2007/Aug/08

ที่จริงตั้งใจจะเขียนเรื่องพลิทแมนสำหรับรีเควส hoax ค่ะ แต่เห็นว่าทางนี้น่าสนใจกว่า ประกอบกับว่าไม่ได้เขียน category มิสเทรี่มานานแล้วเหมือนกัน เลยขอเลือกหัวข้อนี้ขึ้นมาเขียนแทนค่ะ
แต่พูดตามตรงว่าข้าพเจ้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าพี่น้องตระกูลฟ็อกซ์เป็นของจริงหรือปลอมกันแน่ จึงจะขอแนะนำแบบกลางๆ ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งค่ะ

คุณ MD ขอบคุณมากค่ะสำหรับรีเควส แล้วก็ขออภัยด้วยค่ะที่หลุดประเด็น (อีกแล้ว)



The Fox Sister
จากขวาไปซ้าย
Margaret Fox (1836 - 1893)
Kate Fox (1838 - 1892)
Leah Fox (1814 -1890)
* ในบางฉบับ ปีเกิดของมาร์กาเร็ตและเคทอาจจะไม่ตรงกับที่เขียนไว้ข้างต้น
* โดยทั่วไปแล้วพี่น้องตระกูลฟ็อกซ์ในที่นี้จะหมายถึงมาร์กาเร็ตและเคทเท่านั้น

ที่หมู่บ้ายไฮด์สวิลล์ทางตอนเหนือของนิวยอร์คในปี 1848 ครอบครัวฟ็อกซ์เพิ่งจะย้ายมายังบ้านใหม่ของพวกเขาได้เป็นเวลาสี่เดือนและประสบกับเหตุการณ์แปลกประปลาด (ในเวลานี้ ลีอาห์ซึ่งเป็นลูกสาวคนโตแต่งงงานออกเรือนไปแล้ว)มักจะมีเสียงเคาะดังมาจากที่ไหนสักแห่งในเวลากลางคืนเป็นประจำ

วันที่ 31 มีนาคม 1848มาร์กาเร็ต (12) และเคท (10) ก็ทำการทดลองติดต่อกับที่มาของเสียงดังกล่าวเป็นครั้งแรก หากในจุดนี้ มีบันทึกกล่าวแตกต่างกันไปหลายทฤษฎี

1. พ่อแม่เป็นผู้ตัดสินใจว่าควรจะมีใครในครอบครัวลองติดต่อกับที่มาของเสียง
2. แม่เป็นคนแรกที่ลองติดต่อที่มาของเสียง
3. มาร์กาเร็ตและเคทเป็นคนบอกพ่อแม่ว่าพวกเธอติดต่อกับที่มาของเสียงได้
4. เคทเป็นคนติดต่อก่อน ตามด้วยมาร์กาเร็ต พ่อแม่มารู้เอาภายหลัง

การติดต่อนั้นใช้วิธีให้เสียงเคาะหรือที่เรียกกันว่าแร็ป (rap) ให้เคาะตามจำนวนที่ตรงกับคำตอบซึ่งได้ตกลงกันไว้ก่อน (เป็นต้นว่า ถ้าจะตอบว่าใช่ให้เคาะ 2 ครั้ง ถ้าจะตอบว่าไม่ใช่ให้เคาะครั้งเดียว) จากการสื่อสารนี้ได้ความว่าผู้ที่สร้างเสียงแร็ปนี้คือวิญญาณของพ่อค้าเร่ซึ่งมีชื่อว่า ชาร์ลส B รอสม่า (บางฉบับก็ว่าชื่อ ชาร์ลส ไฮนส์ หรือชาร์ลส ไรอัน) เขาถูกฆ่าที่บ้านหลังนี้และถูกฝังในห้องใต้ดินของบ้านนี้เอง
* หลังจากที่พี่น้องตระกูลฟ็อกซ์เสียชีวิตไปแล้วในปี 1904 บ้านหลังดังกล่าวเกิดถล่มลงมา เพื่อนบ้านรอบๆจึงช่วยกันขุดและพบกระดูกคนกับตาชั่งของพ่อค้าตรงตามที่พวกเธอกล่าวเอาไว้

แมกกี้และเคทถูกส่งตัวไปอยู่กับลีอาห์ผู้เป็นพี่สาวในเมืองนิวยอร์คเพื่อหลีกหนีข่าวลือ หากในไม่ช้าก็พบว่าเสียงแร็ปได้ตามพวกเธอไปด้วย อามี่และไอแซค โพสต์ซึ่งเป็นผู้เคร่งศาสนาเชิญพี่น้องฟ็อกซ์ (ในตอนนี้ ลีอาห์เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้จัดการ) มาจัดพิธีเชิญวิญญาณที่บ้านและประทับใจในความสามารถพิเศษของสามพี่น้องมาก ข่าวลือของพวกเธอถูกบอกปากต่อปากไปในหมู่ครอบครัวผู้เคร่งศาสนา จนในไม่ช้า พวกเธอก็มีชื่อเสียงโด่งดังและออกทัวร์ทำพิธีเชิญวิญญาณไปทั่วอเมริกา โฮเรล กรีเลย์ซึ่งเป็นนักหนังสือพิมพ์กลายมาเป็นผู้สนับสนุนและเส้นสายที่นำพี่น้องฟ็อกซ์แนะนำไปในกลุ่มสังคมชั้นสูงซึ่งนี่เองที่เป็นการจุดชนวนกระแสความนิยมใน Spiritualism ของอเมริกาในเวลาถัดมา มีคนมากมายออกมาแสดงตนว่าเป็นผู้มีญาณวิเศษและมีการประกอบพิธีกรรมทางไสยศาสตร์กันอย่างกว้างขวาง ซึ่งชื่อของพี่น้องตระกูลฟ็อกซ์ก็ได้รับการยกย่องในฐานะต้นกำเนิดของ Spiritualism มาจนทุกวันนี้(อ่านเพิ่มเติมได้ในเอนทรี่ของ
บ้านวินเชสเตอร์ กับแฮรี่ ฮูดินี่)

หลังจากนั้นสามีของลีอาห์เสียชีวิตและเธอก็แต่งงานใหม่กับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ มาร์กาเร็ตพบกับเอลิชา เคนซึ่งเป็นนักสำรวจอาร์คติคในปี 1852 เคนไม่เห็นด้วยกับอาชีพคนทรงของมาร์กาเร็ต เมื่อทั้งสองแต่งงานกัน มาร์กาเร็ตจึงถอนตัวจากวงการไสยศาสตร์กลายมาเป็นผู้นับถือโรมันคาธอลิคที่เคร่งครัด หากในปี 1857 เคนเสียชีวิต มาร์กาเร็ตจึงหวนกลับไปสู่อาชีพคนทรงอีกครั้งและเดินทางไปร่วมทางกับเคทซึ่งอยู่ที่อังกฤษในปี 1876

ฝ่ายเคท เธอได้รับเงินจากผู้สนับสนุนให้เดินทางไปยังอังกฤษในปี 1871 ซึ่งทำให้เธอไม่ต้องรับเงินจากการทำพิธีเชิญวิญญาณ ในความจริงแล้วการเดินทางนี้เป็นเพื่อการเผยแพร่ลัทธิมากกว่า เนื่องจากเคทจะเพียงนั่งอยู่เฉยๆในฐานะพยานผู้มีชื่อเสียงเท่านั้นเอง เคทแต่งงานในปี 1872 หาก 9 ปีหลังจากนั้น สามีของเธอก็เสียชีวิต ทิ้งเธอไว้กับลูกชายสองคน
เคทได้รับการยอมรับว่าเป็นคนทรงซึ่งมีอำนาจแข็งกล้า เธอเป็นหนึ่งในคนทรง 3 คนที่เข้ารับการพิสูจน์ของวิลเลี่ยม ครูกส์ (นักเคมีและฟิสิกข์ชาวอังกฤษ) ครูกส์ถึงกับออกปากว่า"They were true objective occurrences not produced by trickery or mechanical means."

ในขณะเดียวกัน มาร์กาเร็ตและเคทก็เป็นโรคติดเหล้าอย่างรุนแรง ในช่วงปี 1888 เคททะเลาะกับลีอาห์และนักไสยศาสตร์ชั้นนำคนอื่นๆว่าเธอดื่มหนักเกินไปจนไม่สามารถดูแลลูกๆได้ ฝ่ายมาร์กาเร็ตก็แสดงทีท่าอยากจะกลับไปเข้านิกายโรมันคาธอลิคอีกครั้ง เธอมีความเกรงกลัวว่าพลังของตัวเองเป็นอำนาจปีศาจ และในเดือนตุลาคมปีเดียวกันนั้นเอง มาร์กาเร็ตก็ส่งจดหมายฉบับหนึ่งไปหาหนังสือพิมพ์นิวยอร์คเวิร์ลดมีเนื้อหากล่าวว่าพิธีเชิญวิญญาณทั้งหมดที่พวกเธอกระทำมาเป็นเพียงเรื่องตบตา

จดหมายของมาร์กาเร็ตเล่าว่าเสียงแร็ปครั้งแรกสุดนั้นเป็นการเล่นตลกของพวกเธอโดยเอาแอ็ปเปิ้ลผูกกับเชือกแล้วกระตุกให้กระดอนไปบนพื้น แต่เมื่อมีคนจำนวนมากมาที่บ้าน พวกเธอจึงเปลี่ยนวิธีไปเคาะเสาเตียงแทน
ภายหลังเคทเป็นคนคิดวิธีลั่นข้อต่อนิ้วมือ ข้อมือและข้อเท้าในการทำให้เกิดเสียง พวกเธอจึงเลือกที่จะใช้ข้อเท้าและฝึกฝนจนสามารถลั่นข้อเท้าทั้งสองข้างได้พร้อมๆกัน
มาร์กาเร็ตอ้างในจดหมายว่าเธอต้องการจะรับผิดชอบความเข้าใจผิดอันเกิดจากการล้อเล่นของตัวเอง และต้องการจะหยุดยั้งการแพร่หลายของไสยศาสตร์ที่เป็นเพียงเรื่องหลอกลวงเพ้อฝันนี้ลง

แน่นอนว่าผู้เกี่ยวข้องกับไสยศาสตร์ย่อมไม่ปรารถนาจะให้จดหมายฉบับดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป มีการวางแผนจะลักพาตัวมาร์กาเร็ต หากก็ถูกหนังสือพิมพ์ขัดขวางจนล้มเหลวไป และในวันที่ 21 ตุลาคม 1888 ก็มีการจัดการทดลองพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้ขึ้นที่ New York Academy of Music ต่อหน้าผู้ชมกว่าสองหมื่นคน มาร์กาเร็ตและเคทแสดงให้เห็นว่าพวกเธอใช้ข้อต่อของนิ้วเท้าเช่นไรในการทำให้เกิดเสียง และการพิสูจน์นี้ก็ได้รับการยืนยันจากแพทย์ว่าเสียงดังมาจากข้อต่อนิ้วเท้าจริงๆ

ในความจริงแล้ว ประวัติศาสตร์ของวงการไสยศาสตร์น่าจะจบลงตั้งแต่หลังการพิสูจน์นี้ หากพวกเขาก็ไม่ยอมแพ้ ผู้นิยมไสยศาสตร์หลายคนซึ่งรวมทั้งเซอร์อาเธอร์ โคแนน ดอยส์ ออกมาแสดงข้อแย้งเกี่ยวกับการพิสูจน์ดังกล่าว จุดที่สำคัญที่สุดคือการพบว่ามาร์กาเร็ตรับเงิน 50,000 ดอลลาร์จากกลุ่มผู้ต่อต้านไสยศาสตร์ ซึ่งในยามนั้น เธอมีปัญหาด้านการเงินอันเนื่องมาจากอาการติดเหล้าของเธอนั่นเอง

อีกหนึ่งปีครึ่งให้หลัง มาร์กาเร็ตออกมาประกาศถอนคำพูดเกี่ยวกับการพิสูจน์ดังกล่าว เธอกล่าวว่าตัวเธอในยามนั้นมีปัญหากับพี่น้องและตกอยู่ในความเครียดเป็นอย่างมาก มาร์กาเร็ตยังยอมรับด้วยว่าเธอได้รับเงินจากกลุ่มผู้ต่อต้านไสยศาสตร์จริง เธอและเคทได้ใช้เวลาที่เหลือของชีวิตพวกเธอยืนยันต่อไปว่าเสียงแร็ปของพวกเธอเป็นการติดต่อจากวิญญาณจริงๆ และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพี่น้องตระกูลฟ็อกซ์ยังคงเป็นที่โต้เถียงหาข้อสรุปไม่ได้มาจนทุกวันนี้

Comment

Comment:

Tweet


>>คุณ Blade
world นี่....... ใส่การันต์สองตัวแล้วมันรู้สึกแปลกๆน่ะค่ะ ขออนุโลมเป็น"เวิร์ลด"ก็แล้วกันค่ะ

Silent Hill เคยซื้อมาบังคับให้น้องเล่นค่ะ (ไม่กล้าเล่นเอง) แต่ท่านไปไม่ถึงไหนก็โยนทิ้งแล้ว...... บ้านข้าพเจ้านี่หาคนเล่นเกมเฮอร์เร่อร์ยากจริงๆค่ะ



>>คุณ Kindaichi
Fetal Fame ได้ยินตรงไหนเหรอคะ?? เผื่อคราวหน้าน้องมีอารมณ์เล่นแล้วจะได้ไปนั่งรอฟังมั่ง (เห็นเขาว่ายิ่งใส่หูฟังจะยิ่งได้ยินชัด)
#17 by ohx3 At 2007-08-24 08:47,
เสียงลึกลับเหรอ Fatal Frame เล่นจบเป็นรอบที่ 7 แล้วมั้งได้ยินทุกรอบที่เล่นเลยมั้งอ่ะ ส่วน Silent Hill จำมะได้แล้วแต่ว่าเล่นทีไรก็ขนลุกทุกทีสิน่า
ปล. World เขียนถูกต้องแล้วครับอันนี้ข้าน้อยไม่โต้แย้งใดๆเลยครับ ขออภัยด้วยครับ
#16 by Kindaichi (58.137.12.78) At 2007-08-16 06:44,
อ้างอิงจาก world แล้วน่าจะเขียนว่า เวิร์ลด์ นะครับ มีการันต์เพิ่มอีกตัว

ยูริ เกลเลอร์ เป็นบุคคลที่ว่ากันว่ามีพลังจิตกล้าแข็งมากคคนหนึ่ง เป็นชาวอิสราเอลครับ

พูดถึงเสียงลึกลับจากเกมผมนึกถึงเกม Silent Hill ภาคแรกนะ ว่ากันว่ามีเสียงเด็กผู้หญิงร้องไห้ออกมาจากห้องน้ำห้องในสุดในโรงเรียนซึ่งปิดตาย แต่ที่มันแปลกก็คือ ไม่ใช่ว่าทุกคนที่เล่นจะได้ยินน่ะสิ
#15 by blade At 2007-08-14 16:37,
>>คุณก๊าตตตตต
คนเราเชื่อในสิ่งที่ตัวเองอยากจะเชื่อค่ะ

แต่กรณีของพี่น้องฟ็อกซ์เนี่ย..... เขาก็ผิดที่ดันมาดิสเครดิตตัวเองแบบนี้ ลงบอกว่าโกหกมาแล้วหนหนึ่ง จะให้คนเขากลับมาเชื่ออีกก็ยากค่ะ



>>คุณ ratatosk
พี่น้องฟ็อกซ์ถือเป็นต้นแบบของนักไสยศาสตร์และพิธีเชิญวิญญาณเลยล่ะค่ะ ในนิยายในการ์ตูนมักจะเอามาพูดถึงกันบ่อยๆ



>>คุณ Kindaichi
อันนี้คงต้องแล้วแต่คนอ่านจะตัดสินเอาค่ะ โดยส่วนตัวแล้ว ถ้าเขาเป็นของจริง ข้าพเจ้าค่อนข้างจะเสียความรู้สึกที่เขาดันออกมาบอกด้วยตัวเองว่าโกหก

เวิร์ลดนี่ข้าพเจ้าสะกดตาม World ค่ะ เลยอดไม่ได้ต้องใส่"ด"ลงไปให้ครบ



>>คุณ MD
เพราะทรงผมด้วยหรือเปล่าหนอ?



>>คุณ Kuro Noire
มีหนังสือหลายเล่มเขียนเกี่ยวกับพี่น้องฟ็อกซ์ค่ะ ซึ่งอันนี้ก็คงแล้วแต่คนเขียนจะตีความว่าเขาเป็นของจริงหรือเปล่า ซึ่งแต่ละฝ่ายก็จัยกเหตุผลของตัวเองมาว่าความกันอีกยาวเลยค่ะ



>>คุณ ROGER
ฝ่ายต่อต้านบางคนก็ว่าตัวตั้งตัวตีก็คือลีอาห์ที่เป็นพี่สาวนี่แหละค่ะ

ตอนได้รีเควส ข้าพเจ้านึกถึงเกมเซโนซาก้าก่อนเลยค่ะ (เรื่องกฏหมายลงโทษนักโทษโดยการผ่าตัดเปลี่ยนนิสัย)



>>คุณ koyubi
ซึ่งนั่นแหละค่ะที่จะยิ่งยากที่จะพิสูจน์ได้ว่าอันไหนของปลอมของจริงกันแน่



>>คุณมิราซ
มานั่งนึกดูแล้ว เพราะมันยังคลุมเคลือหาข้อพิสูจน์ไม่ได้นี่แหละนะที่ทำให้มันเป็นมิสเทรี่.......



>>คุณ imai283
ยูริ เกลเลอร์? อ๊ะ แต่คนนี้ไม่ใช่รัสเซียนี่นะ...... ใครหว่า?



>>คุณ ultimaweapon
ต้องขอยกให้เป็นที่พิจารณาของท่านผู้อ่านเอาค่ะ เพราะจนเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่มีทฤษฎีที่เด็ดขาดพอที่จะชี้ชัดในข้อนี้ไปได้เลย



>>คุณ aerith-chan
แต่ก็แปลกดีที่ผีไทยไม่ค่อยมีเสียงแร็ปเท่าไหร่ มีเอกลักษณ์เป็นเสียงหมาหอนมากกว่า



>>คุณ naranjina
ข้าพเจ้าก็คิดว่าวิญญาณน่าจะมีจริงค่ะ แล้วก็ไม่อยากเจอด้วยตัวเองด้วย



>>คุณ Blade
ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่สามารถทำให้ทุกๆคนมีความคิดเดียวกันได้หรอกค่ะ มีแต่ว่าจะมีคนคิดอย่างเดียวกันมากน้อยสักแค่ไหนเท่านั้นเอง

เกี่ยวกับไวท์นอยส์ ลองไปหาข้อมูลนำร่องจากวีกิดูแล้วค่ะ
http://en.wikipedia.org/wiki/White_noise
อุ้ก......
มะ ไม่ไหวค่ะ เมาสูตรฟิสิกข์ อันนี้มันเกินกำลังมนุษย์สายศิลป์คำนวนเช่นข้าพเจ้าจริงๆ

แต่พูดถึงเสียงที่ติดมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ข้าพเจ้านึกถึงเกมเซโร่ (Fetal Fame) ค่ะ ที่เขาบอกว่ามีเสียงเด็กผู้หญิงจากไหนก็ไม่รู้ติดมาในเกมด้วย ข้าพเจ้ายังฟังไม่เจอเลย ใครเคยฟังเจอช่วยบอกที (เป็นเสียงเรียกว่า"โอนี่จัง" - ประมาณ"พี่จ๋า"น่ะค่ะ)
#14 by ohx3 At 2007-08-14 15:10,
ของแบบนี้ถ้าไม่ได้สัมผัสด้วยตัวเองก็ไม่มีทางรู้แหละครับ

และถึงเรารับรู้ แต่คนอื่นไม่ได้รู้กับเราด้วย มันก็ไม่มีประโยชน์

คนที่รู้ในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้ เห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น ต่อให้มันมีจริงหรือไม่ก็ตาม ถ้าสังคมไม่ยอมรับและเชื่อถือ ก็จะถูกหาว่าเป็นคนบ้า

จะว่าไปก็นึกถึงหนังเรื่อง The Exorcism of Emily Rose ซึ่งสร้างอ้างอิงมาจากเรื่องจริงที่เป็นคดีขึ้นโรงขึ้นศาลขึ้นมาเลยแฮะ (ยังไม่ได้ดูเลย แหะๆ)

อ่า ถ้าไม่เป็นการรบกวนมากอยากขอรีเควสท์เรื่อง White noise ซึ่งเป็นเสียงที่ติดมาตอนไปบันทึกเสียงตามสถานที่ลึกลับต่างๆน่ะครับ
#13 by blade At 2007-08-11 00:40,
โห ยอกย้อนซ่อนเงื่อน หักมุมตลบหลังหลายซับหลายซ้อนเหลือเกิน

เราว่าครั้งแรกน่ะอาจจะเป็นเรื่องจริง แต่หลังจากนั้นอาจจะไม่ใช่ทุกครั้ง

เราเชื่อว่ามีวิญญาณอยู่จริงๆ แต่คนที่เห็นคงไม่มีความสุขนักหรอก...
#12 by naranjina At 2007-08-10 21:43,
โอ้ว ... ที่มาของเสียงแร็ป เป็นอย่างนี้นะเอง
#11 by aerith-chan At 2007-08-09 21:44,
อ่านแล้วก็ได้ความหมายกลางๆจริง ไม่รู้ว่าตกลงจริงหรือหลอกกันแน่
#10 by ultimaweapon (58.64.71.24) At 2007-08-09 21:05,
อืมม...กรณีนี้ก้อคงคล้ายๆกับเรื่องนักพลังจิตของรัสเซียมั้งคะ มีคนที่อ้างว่าเป็นของจิง แต่ก้อโดนจับมาพิสูจน์จนได้ว่าเป็นของปลอม แต่ก้อมีหลายคนที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจิงหรือปลอม...
#9 by imai283 At 2007-08-09 20:45,
ไม่ได้เข้ามานาน เจอสีแดงกระแทกตา ตื่นเลยทันที

หลอกกลับไปกลับมา เดี๋ยวจริงเดี๋ยวโกหก ความน่าตื่นเต้นมันอยู่ที่ความคลุมเครือนี่แหละ

เพิ่งเห็นว่ามีเรื่องของฮูดินี่ด้วย ว่าจะรีเควสอยู่พอดี
#8 by W-mira-S At 2007-08-09 16:31,
อาจจะเป็น เรื่องจริง 2-3 หน
แล้วเป็นเรื่องแหกตาซัก 20-30 หนก็ได้มั้ง
#7 by koyubi At 2007-08-09 16:03,
มีเรื่องเงินๆเข้ามาเกี่ยวข้อง อะไรๆก็เปลี่ยนไปได้แฮะ

ขอบคุณสำหรับคำตอบเรื่องรีเควสในเอนทรี่ที่แล้วนะครับ จริงๆสาเหตุก็เพราะผมไปเห็นภาพในวิกิฯมานั่นแล ก็เลยลองเสนอดู เพราะว่ามันดูเหมือนว่าการแพทย์ สิทธิมนุษยชน ศีลธรรมมันดูขัดแย้งกันเหลือเกินสำหรับเรื่อง Lobotomy
#6 by -----ROGER----- At 2007-08-09 14:28,
อืมม์ อ่านแล้วงงๆนิดหน่อยนิ = = "

ไปหาหนังสือพิมพ์นิวยอร์คเวิร์ลด (น่าจะเป็น นิวยอร์คเวิร์ล นะไม่น่าจะมี ด เด็ก) << น่าจะมี ด แหละครับเพราะเผื่อตัว D
#5 by Kuro Noire At 2007-08-09 13:41,
ทำไมพี่น้อง3คนนี้หน้าตาคล้ายกันมากๆเลยอะ
ไสยศาสตร์ มายากล ต้มตุ๋น? เป็นเรื่องที่คอมเม้นไม่ถูกจริงๆ เพราะมันพิสูจน์ไม่ได้ไม่รู้จะเม้นยังไงดี เข้าแก้คำผิดเลยละกัน (รอบนี้เท่าที่ดูมีเพียง 1 เดียว)
ไปหาหนังสือพิมพ์นิวยอร์คเวิร์ลด (น่าจะเป็น นิวยอร์คเวิร์ล นะไม่น่าจะมี ด เด็ก) เอ๊ะ หรือว่าเป็น ด ของตัว d ถ้าไม่ใช่ยังไงก็ขออภัยด้วยครับ
#3 by Kindaichi (58.137.12.78) At 2007-08-09 13:04,
อ๊ะ เหมือนเคยอ่านเจอที่ไหนมาเหมือนกัน

เรื่องลึกลับก็ยังคงเป็นเรื่องลึกลับต่อไป...
#2 by กระรอกโฉด At 2007-08-09 11:43,
ไสยศาสตร์มันเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้จริงๆนะคะ

แต่ถึงพิสูจน์ได้ ลองถ้าคนปักใจเชื่อแล้วก็หาข้อโต้แย้งมาแย้งได้อยู่ร่ำไป

แม้แต่วิทยศาสตร์เดี๋ยวนี้ก็ยังมี อุปาทานหมู่ เอาไว้ลบข้อโต้แย้งของการเห็นวิญญาณของหมู่มวลเลยค่ะ

แล้วไอ้อุปาทานหมู่เนี่ยมันเป็นกันได้จริงๆจังๆแค่ไหน ก็ยากที่จะรู้ไ้ด้อีก

#1 by Early Winter At 2007-08-09 11:24,