2007/Sep/05

* เนื้อหาในวันนี้มีใจความที่มีความรุนแรงอยู่ด้วย กรุณาพิจารณาให้ดีก่อนอ่านด้วยค่ะ

ในบล็อกนี้ก็ได้พูดถึงเจ้าลัทธิฆาตกรกันไปบ้างแล้ว ทั้งจิม โจนส์, ชาร์ลส แมนสัน แล้วก็อาซาฮาระ โชโค พอได้รับรีเควสอีก เลยนึกถึงอดอลโฟ คอนสแตนโซขึ้นมาได้ค่ะ ที่จริงแล้ว ถ้าพูดถึงในแง่ความมีชื่อเสียงล่ะก็ เดวิด คอเรช น่าจะเป็นที่รู้จักกันดีมากกว่า ที่ข้าพเจ้านึกถึงท่านผู้นี้ก่อน คงจะเป็นเพราะอิมแพคปลีกย่อยมากกว่ารูปคดีโดยรวม ก็เป็นได้?
คุณHellHound ขอบคุณมากค่ะสำหรับรีเควส บอกตามตรงค่ะว่าเนื้อหามีอิมแพคก็จริงแต่ใจความมันสั้นมาก ขออภัย....



Adolfo de JesusConstanzo (1962 - 1989)
The Godfather of Matamoros

มาทาโมรอสเป็นเมืองหนึ่งในแมกซิโกซึ่งอยู่เลียบแม่น้ำริโอแกรนด์ฝั่งตรงข้ามกับรัฐเท็กซัส นักศึกษาจากเท็กซัสมักจะใช้เวลาในวันหยุดข้ามสะพานมายังมาทาโมรอสเพื่อท่องเที่ยว แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าในเวลาเพียง 10 อาทิตย์ก่อนเดือนมีนาคมปี 1989 นั้น มาทาโมรอสมีบันทึกว่ามีผู้หายสาบสูญมากถึง 60 รายซึ่งพวกเขาเหล่านี้ต่างก็หายตัวไปโดยไม่มีการสืบค้นหาอย่างจริงจังเท่าที่ควรนัก

คดีนี้กลายมาเป็นที่จับตามองครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 1989 มาร์ค คิลรอย (21) นักศึกษาชาวอเมริกา หายสาบสูญไประหว่างเดินทางมาชมชมงานเทศกาลพร้อมกับเพื่อนร่วมชั้นอีก 3 คน ครอบครัวคิลรอยเป็นผู้มีอำนาจในระดับหนึ่ง และลุงของเขาก็ทำงานในกงศุลของสหรัฐฯ จึงมีการสืบค้นหาตัวคิลรอยกันอย่างแข็งขัน ครอบครัวกิลรอยยังประกาศจะมอบเงินรางวัล 15,000 ดอลล่าร์สำหรับข้อมูลใดๆที่จะนำตัวมาร์คคิลรอยกลับมาโดยปลอดภัย หรือจับกุมผู้ที่ลักพาตัวเขาไปได้ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีเบาะแสใดๆมาถึงมือตำรวจเสียที



เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งเดือนในวันที่ 9 เมษายน ตำรวจปราบปรามยาเสพติดของแมกซิโกสะกดรอยตามรถบรรทุกน่าสงสัยคันหนึ่งไปถึงฟาร์มกลางทุ่งเปลี่ยว และในโรงนาเก่าโทรมนั้นเอง พวกเขาก็ตรวจพบกัญชากับโคเคนจำนวนมาก ระหว่างที่ทำการจับกุมกลุ่มคนร้าย ตำรวจยังพบหม้อซึ่งส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงวางอยู่หน้าแท่นบูชาที่เต็มไปด้วยรูปปั้นประหลาดมากมาย ซึ่งเมื่อชะโงกดูก็พบว่าในหม้อดังกล่าวนั้นมีสมองคนกำลังต้มอยู่
คนร้ายหลายคนซึ่งอยู่ในโรงนาไม่แสดงท่าทีขัดขืนการจับกุม ซ้ำยังหัวเราะด้วยความมั่นใจว่าตำรวจไม่มีทางทำอะไรพวกเขาได้ และอ้างว่าพวกตนมีเกราะเวทย์มนต์ที่จะสะท้อนกระสุนและการคุกคามใดๆที่ผู้อื่นจะพึงกระทำต่อพวกเขา (......นึกถึงพวกนักเลงไทยที่แขวนสารพัดหลวงพ่อขึ้นมาทันที)
แน่นอนว่าเกราะเวทย์มนต์ดังกล่าวย่อมไม่มีอยู่จริง ตำรวจทำการรวบตัวคนร้ายทั้งหมดในที่นั้นเอาไว้ได้ และเมื่อทำการเก็บหลักฐาน พวกเขาก็พบขุดศพ 15 ศพจากพะเนินดินหลังโรงนา และในจำนวนนั้น พวกเขาก็เจอศพของมาร์ค คิลรอยที่หายตัวไปในที่สุด ศพของคิลรอยถูกผ่ากระโหลกและไม่พบสมองอยู่ภายในจากการให้การในภายหลังทราบว่าศพเหล่านั้นเป็นเครื่องสังเวยพิธีมนต์ดำของแอสเทคซึ่งจะประกอบขึ้นทุกครั้งก่อนที่จะมีการซื้อขายยาเสพติดครั้งใหญ่ โดยจะควักหัวใจและสมองของเหยื่อออกมาต้ม ซึ่งคนร้ายเชื่อเมื่อทำเช่นนี้แล้ว พวกเขาก็จะมีเกราะกายสิทธิ์มาป้องกันตนเองจากกระสุนปืนและอันตรายทุกอย่าง ซึ่งเจ้าลัทธิมืดนี้ก็คืออดอลโฟ คอนสแตนโซนั่นเอง

อดอลโฟเกิดเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 1962 ที่ไมอามี่ รัฐฟลอริด้า มารดาของเขาเป็นผู้ลี้ภัยจากคิวบา เธอคลอดเขาเมื่ออายุ 15 ปีและหลังจากนั้นก็ประกอบอาชีพเป็นหมอผีลัทธิวูดู เธอเคยถูกจับกว่า 30 ครั้งในคดีปลอมเช็ค ย่องเบา ปล้นและไม่รับผิดชอบการเลี้ยงดูบุตร ปี 1972 เธอแต่งงานใหม่ ซึ่งชายที่กลายมาเป็นพ่อเลี้ยงของอดอลโฟผู้นี้ก็ประกอบอาชีพค้ายาและนักไสยศาสตร์
เห็นได้ชัดว่าอดอลโฟได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมมาอย่างแรง ตัวเขาเองก็มีความประพฤติไม่ใคร่ดีนักมาตั้งแต่เด็ก อดอลโฟมักไปมั่วสุมอยู่ในบาร์เกย์และก่อคดีเล็กๆน้อยๆอยู่เสมอในปี 1980 เขาย้ายไปยังแมกซิโกซิตี้และใช้วิชามนต์ดำที่เรียนรู้จากแม่ในการผูกมิตรกับองค์การค้ายาต่างๆของแมกซิโก ปี 1987 อดอลโฟอาศัยจังหวะที่องค์การต่างๆกำลังต่อสู้กันเอง แยกตัวออกมาเริ่มธุรกิจของตัวเองที่ฟาร์มเฮเลน่าในมาทาโมรอส อดลอโฟและลูกน้องเป็นที่ยำเกรงจากกลุ่มผู้ยาอื่นๆด้วยมีคนจำนวนมากที่เชื่อว่าอดอลโฟเป็นมีอำนาจมนต์ดำจริง และลูกน้องของเขาต่างก็บ้าบิ่นไม่กลัวตายด้วยเชื่อว่าตนมีร่างกายเป็นอมตะ ถึงกับมีการคาดการณ์ว่าอดอลโฟจะกลายมาเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของวงการยาเสพติดในแมกซิโกในเวลาไม่ช้า

จะอย่างไรก็ดี 15 ศพที่ฟาร์มเฮเลน่าก็ทำให้ตำรวจต้องหันมาเอาจริงกับการปราบปรามแกงค์ของอดอลโฟ และในวันที่ 6 พฤษภาคม 1989 ตำรวจพบเบาะแสว่าอดอลโฟกำลังซุ่มตัวอยู่ที่อพาร์ทเมนท์ในแมกซิโกซิตี้ จึงนำกำลังเข้าล้อมที่กบดานของเขาเอาไว้ มีการยิงปืนโต้ตอบกันอยู่พักใหญ่ก่อนที่ซาร่า มาเรีย อัลเดรเต้ผู้เป็นคนรักของอดอลโฟและรองหัวหน้าแกงค์จะตะโกนพร้อมกับวิ่งออกมา
"เขาตายแล้ว! เขาตายแล้ว!!"
ตำรวจบุกเข้าไปในห้องและพบศพของอดอลโฟกับมาร์ติน ควินทาน่า (คนรักของอดอลโฟ ....ผู้ชายค่ะ) นอนจมกองเลือดอยู่ในตู้เสื้อผ้าเอล ดูบี้ซึ่งเป็นลูกน้องให้การว่าเมื่ออดอลโฟเห็นว่าตนไม่ทีทางหนีไปได้แล้ว จึงส่งปืนให้ดูบี้และสั่งให้ยิงเขาและควินทาน่า (มีรูปค่ะ แต่ค่อนข้างจะโหดหน่อย ผู้ที่ทำใจได้เชิญ
ทางนี้) ดูบี้กล่าวอย่างมั่นใจแม้กระทั่งหลังจากถูกจับกุมว่า"The godfather will not be dead for long"

จะอย่างไรก็ดี ไม่ปรากฏว่าอดอลโฟ คอนสแตนโซจะคืนชีพกลับมาจากการตายในครั้งนี้


ลูกน้องของอดอลโฟหลังการจับกุม
คนที่สองจากขวาคือซาร่า อัลเดรเต้

Comment

Comment:

Tweet


มีทำเป็นหนังน่าจะมาจากเรื่องนี้ ขื่อ Borderland
#27 by damndog (124.121.18.99) At 2009-07-27 19:55,
รอ คุณ โอ๋ อัพเรื่องใหม่ๆ อยุ่นะคับ

ติดตามผลงานอย่างสม่ำเสมอ

ถ้ามี พวก murder case ของคนไทย หรือ แถบเอเชีย เยอะๆก็ดีนะคับ อยากอ่าน เรื่องราวใน ละแวกบ้านเรามั่งจัง



#26 by โจโจ้ (58.8.139.249) At 2007-10-25 19:47,
>>คุณ Kindaichi
ยากสสสสสส์ ขออภัยค่ะ สงสัยตอนข้าพเจ้ากำลังนั่งเขียนคอมเมนท์อยู่ ของคุณ Kindaichi เลยตอบเข้าไปก่อน แล้วข้าพเจ้าก็ไม่ทันเช็คย้อนดูด้วย ต้องขออภัยจริงๆค่ะ

เคยอ่านในการ์ตูนที่เกี่ยวกับอารยธรรมแถบนั้นเหมือนกัน (ไม่แน่ใจว่าแอสเทคหรือมายา) เขามีพูดเรื่องการควักหัวใจด้วย แต่สมองนี่ก็เพิ่งรู้ตอนอ่านเรื่องของอดอลโฟนี่แหละค่ะ หวังว่าเมืองไทยคงยังไม่ทำถึงขนาดนั้นนะ อึ๋ยยย

เดวิด คอเรซขอรับไว้เป็นรีเควสเลยค่ะ ขอบคุณมากค่ะ



>>คุณ ROGER
คิดเช่นเดียวกันค่ะ
อันนี้เราก็ไม่ทราบแน่เหมือนกันว่าอดอลโฟมีอำนาจมนต์ดำจริงหรือเปล่า หรือจะเป็นแค่การตบตา แต่มันน่ากลัวตรงที่ว่าลูกน้องของเขาเชื่อแล้วก็คิดด้วยว่าตัวเองจะทำอะไรก็ได้โดยที่คนอื่นไม่สามารถเอาผิดกับตัวเองด้วยนี่แหละค่ะ

ความเชื่อนี่น่ากลัวจริงๆ



>>คุณ SeiRayZ
ไม่ได้พบกันเสียนานเลยค่ะ ....แต่แล้วข้าพเจ้าก็ตั้งท่าจะโดดอัพบล๊อกอีกซะนี่....
#25 by ohx3 At 2007-09-13 16:38,
เข้ามาก็ยังนำความรู้มาอีกเหมือนเดิม อิอิ ขอโทษทีเราหายไปนาน
#24 by 『†』Sëil2ãyzÐs『†』 At 2007-09-13 12:22,
คุณโอ๋ข้ามผมไปเลยง่ะ
ปล.เมื่อกี้เผลอไปโดน enter เข้าเลยไม่มีข้อความง่ะ
#23 by Kindaichi (58.137.12.78) At 2007-09-13 07:41,
#22 by Kindaichi (58.137.12.78) At 2007-09-13 07:40,
ช่วงนี้งานยุ่ง เพิ่งจะได้มีโอกาสมาคอมเมนท์ครับ +3+/

ฟังแล้วก็น่ากลัวนะครับ ความเชื่อนี่เป็นพลังที่ดี แต่ก็เป็นเครื่องมือของคนชั่วได้เช่นกัน ไม่ว่าจะลัทธิหรือศาสนา เราก็ควรเชื่อด้วยสติทั้งนั้น
#21 by -----ROGER----- At 2007-09-12 15:41,
>>คุณ So Gallagher (ต่อ)
เผลอกดอีกแล้ว orz

ปล. Paul is dead ขอรับไว้เป็นรีเควสเลยค่ะ ขอบคุณมากค่ะสำหรับรีเควส ยังสยองอยู่เหมือนกันว่าจะเขียนได้สักแค่ไหน แต่ก็จะพยายามค่ะ
#20 by ohx3 At 2007-09-10 10:27,
>>คุณ reafre
พูดถึงลูกกรอกแล้วเลยนึกถึงขุนแผน ....พูดตามตรงว่าข้าพเจ้าเกลียดขุนแผนที่สุดในบรรดาตัวละครในวรรณกรรมไทยเลยค่ะ นอกจากจะเจ้าชู้ ไม่เห็นคนเป็นคนแล้วยังรังแกคนอ่อนแออีกต่างหาก ฮึ่ม...

ปล.ไว้เดือนตุลามาเจอกันอีกทีนะเด้อ



>>คุณ So Gallagher
ที่แมกซิโกเป็นอย่างนั้นน่าจะเป็นเพราะการศึกษาและปัญหาความยากจนค่ะ อาจารย์ข้าพเจ้าเคยพูดถึงแมกซิโกว่าเป็นประเทศที่อ้าแขนรับทุกคนที่เข้ามา และไล่ตามทุกคนที่จะจากไปค่ะ (เพราะที่ชายแดนอเมริกา-แมกซิโก เวลาจะเข้าไปแมกซฺโกนี่เดินผ่านไปสบายๆ ไม่ต้องมีวีซ่าค่ะ แต่พอขากลับจะเข้าอเมริกา ท่านจะตั้งด่านกั้นประตู ขอตรวจพาสปอร์ตกันให้วุ่น หลายครั้งที่มีคนเข้าแมกซิโกไปโดยที่ลืมเอาพาสปอร์ตไปด้วย ตอนจะกลับก็แย่เลย)
#19 by ohx3 At 2007-09-10 10:26,
เม็กซิโก เป็นประเทศที่รุนแรงกว่าอเมริกาอีกนะ ผมว่า วัฒนธรรมหลายๆ อย่าง มันไปแนวๆ นั้น

อ่านแล้วนึกถึงพวกเสือๆ ในเมืองไทยจังเลยครับ

เพียงแต่เมืองไทยมีขุนพันมาใช้ไสยศาสตร์โต้น่ะนะ 555

ป.ล. ขอรีเควสเรื่อง hoax Paul is dead ได้ไหมฮะ ชอบ The Beatles
#18 by So Gallagher At 2007-09-08 11:55,
อ่านแล้วนึกถึงนักเลงไทยที่เล่นของขลังจริงๆด้วยค่ะ จริงๆแล้วเท่าที่เคยอ่านนิยายมาของขลังของคนไทยนี่ก็แปลกพิสดารใช่ย่อย เพียงแต่ยังไม่เจอสิ่งที่ต้องฆ่าคนมาทำนะคะ (ลูกกรอกนี่นับไหมนะ?)

เลยคิดว่าเรื่องที่เอาวูดูม