ก่อนอื่น
Thank you for 30000 hits!!
ขอบคุณทุกท่านมากค่ะที่กรุณาแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนที่นี่เป็นประจำ ไม่รู้จะทำอะไรเป็นการตอบแทนดี เอาเป็นว่าขอปรบมือแสดงความขอบคุณก็แล้วกันค่ะ
แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ
แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ
แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ
แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ
แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ....... พะ พอรึยังเนี่ย?
The Lonely Hearts Killer

ซ้าย Raymond Fernandez (1914 - 1951)
ขวา Martha Beck (1919 - 1951) ชื่อเดิม Martha Jule Seabrook
เมื่อต้นเดือนผ่านไปโรงหนังแถวสยาม เห็นโปสเตอร์โฆษณาหนังเรื่อง Lonely Hearts เลยนึกถึงฆาตกรคู่นี้ขึ้นมาค่ะ ไม่รู้ว่าหนังเรื่องที่ว่าจะใช่เรื่องของสองคนนี้แน่หรือเปล่า ใครที่ไปดูมาแล้วช่วยไขความกระจ่างที
มีหลายกรณีที่การพบกันของคนธรรมดา 2 คนได้เปลี่ยนชีวิตของทั้งคู่ไปเป็นอาชญากร หากในกรณีของมาร์ธา เบค และเรย์มอนด์ เฟอร์นันเดซที่มักถูกยกขึ้นมาเป็นกรณีศึกษาสำหรับคำกล่าวนี้ก็ไม่แน่เหมือนกันว่าจะตรงนัก เพราะทั้งคู่ต่างก็มีนิสัยที่ผิดปรกติไปจากคนธรรมดา ถึงไม่ได้พบกัน สักวันก็อาจจะก่อคดีขึ้นมาด้วยตัวเองอยู่แล้วก็เป็นได้ (เรย์มอนด์มีคดีติดตัวตั้งแต่ก่อนได้พบกับมาร์ธา) แต่ก็คงเพราะการที่ทั้งคู่ได้มาพบกันนี้เองที่ทำให้มีผู้เคราะห์ร้ายเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากมาย
เรย์มอนด์ เฟอร์นันเดซเกิดที่ฮาวายเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 1914 บิดาและมารดาเป็นชาวสเปน เมื่อเรย์มอนด์อายุ 3 ขวบ ครอบครัวของเขาย้ายไปยังรัฐคอนติเนคัต ประเทศสหรัฐอเมริกาและประกอบอาชีพชาวไร่
เรย์มอนด์มีร่างกายอ่อนแอซึ่งนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้พ่อไม่เอ็นดูเขานัก เขาเป็นเด็กเรียนดี หากก็ไม่ได้รับการส่งเสียให้เรียนต่อ เมื่อเรย์มอนด์อายุ 16 ปี เขาเคยขโมยไก่กับเพื่อนแล้วถูกจับได้ และเมื่อพ่อปฏิเสธที่จะไปประกันตัว เรย์มอนด์จึงต้องไปอยู่ในโรงเรียนดัดสันดานเป็นเวลา 2 เดือน ซึ่งการขาดความรักนี้เองที่อาจจะเป็นตัวกำหนดอุปนิสัยของเขาในเวลาถัดมา
ปี 1932 เกิดสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ครอบครัวของเขาย้ายไปอยู่สเปน และเมื่ออายุ 20 ปี เรย์มอนด์ก็แต่งงานของหญิงชาวท้องถิ่นชื่อเอนคานาเชียน โรเบิ้ล เขาปรับปรุงบุคลิคตัวเองใหม่ กลายเป็นคนมีอัธยาศัย แต่งกายดี และสุภาพ ซึ่งตัวเขาในตอนนี้กลายมาเป็นที่ชื่นชมของเพื่อนบ้านในหมู่บ้านเดียวกัน
เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเริ่มขึ้น เรย์มอนด์ทำงานเป็นสปายให้กับหน่วยข่าวกรองของอังกฤษ ไม่มีเอกสารหลงเหลือกล่าวถึงชีวิตในช่วงนี้ของเขานัก รู้แต่ว่าเขาได้รับคำชมเชยว่าทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทีเดียว
ปี 1945 สงครามจบลง เรย์มอนด์ตัดสินใจเดินทางไปหางานใหม่ที่อเมริกา แต่ขณะที่เรือซึ่งเขาโดยสารกำลังมุ่งหน้าผ่านมหาสมุทรอินเดียตะวันตกนั่นเอง เขาก็ประสบอุบัติเหตุแผ่นเหล็กซึ่งเป็นฝาประตูบนดาดฟ้าเรือ ตกมากระแทกศีรษะอย่างแรงจนกระโหลกยุบ ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าอาการบาดเจ็บนี้มีผลต่อสภาพจิตใจของเขาแค่ไหน แต่หลังจากอุบัติเหตุครั้งนี้เองที่เรย์มอนด์เปลี่ยนไปเป็นคนละคน เขากลายมาเป็นคนอารมณ์ร้าย เย็นชาและยิ้มน้อยลง
15 มีนาคม 1946 เรย์มอนด์ถูกจับเมื่อเขาขโมยเสื้อผ้าจำนวนมากและของเล็กๆน้อยๆจากห้องเก็บของบนเรือซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปอลาบาม่า ตัวเรย์มอนด์เองก็ไม่สามารถอธิบายได้เช่นกันว่าเขาขโมยของเหล่านี้ไปเพื่ออะไร เขาถูกส่งไปจำคุกที่ทัลลาแฮสซี่ในฟลอริด้า ซึ่งนักโทษกว่าครึ่งของที่นี่เป็นสาวกลัทธิวูดู และเรย์มอนด์ก็ได้รับอิทธิพลนี้มาอย่างเต็มที่ หลังจากนี้เองที่เขาอ้างว่าตัวเองมีพลังสามารถบังคับให้ผู้อื่นทำอะไรก็ได้ตามที่เขาต้องการ
ในปีเดียวกัน เรย์มอนด์ย้ายไปบรู้คลินและอาศัยอยู่กับพี่สาว ญาติๆของเขาพากับประหลาดใจกับความเปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่เพียงแต่นิสัย หากยังรวมไปถึงลักษณะภายนอกของเขาด้วย เขาเกือบจะหัวล้านทั้งๆที่เคยมีผมหนาดกดำ เรย์มอนด์เริ่มส่งจดหมายหลายต่อหลายฉบับไปยัง"Lonely Hearts Club"ซึ่งเป็นคอลัมภ์นัดบอดสำหรับสมาชิกสูงวัย และเริ่มอาชีพใหม่เป็นนักต้มตุ๋นหลอกเอาความไว้วางใจและเงินไปจากผู้หญิงกว่า 100 คนในเวลาเพียง 2 ปี กล่าวว่ามีบางช่วงที่เขาหลอกคบกับผู้หญิง 10 คนในเวลาเดียวกันเลยก็มี
ปี 1947 ขณะนั้นเขากำลังคบอยู่กับเจน ลูซิลล่า ทอมป์สันผู้เพิ่งจะหย่ามาหมาดๆ เดือนตุลาคมปีนั้น ทั้งสองตีตั๋วเรือสำราญไปสเปนและท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆด้วยกันราวกับคู่สามีภรรยา แล้วจู่ๆ ไม่ทราบว่าเรย์มอนด์คิดอะไรอยู่กันแน่จึงได้พาเจนไปพบกับเอนคานาเชียนและลูกสองคนของเขา แน่นอนว่านั่นย่อมต้องสร้างสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกขึ้นระหว่างเจนกับเอนคานาเชียน
7 พฤศจิกายน ความกดดันมาถึงขั้นแตกหัก เจนออกปากว่าจะกลับไปอเมริกาคนเดียว และในเช้าวันถัดมา เธอก็ถูกพบเป็นศพ แพทย์สันนิษฐานว่าเจนน่าจะเสียชีวิตเนื่องจากหัวใจทำงานผิดปกติ ซึ่งหากจะคิดว่าเป็นฝีมือของเรย์มอนด์ก็คงไม่ผิดไปนัก มีคำให้การในภายหลังว่าเรย์มอนด์เพิ่งจะซื้อดิจิทาลิส (พืชชนิดหนึ่ง มีพิษ ใบใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ บ้างก็เรียก foxglove) ทั้งขวดมาเมื่อสองวันก่อนที่เจนจะถูกพบเป็นศพ
เรย์มอนด์เดินทางกลับไปยังนิวยอร์คแล้วไปที่อพาร์ทเมนท์ของเจนซึ่งปัจจุบันแม่ของเธออาศัยอยู่ เขาแสดงเอกสารอ้างว่าตัวเองเป็นผู้รับมรดกจากเจน (เอกสารดังกล่าวเป็นของปลอม) แม่ของเจนกำลังโศกเศร้ากับการตายของลูกสาวและไม่มีกะจิตกะใจจะมาคัดค้าน ด้วยเหตุนี้ อพาร์ทเมนท์ของเจนจึงตกมาเป็นของเรย์มอนด์อย่างง่ายดาย
เรย์มอนด์เริ่มมองหาเหยื่อรายต่อไป ซึ่งเขาก็ได้พบกับมาร์ธา เบค ซึ่งกลายมาเป็นผู้ร่วมชะตากรรมของเขาในเวลาต่อมา
มาร์ธา จูลล์ ซีบรู้ค เกิดที่มิลตันทางตะวันตกเฉียงเหนือของฟลอริด้าในปี 1919 เธอเป็นลูกสาวคนเล็กของครอบครัว เมื่ออายุได้ 10 ปี พ่อของเธอออกจากบ้านไป แม่ผู้เคร่งครัดศีลธรรมจึงเป็นผู้เลี้ยงดูเธอตลอดมา
มาร์ธาแตกเนื้อสาวเร็วกว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน เธอมีประจำเดือนครั้งแรกเมื่ออายุ 9 ปีและเริ่มแสดงความสนใจทางเพศเกือบจะพร้อมๆกัน หากการเลี้ยงดูอย่างเคร่งครัดของผู้เป็นแม่ก็สร้างความกดดันให้กับมาร์ธาไม่น้อย แม่เคยเห็นเธอเข้าไปในโรงหนังกับเด็กผู้ชายแล้วเอาร่มวิ่งไล่ตีเด็กผู้ชายดังกล่าว อีกทั้งน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็ทำให้มาร์ธาตกเป็นที่ล้อเลียนของเพื่อนร่วมชั้น เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เธอกลายเป็นคนเก็บตัวและไม่มีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน
ปี 1942 มาร์ธาสอบได้ใบรับรองนางพยาบาล เธอทำงานเป็นผู้จัดการศพอยู่ระยะหนึ่งเนื่องจากหางานพยาบาลทำไม่ได้ ก่อนจะย้ายไปประจำที่แคลิฟอร์เนีย มาร์ธาทำงานกลางวันในโรงพยาบาลทหาร และออกไปเที่ยวในยามกลางคืนตามบาร์ซึ่งทำให้เธอมีความสัมพันธ์กับทหารหลายคน ในไม่ช้า มาร์ธาก็ตั้งท้อง ซึ่งทหารผู้เป็นพ่อของเด็กไม่ได้มีความรักจริงจังในตัวมาร์ธา ทันทีที่เขาทราบว่ามาร์ธากำลังตั้งครรภ์ เขาก็พยายามจะฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดลงอ่าวหากก็รอดชีวิตมาได้ มาร์ธารู้สึกผิดหวังและอับอายในเรื่องนี้มาก เธอออกจากงานและหวนกลับไปยังฟลอริด้าอีกครั้ง
มาร์ธาคลอดลูกโดยโกหกว่าพ่อของเด็กเป็นทหารเรือซึ่งเสียชีวิตระหว่างออกปฏิบัติหน้าที่ เธอเริ่มงานพยาบาลอีกครั้งในโรงพยาบาลที่เธอคลอดบุตรนั่นเอง หากไม่กี่เดือนก็ถูกไล่ออก ซึ่งสาเหตุก็คือ"การคบหามีความสัมพันธ์อย่างไม่ถูกศีลธรรม"หลังจากนั้นไม่นานนัก มาร์ธาก็แต่งงานกับอัลเฟรด เบคซึ่งเป็นคนขับรถประจำทางและคลอดลูกคนที่สอง หากชีวิตแต่งงานนี้ก็จบลงในเวลาเพียงครึ่งปี
ปี 1946 มาร์ธาเริ่มงานใหม่ในศูนย์อุปการะเด็กพิการ และได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าพยาบาลในฤดูใบไม้ร่วงของปีเดียวกัน ในขณะเดียวกัน เธอก็เริ่มติดเหล้า ซึ่งในช่วงนี้เองที่เพื่อนร่วมงานล้อเล่นด้วยการเขียนจดหมายไปสมัคร"Lonely Hearts Club"ด้วยชื่อของเธอ ซึ่งการล้อเล่นนี้เองที่กลายมาเป็นจุดผกผันในชีวิตของมาร์ธา
แล้วเรย์มอนด์ เฟอร์นันเดซ กับมาร์ธา เบค ก็โคจรมาพบกันในที่สุด
หลังจากการติดต่อทางจดหมายระยะหนึ่ง เรย์มอนด์ก็มาพบกับมาร์ธาด้วยตัวเอง ในตอนแรก เขาตกใจที่พบว่ามาร์ธาอ้วนมาก และถัดมาก็ตกใจยิ่งขึ้นอีกเมื่อพบว่าเธอไม่มีเงินเลย เรย์มอนด์จึงตีตัวออกห่างอย่างไม่แยแส หากมาร์ธาซึ่งหลงรักชื่นชมเขามาตั้งแต่ระหว่างติดต่อผ่านจดหมายก็ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เธอส่งจดหมายรักไปหาเขาฉบับแล้วฉบับเล่า จนเรย์มอนด์ส่งจดหมายตอบกลับมาขอบอกเลิกกับเธออย่างเด็ดขาด ทันทีที่ได้รับจดหมายบอกเลิก มาร์ธาก็พยายามจะฆ่าตัวตายด้วยการมุดหัวเข้าไปในเตาอบแล้วเปิดแก๊สรม หากก็รอดตายมาได้ เรื่องนี้ไปถึงหูเรย์มอนด์ในอีกไม่กี่วันให้หลัง ไม่รู้แน่ว่าเขาเกรงว่าเรื่องจะไปถึงตำรวจหรือประทับใจในความรักของมาร์ธาอย่างไร จึงได้ออกปากชวนมาร์ธามาที่อพาร์ทเมนท์ของเขาในนิวยอร์ค
* ในจุดนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนานา จะเห็นได้ว่า ครั้งแรกนั้น เรย์มอนด์ไม่ได้มีความรักในตัวมาร์ธาเลย ไม่ทราบแน่ว่าเกิดอะไรขึ้นเขาถึงได้ยอมรับมาร์ธามาเป็นคู่หู ทั้งๆที่เธอเป็นตัวขัดขวางในอาชีพนักต้มตุ๋นของเขา เป็นไปได้ว่าการขาดความรักในวัยเด็กของเรย์มอนด์ อาจจะทำให้เขาแสวงหาความเป็นแม่จากตัวมาร์ธาก็เป็นได้
ข่าวลือเรื่องการฆ่าตัวตายทำให้มาร์ธาถูกไล่ออกและไม่สามารถอยู่ที่บ้านเกิดต่อไปได้ เธอพาลูกสองคนมายังอพาร์ทเมนท์ของเรย์มอนด์และล่วงรู้ถึงตัวจริงของคนที่เธอรักในที่สุด หากมาร์ธาก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะติดตามเรย์มอนด์ไป เธอเอาลูกทั้งสองไปฝากไว้กับบ้านแม่ และเมื่อไล่แม่ของเจน ลูซิลล่า ทอมป์สันออกไปจากอพาร์ทเมนท์แล้ว เธอก็ประกาศว่าจะช่วยเรย์มอนด์ในการประกอบอาชีพนักต้มตุ๋น
เหยื่อรายถัดมาของเรย์มอนด์คือแม่ม่ายชื่อเอสต้า เฮน่าซึ่งอาศัยอยู่ที่เพนซิลวาเนีย มาร์ธายืนยันว่าจะตามไปด้วย เรย์มอนด์จึงแนะนำเธอให้กับเอสต้าว่าเป็นน้องสะใภ้ของเขา
เอสต้าแต่งงานกับเรย์มอนด์ หากก็เริ่มรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติในไม่ช้า เรย์มอนด์มีท่าทีหงุดหงิด และเมื่อเธอไม่ยอมเซ็นเอกสารเงินประกันและเงินสวัสดิการที่ระบุชื่อผู้รับเป็นเรย์มอนด์ เขาก็ออกปากต่อว่าเธออย่างรุนแรง เอสต้าได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับการตายอย่างเป็นปริศนาของเจนจากเพื่อนบ้านร่วมอพาร์ทเมนท์ เธอจึงเห็นท่าไม่ดีและหนีรอดไปได้เสียก่อนที่จะมีอะไรเกิดขึ้น
เรย์มอนด์และมาร์ธาก็รู้ตัวเช่นกันว่าอพาร์ทเมนท์นี้เริ่มไม่เป็นที่สะดวกสบายสำหรับพวกเขาอีกแล้ว ทั้งสองขายอพาร์ทเมนท์ทิ้งและออกเดินทางย้ายที่ไปเรื่อยๆ กล่าวกันว่ามีผู้เคราะห์ร้ายจากน้ำมือของพวกเขา 21 ราย ในที่นี้จะขอพูดถึงเฉพาะคดีที่ทั้งสองยอมรับความผิดในศาล
14 สิงหาคม 1948 เรย์มอนด์แต่งงานกับมาเทิ่ล ยังก์ซึ่งอาศัยอยู่ที่กรีนฟอร์เรสต์ รัฐอากันซอ มาเทิ่ลมีเรื่องทะเลาะกับมาร์ธาเป็นประจำจนออกปากว่าไม่เธอก็มาร์ธาที่ต้องออกไปจากบ้าน เรย์มอนด์เข้ามาไกล่เกลี่ย เขาและมาร์ธาเอายาบางอย่างให้มาเทิ่ลดื่มแล้วทิ้งเธอไว้บนรถบัส ก่อนจะหนีไปพร้อมกับเงิน 4,000 ดอลล่าร์ มาเทิ่ลถูกพบเสียชีวิตในเวลาต่อมา
1 มกราคม 1949 ทั้งสองไปนิวยอร์คเพื่อพบจาร์เน็ต เฟย์ (66) ในฐานะชาร์ลส มาร์ตินผู้เป็นเพื่อนทางจดหมายและน้องสาวของเขา จาร์เน็ตรับคำขอแต่งงานและถอนเงิน 2,500 ดอลล่าร์จากธนาคาร พวกเขาย้ายไปอยู่ที่ลองก์ไอส์แลนด์ แล้วจาร์เน็ตก็เซ็นเช็คเพิ่มอีกสองใบเป็นเงินรวม 3,500 ดอลล่าร์ แน่นอนว่าชื่อผู้รับเงินก็คือ"ชาร์ลส"นั่นเอง
จาร์เน็ตเริ่มวิตกเกี่ยวกับเรื่องนี้และมีปากเสียงกับมาร์ธา เมื่อเธอทะเลาะกับมาร์ธาแล้วกำลังไปบอกเรื่องกับ"ชาร์ลส" เธอก็ถูกมาร์ธาผู้กำลังโกรธจัดทุบศีรษะด้วยค้อนจากข้างหลัง
27 กุมภาพันธ์ 1949 ทั้งสองไปหาเดลฟีน ดาวลิ่ง (41) แม่ม่ายผู้อาศัยอยู่กับเลเนล ลูกสาววัย 2 ขวบที่รัฐมิชิแกน พวกเขาให้เดลฟีนกินยานอนหลับแล้วเรย์มอนด์ก็ใช้ปืนยิงที่หัวของเธอ ส่วนเลเนลถูกมาร์ธาที่ได้รับคำสั่งจากเรย์มอนด์ จับกดน้ำจนเสียชีวิต
เพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียงได้ยินเสียงปืนและแจ้งตำรวจ ทั้งสองจึงถูกจับที่บ้านของเดลฟีนนี่เอง
รัฐมิชิแกนไม่มีโทษประหาร เรย์มอนด์และมาร์ธาจึงถูกส่งตัวไปขึ้นศาลที่นิวยอร์ค ในระหว่างนี้ มาร์ธาได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวว่าเธอและเรย์มอนด์รักกันเพียงใด ทำให้ข่าวของทั้งสองถูกประโคมจนเป็นที่เลื่องลือไปทั้งเมือง
จะอย่างไรก็ดี ระหว่างที่ทั้งคู่ถูกจำคุกรอการประหารที่คุกซิงซิง (Sing Sing prison) พวกเขาเขียนติดต่อกันด้วยจดหมายหลายฉบับ บางครั้งก็พร่ำพรรณาถึงความรักที่มีต่อกัน บางครั้งก็ทะเลาะราวกับจงเกลียดจงชังกัน หรือบางครั้งก็ไม่ได้กล่าวอะไรต่อกันเลย (เรย์มอนด์เขียนจดหมายถึงภรรยาของเขาที่สเปนด้วยว่าเขารักเธอจนวินาทีสุดท้าย)
วันที่ 8 มีนาคม 1951 เรย์มอนด์และมาร์ธาถูกนำตัวไปนั่งเก้าอี้ไฟฟ้าในวันเดียวกัน มาร์ธาส่งโน้ตไปหาเรย์มอนด์บอกว่าความรักของเธอที่มีต่อเขาจะไม่มีวันตาย เมื่อได้รับข้อความดังกล่าว เรย์มอนด์ก็พูดไว้ว่า
"The news brought to me that Martha loves me is the best I've had in years. Now I'm ready to die! So tonight I'll die like a man!"
เวลาห้าทุ่มของวันนั้น เรย์มอนด์ถูกพาตัวไปประหารก่อน ซึ่งเมื่อสองชั่วโมงก่อนหน้านั้น เขาส่งข้อความตอบมาร์ธาว่าผู้หญิงที่เขารักมีแต่เธอคนเดียว มาร์ธาซึ่งได้รับข้อความดังกล่าวพูดไว้ว่า"เท่านี้ ฉันก็สามารถตายได้ด้วยความยินดีแล้ว"
เรื่องของทั้งคู่เคยถูกนำไปสร้างหนังในชื่อ The Honeymoon Killers เมื่อปี 1970 ด้วยค่ะ อันนี้ ข้าพเจ้าก็ยังไม่เคยได้ดูเหมือนกัน
2007/Aug/30
Now I'm ready to die! So tonight I'll die like a man!" <<<< อ่านตอนแรก นึกถึงหนังเรื่อง 300 ตะหงิดๆ
อ่านแล้วก็เป็นคู่รักที่เข้ากันได้ดีอย่างประหลาด
แล้วก็ขอรีเควสท์หน่อยครับ อยากได้เรื่องเกี่ยวกับเจ้าลัทธิลวงโลก หรือเจ้าลัทธิชวนกันฆ่าตัวตายหมู่ ราวๆนี้ครับ
อ่านแล้วก็เป็นคู่รักที่เข้ากันได้ดีอย่างประหลาด
แล้วก็ขอรีเควสท์หน่อยครับ อยากได้เรื่องเกี่ยวกับเจ้าลัทธิลวงโลก หรือเจ้าลัทธิชวนกันฆ่าตัวตายหมู่ ราวๆนี้ครับ
Jay : เอ้า เจย์ว่า"ความรัก"ของคู่นี้ไม่ปกติ ถ้าไม่ใช่พูดว่ารักเพราะเบลอๆ ก็โกหกแล้วล่ะ
แต่อ่านแล้วสนุกดี..
แต่อ่านแล้วสนุกดี..
ยินดีด้วยค่าสำหรับ 30000 hits!
คนคู่นี้มีจุดผกผันในชีวิตจนต้องมาเจอกันแล้วก็ตายอย่างคนที่รักกันจนได้น้อ...ถ้าเรย์มอนด์ไม่โดนอุบัติเหตุที่หัวจะเป็นอย่างนี้ไหมนะ
คนคู่นี้มีจุดผกผันในชีวิตจนต้องมาเจอกันแล้วก็ตายอย่างคนที่รักกันจนได้น้อ...ถ้าเรย์มอนด์ไม่โดนอุบัติเหตุที่หัวจะเป็นอย่างนี้ไหมนะ
ถ้าเรย์มอนด์ ไม่โดนอุบัติเหตุจะกลายเป็นแบบนี้ไหมหว่า?
อ่านละวิจารณ์ไม่ออกเลย เอิ๊กๆ จะว่าไงดีเนี่ย!?
อ่านละวิจารณ์ไม่ออกเลย เอิ๊กๆ จะว่าไงดีเนี่ย!?
อ่า...อ่านจบแล้วไม่รู้ว่าจาสงสารเหยื่อดี หรือว่าซาบซึ้งไปกับความรักของคนก่อคดีดี...
อืมม...แต่สรุปสุดท้ายก้อยังไม่เข้าใจอยู่ดีค่ะ ตกลงเค้ารักกันแน่รึเปล่าเนี่ย
อืมม...แต่สรุปสุดท้ายก้อยังไม่เข้าใจอยู่ดีค่ะ ตกลงเค้ารักกันแน่รึเปล่าเนี่ย
ยินดีด้วยนะคะ 30000 แล้ว
เป็นความรักที่นำไปสู่ความล่มจมจริงๆเล๊ย...
ก็รู้สึกซายซึ้งในความรักอันมั่นคงของทั้งสองอ่ะนะคะ
แต่ทำผิดขนาดนี้โดนประหารก็สมน้ำหน้าไปด้วย เฮ้อ
ไม่น่าเลย
ถ้าเรย์มอนด์ไม่ประสบอุบัติเหตขนาดนั้นชีวิตคงจะดีกว่านี้...
เป็นความรักที่นำไปสู่ความล่มจมจริงๆเล๊ย...
ก็รู้สึกซายซึ้งในความรักอันมั่นคงของทั้งสองอ่ะนะคะ
แต่ทำผิดขนาดนี้โดนประหารก็สมน้ำหน้าไปด้วย เฮ้อ
ไม่น่าเลย
ถ้าเรย์มอนด์ไม่ประสบอุบัติเหตขนาดนั้นชีวิตคงจะดีกว่านี้...
ยินดีกับ 30000 hits ด้วยนะคะ
ตอนที่อ่านเจอว่ามาร์ธาเป็นผู้หญิงรูปร่างอ้วนและเป็นสาวเร็วกว่าเด็กคนอื่น ทำเอานึกถึงเรื่อง The Sculptress (แปลเป็นไทยในชื่อ "ใครฆ่า?" ของ สนพ. อมรินทร์ ค่ะ) ขึ้นมาเลย เพราะเรื่องนั้นตัวเอกก็เป็นผู้หญิงอ้วน เป็นสาวเร็ว และถูกเลี้ยงมาด้วยแม่ที่เย็นชาและเคร่งครัดเหมือนกัน
สำหรับคดีนี้ เค้าว่ากันว่า คู่กันแล้วไม่แคล้วกัน แต่คู่แบบนี้มัน...เอ่อ.. แคล้วๆ กันไปซะจะดีกว่าไหมเนี่ย
ตอนที่อ่านเจอว่ามาร์ธาเป็นผู้หญิงรูปร่างอ้วนและเป็นสาวเร็วกว่าเด็กคนอื่น ทำเอานึกถึงเรื่อง The Sculptress (แปลเป็นไทยในชื่อ "ใครฆ่า?" ของ สนพ. อมรินทร์ ค่ะ) ขึ้นมาเลย เพราะเรื่องนั้นตัวเอกก็เป็นผู้หญิงอ้วน เป็นสาวเร็ว และถูกเลี้ยงมาด้วยแม่ที่เย็นชาและเคร่งครัดเหมือนกัน
สำหรับคดีนี้ เค้าว่ากันว่า คู่กันแล้วไม่แคล้วกัน แต่คู่แบบนี้มัน...เอ่อ.. แคล้วๆ กันไปซะจะดีกว่าไหมเนี่ย
เจอของตกใส่หัวจนกลายเป็นเพี้ยน แถมเพี้ยนในทางลบแก่ชาวบ้านอีก อีกคนก็เหลือหลาย จับคู่กันได้นรกมาก
เป็นเรื่องยาวสุดๆของบล๊อกนี้เลยมั้งคราวนี้
ยินดีกับ 30000 hit ครับ
เป็นเรื่องยาวสุดๆของบล๊อกนี้เลยมั้งคราวนี้
ยินดีกับ 30000 hit ครับ
ยินดีกับ 30000 Hits ด้วยครับ
อุบัติเหตุครั้งนั้นอาจจะทำให้การทำงานของสมองผิดปกติก็ได้นะนั่น จากการที่ผมเคยดกดำแล้วอยู่ๆหัวเกือบล้านนี่ ฮอร์โมนอาจจะผิดปกติก็ได้
อุบัติเหตุครั้งนั้นอาจจะทำให้การทำงานของสมองผิดปกติก็ได้นะนั่น จากการที่ผมเคยดกดำแล้วอยู่ๆหัวเกือบล้านนี่ ฮอร์โมนอาจจะผิดปกติก็ได้
>>คุณไซกิ
ขอบคุณมากค่ะ
ถ้ารักกันจริงๆก็น่าจะห้ามไม่ให้ก่อคดีไปเลยจะดีกว่าค่ะ เป็นนักต้มตุ๋นยังพอมีสิทธิ์รอด แต่เล่นฆ่าคนด้วยเนี่ย โดนจับได้ก็มีแต่จะโดนโทษประหารเอา.....
>>คุณ ratatosk
ขอบคุณค่า
ท่าทางเวคเตอร์จะไปทางเดียวกันด้วยค่ะ เป็นคนปกติ เขาไม่เผ่นก็ต้องห้ามกันแล้ว
>>คุณ HellHound
อารมณ์ว่ามีบางอย่างในสมองผิดปกติในทางเดียวกัน....
เจ้าลัทธิ.... เสร็จกัน ทั้งจิม โจนส์ ทั้งอาซาฮาระ โชโค ทั้ง KKK ก็ออกไปหมดแล้วด้วย........ ถ้าจะมีก็คงเป็นคดีของอดอลโฟ คอนสแตนโซค่ะ (นอกนั้นหารูปไม่ค่อยมี) แต่ไม่รู้ว่ารายละเอียดจะหาได้มากแค่ไหน....
ขอบคุณมากค่ะสำหรับรีเควส
>>คุณ Jay
โดยส่วนตัวแล้ว ข้าพเจ้าว่าเรย์มอนด์อาจมีอาการรักแบบเบลอๆนี่แหละค่ะ เพราะดูท่าท่านก็มักทำอะไรโดยไม่ค่อยจะมีเหตุผลอยู่แล้วด้วย....
>>คุณ reafre
ขอบคุณมากค่ะ
ถ้าเรย์มอนด์ไม่ประสบอุบติเหตุ ก็คงจะมาอเมริกาแล้วทำงานหาเงินอย่างธรรมดา ส่งเสียเงินให้ลูกเมียแล้วสักวันก็รับลูกเมียมาอยู่ด้วยตามแผนชีวิตเดิมที่ได้วางไว้ มาคิดดูแล้ว ผู้เคราะห์ร้ายรายแรกของเรย์มอนด์ก็อาจจะเป็นลูกเมียเขานี่เองก็เป็นได้ค่ะ
>>คุณ kisarayui
ถ้าไม่เจออุบัติเหตุก็น่าจะเป็นคนปกติแหละค่ะ เพราะอุตส่าห์ปรับตัวให้เป็นที่นับหน้าถือตา ที่จะไปอเมริกาก็เพื่อจะหางานทำส่งเสียลูกเมีย ......คิดอย่างนี้แล้วก็น่าสงสารเหมือนกัน
>>คุณ imai283
พูดตามตรง ข้าพเจ้าก็ยังงงๆว่าเขารักกันแน่หรือเปล่าเหมือนกันค่ะ มาร์ธาดูจะรักจริงๆค่ะ แต่เรย์มอนด์นี่สงสัยจะแล้วแต่อารมณ์ของวันนั้น
>>คุณ aerith-chan
ขอบคุณมากค่ะ
เขาเล่าว่ามาร์ธามักจะไปทะเลาะกับผู้หญิงที่เรย์มอนด์แต่งงานด้วยเรื่อยๆค่ะ ...ถ้าจะหึงก็ไม่น่าจะตามไปแท้ๆ ถ้าจะหึงก็น่าจะห้ามให้เลิกๆไปเลยแท้ๆ
ผู้หญิงนี่เข้าใจยากจัง
>>คุณ Kuro Noire
ขอบคุณมากค่ะ
น่าสนใจอีกอย่างตรงที่เหยื่อของเรย์มอนด์มักจะเป็นหญิงม่ายที่มีอายุมากค่ะ (ตัวมาร์ธาเองก็ใช่) ความเหงานี่คงจะน่ากลัวจริง.....
>>คุณ melody
ขอบคุณมากค่ะ
ข้าพเจ้าว่ามันน่าทึ่งตรงที่ว่าทั้งคู่สามารถตายไปได้โดยที่เชื่อว่าความรักที่อีกฝ่ายมีต่อตนเป็นของจริง (น้อยคนนักที่จะได้พิสูจน์ในระดับนี้)
แต่ในแง่อาชญากรรม โทษประหารก็สมควรที่สุดแล้วเหมือนกัน
>>คุณ Dahlia
ขอบคุณค่ะ
ถ้าคิดว่า หากเรย์มอนด์ไม่เจออุบัติเหตุจนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ก็คงไม่กลายมาเป็นนักต้มตุ๋นจนได้เจอกับมาร์ธา ก็นับได้ว่าเป็นอัตราส่วนของการพบกันที่น่ามหัศจรรย์มากค่ะ ในความจริง ไม่มาเจอกัน หลายๆคนก็น่าจะมีความสุขกว่านี้แล้วแท้ๆ
>>คุณ ultimaweapon
ขอบคุณค่ะ
ขอสารภาพค่ะ เขียนไปก็มึนไปเหมือนกัน
แค่ประวัติส่วนตัวก่อนจะมาพบกันได้นี่ก็เล่นเอาข้าพเจ้าตาลายไปหลายตลบ ถึงตรงที่เจอกันเสียทีจึงได้โล่งอกหน่อย orz
>>คุณ Blade
ขอบคุณค่ะ
เป็นไปได้ว่าศีรษะที่โดนกระแทกนี่ทำให้ส่วนที่ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนเกิดความผิดปกติค่ะ เพราะอารมณ์และอุปนิสัยคนเราก็ควบคุมมาจากตัวฮอร์โมนนี่เอง
ขอบคุณมากค่ะ
ถ้ารักกันจริงๆก็น่าจะห้ามไม่ให้ก่อคดีไปเลยจะดีกว่าค่ะ เป็นนักต้มตุ๋นยังพอมีสิทธิ์รอด แต่เล่นฆ่าคนด้วยเนี่ย โดนจับได้ก็มีแต่จะโดนโทษประหารเอา.....
>>คุณ ratatosk
ขอบคุณค่า
ท่าทางเวคเตอร์จะไปทางเดียวกันด้วยค่ะ เป็นคนปกติ เขาไม่เผ่นก็ต้องห้ามกันแล้ว
>>คุณ HellHound
อารมณ์ว่ามีบางอย่างในสมองผิดปกติในทางเดียวกัน....
เจ้าลัทธิ.... เสร็จกัน ทั้งจิม โจนส์ ทั้งอาซาฮาระ โชโค ทั้ง KKK ก็ออกไปหมดแล้วด้วย........ ถ้าจะมีก็คงเป็นคดีของอดอลโฟ คอนสแตนโซค่ะ (นอกนั้นหารูปไม่ค่อยมี) แต่ไม่รู้ว่ารายละเอียดจะหาได้มากแค่ไหน....
ขอบคุณมากค่ะสำหรับรีเควส
>>คุณ Jay
โดยส่วนตัวแล้ว ข้าพเจ้าว่าเรย์มอนด์อาจมีอาการรักแบบเบลอๆนี่แหละค่ะ เพราะดูท่าท่านก็มักทำอะไรโดยไม่ค่อยจะมีเหตุผลอยู่แล้วด้วย....
>>คุณ reafre
ขอบคุณมากค่ะ
ถ้าเรย์มอนด์ไม่ประสบอุบติเหตุ ก็คงจะมาอเมริกาแล้วทำงานหาเงินอย่างธรรมดา ส่งเสียเงินให้ลูกเมียแล้วสักวันก็รับลูกเมียมาอยู่ด้วยตามแผนชีวิตเดิมที่ได้วางไว้ มาคิดดูแล้ว ผู้เคราะห์ร้ายรายแรกของเรย์มอนด์ก็อาจจะเป็นลูกเมียเขานี่เองก็เป็นได้ค่ะ
>>คุณ kisarayui
ถ้าไม่เจออุบัติเหตุก็น่าจะเป็นคนปกติแหละค่ะ เพราะอุตส่าห์ปรับตัวให้เป็นที่นับหน้าถือตา ที่จะไปอเมริกาก็เพื่อจะหางานทำส่งเสียลูกเมีย ......คิดอย่างนี้แล้วก็น่าสงสารเหมือนกัน
>>คุณ imai283
พูดตามตรง ข้าพเจ้าก็ยังงงๆว่าเขารักกันแน่หรือเปล่าเหมือนกันค่ะ มาร์ธาดูจะรักจริงๆค่ะ แต่เรย์มอนด์นี่สงสัยจะแล้วแต่อารมณ์ของวันนั้น
>>คุณ aerith-chan
ขอบคุณมากค่ะ
เขาเล่าว่ามาร์ธามักจะไปทะเลาะกับผู้หญิงที่เรย์มอนด์แต่งงานด้วยเรื่อยๆค่ะ ...ถ้าจะหึงก็ไม่น่าจะตามไปแท้ๆ ถ้าจะหึงก็น่าจะห้ามให้เลิกๆไปเลยแท้ๆ
ผู้หญิงนี่เข้าใจยากจัง
>>คุณ Kuro Noire
ขอบคุณมากค่ะ
น่าสนใจอีกอย่างตรงที่เหยื่อของเรย์มอนด์มักจะเป็นหญิงม่ายที่มีอายุมากค่ะ (ตัวมาร์ธาเองก็ใช่) ความเหงานี่คงจะน่ากลัวจริง.....
>>คุณ melody
ขอบคุณมากค่ะ
ข้าพเจ้าว่ามันน่าทึ่งตรงที่ว่าทั้งคู่สามารถตายไปได้โดยที่เชื่อว่าความรักที่อีกฝ่ายมีต่อตนเป็นของจริง (น้อยคนนักที่จะได้พิสูจน์ในระดับนี้)
แต่ในแง่อาชญากรรม โทษประหารก็สมควรที่สุดแล้วเหมือนกัน
>>คุณ Dahlia
ขอบคุณค่ะ
ถ้าคิดว่า หากเรย์มอนด์ไม่เจออุบัติเหตุจนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ก็คงไม่กลายมาเป็นนักต้มตุ๋นจนได้เจอกับมาร์ธา ก็นับได้ว่าเป็นอัตราส่วนของการพบกันที่น่ามหัศจรรย์มากค่ะ ในความจริง ไม่มาเจอกัน หลายๆคนก็น่าจะมีความสุขกว่านี้แล้วแท้ๆ
>>คุณ ultimaweapon
ขอบคุณค่ะ
ขอสารภาพค่ะ เขียนไปก็มึนไปเหมือนกัน
แค่ประวัติส่วนตัวก่อนจะมาพบกันได้นี่ก็เล่นเอาข้าพเจ้าตาลายไปหลายตลบ ถึงตรงที่เจอกันเสียทีจึงได้โล่งอกหน่อย orz
>>คุณ Blade
ขอบคุณค่ะ
เป็นไปได้ว่าศีรษะที่โดนกระแทกนี่ทำให้ส่วนที่ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนเกิดความผิดปกติค่ะ เพราะอารมณ์และอุปนิสัยคนเราก็ควบคุมมาจากตัวฮอร์โมนนี่เอง
30000 แล้วยินดีด้วยครับ ทีนี้ก็รอ 40000 คุ่นี้ช่างน่าเหมาะสมกันจริงๆ ต้องการความรักทั้งคู่ แต่ต่างเหตุผล ถึงทั้งคู่จะไม่โหดจัดแต่ก็ทำในสิ่งที่ผิดไม่น่าให้อภัยอยู่ดี รอบหน้าขอพวกโรคจิตแบบว่าโหดๆ
>>คุณ Kindaichi
ขอบคุณมากค่ะ
ถ้ายืมคำพูดชาวบ้านมาใช้ ก็คงประมาณว่าเข้ากันได้ดีราวกับตัวจิ๊กซอว์ที่ต่อกันพอดิบพอดีเลยค่ะ เพียงแต่กรณีนี้ ไม่น่าจะมาเจอกันน่าจะดีกว่า....
ขอบคุณมากค่ะ
ถ้ายืมคำพูดชาวบ้านมาใช้ ก็คงประมาณว่าเข้ากันได้ดีราวกับตัวจิ๊กซอว์ที่ต่อกันพอดิบพอดีเลยค่ะ เพียงแต่กรณีนี้ ไม่น่าจะมาเจอกันน่าจะดีกว่า....
ผมค้นดูแล้ว หนังเรื่อง lonely hearts ก็สร้างมาจากเรื่องของฆาตกรคู่นี้แหละครับ แต่ผมยังไม่ได้ดูนะ(แต่ก็อยากดู)
>>คุณ runtboy
แปลว่าเรดาร์ข้าพเจ้าจับไม่ผิดจริงๆ
อยากดูเหมือนกันค่ะ แต่คงรอดีวีดี แล้วก็ต้องหาคนมานั่งดูเป็นเพื่อน
>>คุณ cammy
ขอบคุณมากค่ะ
แปลว่าเรดาร์ข้าพเจ้าจับไม่ผิดจริงๆ
อยากดูเหมือนกันค่ะ แต่คงรอดีวีดี แล้วก็ต้องหาคนมานั่งดูเป็นเพื่อน
>>คุณ cammy
ขอบคุณมากค่ะ
สวัสดีครับ
ยินดีด้วยกับยอดคนเข้าถึง 30000 คน เป็นตัวเลขที่สูงใช้ได้ทีเดียวเลยครับ
เรื่องนี้ทำเป็นหนังภาพยนต์เรื่อง Lonely Hearts จริงๆ ด้วยครับ จอห์น ทราโวลต้า รับบทเป็นนักสืบประจำคดีอาญา กับคู่หู ที่น่าสนใจคือ... ซัลม่า ฮาเย็ค รับบทเป็น มาร์ธา นี่สิ เห่อๆๆๆ ไม่น่าเชื่อเลย
อันนี้เป็นคำโปรยหนังครับ
Love can be murder.
Love kills.
Some people would kill to be in love.
ยินดีด้วยกับยอดคนเข้าถึง 30000 คน เป็นตัวเลขที่สูงใช้ได้ทีเดียวเลยครับ
เรื่องนี้ทำเป็นหนังภาพยนต์เรื่อง Lonely Hearts จริงๆ ด้วยครับ จอห์น ทราโวลต้า รับบทเป็นนักสืบประจำคดีอาญา กับคู่หู ที่น่าสนใจคือ... ซัลม่า ฮาเย็ค รับบทเป็น มาร์ธา นี่สิ เห่อๆๆๆ ไม่น่าเชื่อเลย
อันนี้เป็นคำโปรยหนังครับ
Love can be murder.
Love kills.
Some people would kill to be in love.
>>คุณ Rising-Top
ขอบคุณค่า
จอห์น ทราโวลต้า! นั่นทราโวลตร้าหรอกเหรอเนี่ย!? (เห็นทันแต่ชื่อหนัง แทบไม่ได้ดูหน้าคนเล่นเลย) อย่าบอกนะคะว่าสาวใหญ่หุ่นสะบึมในโปสเตอร์นั่นคือมาร์ธา????
มหัศจรรย์จริงๆ
ขอบคุณค่า
จอห์น ทราโวลต้า! นั่นทราโวลตร้าหรอกเหรอเนี่ย!? (เห็นทันแต่ชื่อหนัง แทบไม่ได้ดูหน้าคนเล่นเลย) อย่าบอกนะคะว่าสาวใหญ่หุ่นสะบึมในโปสเตอร์นั่นคือมาร์ธา????
มหัศจรรย์จริงๆ
โอ้ว...แม่จ้าว...ตกใจกะเรฟ20 ซัลม่าเนี่ยนะเล่นเป็นมาร์ธา
เรื่องนี้อ่านแล้วมึนๆ คิดว่ามันไม่น่าจะใช่ความรักนะ น่าจะเป็นความเห็นใจ+ความเข้าใจของเค้าทั้งสองคนมากกว่า ...
แต่ร่วมมือกันฆ่าชาวบ้านนี่มัน...
แถมเหยื่อยังเป็นสาวแก่ที่โดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาอีกแน่ะ (แค่นั้นชีวิตก็หดหู่พออยู่แล้ว...เฮ้อ)
เรื่องนี้อ่านแล้วมึนๆ คิดว่ามันไม่น่าจะใช่ความรักนะ น่าจะเป็นความเห็นใจ+ความเข้าใจของเค้าทั้งสองคนมากกว่า ...
แต่ร่วมมือกันฆ่าชาวบ้านนี่มัน...
แถมเหยื่อยังเป็นสาวแก่ที่โดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาอีกแน่ะ (แค่นั้นชีวิตก็หดหู่พออยู่แล้ว...เฮ้อ)
>>คุณผายลมรัก
ทางเรย์มอนด์นี่ข้าพเจ้าไม่ชัวร์ค่ะ แต่ทางมาร์ธานี่คงจะเพราะความเหงาด้วยแหละค่ะ ที่จริงแล้วเธอก็ไม่ต่างกับบรรดาหญิงม่ายที่เธอฆ่าไปเลย ผิดกันตรงที่ว่าเธอกลายมาเป็นคนที่ยืนอยู่ข้างเรย์มอนด์นี่เอง
ทางเรย์มอนด์นี่ข้าพเจ้าไม่ชัวร์ค่ะ แต่ทางมาร์ธานี่คงจะเพราะความเหงาด้วยแหละค่ะ ที่จริงแล้วเธอก็ไม่ต่างกับบรรดาหญิงม่ายที่เธอฆ่าไปเลย ผิดกันตรงที่ว่าเธอกลายมาเป็นคนที่ยืนอยู่ข้างเรย์มอนด์นี่เอง
เย้30000+hit!!
เข้าใจความรู้สึกชองมารธา เพราะเราก็เป็นสาวเร็วเหมือนกัน=w= แถมอ้วนเลยโดนล้ออีก สองคนนี้น่าจะเจอกันตั้งแต่ตอนที่เรย์มอนเจออุบัติเหตุนะ คงจะน่าชื่นชมกว่านี้... รักกันโดยไม่สนคนอื่นก็แย่น่ะเนี่ย ถ้าสองคนนี้เจอกันชาติหน้าขอให้รักกันแบบปกติ...ถ้าไม่อย่าเจอกันเลยเถอะ
เข้าใจความรู้สึกชองมารธา เพราะเราก็เป็นสาวเร็วเหมือนกัน=w= แถมอ้วนเลยโดนล้ออีก สองคนนี้น่าจะเจอกันตั้งแต่ตอนที่เรย์มอนเจออุบัติเหตุนะ คงจะน่าชื่นชมกว่านี้... รักกันโดยไม่สนคนอื่นก็แย่น่ะเนี่ย ถ้าสองคนนี้เจอกันชาติหน้าขอให้รักกันแบบปกติ...ถ้าไม่อย่าเจอกันเลยเถอะ
>>คุณ sheik
เรื่องโดนล้อนี่ก็น่าสงสารค่ะ ข้าพเจ้าสมัยยังเด็กก็เคยโดนล้อเหมือนกัน ช่วงนั้นเลยกลายเป็นคนไม่กล้าพูดไปเลย มาตอนนี้ก็คิดได้ว่าคนล้อเขาไม่คิดอะไรมากหรอก เราจะเก็บมาคิดทำไมให้รกสมอง แต่ก็อยากให้คนที่ชอบล้อคนอื่นคิดเหมือนกันค่ะว่าใช่ว่าทุกคนจะมีความคิดเหมือนตัวเองไปหมด พูดอะไรให้หัดเอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง
...แต่ถ้าเรย์มอนด์เจอกับมาร์ธาตอนยังสติดีอยู่ แล้วภรรยาของเรย์มอนด์จะทำยังไงดี.....
เรื่องโดนล้อนี่ก็น่าสงสารค่ะ ข้าพเจ้าสมัยยังเด็กก็เคยโดนล้อเหมือนกัน ช่วงนั้นเลยกลายเป็นคนไม่กล้าพูดไปเลย มาตอนนี้ก็คิดได้ว่าคนล้อเขาไม่คิดอะไรมากหรอก เราจะเก็บมาคิดทำไมให้รกสมอง แต่ก็อยากให้คนที่ชอบล้อคนอื่นคิดเหมือนกันค่ะว่าใช่ว่าทุกคนจะมีความคิดเหมือนตัวเองไปหมด พูดอะไรให้หัดเอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง
...แต่ถ้าเรย์มอนด์เจอกับมาร์ธาตอนยังสติดีอยู่ แล้วภรรยาของเรย์มอนด์จะทำยังไงดี.....