ตอนนี้เริ่มปั่นงานแปลอีกแล้วค่ะ ยังไม่รู้เลยว่าจะเอาชีวิตรอดไหมหนอ เพราะเดือนนี้มีกิจกรรมเยอะมาก คงจะดองบล๊อกให้เค็มต่อไปอีกระยะค่ะ ต้องขออภัยจริงๆค่ะ (><)
วันนี้แวบมาอัพเพื่อคลายเครียดเล็กน้อยค่ะ ลองมานั่งย้อนนึกถึงนิทานที่เคยอ่านสมัยยังเด็กดูดีกว่า
นิทานกริมม์
(Kinder und Hausmärchen "นิทานสำหรับเด็กและครอบครัว")
หมายถึงนิทานและเรื่องเล่าในท้องถิ่นที่ ยาคอบ ลุดวิก คาร์ล กริมม์ กับวิลเฮมล์ คาร์ล กริมม์ (หรือรู้จักในนาม"พี่น้องตระกูลกริมม์) เป็นผู้รวบรวมขึ้นเป็นเล่ม นอกจากนิทานจำนวน 200 เรื่องแล้ว ยังประกอบด้วยเรื่องเล่านักบุญ 10 เรื่องอีกด้วย
* ในบางเอกสารก็จะนับลุดวิก เอมิล กริมม์ น้องคนสุดท้องซึ่งเป็นผู้วาดภาพประกอบของฉบับพิมพ์ครั้งแรกเข้าเป็นหนึ่งในผู้แต่งด้วยเช่นกัน
ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ซึ่งนิทานกริมม์ถูกพิมพ์ออกมาเป็นครั้งแรกนั้น เยอรมันอยู่ในยุคของ Sturm und Drang ซึ่งเป็นการปฏิวัติด้านวรรณกรรมครั้งใหญ่ ก่อให้เกิดการต่อต้านแนวคิดในแง่ปรัชญามาเป็นการแสดงออกทางอารมณ์ซึ่งอยู่เหนือกว่าสติ และส่งผลให้มีการหยิบยกงานเขียนในอดีตขึ้นมากล่าวถึงกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้สังคมหันมาจับตามองยังนิทานและตำนานอีกครั้ง มีหนังสือรวบรวมเกี่ยวกับนิทานเหล่านี้ถูกพิมพ์ออกมามากมาย หากส่วนมากก็ถูกบรรณาธิการดัดแปลงเรื่องเสียจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ด้วยเหตุนี้เอง พี่น้องกริมม์จึงรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับนิทานเหล่านี้ จนกระทั่งพวกเขาได้พบกับเบลนตาโน่(เคลเมน เบลนตาโน่ นักเขียนแนวโรแมนซ์ชื่อดังของเยอรมัน) กับโยฮีม(โยฮีม วอน อาร์นิม นักเขียนแนวโรแมนซ์ชื่อดังของเยอรมัน เป็นรุ่นน้องในมหาวิทยาลัยเดียวกับเบลนตาโน่) ในปี 1803
ในช่วงปี 1810 พี่น้องกริมม์ส่งตัวอย่างต้นฉบับไปให้เบลนตาโน่ หากเขาก็ทำต้นฉบับดังกล่าวหายไปทำให้การพิมพ์หนังสือต้องยกเลิก (ภายหลังเมื่อเข้าศตวรรษที่ 20 จึงค้นพบต้นฉบับดังกล่าวที่สำนักชีเอลเนเบิร์ก ต้นฉบับนี้จึงถูกเรียกว่า"ฉบับเอเลนเบิร์ก"ในเวลาต่อมา) จนปี 1812 พี่น้องกริมม์จึงอาศัยต้นฉบับที่คัดลอกเก็บไว้พิมพ์นิทานกริมม์เล่มแรกออกมา (และออกเล่มสองในปี 1815) หากฉบับพิมพ์ครั้งแรกนี้ยังมีข้อด้อยทางภาษาและมีเนื้อหาไม่เหมาะสมอยู่มาก นิทานกริมม์จึงถูกปรับปรุงใหม่และพิมพ์ออกมาอีกครั้งในปี 1819
หลังจากนั้นได้มีการปรับปรุงเนื้อหาและตัดนิทานที่มีใจความไม่เหมาะสมออกไปอีกหลายครั้ง จนในปี 1857 นิทานกริมม์ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 7 ก็ออกมาสู่ท้องตลาดและกลายมาเป็นนิทานกริมม์เช่นที่เรารู้จักกันในปัจจุบันค่ะ
วันนี้จะไม่พูดถึง "เจ้าหญิงนิทรา" "สโนไวท์" "ซินเดอเรลล่า" ฯลฯ ที่ถูกเปลี่ยนเนื้อเรื่องบางส่วนค่ะ จะขอยกเรื่องที่ถูกตัดทิ้งไปก่อนฉบับพิมพ์ครั้งที่ 7 มาพูดถึงดีกว่า แต่จะให้ยกมาหมดก็ไม่ไหวเหมือนกันค่ะ เอาเท่าที่ข้าพเจ้าสามารถก็แล้วกัน
- เคราน้ำเงิน
ยังมีชายผู้ร่ำรวยถูกเรียกว่า"เคราน้ำเงิน"เนื่องจากรูปร่างหน้าตาของเขา เคราน้ำเงินขอแต่งงานกับพี่น้องสาวสวยและได้แต่งกับคนน้อง เมื่อไปถึงปราสาท เคราน้ำเงินก็มอบพวงกุญแจให้ภรรยาของตนแล้วบอกว่า"เธอจะเข้าไปยังห้องไหนก็ได้ แต่ห้ามเข้าห้องที่ถูกล็อคด้วยกุญแจดอกเล็กที่สุดในพวงกุญแจนี้เป็นอันขาด" แต่เมื่อเคราน้ำเงินออกไปธุระข้างนอก ภรรยาก็เข้าไปยังห้องนั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็นและพบศพของภรรยาคนก่อนอยู่ในนั้นเอง เคราน้ำเงินกลับมาพบเธอเข้าพอดีและพยายามจะฆ่าหญิงสาว หากก็ได้พี่ชายของหญิงสาวมาช่วยแล้วฆ่าเคราน้ำเงินลงไปทันท่วงที
(โดนตัดทิ้งตั้งแต่พิมพ์ครั้งที่สองค่ะ (.......แปลว่าเจ้าเล่มที่ข้าพเจ้าอ่านตอนเด็กๆนั่นเป็นฉบับพิมพ์ครั้งแรกหรือนี่......) แต่ดังมากทีเดียว ถึงไม่รู้จักเรื่องอื่นก็น่าจะรู้จักเรื่องนี้กันส่วนใหญ่ กล่าวกันว่าต้นแบบของเคราน้ำเงินคือกิล เดอ เรย์ หรือบางเอกสารก็อ้างว่ามีต้นแบบมาจากพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8)
- ไนติงเกลกับกิ้งก่าตาบอด
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีนกไนติงเกลตาเดียวกับกิ้งก่าเป็นเพื่อนสนิทกัน อยู่มาวันหนึ่ง นกไนติงเกลได้รับเชิญไปงานแต่งงานแล้วจึงเกิดนึกอายที่ตัวเองมีตาเพียงข้างเดียว นกไนติงเกลจึงขอยืมตากิ้งก่ามาใช้หนึ่งวัน ซึ่งกิ้งก่าก็ยอมตกลงให้ยืมด้วยความเต็มใจ แต่เมื่อนกไนติงเกลได้เห็นว่าโลกที่มองด้วยตาสองข้างนั้นสวยงามเพียงใด ก็ไม่อยากคืนตาให้กับกิ้งก่า และบินหนีขึ้นไปบนท้องฟ้าทำให้กิ้งก่าไม่สามารถติดตามไปทวงตาคืนมาได้ ทั้งสองจึงกลายเป็นศัตรูกัน
นับแต่นั้น นกไนติงเกลก็จะร้องว่า"อยู่สูง อยู่สูง" (ตามภาษาท้องถิ่นของเยอรมันค่ะ) ส่วนกิ้งก่าตาบอดก็เลื้อยอยู่บนดิน และคอยขโมยกินไข่ของนกไนติงเกล
(กิ้งก่าในที่นี้คือกิ้งก่าพันธุ์หนึ่งซึ่งมีตาเล็กมาก และมีลายพร้อยจนดูไม่ออกว่ามีตาอยู่ตรงไหนค่ะ)
- มือซึ่งถือมีด
ยังมีแม่อาศัยอยู่ร่วมกับลูกชายสามคนและลูกสาวหนึ่งคน แม่ไม่พอใจที่ลูกชายให้ความเอ็นดูลูกสาว จึงคอยกลั่นแกล้งแล้วส่งลูกสาวไปขุดถ่านโคลนมาจากทุ่งทุกวัน แต่ภูตซึ่งเป็นคนรักของลูกสาวก็ให้เธอยืมมีดซึ่งคมเป็นพิเศษ ทำให้เธอสามารถขุดถ่านโคลนกลับมาได้อย่างง่ายดายทุกวัน ฝ่ายผู้เป็นแม่ก็เกิดนึกสงสัย จึงพาลูกชายมาตามแอบดู และเห็นมือยื่นออกมาจากต้นไม้ส่งมีดให้กับลูกสาว นางจึงแย่งมีดมาจากลูกสาว แล้วแสร้งทำตัวเป็นลูกสาวไปหาภูตคนรัก พอภูตยื่นมือออกมาจะรับมีดคืน นางแม่ก็ใช้มีดตัดมือภูตทิ้ง
ภูตคิดว่าลูกสาวเปลี่ยนใจไปจากตนแล้ว จึงไม่ปรากฏตัวขึ้นอีกเลย
- ยมทูตกับคนเลี้ยงห่าน
คนเลี้ยงห่านยากจนได้พบกับยมทูตที่ริมแม่น้ำ เขาจึงถามยมทูตว่าที่อีกฟากของแม่น้ำมีอะไรอยู่ ยมทูตตอบว่ามีอีกโลกหนึ่งซึ่งยมทูตจะพาคนที่กำลังจะตายไป และจะให้ใครว่ายไปด้วยตัวเองไม่ได้เด็ดขาด คนเลี้ยงห่านได้ฟังดังนั้นก็ขอร้องให้ยมทูตพาตัวเองข้ามฝั่ง หากยมทูตก็ปฏิเสะว่ายังไม่ถึงเวลา แล้วยมทูตก็พาเศรษฐีขี้เหนียวมา เศรษฐีว่ายน้ำไปได้สักพักก็หมดแรงจมน้ำไป หมาแมวของเศรษฐีที่ตามมาก็พลอยจมน้ำไปด้วย
แล้วยมทูตก็มาหาคนเลี้ยงห่านเพื่อบอกว่าถึงทีของเขาแล้ว คนเลี้ยงห่านว่ายน้ำไปจนถึงอีกฝั่ง ห่านที่เขาเลี้ยงไว้ก็ว่ายตามมา เมื่อถึงฝั่งก็กลายเป็นแกะสีขาว ยมทูตบอกกับเขาว่าในโลกนี้ คนเลี้ยงแกะคือพระราชาและก็มีพระราชาหลายคนมามอบมงกุฏให้กับเขา แล้วคนเลี้ยงห่านก็อาศัยอยู่ในโลกใหม่อย่างมีความสุขตลอดไป
(...........ใครก็ได้ช่วยตีความทีว่านี่หมายความว่าอะไร จะว่าไปแล้ว นิทานกริมม์มีเรื่องที่ลอยๆเข้าใจยากทำนองนี้เยอะมากเลยค่ะ แบบว่าอ่านแล้วงงค่ะว่าท่านจะสื่ออะไรให้ข้าพเจ้ารับรู้เนี่ย)
- แมวใส่รองเท้าบู้ธ
(หาฉบับของกริมม์ไม่เจอค่ะ ฉบับที่แพร่หลายกันในปัจจุบันนี้เป็นฉบับของชาร์ลส เปอร์โรต์ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศส .....นี่แปลว่าแมวของกริมม์ทำอะไรไม่ดีเหรอถึงได้โดนตัดเรื่องออกน่ะ)
- คำเชิญพิสดาร
ยังมีไส้กรอกแดงกับไส้กรอกขาว(ไส้กรอกเครื่องใน)เป็นเพื่อนสนิทกัน วันหนึ่งไส้กรอกแดงเชิญไส้กรอกขาวมาทานอาหารกลางวัน เมื่อไปถึงบ้านไส้กรอกแดง ก็พบว่าหน้าบ้านเป็นขั้นๆขึ้นไป พอปีนขึ้นไปทีละขั้นก็พบกับของแปลกๆเช่น ไม้กวาดที่หาเรื่องทะเลาะหรือลิงที่บาดเจ็บ
พอเข้าไปในบ้าน ไส้กรอกขาวก็ตั้งท่าจะถามถึงของที่เจอหน้าบ้าน แต่ไส้กรอกแดงก็ปลีกตัวเข้าครัวไปเพื่อยกอาหารมาเสียก่อน ขณะที่ไส้กรอกขาวกำลังเหม่อคิดถึงหน้าบ้านอยู่นั่นเอง อะไรบางอย่างก็เข้ามาในห้องพร้อมกับตะโกนว่า"นี่เป็นบ้านของฆาตกรไส้กรอก! รีบหนีไปเร็ว!" ไส้กรอกขาวเลยตกใจ รีบกระโดดหนีออกไปทางหน้าต่าง
แล้วไส้กรอกแดงก็โผล่หน้ามาจากหน้าต่างอีกบาน และมองตามหลังไส้กรอกขาวที่หนีไปพร้อมกับตะโกนว่า"อย่าให้ฉันจับแกได้เชียว!" ในมือนั้นถือมีดเล่มโตอยู่
(คะ คาออส....)
- ปราสาทฆาตกร
ช่างทำรองเท้าบุตรสาวสามคน วันหนึ่งเมื่อช่างทำรองเท้าออกไปข้างนอก ก็มีชายแต่งตัวดีมาที่บ้านและตกหลุมรักลูกสาวคนหนึ่ง หญิงสาวรับคำขอแต่งงานและตามเขาไปยังปราสาท ในตอนแรก หญิงสาวก็ยังนึกไม่สบายอยู่ แต่ก็พบว่าชายผู้นั้นมีปราสาทอันใหญ่โตร่ำรวมดังที่กล่าวไว้
วันรุ่งขึ้น ชายสามีมีธุระต้องออกไปข้างนอก ก่อนจะไปก็มอบกุญแจปราสาทให้ภรรยาแล้วบอกให้เธอไปสำรวจดูว่าสามีของเธอนั้นร่ำรวมเพียงใด เมื่อหญิงสาววนดูในปราสาทก็ยิ่งดีใจที่ได้แต่งงานกับคนร่ำรวย ก่อนจะลงไปยังห้องใต้ดิน
ที่หน้าห้องใต้ดินมีหญิงแก่นางหนึ่งกำลังควักไส้ศพอยู่ พอหญิงสาวเข้าไปถาม นางก็ตอบว่า"พรุ่งนี้ เจ้าก็จะโดนข้าควักไส้เหมือนกัน" และยังบอกด้วยว่า"ถ้าเจ้ายังไม่อยากตาย ก็ไม่ซ่อนตัวในรถบรรทุกฟางซะ" หญิงสาวจึงหนีออกไปจากปราสาทตามคำแนะนำของนาง
เมื่อชายสามีกลับมาถามหาภรรยาของตน หญิงแก่ก็ตอบว่า"วันนี้งานไปเร็ว เลยทำเผื่อไปเรียบร้อยแล้ว" ชายสามีได้ฟังดังนั้นก็พอใจมาก
อีกทางด้านหนึ่ง รถซึ่งหญิงสาวซ่อนตัวอยู่ก็ไปถึงปราสาทอีกแห่ง เมื่อเจ้าของปราสาทได้ฟังเรื่องจากหญิงสาวก็จัดงานเลี้ยงเชิญชายสามีและขุนนางจากที่ต่างๆมา หญิงสาวก็ปลอมตัวปะปนเข้ามาในงานด้วย เมื่อทุกคนเล่าเรื่องราวแลกเปลี่ยนกันฟัง หญิงสาวก็เล่าเรื่องปราสาทฆาตกร พอชายสามีได้ฟังก็ตั้งท่าจะหนี หากก็ถูกทหารจับขังคุกไปเสียก่อน
แล้วปราสาทก็ถูกทำลายลง หญิงสาวรับช่วงทรัพย์สินของปราสาทฆาตกร แล้วแต่งงานกับลูกชายของเจ้าของปราสาท และมีชีวิตอยุ่อย่างมีความสุข
(บางฉบับก็บอกว่า หญิงสาวในที่นี้คือน้องสุดท้องค่ะ และศพที่ถูกควักไส้ก็คือศพของพี่สาวสองคน)
- จมูกยาว
ยังมีทหารเกษียณทัพอยู่สามคน ทั้งสามคนต่างทำอาชีพอะไรไม่เป็นจึงเดินทางเร่ร่อนจนเข้าไปในป่า ขณะที่ค้างแรมอยู่ก็มีคนแคระแดงออกมามอบของวิเศษให้ ทหารคนแรกได้เสื้อเก่าที่จะทำให้คำขอเป็นจริง ทหารคนที่สองได้ผ้าที่จะมีเงินออกมาไม่หยุด ทหารคนที่สามได้เขาสัตว์ซึ่งเมื่อเป่าก็จะมีกองทัพออกมา ทั้งสามจึงใช้ของวิเศษเหล่านั้นสร้างปราสาทและมีชีวิตอยู่อย่างสนุกสนาน
มาวันหนึ่ง ทั้งสามคนปลอมตัวเป็นเจ้าชายแล้วไปยังปราสาทของพระราชาซึ่งมีบุตรสาวหน้าตางดงาม ทหารสามคนจึงขอแต่งงานกับนาง เจ้าหญิงแสร้งทำว่ามีใจให้กับทหารคนที่สอง แล้วชักชวนให้เขาเล่นพนัน หากไม่ว่าจะแพ้เท่าไหร่ เงินของเขาก็ไม่หมดเสียที จนเจ้าหญิงจับได้ว่าผ้าของเขาเป็นผ้าวิเศษ นางจึงลอบเปลี่ยนเอาผ้ามา กว่าทั้งสามจะรู้ตัวว่าผ้าถูกขโมยไปก็เป็นหลังจากที่ออกมาจากปราสาทแล้ว ชายคนที่หนึ่งจึงใช้เสื้อคลุมเพื่อไปแย่งผ้าวิเศษคืนมา แต่พอเจ้าหญิงเรียกทหารยามมาก็ลนลานหนีออกมาจนเผลอลืมเสื้อคลุมทิ้งไว้ คราวนี้ทหารคนที่สามจึงเป่าเขาสัตว์เรียกกองทัพมาเพื่อแย่งของวิเศษทั้งสองอย่างคืน หากเจ้าหญิงก็ปลอมตัวเป็นนักเต้นรำปะปนเข้าในกองทัพแล้วแย่งเขาสัตว์ไป
เมื่อทหารทั้งสามเสียทุกอย่างไป ก็ออกเดินทางอย่างไม่มีจุดหมายอีกครั้ง พวกเขาเข้าไปในป่า แล้วหนึ่งในนั้นก็แยกทางไปต่างหาก ทหารที่แยกทางไปเดินไปเจอต้นแอ็ปเปิ้ล พอเก็บมากิน จมูกของเขาก็ยืดยาวออกไปจนถึงนอกป่า พรรคพวกอีกสองคนที่เจอจมูกก็เดินหาเขาจนพบ แล้วช่วยกันประคองจมูกอันยาวของเขาเพื่อหาทางออกจากป่าไปด้วยกัน เมื่อเดินมาถึงต้นสาลี่ คนแคระแดงก็ปรากฎตัวออกมาบอกว่าหากกินสาลี่นี้ จมูกของเขาก็จะกลับเป็นเหมือนเดิม และยังแนะนำให้เอาแอ็ปเปิ้ลกับสาลี่นี้ไปแย่งของวิเศษคืนมา
ทั้งสามจึงปลอมตัวเป้นคนสวน นำแอ็ปเปิ้ลไปให้เจ้าหญิง ซึ่งเมื่อนางทานลงไป จมูกของนางก็ยืดยาวออกมา พระราชาจึงประกาศหาคนมารักษา คราวนี้ทหารสามคนปลอมตัวเป็นหมอ เอาสาลี่บดให้เจ้าหญิงทานเล็กน้อย จมูกของนางจึงหดลงไปหน่อยนึง ก่อนจะเอาแอ๊ปเปิ้ลบดให้นางทานเพื่อให้จมูกยืดไปเหมือนเดิมอีก แล้วแสร้งบอกว่า"ที่รักษาจมูกไม่หายก็เพราะเจ้าหญิงยังเก็บของที่ไปขโมยจากคนอื่นเอาไว้" แต่เจ้าหญิงยังดื้อไม่ยอมคืนของ จนพระราชามาเกลี้ยกล่อมจึงยอมเอาของวิเศษคืนให้ในที่สุด
แล้วทหารทั้งสามก็กลับไปอยู่ยังปราสาทของตัวเองอย่างมีความสุขตลอดไป
(เป็นเจ้าหญิงที่แน่มากค่ะ)
- ฮันส์คนโง่
มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งเกิดตั้งครรภ์ขึ้นอย่างกะทันหัน พระราชาที่ไม่รู้ว่าใครเป้นพ่อเด็กจึงประกาศให้นำเด็กทารกไปอยู่ในวิหารพร้อมกับถือมะนาวไว้ในมือ ถ้าเด็กมอบมะนาวให้กับใครก็จะถือว่าคนผู้นั้นเป็นพ่อของเด็ก และกำหนดว่าผู้ที่เข้าไปในวิหารได้ต้องเป็นผู้มีฐานะสำคัญเท่านั้น
แต่ฮันส์ซึ่งชายร่างเตี้ยหน้าตาอัปลักษณ์ก็ลอบเข้ามาในวิหาร หนำซ้ำเด็กยังมอบมะนาวให้กับเขาอีกด้วย พระราชาที่ไม่อาจถอนคำพูดตัวเองได้ก็รู้สึกโกรธมาก และจับฮันสฺ์ เจ้าหญิงกับเด็กทารกขังไว้ในถังไม้แล้วลอยทะเลไป
เจ้าหญิงก่นด่าฮันส์ด้วยความโกรธ แต่ฮันส์ก็บอกว่าทุกอย่างที่เขาขอจะเป็นความจริง และที่เจ้าหญิงตั้งครรภ์ก็เป็นเพราะคำขอของเขานั่นเอง แล้วฮันส์ก็ขออาหารขอเรือทำให้เจ้าหญิงเชื่อ เมื่อเรือไปถึงฝั่ง ฮันส์ก็ขอปราสาท และขอให้ตัวเองกลายเป็นเจ้าชายรูปหล่อ ซึ่งทั้งหมดกลายเป็นจริง และพวกเขาก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุข
อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาซึ่งเป็นพ่อของเจ้าหญิงขี่ม้ามาถึงปราสาท ซึ่งฮันส์ก็จัดงานเลี้ยงต้อนรับเป็นอย่างดี แต่พระราชาก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคือฮันส์นั่นเอง เมื่อพระราชาจะกลับ เจ้าหญิงก็แอบใส่จอกทองคำไว้ในถุงของพระราชา ทำให้พระราชาถูกจับในฐานะขโมย พระราชาพยายามปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง แต่เมื่อมีหลักฐานอยู่ก็ไม่รู้จะทำยังไง แล้วเจ้าหญิงก็เปิดเผยตนออกมาพร้อมกับถามว่า"เข้าใจความรู้สึกของคนที่ถูกป้ายสีความผิดแล้วหรือยัง" พระราชาจึงสำนึกในความผิดของตัวเอง
- ช่างตีเหล็กกับปีศาจ
มีชายตีเหล็กคนหนึ่งยากจนกำลังจะอดตาย เขาได้พบกับปีศาจซึ่งยื่นข้อเสนอว่า จะให้เหรียญทองจำนวนมากถ้าเขายอมมอบวิญญาณให้ในอีกสามปีให้หลัง ช่างตีเหล็กคิดว่ายังไงตัวเองก็จะอดตายอยู่แล้วจึงยอมเซ็นสัญญา เมื่อได้เหรียญทองมาแล้วก็นำไปซื้อเครื่องมือมาทำงาน คราวนี้มีคนมาจ้างมากมายจนเขากลายเป็นคนรวยขึ้นมา
นักบุญเปโตรได้ยินข่าวลือเรื่องฝีมือของช่างตีเหล็ก จึงเดินทางมาจ้างงานเขา เมื่อได้งานดีตามที่ต้องการก็ดีใจมากและบอกว่าจะทำให้คำขอของช่างตีเหล็กเป็นจริงสามข้อ
ช่างตีเหล็กจึงขอ "ถุงตะปูที่ถ้าล้วงมือลงไปแล้วจะถอนมือไม่ออกจนกว่าช่างตีเหล็กจะอนุญาติ" "เก้าอี้ที่ถ้านั่งแล้ว จะลุกไม่ได้จนกว่าช่างตีเหล็กจะอนุญาต" กับ"ต้นแอ๊ปเปิ้ลที่ถ้าปีนแล้วจะลงไม่ได้จนกว่าช่างตีเหล็กจะอนุญาต"
เมื่อเวลาผ่านไปสามปี ปีศาจก็ส่งลูกศิษย์สามคนมาทวงวิญญาณของช่างตีเหล็ก หากเขาก็ใช้ของวิเศษทั้งสามอย่างเอาตัวรอดมาได้ จนในที่สุด ปีศาจก็มาด้วยตัวเอง
ช่างตีเหล็กท้าปีศาจให้แสดงอำนาจให้เห็น ปีศาจจึงแปลงร่างเป็นหนู ช่างตีเหล็กก็จับหนูยัดลงไปในถุงตะปูแล้วขู่ว่าจะปล่อยออกมาจนกว่าปีศาจจะมอบใบสัญญามาให้ เมื่อได้สัญญามาแล้ว เขาก็เผาทิ้งในทัีนที แล้วหลัีงจากนั้น ปีศาจก็ไม่ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าเขาอีกเลย
- เด็กผู้หิวโหย
มีหญิงผู้หนึ่งมีลูกสาวสองคน ทั้งสามยากจนไม่มีอะไรจะกิน ผู้เป็นแม่ทนความหิวไม่ไหวจึงบอกว่าจะฆ่าลูกสาวกิน ลูกสาวจึงบอกว่าจะไปหาอาหารมาแล้วนำขนมปังชิ้นเล็กๆกลับมา แต่ก็ไม่อาจประทังความหิวของทุกคนได้
คราวนี้แม่บอกว่าจะฆ่าลูกสาวอีกคนกิน ลูกสาวจึงบอกว่าจะไปหาอาหารมา แล้วนำขนมปังกลับมาสองชิ้น แต่ก็ยังไม่พอบรรเทาความหิวได้อยู่ดี
แม่บอกว่าจะฆ่าลูกสาวอีก คราวนี้ลูกสาวบอกว่า"เรามานอนกันจนกว่าโลกนี้จะอวสานลงกันเถอะ" ทั้งสามจึงล้มตัวลงนอนเรียงกันและไม่มีใครสามารถปลุกพวกเธอให้ตื่น มีแต่คนแม่เท่านั้นที่หายตัวไปและไม่มีใครเห็นนางอีก
(.............ไม่รู้จะตีความยังไงดี............)
- นักบุญผู้กังวล
ยังมีหญิงสาวผู้เปี่ยมศรัทธาอยู่นางหนึ่ง เธอสาบานต่อพระเจ้าว่าจะไม่แต่งงาน หากก็ถูกพ่อบังคับ หญิงสาวจึงขอพรพระเจ้าให้เธอมีหนวดงอกออกมา คำขอนั้นกลายเป็นจริง หากพระราชาก็สั่งประหารหญิงสาวด้วยการตรึงกางเขน แต่เธอก็กลายมาเป็นนักบุญในภายหลัง
วันหนึ่งมีนักดีดพิณยากจนมาคุกเข่าหน้ารูปปั้นของเธอ หญิงสาวดีใจจึงทำรองเท้าทองคำหล่นให้เขาข้างหนึ่ง หากในไม่ช้าทุกคนก็มาตามหารองเท้าทองคำที่หายไปและพบว่าอยู่กับนักดีดพิณ เมื่อเขาถูกจับในฐานะขโมยก็ร้องขอว่าอยากจะไปที่โบสถ์อีกครั้ง พอไปถึงโบสถ์ นักดีดพิณก็เข้าไปคุกเข่าหน้ารูปปั้น แล้วนักบุญหญิงก็ทำรองเท้าหล่นลงมาอีกข้าง นักดีดพิณจึงสามารถพิสูจน์ได้ว่าตัวเองบริสุทธิ์
นอกจากข้างบนนี้แล้วก็ยังมีอีกประมาณสามสิบเรื่องที่โดนตัดออกค่ะ
แต่ข้าพเจ้าสงสัยมากกว่าว่าทำไมเรื่อง"หญิงเลี้ยงห่าน"ถึงอยู่จนฉบับที่เจ็ดได้หว่า อันนั้นก็แอบโหดเหมือนกันนะ
2008/Oct/07
มีเรื่องที่ไม่เคยได้ยินอยู่เพียบเลยนะคะเนี่ย... O.O
บางเรื่องที่โดนตัดออกนี่เพราะไม่สื่อหรือเปล่าเนี่ย แอบสแตรกเกิ๊น ~
บางเรื่องที่โดนตัดออกนี่เพราะไม่สื่อหรือเปล่าเนี่ย แอบสแตรกเกิ๊น ~
เรื่องที่ถูกตัดออกนี่ บางเรื่องอ่านแล้วไม่เข้าใจเลยค่ะว่าต้องการจะสื่ออะไร
อยากอ่านเรื่องอื่นๆด้วยล่ะค่ะ พอจะแนะนำชื่อหนังสือได้มั้ยคะ พวกฉบับที่เรื่องยังไม่โดนดัดแปลงน่ะค่ะ รบกวนด้วยนะคะ^^
อยากอ่านเรื่องอื่นๆด้วยล่ะค่ะ พอจะแนะนำชื่อหนังสือได้มั้ยคะ พวกฉบับที่เรื่องยังไม่โดนดัดแปลงน่ะค่ะ รบกวนด้วยนะคะ^^
ชอบนิทานกริมม์มานานแล้วค่ะ แต่พอมาอ่านจริงๆกลับพบว่ามันโหดร้ายพอสมควรเลย
มีแต่เรื่องที่ไ่ม่เคยอ่านทั้งนั้นเลย ขอบคุณมากค่ะ ^_^
ปล.ขออนุญาตแอดบล็อกนี้ด้วยนะคะ
มีแต่เรื่องที่ไ่ม่เคยอ่านทั้งนั้นเลย ขอบคุณมากค่ะ ^_^
ปล.ขออนุญาตแอดบล็อกนี้ด้วยนะคะ
อุ้ย เคยได้ยินบางเรื่องจริงๆ
นึกถึงเรื่อง ลูฟวิค รีโวลูชั่น ผลงานของคาโอริ ยูกิเลยคะ (เขียนแซวนิทานกริมซะขนานนั้น)
นึกถึงเรื่อง ลูฟวิค รีโวลูชั่น ผลงานของคาโอริ ยูกิเลยคะ (เขียนแซวนิทานกริมซะขนานนั้น)
ขอบคุณที่เอามาให้อ่านกันนะคะ :)
อ่านๆดูแล้ว นิทานกริมม์สนุกดีค่ะ แต่หลายเรื่องโหดน่าดูเลย แถมบางเรื่องไม่รู้ว่าสื่อถึงอะไรเลยแฮะ งง - -""
อ่านๆดูแล้ว นิทานกริมม์สนุกดีค่ะ แต่หลายเรื่องโหดน่าดูเลย แถมบางเรื่องไม่รู้ว่าสื่อถึงอะไรเลยแฮะ งง - -""
tag วรรณกรรมเยาวชน
ตอนเด็ก ๆ ผมไม่เคยอ่านเรื่องพวกนี้นะครับ ^^' (หมายถึง "พวกนี้" น่ะ)
แต่เรื่องไส้กรอกนี่น่าประทับใจจริง ๆ ...
ตอนเด็ก ๆ ผมไม่เคยอ่านเรื่องพวกนี้นะครับ ^^' (หมายถึง "พวกนี้" น่ะ)
แต่เรื่องไส้กรอกนี่น่าประทับใจจริง ๆ ...
อ่านไม่ค่อยรู้เรือ่ง หนะ
รู้แต่ ว่า มัน ฆ่า กันเยอะดี
เหอๆ
แต่เดียวนี้ชอบอะไรที่มัน bad end ยังไงก็ไม่รู้
รู้แต่ ว่า มัน ฆ่า กันเยอะดี
เหอๆ
แต่เดียวนี้ชอบอะไรที่มัน bad end ยังไงก็ไม่รู้
ให้เด็กอ่านจริงๆเหรอเนี้ย แอบโหดชอบกลนะ
อ่านพวกนี้แล้วบ้างเรื่องก็ไม่เข้าใจว่าต้องการสื่ออะไร
แต่ช่างเถอะ นิทานนี้เนอะ ^ ^*
อ่านพวกนี้แล้วบ้างเรื่องก็ไม่เข้าใจว่าต้องการสื่ออะไร
แต่ช่างเถอะ นิทานนี้เนอะ ^ ^*
เคยอ่านเหมือนกันฮับ แต่เป็นพิมพ์ครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ได้ ... หลายเรื่องไม่รู้จักจริงๆฮับ คงโดนตัดไปหมดแล้ว
แอบมาตอบ คุณ Dearcool #2 ละกันนะฮับ ...ไม่ใช่สโนวไวท์หรอกฮับ ต้องเป็นเจ้าหญิงนิทราต่างหาก
...ทีนี้ พอถามว่าทำไมในนิทานมีเรื่องโหดๆแบบ%B
แอบมาตอบ คุณ Dearcool #2 ละกันนะฮับ ...ไม่ใช่สโนวไวท์หรอกฮับ ต้องเป็นเจ้าหญิงนิทราต่างหาก
...ทีนี้ พอถามว่าทำไมในนิทานมีเรื่องโหดๆแบบ%B
เคยอ่านเรื่องเคราน้ำเงินเหมือนกันครับ จริงๆมันอยู่เฉพาะในฉบับเก่าขนาดนั้นเลยรึนี่...
เรื่องจมูกยาวขึ้นต้นมาเหมือนจะคุ้นๆ แต่ไปหลังๆชักไม่เข้าเค้า ไม่แนใจว่ามีเวอร์ชั่นอื่นรึเปล่าน่ะครับ ?
บางเรื่องเหมือนพยายามจะสื่ออะไรสักอย่างผ่านทางสัญลักษณ์ แต่ก็จนปัญญาจะตีความจริงๆนั่นแหละครับ
เรื่องจมูกยาวขึ้นต้นมาเหมือนจะคุ้นๆ แต่ไปหลังๆชักไม่เข้าเค้า ไม่แนใจว่ามีเวอร์ชั่นอื่นรึเปล่าน่ะครับ ?
บางเรื่องเหมือนพยายามจะสื่ออะไรสักอย่างผ่านทางสัญลักษณ์ แต่ก็จนปัญญาจะตีความจริงๆนั่นแหละครับ
อ๊ะ เป็นพวกชอบนิทานเหมือนกันค่ะ ของกริมนี่แอบโหดพ่อๆ กะมาเธอร์กูสเลยนะ
(ตอนเด็กๆ ได้อ่านเคราน้ำเงินเหมือนกันค่ะ เพิ่งรู้ว่าถูกตัดทิ้งนะเนี่ย)รู้สึกจะมีนักวิชาการวิเคราะห์ว่าเป็นเพราะสมัยก่อนสังคมมีการปกครองโดยใช้ความเข้มงวดเด็ดขาด จึงทำให้มีสัญลักษณ์ของความรุนแรงปรากฏอยู่แม้แต่ในนิทาน เพื่อเป็นการกระหนาบเด็กกลายๆ ว่า "อย่ารินอกคอก" อะไรทำนองนั้นน่ะค่ะ
ป.ล. ไส้กรอกได้ใจมาก 555+
(ตอนเด็กๆ ได้อ่านเคราน้ำเงินเหมือนกันค่ะ เพิ่งรู้ว่าถูกตัดทิ้งนะเนี่ย)รู้สึกจะมีนักวิชาการวิเคราะห์ว่าเป็นเพราะสมัยก่อนสังคมมีการปกครองโดยใช้ความเข้มงวดเด็ดขาด จึงทำให้มีสัญลักษณ์ของความรุนแรงปรากฏอยู่แม้แต่ในนิทาน เพื่อเป็นการกระหนาบเด็กกลายๆ ว่า "อย่ารินอกคอก" อะไรทำนองนั้นน่ะค่ะ
ป.ล. ไส้กรอกได้ใจมาก 555+
เรื่องรองสุดท้าย อารมณ์ฮารุฮิมาก ไม่รู้ทำไม แต่คิดแบบนี้แฮะ... -*-
ชอบค่ะ แต่ละเรื่องสุดยอดทั้งนั้น แม้ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเข้าใจว่าจะสื่ออะไรก็ตาม
(ว่าแต่เรื่องหญิงเลี้ยงห่านในปล.หมายถึงเรื่องไหนอะคะ)
เรื่องไส้กรอกนี่ให้อารมณ์ไส้กรอกขาวอินวันเดอร์แลนด์ ฮ่าๆๆ
ชอบค่ะ แต่ละเรื่องสุดยอดทั้งนั้น แม้ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเข้าใจว่าจะสื่ออะไรก็ตาม
(ว่าแต่เรื่องหญิงเลี้ยงห่านในปล.หมายถึงเรื่องไหนอะคะ)
เรื่องไส้กรอกนี่ให้อารมณ์ไส้กรอกขาวอินวันเดอร์แลนด์ ฮ่าๆๆ
เรื่องเคราน้ำเงินนี่เหมือนจะเคยอ่านตอนเด็กๆ เหมือนกันค่ะ
นิทานกริมม์ก็โหดเอาเรื่องหลายเรื่องอยู่จริงๆ ส่วนเรื่องไม่เข้าใจว่าสื่อถึงอะไรนี่ เรื่องที่เป็นปัญหาคาใจเรามากคือ เจ้าชายกบ ค่ะ แบบสงสัยมากๆ ว่าทำไมเจ้าชายกบถึงรักเจ้าหญิงได้
นิทานกริมม์ก็โหดเอาเรื่องหลายเรื่องอยู่จริงๆ ส่วนเรื่องไม่เข้าใจว่าสื่อถึงอะไรนี่ เรื่องที่เป็นปัญหาคาใจเรามากคือ เจ้าชายกบ ค่ะ แบบสงสัยมากๆ ว่าทำไมเจ้าชายกบถึงรักเจ้าหญิงได้
จาว่าไปแล้ว...พวกเพลงกล่อมเด็กของฝรั่งก้อมีโหดๆอยู่เยอะเหมือนกันนะคะ เคยได้ยินบางเพลงก้อมีเรื่องเกี่ยวกับคนตายในเพลงด้วย แน่ใจเหรอว่าเป็นเพลงกล่อมเด็กหน่ะ
p.s. ตอนนี้อยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วค่ะ ถึงญี่ปุ่นโดยสวัสดิภาพ แต่เรียนหนักชะมัดเลย
p.s. ตอนนี้อยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วค่ะ ถึงญี่ปุ่นโดยสวัสดิภาพ แต่เรียนหนักชะมัดเลย
เราชอบอ่านพวกเทพนิยายแบบนี้มากๆ
ตอนเด็กๆอ่านแล้วเฉยๆ แต่พอมาอ่านตอนโต
ทำไมมันโหดหว่า หลายเรื่องเหมือนกัน
อย่าง Juniper tree โหดมากๆๆ
My mather, she killed me.
My father, he ate me.
My sister, Marlene, she made sure to see,
my bones were all gathered together,
bound nicely in silk, as neat as can be,
and laid beneth the juniper tree.
อ่านแล้ว นี่เค้าให้เด็กอ่านแน่เหรอ
แต่ยังงัยเราก็ชอบกริมม์มากกว่า คริสเตียน แอนเดอร์สัน
ตอนเด็กๆอ่านแล้วเฉยๆ แต่พอมาอ่านตอนโต
ทำไมมันโหดหว่า หลายเรื่องเหมือนกัน
อย่าง Juniper tree โหดมากๆๆ
My mather, she killed me.
My father, he ate me.
My sister, Marlene, she made sure to see,
my bones were all gathered together,
bound nicely in silk, as neat as can be,
and laid beneth the juniper tree.
อ่านแล้ว นี่เค้าให้เด็กอ่านแน่เหรอ
แต่ยังงัยเราก็ชอบกริมม์มากกว่า คริสเตียน แอนเดอร์สัน
กริมม์นี่คลาสสิคมากในหลายๆเรื่อง
ยิ่งช่วงนี้เจอ Vocaliod Alice Human Sacrified เข้าไปก่อน เลยมีเรื่องสะกิดใจ ยิ่งมาเจอเอนทรีย์นี้ ที่ เป็นเรื่องนี้พอดีอีก ก็เลยชอบมาก
เรื่องหญิงเลี้ยงอ่านให้อ่าน ลุควิคเรฟโวเล่ม 2 เรื่องสุดท้ายครับ ที่มีหญิงสองคน ชื่อเหมือนกันแต่ฐานะต่างกัน กับม้าพูดได้ (ผมชอบเรื่องนี้นะ)
ยิ่งช่วงนี้เจอ Vocaliod Alice Human Sacrified เข้าไปก่อน เลยมีเรื่องสะกิดใจ ยิ่งมาเจอเอนทรีย์นี้ ที่ เป็นเรื่องนี้พอดีอีก ก็เลยชอบมาก
เรื่องหญิงเลี้ยงอ่านให้อ่าน ลุควิคเรฟโวเล่ม 2 เรื่องสุดท้ายครับ ที่มีหญิงสองคน ชื่อเหมือนกันแต่ฐานะต่างกัน กับม้าพูดได้ (ผมชอบเรื่องนี้นะ)
เคยได้ยินแค่เรื่องเคราน้ำเงิน
แต่เคยอ่านพวกสโนไวท์ ซินเดอเรลล่า ฉบับจริงมาแล้ว ชอบมากกว่าที่เห็นเป็นการ์ตูนตอนเด็กซะอีก
สรุป..ชอบนิทานกริมม์แบบต้นฉบับ
แต่เคยอ่านพวกสโนไวท์ ซินเดอเรลล่า ฉบับจริงมาแล้ว ชอบมากกว่าที่เห็นเป็นการ์ตูนตอนเด็กซะอีก
สรุป..ชอบนิทานกริมม์แบบต้นฉบับ
มันมีเวอร์ชั่นโหดด้วยนี่
เคยได้ยินว่า
หนูน้อยหมวกแดงความจริงแล้ว
หมวกสีขาว
แต่ที่แดงเพราะเลือดกระเด็นไปติด
ตอนที่ถูกนายพรานข่มขืน
ประมานนี้อะ
เพื่อนเล่าให้ฟัง
เคยได้ยินว่า
หนูน้อยหมวกแดงความจริงแล้ว
หมวกสีขาว
แต่ที่แดงเพราะเลือดกระเด็นไปติด
ตอนที่ถูกนายพรานข่มขืน
ประมานนี้อะ
เพื่อนเล่าให้ฟัง
โหดเอาเรื่องนะเนี่ย แต่บางเรื่องก็ไม่น่าตัดออกนะ อย่างคุณฮันส์แบบนี้ (เรื่อง คุณเจ้าหญิงด้วย สุดยอดมาก ฉลาดโคตร...)
โอ้โห นิทานกริมม์ อ่านไม่เข้าใจเลยสักเรื่อง =_=;;; แต่จริงๆแล้วไม่รู้ว่าจะสื่อถึงอะไรนะคะ หรือจะเป็นเกี่ยวกับสังคมสมัยนั้นหรือเปล่านะ?
เอ่อ
เรื่องเจ้าหญิงนิทราึ้ค่ะที่โดนเจ้าชายข่มขื่นตอนนที่เธอยังนอนหลับอ่าค่ะ-*-
ได้ยินความจริงอันแสนโหดร้ายของนิทานก่อนแล้ว
หมดศรัทธาไปเลยค่ะ
เรื่องเจ้าหญิงนิทราึ้ค่ะที่โดนเจ้าชายข่มขื่นตอนนที่เธอยังนอนหลับอ่าค่ะ-*-
ได้ยินความจริงอันแสนโหดร้ายของนิทานก่อนแล้ว
หมดศรัทธาไปเลยค่ะ
(คิดสภาพไส้กรอกถือมืด โห... โมเอ้สุดๆ ฮาๆ)