2007/Sep/05

* เนื้อหาในวันนี้มีใจความที่มีความรุนแรงอยู่ด้วย กรุณาพิจารณาให้ดีก่อนอ่านด้วยค่ะ

ในบล็อกนี้ก็ได้พูดถึงเจ้าลัทธิฆาตกรกันไปบ้างแล้ว ทั้งจิม โจนส์, ชาร์ลส แมนสัน แล้วก็อาซาฮาระ โชโค พอได้รับรีเควสอีก เลยนึกถึงอดอลโฟ คอนสแตนโซขึ้นมาได้ค่ะ ที่จริงแล้ว ถ้าพูดถึงในแง่ความมีชื่อเสียงล่ะก็ เดวิด คอเรช น่าจะเป็นที่รู้จักกันดีมากกว่า ที่ข้าพเจ้านึกถึงท่านผู้นี้ก่อน คงจะเป็นเพราะอิมแพคปลีกย่อยมากกว่ารูปคดีโดยรวม ก็เป็นได้?
คุณHellHound ขอบคุณมากค่ะสำหรับรีเควส บอกตามตรงค่ะว่าเนื้อหามีอิมแพคก็จริงแต่ใจความมันสั้นมาก ขออภัย....



Adolfo de JesusConstanzo (1962 - 1989)
The Godfather of Matamoros

มาทาโมรอสเป็นเมืองหนึ่งในแมกซิโกซึ่งอยู่เลียบแม่น้ำริโอแกรนด์ฝั่งตรงข้ามกับรัฐเท็กซัส นักศึกษาจากเท็กซัสมักจะใช้เวลาในวันหยุดข้ามสะพานมายังมาทาโมรอสเพื่อท่องเที่ยว แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าในเวลาเพียง 10 อาทิตย์ก่อนเดือนมีนาคมปี 1989 นั้น มาทาโมรอสมีบันทึกว่ามีผู้หายสาบสูญมากถึง 60 รายซึ่งพวกเขาเหล่านี้ต่างก็หายตัวไปโดยไม่มีการสืบค้นหาอย่างจริงจังเท่าที่ควรนัก

คดีนี้กลายมาเป็นที่จับตามองครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 1989 มาร์ค คิลรอย (21) นักศึกษาชาวอเมริกา หายสาบสูญไประหว่างเดินทางมาชมชมงานเทศกาลพร้อมกับเพื่อนร่วมชั้นอีก 3 คน ครอบครัวคิลรอยเป็นผู้มีอำนาจในระดับหนึ่ง และลุงของเขาก็ทำงานในกงศุลของสหรัฐฯ จึงมีการสืบค้นหาตัวคิลรอยกันอย่างแข็งขัน ครอบครัวกิลรอยยังประกาศจะมอบเงินรางวัล 15,000 ดอลล่าร์สำหรับข้อมูลใดๆที่จะนำตัวมาร์คคิลรอยกลับมาโดยปลอดภัย หรือจับกุมผู้ที่ลักพาตัวเขาไปได้ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีเบาะแสใดๆมาถึงมือตำรวจเสียที



เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งเดือนในวันที่ 9 เมษายน ตำรวจปราบปรามยาเสพติดของแมกซิโกสะกดรอยตามรถบรรทุกน่าสงสัยคันหนึ่งไปถึงฟาร์มกลางทุ่งเปลี่ยว และในโรงนาเก่าโทรมนั้นเอง พวกเขาก็ตรวจพบกัญชากับโคเคนจำนวนมาก ระหว่างที่ทำการจับกุมกลุ่มคนร้าย ตำรวจยังพบหม้อซึ่งส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงวางอยู่หน้าแท่นบูชาที่เต็มไปด้วยรูปปั้นประหลาดมากมาย ซึ่งเมื่อชะโงกดูก็พบว่าในหม้อดังกล่าวนั้นมีสมองคนกำลังต้มอยู่
คนร้ายหลายคนซึ่งอยู่ในโรงนาไม่แสดงท่าทีขัดขืนการจับกุม ซ้ำยังหัวเราะด้วยความมั่นใจว่าตำรวจไม่มีทางทำอะไรพวกเขาได้ และอ้างว่าพวกตนมีเกราะเวทย์มนต์ที่จะสะท้อนกระสุนและการคุกคามใดๆที่ผู้อื่นจะพึงกระทำต่อพวกเขา (......นึกถึงพวกนักเลงไทยที่แขวนสารพัดหลวงพ่อขึ้นมาทันที)
แน่นอนว่าเกราะเวทย์มนต์ดังกล่าวย่อมไม่มีอยู่จริง ตำรวจทำการรวบตัวคนร้ายทั้งหมดในที่นั้นเอาไว้ได้ และเมื่อทำการเก็บหลักฐาน พวกเขาก็พบขุดศพ 15 ศพจากพะเนินดินหลังโรงนา และในจำนวนนั้น พวกเขาก็เจอศพของมาร์ค คิลรอยที่หายตัวไปในที่สุด ศพของคิลรอยถูกผ่ากระโหลกและไม่พบสมองอยู่ภายในจากการให้การในภายหลังทราบว่าศพเหล่านั้นเป็นเครื่องสังเวยพิธีมนต์ดำของแอสเทคซึ่งจะประกอบขึ้นทุกครั้งก่อนที่จะมีการซื้อขายยาเสพติดครั้งใหญ่ โดยจะควักหัวใจและสมองของเหยื่อออกมาต้ม ซึ่งคนร้ายเชื่อเมื่อทำเช่นนี้แล้ว พวกเขาก็จะมีเกราะกายสิทธิ์มาป้องกันตนเองจากกระสุนปืนและอันตรายทุกอย่าง ซึ่งเจ้าลัทธิมืดนี้ก็คืออดอลโฟ คอนสแตนโซนั่นเอง

อดอลโฟเกิดเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 1962 ที่ไมอามี่ รัฐฟลอริด้า มารดาของเขาเป็นผู้ลี้ภัยจากคิวบา เธอคลอดเขาเมื่ออายุ 15 ปีและหลังจากนั้นก็ประกอบอาชีพเป็นหมอผีลัทธิวูดู เธอเคยถูกจับกว่า 30 ครั้งในคดีปลอมเช็ค ย่องเบา ปล้นและไม่รับผิดชอบการเลี้ยงดูบุตร ปี 1972 เธอแต่งงานใหม่ ซึ่งชายที่กลายมาเป็นพ่อเลี้ยงของอดอลโฟผู้นี้ก็ประกอบอาชีพค้ายาและนักไสยศาสตร์
เห็นได้ชัดว่าอดอลโฟได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมมาอย่างแรง ตัวเขาเองก็มีความประพฤติไม่ใคร่ดีนักมาตั้งแต่เด็ก อดอลโฟมักไปมั่วสุมอยู่ในบาร์เกย์และก่อคดีเล็กๆน้อยๆอยู่เสมอในปี 1980 เขาย้ายไปยังแมกซิโกซิตี้และใช้วิชามนต์ดำที่เรียนรู้จากแม่ในการผูกมิตรกับองค์การค้ายาต่างๆของแมกซิโก ปี 1987 อดอลโฟอาศัยจังหวะที่องค์การต่างๆกำลังต่อสู้กันเอง แยกตัวออกมาเริ่มธุรกิจของตัวเองที่ฟาร์มเฮเลน่าในมาทาโมรอส อดลอโฟและลูกน้องเป็นที่ยำเกรงจากกลุ่มผู้ยาอื่นๆด้วยมีคนจำนวนมากที่เชื่อว่าอดอลโฟเป็นมีอำนาจมนต์ดำจริง และลูกน้องของเขาต่างก็บ้าบิ่นไม่กลัวตายด้วยเชื่อว่าตนมีร่างกายเป็นอมตะ ถึงกับมีการคาดการณ์ว่าอดอลโฟจะกลายมาเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของวงการยาเสพติดในแมกซิโกในเวลาไม่ช้า

จะอย่างไรก็ดี 15 ศพที่ฟาร์มเฮเลน่าก็ทำให้ตำรวจต้องหันมาเอาจริงกับการปราบปรามแกงค์ของอดอลโฟ และในวันที่ 6 พฤษภาคม 1989 ตำรวจพบเบาะแสว่าอดอลโฟกำลังซุ่มตัวอยู่ที่อพาร์ทเมนท์ในแมกซิโกซิตี้ จึงนำกำลังเข้าล้อมที่กบดานของเขาเอาไว้ มีการยิงปืนโต้ตอบกันอยู่พักใหญ่ก่อนที่ซาร่า มาเรีย อัลเดรเต้ผู้เป็นคนรักของอดอลโฟและรองหัวหน้าแกงค์จะตะโกนพร้อมกับวิ่งออกมา
"เขาตายแล้ว! เขาตายแล้ว!!"
ตำรวจบุกเข้าไปในห้องและพบศพของอดอลโฟกับมาร์ติน ควินทาน่า (คนรักของอดอลโฟ ....ผู้ชายค่ะ) นอนจมกองเลือดอยู่ในตู้เสื้อผ้าเอล ดูบี้ซึ่งเป็นลูกน้องให้การว่าเมื่ออดอลโฟเห็นว่าตนไม่ทีทางหนีไปได้แล้ว จึงส่งปืนให้ดูบี้และสั่งให้ยิงเขาและควินทาน่า (มีรูปค่ะ แต่ค่อนข้างจะโหดหน่อย ผู้ที่ทำใจได้เชิญ
ทางนี้) ดูบี้กล่าวอย่างมั่นใจแม้กระทั่งหลังจากถูกจับกุมว่า"The godfather will not be dead for long"

จะอย่างไรก็ดี ไม่ปรากฏว่าอดอลโฟ คอนสแตนโซจะคืนชีพกลับมาจากการตายในครั้งนี้


ลูกน้องของอดอลโฟหลังการจับกุม
คนที่สองจากขวาคือซาร่า อัลเดรเต้

Comment

Comment:

Tweet


มีทำเป็นหนังน่าจะมาจากเรื่องนี้ ขื่อ Borderland
#27 by damndog (124.121.18.99) At 2009-07-27 19:55,
รอ คุณ โอ๋ อัพเรื่องใหม่ๆ อยุ่นะคับ

ติดตามผลงานอย่างสม่ำเสมอ

ถ้ามี พวก murder case ของคนไทย หรือ แถบเอเชีย เยอะๆก็ดีนะคับ อยากอ่าน เรื่องราวใน ละแวกบ้านเรามั่งจัง



#26 by โจโจ้ (58.8.139.249) At 2007-10-25 19:47,
>>คุณ Kindaichi
ยากสสสสสส์ ขออภัยค่ะ สงสัยตอนข้าพเจ้ากำลังนั่งเขียนคอมเมนท์อยู่ ของคุณ Kindaichi เลยตอบเข้าไปก่อน แล้วข้าพเจ้าก็ไม่ทันเช็คย้อนดูด้วย ต้องขออภัยจริงๆค่ะ

เคยอ่านในการ์ตูนที่เกี่ยวกับอารยธรรมแถบนั้นเหมือนกัน (ไม่แน่ใจว่าแอสเทคหรือมายา) เขามีพูดเรื่องการควักหัวใจด้วย แต่สมองนี่ก็เพิ่งรู้ตอนอ่านเรื่องของอดอลโฟนี่แหละค่ะ หวังว่าเมืองไทยคงยังไม่ทำถึงขนาดนั้นนะ อึ๋ยยย

เดวิด คอเรซขอรับไว้เป็นรีเควสเลยค่ะ ขอบคุณมากค่ะ



>>คุณ ROGER
คิดเช่นเดียวกันค่ะ
อันนี้เราก็ไม่ทราบแน่เหมือนกันว่าอดอลโฟมีอำนาจมนต์ดำจริงหรือเปล่า หรือจะเป็นแค่การตบตา แต่มันน่ากลัวตรงที่ว่าลูกน้องของเขาเชื่อแล้วก็คิดด้วยว่าตัวเองจะทำอะไรก็ได้โดยที่คนอื่นไม่สามารถเอาผิดกับตัวเองด้วยนี่แหละค่ะ

ความเชื่อนี่น่ากลัวจริงๆ



>>คุณ SeiRayZ
ไม่ได้พบกันเสียนานเลยค่ะ ....แต่แล้วข้าพเจ้าก็ตั้งท่าจะโดดอัพบล๊อกอีกซะนี่....
#25 by ohx3 At 2007-09-13 16:38,
เข้ามาก็ยังนำความรู้มาอีกเหมือนเดิม อิอิ ขอโทษทีเราหายไปนาน
#24 by 『†』Sëil2ãyzÐs『†』 At 2007-09-13 12:22,
คุณโอ๋ข้ามผมไปเลยง่ะ
ปล.เมื่อกี้เผลอไปโดน enter เข้าเลยไม่มีข้อความง่ะ
#23 by Kindaichi (58.137.12.78) At 2007-09-13 07:41,
#22 by Kindaichi (58.137.12.78) At 2007-09-13 07:40,
ช่วงนี้งานยุ่ง เพิ่งจะได้มีโอกาสมาคอมเมนท์ครับ +3+/

ฟังแล้วก็น่ากลัวนะครับ ความเชื่อนี่เป็นพลังที่ดี แต่ก็เป็นเครื่องมือของคนชั่วได้เช่นกัน ไม่ว่าจะลัทธิหรือศาสนา เราก็ควรเชื่อด้วยสติทั้งนั้น
#21 by -----ROGER----- At 2007-09-12 15:41,
>>คุณ So Gallagher (ต่อ)
เผลอกดอีกแล้ว orz

ปล. Paul is dead ขอรับไว้เป็นรีเควสเลยค่ะ ขอบคุณมากค่ะสำหรับรีเควส ยังสยองอยู่เหมือนกันว่าจะเขียนได้สักแค่ไหน แต่ก็จะพยายามค่ะ
#20 by ohx3 At 2007-09-10 10:27,
>>คุณ reafre
พูดถึงลูกกรอกแล้วเลยนึกถึงขุนแผน ....พูดตามตรงว่าข้าพเจ้าเกลียดขุนแผนที่สุดในบรรดาตัวละครในวรรณกรรมไทยเลยค่ะ นอกจากจะเจ้าชู้ ไม่เห็นคนเป็นคนแล้วยังรังแกคนอ่อนแออีกต่างหาก ฮึ่ม...

ปล.ไว้เดือนตุลามาเจอกันอีกทีนะเด้อ



>>คุณ So Gallagher
ที่แมกซิโกเป็นอย่างนั้นน่าจะเป็นเพราะการศึกษาและปัญหาความยากจนค่ะ อาจารย์ข้าพเจ้าเคยพูดถึงแมกซิโกว่าเป็นประเทศที่อ้าแขนรับทุกคนที่เข้ามา และไล่ตามทุกคนที่จะจากไปค่ะ (เพราะที่ชายแดนอเมริกา-แมกซิโก เวลาจะเข้าไปแมกซฺโกนี่เดินผ่านไปสบายๆ ไม่ต้องมีวีซ่าค่ะ แต่พอขากลับจะเข้าอเมริกา ท่านจะตั้งด่านกั้นประตู ขอตรวจพาสปอร์ตกันให้วุ่น หลายครั้งที่มีคนเข้าแมกซิโกไปโดยที่ลืมเอาพาสปอร์ตไปด้วย ตอนจะกลับก็แย่เลย)
#19 by ohx3 At 2007-09-10 10:26,
เม็กซิโก เป็นประเทศที่รุนแรงกว่าอเมริกาอีกนะ ผมว่า วัฒนธรรมหลายๆ อย่าง มันไปแนวๆ นั้น

อ่านแล้วนึกถึงพวกเสือๆ ในเมืองไทยจังเลยครับ

เพียงแต่เมืองไทยมีขุนพันมาใช้ไสยศาสตร์โต้น่ะนะ 555

ป.ล. ขอรีเควสเรื่อง hoax Paul is dead ได้ไหมฮะ ชอบ The Beatles
#18 by So Gallagher At 2007-09-08 11:55,
อ่านแล้วนึกถึงนักเลงไทยที่เล่นของขลังจริงๆด้วยค่ะ จริงๆแล้วเท่าที่เคยอ่านนิยายมาของขลังของคนไทยนี่ก็แปลกพิสดารใช่ย่อย เพียงแต่ยังไม่เจอสิ่งที่ต้องฆ่าคนมาทำนะคะ (ลูกกรอกนี่นับไหมนะ?)

เลยคิดว่าเรื่องที่เอาวูดูมาปลุกใจลูกน้องนี่เข้าใจได้เลยนะคะ เป็นเรื่องความเชื่อเมหอืนกัน แต่เป็นความเชื่อที่ผิดมากๆ -_-" แถมค้ายาอีก...ไปกันใหญ่...

ปล.เจอกันวันนั้นไม่ทันได้คุยกันเลยอ่ะจ้า เสียดายๆ
#16 by reafre At 2007-09-07 13:58,
อ่านแล้วนึกถึงนักเลงไทยที่เล่นของขลังจริงๆด้วยค่ะ จริงๆแล้วเท่าที่เคยอ่านนิยายมาของขลังของคนไทยนี่ก็แปลกพิสดารใช่ย่อย เพียงแต่ยังไม่เจอสิ่งที่ต้องฆ่าคนมาทำนะคะ (ลูกกรอกนี่นับไหมนะ?)

เลยคิดว่าเรื่องที่เอาวูดูมาปลุกใจลูกน้องนี่เข้าใจได้เลยนะคะ เป็นเรื่องความเชื่อเมหอืนกัน แต่เป็นความเชื่อที่ผิดมากๆ -_-" แถมค้ายาอีก...ไปกันใหญ่...

ปล.เจอกันวันนั้นไม่ทันได้คุยกันเลยอ่ะจ้า เสียดายๆ
#17 by reafre At 2007-09-07 13:58,
>>คุณกระรอกโฉด
อืม ไม่เห็นว่ามีเอกสารไหนบอกว่ากิน ข้าพเจ้าก็คิดว่าไม่น่าจะกินหรอก รึเปล่านะ?
เอาเป็นว่าเพื่อสุขภาพจิตอันดีของหลายฝ่าย ถือเสียว่าไม่กินก็แล้วกันค่ะ



>>คุณ Kuro Noire
ที่จริง แม่ของอดอลโฟเคยถูกจับในข้อหาละเลยการเลี้ยงดูบุตรด้วยค่ะ ......บางทีก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าให้เด็กอยู่กับพ่อแม่แบบนี้ หรือส่งไปอยู่สถานสงเคราะห์เลยจะดีกว่ากัน



>>คุณ HellHound
ข้าพเจ้าสงสัยมากกว่าว่า ทำอีท่าไหนท่านถึงได้กลายเป็นเกย์ไปได้...



>>คุณไซกิ
แต่ยาเสพติดก็ไม่หายไปไหนเสียที แถมยังเหมือนจะกลายเป็นเรื่องค่อนข้างปกติสำหรับสังคมอเมริกาด้วยค่ะ
ถึงจะเป็นประเทศเจริญแค่ไหน รัฐบาลจะเก่งแค่ไหน ถ้าตัวเองไม่รู้จักดูแลตัวเอง ยาเสพติดก็คงยังอยู่ต่อไป



>>คุณ imai283
อาจจะมีส่วนค่ะ เห็นว่าตอนที่อดอลไฟไปอยู่แมกซิโกใหม่ๆ ก็รับจ้างทำพิธีบวงสรวง เอาแพะ เอาวัว เอาสิงโตมาเป็นเครื่องบูชายัณ...... นี่เป็นศตวรรษที่ 20 จริงๆหรือเปล่าเนี่ย



>>คุณ Blade
ที่จริงแล้ว ข้าพเจ้าว่าแมกซิโกนี่มีค่านิยมและความเชื่อหลายๆอย่างที่ใกล้เคียงกับไทยค่ะ เคยดูละครทีวีของแมกซิโกหนนึง .....ถ้าไม่บอกข้าพเจ้าคงคิดว่าเป็นละครหลังข่าวของไทยเรานี่แหละ ทั้งวิธีการแต่งหน้าแต่งตัวจัดฉาก เนื้อเรื่องตัวละครบทพูด เหมือนกับของไทยเป๊ะๆ



>>คุณ aerith-chan
สังคมที่ตำรวจไม่มีความสามารถนี่มันน่ากลัวมากๆ....
บางครั้ง ข้าพเจ้าก็งงๆเหมือนกันว่าตกลงแมกซิโกนี่มันเจริญแล้วหรือยังกันแน่



>>คุณ No Mercy For The Weak
ย้อนดูอีกที ท่าทางท่านจะเป็นเสือไบมากกว่าค่ะ เพราะมีทั้งคนรักที่เป็นผู้หญิงและผู้ชายเลย
ว่าแต่คนรักที่เป็นผู้ชายเนี่ยเขาตกลงยอมตามด้วยแล้วเหรอ ถึงได้ให้ยิงไปด้วยกันแบบนั้น....



>>คุณ kisarayui
อาจจะเรียกได้ว่า อดอลโฟใช้ชีวิตอยุ่ในด้านมืดของสังคมมาตั้งแต่เกิดเลย ก็เป็นได้ค่ะ แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งเหนื่อยใจว่านี่มันศตวรรษที่ 20 แล้วนะ.....



>>คุณ Rising-Top
หนังเรื่องที่ว่านี่น้องสาวดูแล้วบอกว่าแหวะมากๆค่ะ ข้าพเจ้าคงไม่มีวันดูเด็ดขาด พูดให้ถูกคือคงไม่มีวันไปหาหนังที่เมล กิ๊บสันกำกับมาดูเด็ดขาดค่ะ กลัวเจ็บ

พูดตามตรงว่าข้าพเจ้าเองก็แยก มายา แอสเตค กับวูดู ไม่ออกเหมือนกันค่ะ วูดูยังพอว่า แต่มายากับแอสเตคนี่..... ขนาดนั่งฟังน้องสาว (เอกอักษร) อธิบาย ข้าพเจ้ายังมึนแหลกเลยค่ะ



>>คุณ naranjina
ที่จริงแล้วควรจะขอบคุณมาร์ค คิลรอยมากทีเดียวค่ะ เพราะการที่เขาเป็นนักศึกษาชาวอเมริกานี่แหละค่ะที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวในการจับตัวอดอลโฟขึ้นเป็นรูปร่างขึ้นมา ไม่งั้นอดอลโฟก็อาจจะผงาดขึ้นมาเป็นเจ้าพ่อวงการค้ายาจริงๆก็เป็นได้

เกี่ยวกับเรื่องมนต์ดำนี่ อดอลโฟก็คงต้องมีการทำให้ลูกน้องเกิดความเชื่อในระดับหนึ่งด้วยค่ะ เพราะจุดหลักที่แกงค์ของอดอลโฟเป้นที่ยำเกรงก็เพราะความกล้าบ้าบิ่นของคนในแกงค์นี่เอง ซึ่งตรงนี้คงจะมาจากชื่อเสียงที่เขาสั่งสมมาตั้งแต่ก่อนแยกตัวมาตั้งแกงค์ด้วยค่ะ



>>คุณ MD
กินคนนี่ไม่แน่ใจว่ากินหรือเปล่าค่ะ อยากจะเชื่อว่าไม่ได้กิน สยอง.....

ตอนเจอรูปสุดท้าย ข้าพเจ้าก็อึ้งไปเหมือนกัน



>>คุณ ultimaweapon
ไม่ใช่ไทยประเทศเดียวที่งมงาย แต่อยากให้ไทยหลุดจากวงงมงายให้เร็วกว่าแมกซิโกก็ยังดีค่ะ
พูดให้ถูกคือ เอาศาสนามาใช้ในเรื่องแบบนี้ (ฆ่าคน ค้ายา พนัน ขโมย และมิจฉาชีพอื่นๆ) ข้าพเจ้าไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ค่ะ
#15 by ohx3 At 2007-09-07 10:19,
คิดได้ไงนะเอาหัวใจกับสมองมาสร้างเกราะ(แต่ทำให้นึกถึงนักเลงไทยจริงๆด้วย) คราวหน้าก็ขอ เดวิด เคอเรซ ด้วยเลยละกันครับ อารมณ์แบบว่าจะได้ต่อเนื่อง(แบบพวกฆ่าตกรต่อเนื่องอะไรแบบนั้นน่ะ )
#14 by Kindaichi (58.137.12.78) At 2007-09-07 10:13,
อย่างน้อยก็อุ่นใจที่ไม่ใช่ไทยชาติเดียวที่เชื่อในเรื่องไสยศาสตร์(จนงมงาย??)

คิดถึงหน้าพวกโจรตอนรู้ตัวว่าเกราะเวทไม่มีอยู่จริง แล้วโดนจับยกแก๊ง....อนาถน่าดู
#13 by ultimaweapon (58.64.72.183) At 2007-09-07 02:08,
เกย์ ค้ายา เล่นของและกินมนุษย์ เป็นส่วนผสมที่แปลกแฮะ
เอ่อ... ช่างเป็นส่วนผสมที่ประหลาดอะไรเยี่ยงนี้ ยาเสพติด คุณไสย และไบเซ็กชวล...

สงสารนักศึกษาอเมริกันจริงๆ ไปตายเป็นเหยื่อบูชายัญสังเวยความวิปริตแบบนี้ สางสารหัวอกพ่อแม่ที่พอรู้ข่าวคงเป็นลมไปเลย

ถึงมนตร์ดำจะไม่ขลังจริงเพราะโดนตำรวจรวบตัวได้สบายๆ แต่ทำไมเขาถึงผงาดขึ้นมาในวงการได้โดยชูเรื่องนี้เป็นจุดเด่นนะ? คือหมายความว่า ในวงการนี้มันโหดจะตาย ถ้ามนตร์ดำไม่ขลังจริง พี่แกไม่หนังเหนียวอยู่ยงคงกระพันจริงดังคำอวดอ้างก็ไม่น่ารอดชีวิตมาจนมีธุรกิจเป็นล่ำเป็นสันขนาดนี้ น่าจะโดนเป่าดับไปนานแล้ว...

หรือว่าที่ผ่านมาพี่แกจะโชคดีมาตลอด?

แอบอึ้งเล็กน้อยตอนที่อ่านไปเจอว่านอนตายพร้อมคู่รักที่เป็นผู้ชาย หักมุมจบอย่างแรง
#11 by naranjina At 2007-09-06 12:05,
เอ่อจะว่าไปวันนี้ผมผ่าน shop Sony หันไปดูหน้าจอ Bravia มา เห็นเค้าเปิดเรื่อง Apocalypto อยู่ว์พอดี (เรื่องนี้พี่เมล กิ๊บส้น กำกับอีกแล้ว)เรื่องก็เกี่ยวกับพวกชนเผ่าเช่นกัน มีรายละเอียดเยอะมาก (แต่ผมยังไม่ได้ดูเต็มๆ เรื่องนะ) ผมก็แยกไม่ออกเหมือนกันว่า มายัน วูดู แอนทีค ต่างกันยังไง ถ้ามีเวลาคุณโอ๋อธิบายหน่อยก็ดีนะครับ

ส่วนเรื่องมิสสะเตอร์ อดอลโฟนี่....no comment จริงจริง ส่วนหนึ่งคงเพราะมีคุณแม่ที่ชอบเรื่องวูดูเลยซึมซับมาจากสภาพแวดล้อมแบบนั้น แล้วก็ขยายผลต่อไปโดยเอามาโยงกับเรื่องมาเฟีย และค้ายา...
ขอบคุณสำหรับ entry ครับ
#10 by Rising-Top (58.8.95.159) At 2007-09-06 00:15,
ง่าไสยศาสตร์ ค้ายา เป็นเกย์...มาโยงกันได้แบบแปลกมาก
แต่ก็คงเป็นผลจากการเลี้ยงดูนี่แหละ ส่วน link คงขอผ่านไม่เปิดดูค่ะ กลัว

เพิ่งอ่านพิธีบูชายัน ของเผ่ามายันมา สยอง ตัดxxxละ ควักหัวใจ โยนมาจากวิหารอันนั้นน่ากลัวมาก คาดว่าแบบแอสแทคคงไม่ต่างกัน
(สารภาพว่าแยก แอสแทค มายา วูดู ไม่ค่อยออกน่ะค่ะ ว่าต่างกันตรงไหน )
#9 by kisara yui At 2007-09-05 23:23,
เป็นเกย์นี่เอง เฮ่อ โศกนาฏกรรมรักของชายวิปริตผู้มีความเชื่อแบบแอสเท็กซ์และเป็นพ่อค้ายานรก
#8 by Amilin At 2007-09-05 23:08,
เอ่อ ... อ่านแล้วก็ สงสารคนโดนฆ่าทั้งหลาย
ขอนับถือคุณตำรวจทั้งหลาย~
#7 by aerith-chan At 2007-09-05 21:25,
คงจะกล่อมสาวกให้เชื่อโดยใช้ยาบวกกับความเชื่อในท้องถิ่นผสมกันไปด้วย

...อ่านไปแล้วดันคิดถึงกรณีน้ำส้วมวิเศษในไทยที่ชาวบ้านพากันไปตักกินแฮะ
#6 by blade At 2007-09-05 19:32,
อืมม...ไอ้แหกอก ควักหัวใจนี่ อ่านแล้วทำไมทำให้คิดไปถึงแอบดูเป็นแอบดูตายได้่ก้อไม่รู้ค่ะ

ว่าแต่...เรื่องที่เค้าเอาพิธีมนต์ดำไปผูกกับการค้ายานี่...คิดได้ไงเนี่ย หรือว่ามันทำให้พวกผู้เสพย์เห็นภาพหลอนอยู่แล้ว ก้อเลยหลอกง่ายขึ้น
#5 by imai283 At 2007-09-05 18:01,
ยาเสพติดไม่เคยส่งผลดีเลยหน๊อ
#4 by 『才鬼-サイキ-』 At 2007-09-05 16:42,
สภาพแวดล้อมนี่มีผลต่อสภาพจิตใจจริงๆนะเนี่ย
#3 by HellHound At 2007-09-05 16:38,
=_= '' อืมม์ ถ้าเอาเรื่องก็เป็นความเชื่อผิดๆกับยาเสพย์ติด

แต่สุดท้ายจุดที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ก็มาจากการเลี้ยงดูจนได้แฮะ
#2 by Kuro Noire At 2007-09-05 16:33,
/me ดูรูป...

นุ่งสั้นด้วย.. ไม่สิ.... นั่นมันชั้นใน =_='
พิธีของแอสแทคนี่เค้าทำอย่างเดียว ไม่กินใช่ไหมครับ?
#1 by กระรอกโฉด At 2007-09-05 15:45,