2008/Sep/06

กลับมาแล้วค่ะ ต้องขออภัยจริงๆค่ะที่หายหน้าไปนานเนื่องจากเหตุผลทางการงาน ในที่สุดตอนนี้ชีวิตก็กลับมาอยู่ในมือข้าพเจ้าแล้ว จึงขอกลับมารบกวนสายตาทุกท่านในที่นี้อีกครั้งค่ะ ระหว่างที่ทิ้งบล็อกไปก็ยังมีหลายท่านที่แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมด้วย ด้วยขอขอบพระคุณมากๆเลยค่ะ (><

คุณ mayWz ขอบคุณมากค่ะสำหรับรีเควสต้อนรับการเปิดบล็อกต่อ

* เนื้อหาในวันนี้มีใจความการใช้ความรุนแรงต่อผู้เยาว์อยู่ด้วย กรุณาพิจารณาให้ดีก่อนอ่านด้วยค่ะ

จะให้พูดไปแล้ว ในฐานะที่ข้าพเจ้าสำนึกตัวว่าเป็นโอทาคุคนหนึ่ง ก็คงต้องยอมรับค่ะว่าคดีของมิยาซากิ ทสึโตมุเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก ไม่ใช่ในแง่สถานที่เกิดคดี แต่เป็นในแง่ของผลกระทบและมุมมองซึ่งสังคมมีต่อกลุ่มบุคคลที่เรียกว่า"โอทาคุ"นี่แหละค่ะ
นอกจากนี้ คดีนี้ยังเป็นคดีแรกที่มีการนำโปรไฟลิ่งมาใช้ในญี่ปุ่นด้วยค่ะ




宮崎勤 (1962-2008)
มิยาซากิ ทสึโตมุ
The Otaku Murderer, The Little Girl Murderer, Dracula
東京・埼玉連続幼女誘拐殺人事件 (คดีฆาตกรรมเด็กหญิงต่อเนื่องที่โตเกียวกับไซตามะ หรือบ้างก็เรียกคดีมิยาซากิ, คดีมิยาซากิ ทสึโตมุ, คดี M คุง, คดี M)

มิยาซากิ ทสึโตมุ เกิดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 1962 ในครอบครัวผู้มีฐานะปานกลางที่เมืองนิชิทามะ จังหวัดโตเกียว บิดาและมารดาทำงานกันทั้งคู่ ทสึโตมุในวัยเด็กจึงโตมากับปู่ซึ่งเป็นผู้อาวุโสที่คนในเมืองนับถือกับพี่เลี้ยงซึ่งเป็นชายวัยกลางคนผู้มีความบกพร่องทางสติปัญญา ปู่เอ็นดูทสึโตมุเป็นอย่างมาก และตัวเขาเองซึ่งเป็นเด็กเก็บตัวก็เคารพเชื่อฟังปู่มากเช่นกัน

ทสึโตมุเป็นโรคข้อเชื่อมกระดูกบกพร่องโดยกำเนิดซึ่งทำให้เขาไม่สามารถหงายฝ่ามือขึ้นด้านบนได้ และนี่เองที่กลายมาเป็นปมด้อยของเขาตั้งแต่วัยเด็ก เนื่องจากเขาเป็นเด็กคนเดียวในชั้นอนุบาลที่ไม่สามารถทำท่า"ขอ"หรือเล่นเกมได้เหมือนเด็กคนอื่นๆ สมัยประถม ทสึโตมุเป็นเด็กเรียนเก่งแต่ไม่ถนัดวิชาภาษาญี่ปุ่นกับวิชาสังคม เมื่อขึ้นชั้นมัธยมปลายก็ไปเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมปลายเมย์ไดนากาโนะซึ่งต้องเดินทางจากบ้านด้วยรถไฟไปถึงสองชั่วโมง และเหตุผลก็มาจากปมด้อยเรื่องมือนั่นเอง (หากพ่อแม่เข้าใจว่าเป็นเพราะเจ้าตัวอยากจะเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในอนาคต) แต่หลังจากที่เข้าเรียนในชั้นมัธยมปลาย ผลการเรียนของทสึโตมุก็แย่ลงเรื่อยๆ เพื่อนร่วมชั้นให้การในภายหลังว่าเขาเป็นคนเก็๋บตัวและไม่เด่นสะดุดตา ทสึโตมุตั้งความหวังว่าจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเมย์ได หากสุดท้ายความหวังของเขาก็ไม่เป็นจริงเพราะคะแนนไม่ถึง หลังจากสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมในปี  1981 เขาจึงเข้าเรียนในคณะอนุปริญญาเทคนิคการวาดภาพของมหาวิทยาลัยช่างศิลป์โตเกียวแทน แต่กระทั่งหลังจากเข้าเรียนที่นี่แล้ว ทสึโตมุก็ยังคงเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัวจนแทบไม่มีใครในชั้นเรียนที่จดจำเขาได้

ปี 1983 หลังจากที่จบอนุปริญญามาแล้ว ทสึโตมุได้รับการแนะนำจากปู่ให้เข้าทำงานในโรงพิมพ์ที่เมืองโคไดระโดยรับหน้าที่เป็นผู้คุมเครื่องจักร เพื่อนร่วมงานให้การในภายหลังว่าเขาไม่ตั้งใจทำงานและเข้ากับคนรอบข้างไม่ได้ จนเดือนมีนาคมปี 1986 ก็ออกจากงานที่โรงพิมพ์ไป ทสึโตมุเก็บตัวอยู่ในห้องเป็นเวลาหลายเดือน (อย่างที่เรียกกันว่าฮิกิโคโมริ) และในเดือนกันยายนปีเดียวกันก็ยอมออกมาช่วยงานเล็กๆน้อยๆของกิจการในครอบครัวเช่นการออกไปรับต้นฉบับใบปลิว ในช่วงนี้เองที่เขาหันมาออกโดจินชิของอนิเมชั่น หากก็ถูกพรรคพวกเกลียดจนออกหนังสือได้เพียงเล่มเดียว หลังจากนั้น เขาเข้าร่วมเป็นสมาชิกของเซอร์เคิ่ลวีดีโอหลายกลุ่ม (หมายถึงกลุ่มแลกเปลี่ยนวีดีโอที่อัดมาจากรายการต่างๆในทีวี) แต่ทสึโตมุชอบจู้จี้กับสมาชิกคนอื่นเรื่องวิธีการอัดวีดีโอ รวมทั้งไม่ยอมส่งวีดีโอที่ตัวเองต้องก็อปปี้มาแลกให้กับอีกฝ่าย เขาจึงเป็นที่เหม็นขี้หน้าในที่นี้เช่นกัน
ทสึโตมุไม่มีประสบการณ์ในการคบกับผู้หญิง ซึ่งสาเหตุสำคัญนั้นมาจากปมด้อยเรื่องมือที่ทำให้เขาไม่กล้าเข้าใกล้ผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่ เขาเคยถูกมารดาคะยั้นคะยอให้ไปดูตัวถึงสี่ครั้ง แต่หลังการดูตัวก็ถูกปฏิเสธโดยฝ่ายหญิงหมดทุกครั้ง (ภาพที่ใช้ในการดูตัวก็คือภาพข้างบนนี่เองค่ะ)

ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าอะไรเป็นชนวนทำให้ทสึโตมุเริ่มก่อคดี แต่คดีแรกของเขานั้นเริ่มขึ้นสามเดือนหลังจากที่ผู้เป็นปู่เสียชีวิตไปในเดือนพฤษภาคมปี 1988 นี่เอง (มีคำให้การว่าทสึโตมุกินเถ้ากระดูกของปู่ลงไปเพื่อแสดงถึงความเคารพอีกด้วย)

วันที่ 22 สิงหาคม 1988 คงโนะ มาริ (4 ขวบ) หายสาบสูญไปจากละแวกบ้าน ทสึโตมุให้การสารภาพในภายหลังว่าเขาลักพาตัวมาริมาจากใกล้บ้านของเด็กหญิงนั่นเอง หลังจากที่บีบคอมาริตายและศพเริ่มแข็งตัว เขาก็ทำการอนาจารกับศพของเด็กหญิง (ไม่มีการข่มขืน) และถ่ายวีดีโอเก็บไว้ ซึ่งเกี่ยวกับข้อนี้ ทสึโตมุแสดงความเห็นในภายหลังว่า"ผมอยากจะได้ร่างกายนั้นเป็นของตัวเอง ศพยังไงก็ต้องเน่า แต่วีดีโอยังเอามาดูซ้ำได้อีก"

วันที่ 3 ตุลาคม โยชิซาว่า มาซามิ (7 ขวบ) หายสาบสูญไปจากละแวกบ้าน ทสึโตมุบีบคอฆ่ามาซามิแล้วเริ่มทำการอนาจารในทันที หากจากคำให้การในภายหลัง ตอนนั้นมาซามิยังพอมีลมหายใจอยู่ แขนขาของเธอจึงกระตุกเป็นระยะ

วันที่ 9 ธันวาคม นันบะ เอริกะ (4 ขวบ) หายสาบสูญไปจากละแวกบ้าน หลังจากฆ่าแล้ว เอริกะปัสสาวะราดออกมา ทสึโตมุจึงทิ้งศพของเด็กหญิงไว้ในภูเขา และในวันที่ 15 เดือนเดียวกัน ศพเปลือยของเอริกะก็ถูกพบในภูเขา หลังการพบศพ พ่อของเอริกะให้สัมภาษณ์กับโทรทัศน์ว่า"ถึงจะตายไปแล้ว แต่ก็ยังดีที่เขากลับมา" ทสึโตมุจึงวางแผนจะคืนศพของผู้เคราะห์ร้ายให้กับครอบครัว แต่ลงท้าย เขาก็ไม่สามารถหาศพของมาซามิซึ่งเป็นเหยื่อรายที่สองพบ

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 1989 มีกล่องกระดาษถูกวางทิ้งไว้ที่หน้าบ้านครอบครัวคงโนะ ภายในคือเถ้ากระดูกและฟันบางส่วนซึ่งได้รับการยืนยันว่าเป็นของคงโนะ มาริ เหยื่อเคราะห์ร้ายรายแรก และในวันที่ 10 เดือนเดียวกันก็มีจดหมายจากฆาตกรซึ่งอ้างตัวเป็นผู้หญิงชื่อ"อิมาดะ ยูโกะ"ส่งไปยังหนังสือพิมพ์อาซาฮิ (มีทฤษฎีกล่าวว่าแผลงมาจากประโยค"มาตอนนี้แล้วเลยพูดได้") บอกว่าเธอเป็นผู้ลักพาตัวเด็กหญิงไปฆ่าเนื่องจากความน้อยเนื้อต่ำใจที่ตัวเองมีร่างกายบกพร่องทำให้ไม่สามารถมีบุตรได้

บางส่วนจากจดหมาย (ขออภัยค่ะที่ไม่สามารถแปลมาทั้งหมด มันยาวมากจริงๆค่ะ)
"นี่เป็นกระดูกของมาริจังอย่างแน่นอนค่ะ พอเผาแล้วกระดูกก็สลายลงไปตามธรรมชาติ.... พอคนเรากลายมาเป็นกระดูก กระดูกนั้นก็ช่างเล็กและมีจำนวนน้อยกว่าที่คิดไว้เสียอีก แต่ฉันก็พยายามเก็บกระดูกใส่ลงมาในกล่องทั้งหมดแล้วค่ะ อาจจะมีคนพูดว่าคดีในครั้งนี้เป็น"ความแค้น" "การเล่นเกม" "การกลั่นแกล้ง" หรือ"การท้าทาย" แต่ไม่ใช่อย่างนั้นเลย ฉันเพียงแค่มา"คืน"มาริจังเท่านั้นเอง
ฉันแค่อยากจะคืนมาริจังให้เท่านั้นเองจริงๆค่ะ ได้โปรดรีบจัดงานศพให้มาริจังเถอะค่ะ อาจจะฟังเป็นการเห็นแก่ตัว แต่ฉันก็ยังไม่อยากถูกจับค่ะ และฉันก็จะไม่ทำเรื่องเช่นนี้อีกแล้วด้วย
วันก่อน ฉันดูข่าวที่คุณแม่ทราบเรื่องจากตำรวจแล้วบอกว่า"เท่านี้ฉันก็พอจะมีความหวังต่อไปได้" ฉันจึงคิดว่าควรจะจัดการเรื่องราวให้เรียบร้อยจะดีกว่า ไม่เช่นนั้น คนที่บ้านก็จะไม่มีวันรู้เลยว่ามาริจังอยู่ที่ไหน ฉันจึงรีบส่งจดหมายมาเช่นนี้ค่ะ

กระดูกพวกนั้นคือมาริจังจริงๆค่ะ"

วันที่ 11 มีนาคม มีจดหมายสารภาพจาก"อิมาดะ ยูโกะ"ส่งไปยังหนังสือพิมพ์อาซาฮิและบ้านครอบครัวของโยชิซาว่า มาซามิซึ่งเป็นเหยื่อรายที่สอง คราวนี้อ้างว่าตัวเองมีลูกที่เสียชีวิตไปตั้งแต่ยังเด็กแต่ไม่ได้ทำศพให้ จึงลอบปนกระดูกบางส่วนของลูกตัวเองไปกับกระดูกของมาริเพื่อที่จะได้ทำศพเสียที

แต่ทสึโตมุก็ยังไม่หยุดตัวเองลงแค่นั้น

วันที่ 6 มิถุนายน โนะโมโตะ อายาโกะ (5 ขวบ) ถูกพบเป็นศพอยู่ที่ห้องน้ำในสวนสาธารณะ ศพของเด็กหญิงเปล่าเปลือยและถูกตัดข้อมือข้อเท้า ทสึโตมุให้การในภายหลังว่าอายาโกะหัวเราะมือของเขาทำให้เขาโกรธจนเลือดขึ้นหน้าและเผลอฆ่าอายาโกะทิ้ง ส่วนมือที่ตัดไปนั้นเอากลับไปบ้านแล้วย่างกินกับโชยุ รวมทั้งเขาได้ดื่มเลือดจากมือของเด็กหญิงที่ค้างอยู่ในถุงพลาสติกด้วย

วันที่ 23 กรกฎาคม ทสึโตมุทำอนาจารกับเด็กหญิงชั้นประถมหนึ่งโดยจับเด็กหญิงแก้ผ้าในห้องน้ำและกำลังจะถ่ายภาพ หากผู้ปกครองของเด็กหญิงเข้ามาพบทันท่วงที เขาจึงถูกจับกุมในข้อหาพรากผู้เยาว์ และระหว่างการสอบปากคำก็รับสารภาพว่าตัวเองเป็นคนร้ายของคดีทั้งหมดที่ผ่านมา (ศพของมาซามิ บางส่วนของศพมาริ และส่วนศีรษะของศพอายาโกะถูกพบหลังจากการสารภาพนี้)

หลังการจับกุม มีการพบวีดีโอ 5763 ม้วนจากห้องของทสึโตมุ และหลังการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ 74 คนกับเครื่องเล่นวีดีโอ 50 เครื่องเป็นเวลาสองสัปดาห์ ก็พบภาพของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายปะปนอยู่ด้วย วีดีโอดังกล่าวกลายมาเป็นหลักฐานสำคัญในการฟ้องคดีของทสึโตมุในเวลาถัดมา

มิยาซากิ ทสึโตมุไม่ได้ให้การชัดเจนนักเกี่ยวกับแรงจูงใจในการฆ่า แต่ความแปลกประหลาดของคดีก็ทำให้อาชญากรรมนี้เป็นที่สนใจของหลายฝ่าย และมีการสันนิษฐานกันไปต่างๆนานา

โอสึกะ เอย์จิ นักวิจัยโอทาคุกล่าวไว้ว่าความโดดเดี่ยวขณะที่เขาอายุยังน้อยทำให้สภาพจิตใจของทสึโตมุหยุดอยู่ในวัยเด็กซึ่งส่งผลต่ออุปนิสัยและรสนิยมทางเพศที่เหมือนกับเด็กไปด้วย ในความเป็นจริง ทสึโตมุทำอนาจารต่อเด็กหญิงโดยการลูบไล้ก็จริง แต่เขาไม่เคยมีเพศสัมพันธุ์กับเด็กหญิงเลยแม้แต่หนเดียว ซึ่งการมีนิสัยย้อนอายุนี้ตรงกับเปโดฟีเลียประเภทหนึ่ง (Pedophilia หมายถึงรสนิยมทางเพศที่มีเป้าหมายเป็นผู้เยาว์) และยังกล่าวอีกด้วยว่าทสึโตมุใช้ความรุนแรงกับเหยื่อเหมือนที่เด็กใช้ความรุนแรงกับเด็กด้วยกัน แต่เพราะเขาเป็นผู้ใหญ่ ความรุนแรงดังกล่าวจึงมีผลเป็นการฆาตกรรม

จิตแพทย์ผู้รับผิดชอบคดีของมิยาซากิ ทสึโตมุก็กล่าวว่า เขาไม่ใช่เปโดฟีเลียโดยสมบูรณ์ เพียงแต่เล็งเด็กหญิงเป็นเหยื่อโดยจิตใต้สำนึกเท่านั้น เขาเพียงแต่ตัดใจที่จะคบหากับผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่ และหันมาใช้เด็กหญิงเป็นเครื่องทดแทนเสียมากกว่า ตัวเขาเองจริงๆแล้วไม่ได้มีรสนิยมชอบเด็กหรือชอบศพเลย

โรเบิร์ต เรสเสลอร์ (FBI และนักเขียน เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการตั้งทฤษฎีโปรไฟลิ่ง) กล่าวว่าทสึโตมุเป็นเปโดฟีเลียประเภทซาดิสต์แบบเลือก ซึ่งผู้มีอุปนิสัยดังกล่าวจะมีลักษณะดังนี้
- มักจะกระทำการซ้ำๆเป็นเวลานาน
- เคยถูกทารุณกรรม (ทางเพศ) ในวัยเด็ก
- ในช่วงวัย 10 ปี มักจะคบหาคนในวงจำกัด
- มักจะทำอันตรายต่อเด็กซึ่งเป็นเหยื่อ
- เป็นคนโสดอายุ 25 ปีขึ้นไป
- อยู่ตัวคนเดียว หรืออยู่ร่วมบ้านกับพ่อแม่
- สนใจเด็กและสิ่งที่เกี่ยวกับเด็ก
- เป็นซาดิสซึ่ม
- จะไม่มีความสำนึกผิดต่ออาชญากรรมที่ตนก่อ
- ไม่มีวิธีรักษา

* แถม มีการวิเคราะห์ว่าที่ทสึโตมุตัดมือเหยื่อนั้นมีความหมายถึง"การทำหมัน" ซึ่งแสดงถึงการขาดสมรรถภาพทางเพศของเขานั่นเอง

ทสึโตมุพยายามดึงรูปคดีว่าตัวเองเป็นผู้มีความบกพร่องทางจิตที่มีสองบุคลิก โดยอ้างว่าจะมีมนุษย์หนูโผล่มายั่วยุให้เขาก่อคดี หากเหตุผลนี้ก็ไม่ได้รับการรับฟัง ระหว่างการพิจารณาคดี พ่อของทสึโตมุฆ่าตัวตายด้วยการโดดลงมาจากสะพาน หากตัวทสึโตมุก็ไม่มีท่าทีเสียใจต่อเรื่องนี้
วันที่ 14 เมษายน 1997 ทสึโตมุถูกตัดสินโทษประหารชีวิต เขาขอยื่นอุทธรณ์ หากก็ถูกศาลอุทธรณ์ปฏิเสธและพิพากษายืนคำตัดสินของศาลชั้นต้น ขณะถูกขังอยู่ในเรือนจำโตเกียว เขาร้องเรียนว่าตนเห็นภาพลวงตาและถูกใช้ยาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งขอให้ศาลฎีกาพิจารณาคดีใหม่อีกครั้ง หากในวันที่ 17 มกราคม 2006 ศาลฎีกาก็ประกาศยืนยันโทษประหารของทสึโตมุในที่สุด

ระหว่างการขังรอประหาร ทสึโตมุพยายามเขียนจดหมายร้องเรียนความโหดร้ายของโทษแขวนคอ และขอให้เปลี่ยนวิธีประหารเป็นการฉีดยาตาย ซึ่งจดหมายเหล่านี้ถูกรวบรวมเป็นหนังสือในภายหลัง ในจำนวนนั้นมีจดหมายกล่าวถึงการที่สื่อมวลชนออกข่าวการประหารของเขาอย่างครึกโครมว่า"ผมเป็นคนมีชื่อเสียงจริงๆ" และเมื่อถูกถามถึงความเห็นใจต่อผู้เคราะห์ร้ายซึ่งเป็นเหยื่อกับครอบครัว เขาก็ตอบไว้ว่า"ไม่มีเป็นพิเศษ ผมว่าดีแล้วที่ผมได้ทำเรื่องดีๆ"

วันที่ 17 มิถุนายน 2008 มิยาซากิ ทสึโตมุถูกประหารที่เรือนจำโตเกียว หากก็ไม่มีคำพูดขอขมาหรือแสดงความสำนึกผิดออกมาจากปากของเขาจนวาระสุดท้าย



จากการที่มิยาซากิ ทสึโตมุเป็นโอทาคุ โลลิค่อน และผู้นิยมเฮอร์เร่อร์ คดีของเขาจึงส่งผลกระทบต่อสังคมในเวลานั้นไม่น้อย ที่ชัดเจนที่สุดนั้นคงได้แก่"อนิเมโอทาคุ"ซึ่งแต่เดิมไม่ได้เป็นที่รู้จักกันในสังคมทั่วไป คดีนี้ได้ดึงโอทาคุกับอนิเมขึ้นมาเป็นเป้าของสังคมโดยสร้างภาพพจน์ในแง่ลบว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะอาชญากร ซึ่งมีผลไปถึงมาตราการควบคุมสื่อเป็นภัยในเวลาถัดมา (หากในทำนองกลับกันก็ทำให้โอทาคุกับคอมิเคกลายมาเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นด้วย อ่านเรื่องของคอมิเคได้ที่นี่ค่ะ) ซึ่งในข้อนี้ มีการผลักดันให้โอทาคุปรากฏตัวต่อสื่อมวลชนมากขึ้นจนในปัจจุบันนี้พอจะสามารถลบภาพในแง่ลบไปได้บ้าง แต่เมื่อมีคดีเกี่ยวกับเยาวชน ก็มักจะมีการยกโอทาคุกับอนิเม (ในที่นี้ รวมไปถึงการ์ตูนด้วย) ขึ้นมาโจมตีอยู่ดี
ในอีกแง่หนึ่ง คดีนี้ทำให้เปโดฟีเลียกลายเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น และสร้างความตื่นตัวเรื่องการรักษาความปลอดภัยสำหรับเด็กขึ้นในหมู่ผู้ปกครองอีกด้วย

จะอย่างไรก็ดี นักข่าวคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ทำข่าวคดีมิยาซากิ ทสึโตมุ ได้สารภาพบนบล๊อกของหนังสือพิมพ์ว่า สื่อมวลชนพยายามออกข่าวอย่างไม่ตรงต่อความจริงเท่าใดนัก เป็นต้นว่า กองนิตยสารในห้องของทสึโตมุนั้นที่จริงเป็นนิตยสารธรรมดาที่ผู้ชายชอบอ่านกัน แต่ช่างภาพก็จงใจจัดฉากด้วยการวางหนังสือโป๊ไว้บนสุด
หรือจะเป็นวีดีโอที่พบในห้องทสึโตมุและถูกออกข่าวว่าเป็นวีดีโอโป๊กับวีดีโอที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเด็กหญิงนั้น ในความจริงแล้วมีวีดีโอโป๊เพียงไม่มาก วีดีโอที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเด็กหญิงก็มีเพียง 44 ม้วนซึ่งยังไม่ถึง 1 เปอร์เซนต์ของจำนวนทั้งหมดด้วยซ้ำ วีดีโอของทสึโตมุนั้นเป็นอนิเมธรรมดาเช่น"โดกะเบง"(อนิเมเกี่ยวกับเบสบอลค่ะ)ที่ถูกอัดมาจากทีวีเสียมากกว่า หากเอนทรี่ดังกล่าวก็ถูกลบทิ้งไปอย่างรวดเร็ว


แก้คำผิด