2007/Oct/22

อาการสแลมป์ยังไม่ยอมหายง่ายๆค่ะ สงสัย Paul is dead มีโอกาสได้เลื่อนไปจนกว่าข้าพเจ้าจะหาทางจัดการกับปกอัลบั้ม + เนื้อเพลงแน่ๆเลย ....นั่งอ่านยังไงก็ไม่เข้าใจความคิดคนตีความอยู่ดี

วันนี้จึงขอเลื่อนรีเควสท่านอื่นขึ้นมาแทนค่ะ แต่ดองรีเควสไว้นานไปหน่อย จำไม่ได้แล้วว่าได้รับรีเควสนี้มาจากท่านไหน orz
ท่านที่จำได้ว่าตัวเองเป็นผู้รีเควส ขอบคุณมากค่ะสำหรับรีเควสของเบลล์ กันเนส และขออภัยจริงๆค่ะที่คนเขียนดองจนลืม ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะตรงกับที่ได้รับรีเควสไว้หรือไม่ (จำได้ว่ารีเควสเป็นฆาตกรหญิงที่อาละวาดอยู่แถวเท็กซัส?) ถ้าไม่ใช่ ก็ต้องขออภัยอีกทีด้วยค่ะ



Belle Sorenson Gunness (1859 - 1931?)
ชื่อเดิม Brynhild Paulsdatter Størseth
(รูป: เบลล์ถ่ายกับลูกเมื่อประมาณปี 1904 จากซ้ายคือลูซี่ เมียร์เทิ่ลและฟิลิป)

กล่าวกันว่าถ้า H.H.โฮมส์ได้ชื่อว่าเป็นเคราน้ำเงินของวงการอาชญากรรม อีกคนที่ควรจะถูกยกชื่อขึ้นมาคู่เคียงกันในฐานะเคราน้ำเงินเวอร์ชั่นผู้หญิงก็คงจะเป็นเบลล์ กันเนสนี่เอง นอกจากนี้เธอยังเป็นทั้งฆาตกรหญิงที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของอเมริกาและตำนานอีกด้วย

เบลล์ กันเนส หรือชื่อเดิมคือบรินไฮด์ สเตอร์เซธ เกิดที่นอร์เวย์ในเมืองใกล้ทะเลสาบเซลบู เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 1859 เป็นหญิงร่างใหญ่บึกบึนถึงสูงกว่า 183 เซนติเมตรและมีน้ำหนัก 93 กิโลกรัม ในรายงานซึ่งถูกเปิดเผยขึ้นภายหลัง กล่าวว่าในปี 1877 เธฮกำลังตั้งครรภ์ซึ่งเธอไม่เปิดเผยไม่ว่าใครเป็นพ่อ หากในระหว่างงานเทศกาลประจำปีนั้นเอง บรินไฮด์ถูกทำร้ายโดยชายไม่ทราบชื่อ เธอถูกเตะที่ท้องอย่างแรงเป็นผลให้แท้งลูก ซึ่งการแท้งนี้ได้ทำให้คนรอบข้างเปลี่ยนท่าทีอันเย็นชาในครั้งแรกมาเป็นความเห็นใจ (ชายคนร้ายเสียชีวิตหลังเหตุการณ์นี้ไม่นานนัก ตามรายงานกล่าวว่าเนื่องจากโรคมะเร็งในช่วงท้อง)
หลังการแท้ง บรินไฮด์เข้าทำงานในฟาร์มของเศรษฐีเป็นเวลา 3 ปีเพื่อเก็บเงินค่าเรือสำหรับเดินทางไปอเมริกา เธอได้ไปยังอเมริกาสมใจในปี 1881 และเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็นเบลล์นับแต่นั้น เธอทำงานเล็กๆน้อยๆเป็นสาวใช้ในบ้านไม่ก็คนงานในฟาร์ม หากเบลล์ไม่คิดจะจบชีวิตตัวเองอยู่เพียงแค่นั้น เธอมีความทะเยอทะยานและโลภมาก ในภายหลัง เนลลีย์ ลาร์สันผู้เป็นพี่สาว ได้กล่าวเกี่ยวกับเบลล์ว่า "เบลล์เป็นคนหน้าเงิน และนั่นเองที่เป็นจุดอ่อนที่สุดของเธอ"


เบลล์สมัยยังสาว

ในปี 1884 เบลล์แต่งงานกับแมดส์ อัลเบิร์ต โซเรนเซนและย้ายไปลงหลักปักฐานที่เท็กซัส พวกเขาเปิดร้านขายลูกกวาดที่นั่น หากธุรกิจก็ไม่ดำเนินไปดีนัก และในไม่ช้า ร้านขายลูกกวาดก็ถูกไฟไหม้อย่างเป็นปริศนา (เบลล์ให้การว่าตะเกียงน้ำมันก๊าดล้มลงทำให้ไฟลุกติดลามไป หากก็ไม่มีการค้นพบตะเกียงจากที่เกิดเหตุ) จะอย่างไรก็ดี พวกเขาได้รับจ่ายเงินค่าประกันซึ่งนำไปซื้อบ้านหลังใหม่นอกชานเมืองออสติน แต่ในปี 1898 บ้านหลังนี้ก็ประสบกับไฟไหม้เช่นกัน และเงินประกันก็ถูกจ่ายอีกครั้ง
30 กรกฎาคม 1900 แมดส์เสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน.... เพียงสองวันก่อนที่ตำรวจจะออกหมายจับกุมเขาในข้อหาเกี่ยวกับเงินประกันทั้งสองคดีก่อน แพทย์นายแรกชันสูตรว่าสาเหตุการตายคือการถูกวางยาด้วยสตริกนิน (อัลกาลอยด์มีพิษชนิดหนึ่ง เป็นสารผลึกสีขาว มีรสขมจัด และมีฤทธิ์ทำลายประสาทอย่างรุนแรง เจอบ่อยๆในนิยายนักสืบ) หากแพทย์ประจำครอบครัวก็ยืนยันว่าแมดส์เสียชีวิตเนื่องจากโรคหัวใจวาย แม้จะมีข้อกังขามากมาย เบลล์ก็ได้รับจ่ายเงินประกันชีวิต 8,500 ดอลลาร์ในทันทีหลังจากงานศพของสามี และท่ามกลางสายตากังขาของญาติฝ่ายสามี เบลล์ก็หอบเงินกับลูกสาว 3 คน (บางเอกสารบอกว่า 2 คน) ย้ายไปยังฟาร์มเล็กๆที่ซื้อไว้นอกเมืองลาพอร์เต้ รัฐอินเดียน่า

* มีเอกสารซึ่งกล่าวว่าที่จริงแล้ว เบลล์กับแมดส์มีลูกด้วยกัน 4 คนคือ แคโรไลน์, แอกเซล, เมียร์เทิ่ลและลูซี่ แต่แคโรไลน์กับแอกเซลเสียชีวิตตั้งแต่ยั
งเป็นทารกเนื่องจากโรคลำไส้อักเสบโดยฉับพลัน โรคนี้จะมีอาการคลื่นไส้ เป็นไข้ ท้องร่วง ปวดหนึบที่ช่วงท้องและเป็นตะคริว ซึ่งอาการเหล่านี้คล้ายคลึงกับการถูกวางยาพิษ และการตายของเด็กทั้งสองก็ได้นำเงินประกันมาสู่ครอบครัวเช่นกัน

** บางเอกสารจะกล่าวว่าแมดส์เสียชีวิตก่อนที่คดีไฟไหม้สองคดีจะเกิดขึ้น

แม้ว่าเหตุการณ์จนถึงในจุดนี้จะไม่มีหลักฐานยืนยันที่ชัดเจนนักว่าเบลล์ได้ลงมือฆ่าสามีและลูกๆไปจริงหรือไม่ แต่อย่างน้อย ผู้อ่านก็พอจะมองออกว่ารอบๆตัวเบลล์นั้นชักจะไม่ชอบมาพากลขึ้นทุกที และโดยคดีที่ถูกตั้งข้อสงสัยในฐานะคดีอาชญากรรมอย่างเป็นทางการนั้นเริ่มขึ้นหลังจากที่เบลล์ย้ายไปยังอินเดียน่านี่เอง

ที่อินเดียน่า เบลล์ได้พบกับปีเตอร์ กันเนสซึ่งเป็นพ่อม่ายลูกติดชาวนอร์เวย์ พวกเขาแต่งงานกันเมื่อวันที่ 1 เมษายน 1902 เพียงหนึ่งสัปดาห์หลังพิธีสมรส ลูกสาวของปีเตอร์ก็เสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุขณะอยู่ในบ้านเพียงลำพังกับเบลล์ และในเดือนกุมภาพันธ์ปีเดียวกัน ตัวปีเตอร์เองก็ประสบ"อุบัติเหตุ"อันไม่คาดฝันซึ่งเบลล์อ้างว่าใบมีดของเครื่องหั่นเนื้อที่วางอยู่บนชั้นตกลงมาใส่ศีรษะของเขาพอดีจนเขาตายสนิท
เบลล์เชื่อว่าตัวเองจะได้รับเงินประกันจากการตายของสามีคนใหม่ หากคนในท้องถิ่นและบริษัทประกันก็ตั้งข้อกังขาว่าพ่อค้าเนื้อผู้มีประสบการณ์เช่นปีเตอร์จะเผลอเรอได้ถึงเพียงนั้นเชียวหรือ และในขณะที่อัยการประกาศฟ้องเบลล์ในข้อหาทำการฆาตกรรม เจนนี่ ออลสัน (14) ก็กล่าวกับเพื่อนร่วมชั้นว่าพ่อของเธอถูกแม่ฆ่าด้วยการเอาใบมีดทุบที่ศีรษะ

เจนนี่ถูกเรียกตัวมาให้การในศาล ระหว่างที่เธอให้การนั้น เบลล์จะนั่งอยู่ใกล้แท่นพยานและจ้องเขม็งมาที่เด็กหญิงตลอดเวลา หลังการให้การของเจนนี่ เบลล์ก็ขึ้นมากล่าวให้การบ้าง เธอยืนยันในความบริสุทธิ์ของตัวเอง และกล่าวตัดพ้อถึงความยากลำบากที่ผู้หญิงตัวคนเดียวต้องเลี้ยงดูลูกๆที่เหลืออยู่ ประกอบกับในขณะนั้นเบลล์กำลังตั้งครรภ์อยู่ (ฟิลิปเกิดในปี 1903) คณะลูกขุนจึงเริ่มโอนเอียงไปทางเบลล์ ท้ายที่สุด เธอได้รับการปล่อยตัวและข้อหานี้ก็ตกไป
หลังการขึ้นศาลในครั้งนี้ เบลล์จ้างรอย แลมเฟียร์มาช่วยดูแลฟาร์ม และไม่นานหลังจากนั้น เจนนี่ก็หายตัวไป เมื่อเพื่อนบ้านถามถึง เบลล์ก็ตอบว่าเธอได้ส่งเจนนี่ไปยังมหาวิทยาลัยในลอสแองเจลิส ซึ่งในความจริงแล้ว เจนนี่ถูกสังหารไปเรียบร้อยแล้ว ศพของเด็กหญิงถูกพบภายหลังในบริเวณฟาร์มนั่นเอง

มาถึงตรงนี้ เบลล์คงเริ่มคิดได้ว่าบริษัทเงินประกันคงจะไม่ยอมจ่ายให้เธอง่ายๆอีกต่อไป เธอจึงเริ่มธุรกิจใหม่ซึ่งในภายหลังถูกเรียกว่า "Lonely Hearts Killer" ตามคดีของเรย์มอนด์ เฟอร์นันเดซกับมาร์ธา เบคนั่นเอง เธอส่งข้อความไปลงในนิตยสารดังนี้

"แม่ม่ายยังสาวหน้าตาดี เป็นเจ้าของฟาร์มที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในลาพอร์เต้ รัฐอินเดียน่า มีความปรารถนาจะคบหากับสุภาพบุรุษผู้มีฐานะดีและมีทัศนวิสัยกว้างไกล"

จากจดหมายที่ส่งมา เบลล์คัดสรรเฉพาะฉบับที่แนะนำตัวว่าร่ำรวยและไม่มีญาติมิตร เธอจะเขียนตอบกลับไปเช่นนี้

"คุณเป็นคนที่ฉันตามหามานานไม่ผิดแน่ (ย่อ) ทางฉันได้ตั้งข้อกำหนดขอรับเงินสดหรือหลักทรัพย์ที่มีค่าเป็นเงินจำนวนมากไว้เป็นมัดจำ ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันผู้มีจิตไม่ประสงค์ดี จากการประเมินความน่าเชื่อถือของคุณจะตกเป็นเงิน 20,000 ดอลล่าร์ และเพื่อแสดงความชื่นชมในความจริงใจของคุณจึงใคร่จะขอให้คุณนำเงิน 5,000 ดอลล่าร์ติดตัวมาด้วย เพื่อที่จะสนทนาเกี่ยวกับอนาคตด้วยกัน"

อย่าว่าแต่สมัยโน้นเลย มาทุกวันนี้ ถ้ามีเมลประมาณนี้ส่งมาหา ไม่ว่าใครก็คงจะจับโยนลงถังขยะไปหมดแล้วแน่ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีผู้ชายมากมายที่หลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อของเบลล์ หนึ่งในนั้นคือจอห์น มูซึ่งเดินทางมากจากวิสคอนซิน เขาเป็นคนร่างใหญ่อายุประมาณ 50 ปี จอห์นนำเงินติดตัวมามากกว่า 1,000 ดอลล่าร์และหายตัวไปหลังจากที่เขามาถึงฟาร์มกันเนสเพียงหนึ่งอาทิตย์

คนถัดไปที่มาถึงคือจอร์จ แอนเดอร์สัน เขาเป็นผู้อพยพชาวนอร์เวย์ซึ่งมาตั้งถิ่นฐานที่มิสซูรี่ในฐานะชาวนาผู้ร่ำรวยและกำลังเหงาใจ แอนเดอร์สันฉลาดพอที่จะไม่นำเงินจำนวนมากติดตัวมาเนื่องจากเขาต้องการที่จะแน่ใจในตัวเบลล์เสียก่อน เขาพบว่าเบลล์ตัวจริง (อายุย่างเข้ากลาง 40 แล้ว) ไม่ได้สวยเหมือนที่เธอโฆษณาไว้ หากก็เปี่ยมไปด้วยมารยาทและทำให้เขารู้สึกเป็นกันเองเหมือนอยู่บ้าน เขาจึงตัดสินใจจะจ่ายเงินมัดจำให้กับเบลล์เพื่อที่จะคิดเรื่องแต่งงานอย่างจริงจัง แอนเดอร์สันกลับไปยังฟาร์มที่มิสซูรี่และนำทรัพย์สินของตัวเองกลับมายังฟาร์มกันเนส
หากในคืนนั้นเอง แอนเดอร์สันสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกและพบเบลล์ยืนอยู่ข้างเตียง บางอย่างในสีหน้าของเธอทำให้เขาตกใจและหนีออกจากบ้านกันเนสในคืนนั้นเอง เขาขับรถม้าของเบลล์วิ่งไปจนถึงสถานีแล้วจับรถไฟเที่ยวแรกสุดกลับไปยังมิสซูรี่ และกลายเป็นเหยื่อเพียงรายเดียวที่หนีรอดจากน้ำมือของเบลล์มาได้

หลังจากช่วงนี้ เบลล์เริ่มสั่งกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่มาใช้ มีคำยืนยันจากพนักงานส่งของว่าเบลล์ได้สั่งกระเป๋าเดินทางเหล่านี้หลายต่อหลายใบ และว่าเธอสามารถยกกระเป๋าอันควรจะหนักอึ้งเหล่านั้นขึ้นอย่างง่ายดายเพียงใด เพื่อนบ้านหลายคนให้การว่าเคยผ่านไปเห็นเธอกำลังขุดดินในเล้าหมูตอนกลางดึก และมีหลายครั้งที่มีผู้เห็นแลมเฟียร์เที่ยวตระเวณขุดไปจนทั่วฟาร์ม

Ole B. Budsburg เป็นคนถัดมาที่มาถึงฟาร์มกันเนส พ่อม่ายสูงวัยจากรัฐวิสคอนซิลผู้นี้ถูกเห็นขณะมีชีวิตเป็นครั้งสุดท้ายที่ธนาคารในลาพอร์เต้เมื่อเขากำลังถอนเงินหลายพันดอลล่าร์ออกจากบัญชีตัวเองเมื่อวันที่ 6 เมษายน 1907 ออสการ์กับแมธทิวผู้เป็นลูกชายสืบหาข่าวของผู้เป็นพ่อจนทราบเรื่องของเบลล์แล้วก็ได้ส่งจดหมายมาถามถึง เบลล์เขียนตอบกลับไปในทันทีว่าเธอไม่เคยเห็นพ่อของพวกเขามาก่อนเลย

ชายวัยกลางคนอีกหลายคนปรากฏตัวขึ้นที่ลาพอร์เต้และหายไปที่ฟาร์มกันเนส จนกระทั่งเดือนธันวาคม 1907 แอนดรูว์ เฮลเกเลี่ยน เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์จากเซาท์ดาโกต้าได้เขียนจดหมายถึงเบลล์และได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่น จดหมายฉบับหนึ่งซึ่งถูกพบที่ฟาร์มเฮลเกเลี่ยนลงวันที่ 13 มกราคม 1908 ได้เขียนไว้ดังนี้

“To the Dearest Friend in the World: No woman in the world is happier than I am. I know that you are now to come to me and be my own. I can tell from your letters that you are the man I want. It does not take one long to tell when to like a person, and you I like better than anyone in the world, I know. Think how we will enjoy each other's company. You, the sweetest man in the whole world. We will be all alone with each other. Can you conceive of anything nicer? I think of you constantly. When I hear your name mentioned, and this is when one of the dear children speaks of you, or I hear myself humming it with the words of an old love song,it is beautiful music to my ears.

My heart beats in wild rapture for you, My Andrew, I love you. Come prepared to stay forever.”

เลี่ยนอะไรจะปานนั้น

เฮลเกเลี่ยนไปหาเธอในเดือนมกราคมนั้นเองพร้อมกับเช็คเงินสดมูลค่า 2,900 ดอลล่าร์ในกระเป๋า หลายวันหลังจากที่เฮลเกเลี่ยนไปถึงฟาร์มกันเนส เบลล์ก็ปรากฏตัวขึ้นที่ธนาคารในลาพอร์เต้เพื่อที่จะเบิกเงินจำนวนรวม 1,200 ดอลล่าร์จากธนาคารสองแห่ง และในช่วงนี้เองที่เบลล์เริ่มมีปัญหากับแลมเฟียร์
แลมเฟียร์เกิดความรักในตัวนายหญิงของเขา และแสดงท่าทีหึงหวงบรรดาผู้ชายที่มายังฟาร์ม เบลล์จึงไล่เขาออกเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 1908 และเพื่อเป็นการกันไม่ให้แลมเฟียร์นำความลับในฟาร์มไปแพร่งพราย เธอตรงไปยังสถานีตำรวจด้วยตัวเองแล้วแจ้งว่าแลมเฟียร์มีอาการเสียสติและอาจจะทำอันตรายแก่เธอได้ แลมเฟียร์จึงถูกนำตัวมาสอบสวนและกันตัวไปให้ไกลจากเบลล์ หากหลายวันหลังจากนั้น เธอก็มายังสถานีตำรวจอีกครั้งและบอกว่าแลมเฟียร์ยังคงมารังควานเธอที่ฟาร์มอีก  แลมเฟียร์จึงถูกจับในข้อหาบุกรุก

เบลล์อาจจะก่อคดีต่อไปอีกหากไม่เกิดข้อผิดพลาดเกี่ยวกับการหายสาบสูญของเฮลเกเลี่ยน แอนดรูว์ เฮลเกเลี่ยนกล่าวกับเบลล์ว่าเขาไม่มีญาติพี่น้อง แต่ในความจริงนั้น เขามีน้องชายซึ่งได้รับทราบว่าพี่ชายจะไปแต่งงานกับแม่ม่ายที่ลาพอร์เต้ เอเซิ่ลเขียนจดหมายมาถามถึงข่าวคราวของแอนดรูว์กับเบลล์ ซึ่งเธอก็ตอบกลับในทันทีว่าพี่ชายของเขาไม่ได้อยู่ที่ฟาร์มกันเนสและแนะอีกด้วยว่าเจ้าตัวอาจจะไปเยี่ยมญาติที่นอร์เวย์ก็เป็นได้ เอเซิ่ลไม่เชื่อว่าพี่ชายจะทำเช่นนั้น จึงตัดสินใจจะรวมรวมคนมาช่วยกันตามหาแอนดรูว์ที่ลาพอร์เต้และออกปากให้เบลล์มาร่วมในการค้นหานี้ด้วย เบลล์ขู่ว่าการตามหาคนต้องใช้เงินจำนวนมากและเขาจะต้องจ่ายค่าให้ความร่วมมือกับเธอด้วย เอเซิ่ลตอบตกลงและวางแผนจะไปยังลาพอร์เต้ในเดือนพฤษภาคม

เบลล์ตระหนกกับความเป็นไปนี้มาก และเธอก็ตัดสินจะใช้แลมเฟียร์มาเป็นเครื่องมือในการเอาตัวรอด เบลล์ไปพบทนายในตัวเมืองและอ้างว่าเธอถูกแลมเฟียร์ตามรังควานจนเกรงว่าเขาจะทำอันตรายต่อชีวิตเธอในสักวัน จึงมีความประสงค์จะทำพินัยกรรมเพื่อที่จะเหลือความจริงข้อนี้ไว้ และยกสมบัติทั้งหมดให้กับลูกๆทั้งสามในกรณีที่เธอเสียชีวิต จากนั้น เธอไปยังธนาคารเพื่อถอนเงินทั้งหมดออกมาแล้วเลยไปยังสถานีตำรวจเพื่อแจ้งเรื่องเกี่ยวกับแลมเฟียร์ไว้

28 เมษายน 1908 แมกสันซึ่งถูกจ้างมาทำงานแทนแลมเฟียร์ตื่นขึ้นในเวลาเช้าตรู่เมื่อเนื่องจากได้กลิ่นเหม็นไหม้ เมื่อออกมาจากห้องก็พบว่าบ้านกำลังตกอยู่ในกองเพลิง เขาจึงหนีออกไปยังตัวเมืองเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่กว่ากำลังคนจะมาถึง ตัวบ้านก็วอดวายลงเป็นซากไปเสียแล้ว มีการพบศพ 4 ศพจากห้องใต้ดิน สามในนั้นเป็นศพเด็กที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นเมียร์เทิ่ล (12), ลูซี่ (9) และฟิลิป (5) ส่วนอีกศพที่เหลือเป็นศพผู้หญิงซึ่งไม่สามารถยืนยันว่าเป็นเบลล์จริงหรือไม่ เนื่องจากศีรษะได้ถูกตัดไป
* โดยการชันสูตรและการยืนยันจากคนรู้จักของเบลล์ ต่างก็ให้การว่าศพดังกล่าวไม่น่าจะใช่เบลล์ตัวจริง เนื่องจากศพนั้นมีรูปร่างเล็กกว่าเบลล์มาก แต่เนื่องจากมีการพบฟันปลอมของเบลล์ตกอยู่ข้างศพ จึงสรุปในท้ายที่สุดว่านี่เป็นศพของเบลล์ กันเนสไปโดยปริยาย

หนึ่งเดือนให้หลังในวันที่ 23 พฤษภาคม รอย แลมเฟียร์ถูกจับในข้อหาวางเพลิงและฆาตกรรม 4 คดี เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงเฉพาะในคดีวางเพลิงและถูกลงโทษจำคุก 21 ปี

เอเซิ่ล เฮลเกเลี่ยนซึ่งเดินทางมาถึงลาพอร์เต้ ตรงไปพบนายอำเภอเพื่อแจ้งถึงการหายตัวไปของพี่ชายซึ่งเขาสงสัยว่าเบลล์น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง นายอำเภอจึงนำกำลังคนเข้าขุดค้นฟาร์มกันเนสและพบศพ 13 ศพซึ่งในจำนวนนั้นมีแอนดรูว์ เฮลเกเลี่ยนรวมอยู่ด้วย ทุกศพถูกตัดแขนขาและห่อไว้ด้วยกระดาษน้ำมัน



หลายปีให้หลัง แลมเฟียร์ซึ่งอยู่ในคุกได้สารภาพกับบาทหลวงว่าเขาเคยเป็นคนรักของเบลล์มาก่อนและให้ความร่วมมือกับเธอในการก่อคดี ศพไร้หัวที่พบในที่เกิดเหตุนั้นไม่ใช่เบลล์ตัวจริง แต่เป็นหญิงจรจัดที่เขาไปลักพาตัวมา ซึ่งหากคำสารภาพนี้เป็นจริงก็เท่ากับว่าเบลล์ กันเนสยังคงมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่ง เป็นเวลาหลายปีที่นายอำเถอแห่งลาพอร์เต้ได้รับรายงานว่ามีผู้พบเห็นเบลล์ตามเมืองต่างๆของอเมริกาเฉลี่ยแล้วถึงเดือนละ 2 ฉบับ ล่าสุดในปี 1931 มีผู้แจ้งว่าพบเบลล์อาศัยอยู่ที่มิสซิสซิปปี้ในฐานะสุภาพสตรีอาวุโสผู้มีฐานะ ซึ่งในปีเดียวกันนี้เอง หญิงชื่อเอสเธอร์ คาร์ลสันถูกจับในข้อหาวางยาพิษเพื่อหวังสมบัติ มีพยาน 2 คนที่ยืนยันว่าเธอคือเบลล์ กันเนสจากรูปถ่าย หากความจริงนี้ก็ไม่ได้รับการพิสูจน์ เนื่องจากคาร์ลสันเสียชีวิตไปก่อนที่จะได้ขึ้นศาล

และทุกวันนี้ ชื่อของเบลล์ กันเนสก็หลงเหลืออยู่ราวกับเป็นตำนานอย่างหนึ่ง


อ้อ ตั้งแต่วันที่ 25 เป็นต้นไป คนเขียนแจ็คพ็อทแตกได้ไปเที่ยวอีกแล้วค่ะ จึงต้องมาลาโดดไปอีกครา..... พักนี้โดดแหลกจริงๆ ต้องขอโทษด้วยค่ะ (><)

แก้คำผิด

edit @ 22 Oct 2007 20:02:00 by ohx3