่องที่มันสะท้านใจข้าพเจ้ายากหน่อย



>>คุณมิราซ
สึกิฮาระกล่าวไว้อย่างนี้ด้วยค่ะ
"ประวัติศาสตร์จะเป็นผู้ตัดสินการกระทำของผมเอง"

รัฐบาลก็คงมีเหตุผลของรัฐบาลค่ะ ตอนนั้น ไม่มีใครรู้ด้วยว่านาซีจะแพ้สงครามหรือเปล่า และถ้านาซียังคงครองอำนาจอยู่แล้วไต่สวนเรื่องนี้ขึ้นมา ญี่ปุ่นก็อาจจะตกที่นั่งลำบาก....... แต่ว่าตอนที่ถูกปลดเนี่ย สงครามจบแล้วนี่หว่า?
#20  by  ohx3 At 2007-06-15 10:31, 
อ่านแล้วน้ำตาไหลพราก เป็นเรื่องที่ดีอ่านแล้วอบอุ่นหัวใจดีจริงๆ (เป็นเอนทรีที่มีบรรยากาศฉีกแนวไปจากทุกเอนทรีในบล็อกนี้เลยเนาะ)

สมแล้วกับที่เขาว่าไว้...

ดอกไม้ที่งดงามที่สุดบานท่ามกลางช่วงเวลาที่โหดร้ายที่สุด

ขอคารวะแด่ ความกล้าหาญ และ ความเมตตา อันยากจะหาใครเทียบของ สึกิฮาระซังค่ะ
#21  by  naranjina At 2007-06-15 14:32, 
"ยกโทษให้ผมด้วย ผมเขียนไม่ได้แล้ว ขอให้พวกคุณทุกคนจงปลอดภัย"

อ่านแล้วน้ำตาซืมเลยค่ะ พยายามช่วยคนอื่นจนถึงวินาทีสุดท้ายจริงๆ

เรื่องราวในตอนสงครามนี่ใครๆก็คิดถึงตัวเองก่อน ตอนนั้นคงไม่ทันได้คิดถึงคนอื่นแล้ว แต่มีคนอย่าง Sugihara คนนี้อยู่ทำให้รู้สึกว่า คนที่ยังทำเพื่อคนอ่นก็มีอยู่เหมือนกัน

ขอปรบมือให้ค่ะ ขอบคุณสำหรับ entry นี้ค่ะ

อืมมม เรื่อง Life is beautiful นี่มีคนเล่าให้ฟังคร่าวๆยังไม่มีโอกาสดู ถ้าดูคาดว่าบ่อน้ำตาแตกแน่ค่ะ

ส่วนชินเดอร์ลิสต์ ก็ได้ดูครั้งนึงดูแล้วน้ำตาไหลเหมือนกัน

ไม่ชอบสงครามเลยค่ะ เวลาดูหนังสงครามแล้วเศร้าทุกที แต่ก็มีอะไรให้สะเทือนใจอยู่มากเหมือนกัน
#22  by  reafre At 2007-06-15 16:23, 
คนแบบนี้เหลืออยู่น้อยเต็มที พอได้อ่านเรื่องนี้แล้วทำให้น้ำตาคลอเลยทีเดียว ขอนับถือแล้วสรรเสริญ คุณสึกิฮาระ ที่เห็นแก่ความเป็นมนุษย์ เชื่อแน่ว่าชาวยิวที่รอดออกมาได้เพราะคุณคงจะไม่ลืมและคงจะเล่าให้ลูกหลานฟังด้วยว่ายังมีคนที่ดีแบบนี้ที่ช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกันในขณะที่อีกหลายๆคนกำลังเข่นฆ่ามนุษย์ด้วยกันเองอยู่ ขอนับถือและขอบคุณ คุณโอ๋ที่เอาเรื่องนี้มาลงครับ ชอบมากเลย เดี๋ยวจะไปโหวตเรื่องนี้ล่ะ
#23  by  Kindaichi (58.137.12.78) At 2007-06-15 22:35, 
แก้คำซ้ำด้วยครับ ตอนท้าย "ผมอาจจะผิดในฐานะในฐานะนักการฑูต" ในฐานะซ้ำกันครับ
#24  by  Kindaichi (58.137.12.78) At 2007-06-15 23:52, 
>>คุณ naranjina
แนวนี้ก็ชอบค่ะ แต่นานๆทีถึงจะเจอเรื่องที่เขย่าใจให้อยากเอามาเขียน

ความเผื่อแผ่ของคนเรามักจะมาในยามที่รู้ว่าตัวเองมีพอแล้วค่ะ
ข้าพเจ้าจึงคิดว่า คนที่เผื่อแผ่ต่อผู้อื่นในยามที่ตัวเองก็ลำบากนี่สิที่เก่งจริงๆ



>>คุณ reafre
ที่ข้าพเจ้าอ่านแล้วร้องไห้ (เขียนไปก็ร้องไห้) นี่คงครึ่งนึงมาจากที่ได้รู้สึกว่าโลกนี้ยังมีอะไรที่ดีงามอยู่อีกหลายอย่างนั่นแหละค่ะ ร้องไห้ก็จริงแต่ไม่ใช่เพราะเศร้าเสียใจ เป็นเพราะดีใจมากกว่า

ตอนนี้ทั้งการเมืองทั้งภาคใต้ก็สถานการณ์ตึงเครียด อยากให้คนที่เกี่ยวข้องนึกขึ้นได้ว่าการต่อสู้โจมตีกันมันไม่ได้สร้างสรรค์อะไรเลย



>>คุณ Kindaichi
ขอบคุณมากค่ะ
ข้าพเจ้าเขียนไปก็อดนึกไม่ได้เหมือนกันว่าถ้าเป็นเราไปอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นแล้วจะตัดสินใจได้อย่างสึกิฮาระทำหรือเปล่า...............ไม่รู้เหมือนกัน แต่เป็นไปได้ก็อยากจะทำให้ได้อย่างที่เขาทำนะ?

อุหวา.......... แอบแก้หลายที่แล้ว แต่อันนี้ไม่เห็นจริงๆค่ะ ขอบคุณมากค่ะ
#25  by  ohx3 At 2007-06-16 09:29, 
ถ้าไม่มีการสดุดีจากประเทศอื่นๆ ครอบครัวของเขาจะมีโอกาสได้รับคำขอขมาไหมหนอ?
#26  by  blade At 2007-06-17 01:42, 
เป็นเรื่องที่อ่านแล้วทำให้รู้สึกประทับใจจริงๆ T T
#27  by  ultimaweapon (58.64.121.123) At 2007-06-17 21:00, 
>>คุณ Blade
อย่าว่าแต่สดุดีเลยค่ะ จนทุกวันนี้ก็ยังมีบางส่วนของรัฐฯที่พยายามจะบอกว่า วีซ่าที่สึกิฮาระออกไปเป็นตามคำสั่งของรัฐบาลเอง คือกะจะเอาความดีเข้ารัฐว่างั้นเถอะ บางทีก็มีการปล่อยข่าวลือว่าที่สึกิฮาระออกวีซ่าเพราะได้เงินจำนวนมากจากชาวยิว
ว่าเข้านั่น



>>คุณ ultimaweapon
มีหนังสือที่สึกิฮาระ ซาจิโกะ ผู้เป็นภรรยาของสึกิฮาระ จิอุเนะ เขียนเล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ว่านี้และได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้วค่ะ ชื่อหนังสือว่า VISAS FOR LIFE ผู้สนใจ ลองหาอ่านดูนะคะ
#28  by  ohx3 At 2007-06-18 09:22, 
อ่านแล้วน้ำตาไหลเลยค่ะ ฮึกๆๆๆๆ

PS. คุณโอ๋อยากลองเขียนเรื่องคุก alcatraz ที่ ซานฟรานมั้ยคะ มีรูปประกอบให้ค่ะ
#29  by  Hummos (75.34.12.194) At 2007-06-18 23:33, 
>>คุณ Hummos
ถ้าไม่ได้อ่านในห้องตัวเองก็ระวังหน่อยนะคะ ข้าพเจ้างี้โดนน้องมองด้วยสายตาแปลกๆมาแล้ว

ปล.อัลคาทราซเคยอยากจะเขียนค่ะ (เพราะข้าพเจ้าก็ไปมาเหมือนกัน) แต่เห็นว่ามีลงอยู่ในหนังสือของสรจักรแล้วจึงละไว้ค่ะ (ยังไง ข้าพเจ้าก็คงเขียนให้ละเอียดกว่านั้นไม่ได้ด้วย)
ขอโทษจริงๆค่ะที่รับเป็นรีเควสไม่ได้ และขอขอบตุณมากค่ะที่อุตส่าห์เสนอมา
#30  by  ohx3 At 2007-06-20 11:28, 
ได้อ่านเรื่องนี้แล้ว รู้สึกถึงสิ่งที่มนุษย์ควรจะทำยิ่งไปกว่าหัวโขนเลยครับ
#31  by  -----ROGER----- At 2007-06-26 10:17, 
>>คุณ ROGER
ตอนที่สึกิฮาระเขียนวีซ่าไป เขาก็อาจจะไม่ได้คิดเลยค่ะว่าจะได้รับผลตอบแทนยังไงบ้าง คิดว่ารู้ด้วยซ้ำว่าทำอย่างนี้แล้วอาจจะถูกรัฐบาลเพ่งเล็ง แต่เขาก็ยังเลือกที่จะทำ
นั่นแหละค่ะที่เป็นความดี
#32  by  ohx3 At 2007-06-27 09:06, 
ตามอ่านมานานแล้วค่ะ แต่เพิ่งจะได้สมัครบลอค .. และเพิ่งได้อ่านเอนทรี่นี้

ในโลกใบนี้ก็ยังคงมีคนดีหลงเหลืออยู่ ..

#33  by  พ. At 2007-06-29 00:29, 
>>คุณพุ่ง
ขอบคุณมากค่ะที่อุตส่าห์แวะมา

มนุษย์เราทุกคนเลือกได้ว่าจะเป็นคนดีหรือเปล่า แต่ที่เขาน่ายกย่อง เพราะเขาเลือกในเวลาที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้เลือกเช่นนั้น
#34  by  ohx3 At 2007-06-29 14:54, 
ซึ้งมากค่ะ ทำไมเป็นคนดีแบบนี้ ตอนแรกอ่านๆไปนึกว่าเขาถูก เก็บ ซะมากกว่าด้วยซ้พเพระคนดีๆมักไปเร็ว
สมควรได้รับรางวัลมากๆเลย ^^
#35  by  YokeK.N. At 2007-06-29 22:32, 
>>คุณ YokeK N.
ถ้าไม่รู้ก่อนอ่านว่าคนนี้ได้รับรางวัล ข้าพเจ้าก็คงคิดว่าเขาถูกเก็บไปแล้วเหมือนกันค่ะ

ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัวสงคราม

#36  by  ohx3 At 2007-06-30 09:15, 
งานศพก้อมีแร็ปไบจากอิสราเอลมาสวดทุกปี
#37  by   (124.120.39.124) At 2009-11-05 21:12, 

<< Home


ohx3 (ohohoh)
View full profile