2008/Oct/07

ตอนนี้เริ่มปั่นงานแปลอีกแล้วค่ะ ยังไม่รู้เลยว่าจะเอาชีวิตรอดไหมหนอ เพราะเดือนนี้มีกิจกรรมเยอะมาก คงจะดองบล๊อกให้เค็มต่อไปอีกระยะค่ะ ต้องขออภัยจริงๆค่ะ (><)

วันนี้แวบมาอัพเพื่อคลายเครียดเล็กน้อยค่ะ ลองมานั่งย้อนนึกถึงนิทานที่เคยอ่านสมัยยังเด็กดูดีกว่า


นิทานกริมม์
(Kinder und Hausmärchen "นิทานสำหรับเด็กและครอบครัว")

หมายถึงนิทานและเรื่องเล่าในท้องถิ่นที่ ยาคอบ ลุดวิก คาร์ล กริมม์ กับวิลเฮมล์ คาร์ล กริมม์ (หรือรู้จักในนาม"พี่น้องตระกูลกริมม์) เป็นผู้รวบรวมขึ้นเป็นเล่ม นอกจากนิทานจำนวน 200 เรื่องแล้ว ยังประกอบด้วยเรื่องเล่านักบุญ 10 เรื่องอีกด้วย
* ในบางเอกสารก็จะนับลุดวิก เอมิล กริมม์ น้องคนสุดท้องซึ่งเป็นผู้วาดภาพประกอบของฉบับพิมพ์ครั้งแรกเข้าเป็นหนึ่งในผู้แต่งด้วยเช่นกัน

ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ซึ่งนิทานกริมม์ถูกพิมพ์ออกมาเป็นครั้งแรกนั้น เยอรมันอยู่ในยุคของ Sturm und Drang ซึ่งเป็นการปฏิวัติด้านวรรณกรรมครั้งใหญ่ ก่อให้เกิดการต่อต้านแนวคิดในแง่ปรัชญามาเป็นการแสดงออกทางอารมณ์ซึ่งอยู่เหนือกว่าสติ และส่งผลให้มีการหยิบยกงานเขียนในอดีตขึ้นมากล่าวถึงกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้สังคมหันมาจับตามองยังนิทานและตำนานอีกครั้ง มีหนังสือรวบรวมเกี่ยวกับนิทานเหล่านี้ถูกพิมพ์ออกมามากมาย หากส่วนมากก็ถูกบรรณาธิการดัดแปลงเรื่องเสียจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ด้วยเหตุนี้เอง พี่น้องกริมม์จึงรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับนิทานเหล่านี้ จนกระทั่งพวกเขาได้พบกับเบลนตาโน่(เคลเมน เบลนตาโน่ นักเขียนแนวโรแมนซ์ชื่อดังของเยอรมัน) กับโยฮีม(โยฮีม วอน อาร์นิม นักเขียนแนวโรแมนซ์ชื่อดังของเยอรมัน เป็นรุ่นน้องในมหาวิทยาลัยเดียวกับเบลนตาโน่) ในปี 1803

ในช่วงปี 1810 พี่น้องกริมม์ส่งตัวอย่างต้นฉบับไปให้เบลนตาโน่ หากเขาก็ทำต้นฉบับดังกล่าวหายไปทำให้การพิมพ์หนังสือต้องยกเลิก (ภายหลังเมื่อเข้าศตวรรษที่ 20 จึงค้นพบต้นฉบับดังกล่าวที่สำนักชีเอลเนเบิร์ก ต้นฉบับนี้จึงถูกเรียกว่า"ฉบับเอเลนเบิร์ก"ในเวลาต่อมา) จนปี 1812 พี่น้องกริมม์จึงอาศัยต้นฉบับที่คัดลอกเก็บไว้พิมพ์นิทานกริมม์เล่มแรกออกมา (และออกเล่มสองในปี 1815) หากฉบับพิมพ์ครั้งแรกนี้ยังมีข้อด้อยทางภาษาและมีเนื้อหาไม่เหมาะสมอยู่มาก นิทานกริมม์จึงถูกปรับปรุงใหม่และพิมพ์ออกมาอีกครั้งในปี 1819

หลังจากนั้นได้มีการปรับปรุงเนื้อหาและตัดนิทานที่มีใจความไม่เหมาะสมออกไปอีกหลายครั้ง จนในปี 1857 นิทานกริมม์ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 7 ก็ออกมาสู่ท้องตลาดและกลายมาเป็นนิทานกริมม์เช่นที่เรารู้จักกันในปัจจุบันค่ะ

วันนี้จะไม่พูดถึง "เจ้าหญิงนิทรา" "สโนไวท์" "ซินเดอเรลล่า" ฯลฯ ที่ถูกเปลี่ยนเนื้อเรื่องบางส่วนค่ะ จะขอยกเรื่องที่ถูกตัดทิ้งไปก่อนฉบับพิมพ์ครั้งที่ 7 มาพูดถึงดีกว่า แต่จะให้ยกมาหมดก็ไม่ไหวเหมือนกันค่ะ เอาเท่าที่ข้าพเจ้าสามารถก็แล้วกัน



- เคราน้ำเงิน
ยังมีชายผู้ร่ำรวยถูกเรียกว่า"เคราน้ำเงิน"เนื่องจากรูปร่างหน้าตาของเขา เคราน้ำเงินขอแต่งงานกับพี่น้องสาวสวยและได้แต่งกับคนน้อง เมื่อไปถึงปราสาท เคราน้ำเงินก็มอบพวงกุญแจให้ภรรยาของตนแล้วบอกว่า"เธอจะเข้าไปยังห้องไหนก็ได้ แต่ห้ามเข้าห้องที่ถูกล็อคด้วยกุญแจดอกเล็กที่สุดในพวงกุญแจนี้เป็นอันขาด" แต่เมื่อเคราน้ำเงินออกไปธุระข้างนอก ภรรยาก็เข้าไปยังห้องนั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็นและพบศพของภรรยาคนก่อนอยู่ในนั้นเอง เคราน้ำเงินกลับมาพบเธอเข้าพอดีและพยายามจะฆ่าหญิงสาว หากก็ได้พี่ชายของหญิงสาวมาช่วยแล้วฆ่าเคราน้ำเงินลงไปทันท่วงที
(โดนตัดทิ้งตั้งแต่พิมพ์ครั้งที่สองค่ะ (.......แปลว่าเจ้าเล่มที่ข้าพเจ้าอ่านตอนเด็กๆนั่นเป็นฉบับพิมพ์ครั้งแรกหรือนี่......) แต่ดังมากทีเดียว ถึงไม่รู้จักเรื่องอื่นก็น่าจะรู้จักเรื่องนี้กันส่วนใหญ่ กล่าวกันว่าต้นแบบของเคราน้ำเงินคือกิล เดอ เรย์ หรือบางเอกสารก็อ้างว่ามีต้นแบบมาจากพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8)


- ไนติงเกลกับกิ้งก่าตาบอด
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีนกไนติงเกลตาเดียวกับกิ้งก่าเป็นเพื่อนสนิทกัน อยู่มาวันหนึ่ง นกไนติงเกลได้รับเชิญไปงานแต่งงานแล้วจึงเกิดนึกอายที่ตัวเองมีตาเพียงข้างเดียว นกไนติงเกลจึงขอยืมตากิ้งก่ามาใช้หนึ่งวัน ซึ่งกิ้งก่าก็ยอมตกลงให้ยืมด้วยความเต็มใจ แต่เมื่อนกไนติงเกลได้เห็นว่าโลกที่มองด้วยตาสองข้างนั้นสวยงามเพียงใด ก็ไม่อยากคืนตาให้กับกิ้งก่า และบินหนีขึ้นไปบนท้องฟ้าทำให้กิ้งก่าไม่สามารถติดตามไปทวงตาคืนมาได้ ทั้งสองจึงกลายเป็นศัตรูกัน
นับแต่นั้น นกไนติงเกลก็จะร้องว่า"อยู่สูง อยู่สูง" (ตามภาษาท้องถิ่นของเยอรมันค่ะ) ส่วนกิ้งก่าตาบอดก็เลื้อยอยู่บนดิน และคอยขโมยกินไข่ของนกไนติงเกล
(กิ้งก่าในที่นี้คือกิ้งก่าพันธุ์หนึ่งซึ่งมีตาเล็กมาก และมีลายพร้อยจนดูไม่ออกว่ามีตาอยู่ตรงไหนค่ะ)


- มือซึ่งถือมีด
ยังมีแม่อาศัยอยู่ร่วมกับลูกชายสามคนและลูกสาวหนึ่งคน แม่ไม่พอใจที่ลูกชายให้ความเอ็นดูลูกสาว จึงคอยกลั่นแกล้งแล้วส่งลูกสาวไปขุดถ่านโคลนมาจากทุ่งทุกวัน แต่ภูตซึ่งเป็นคนรักของลูกสาวก็ให้เธอยืมมีดซึ่งคมเป็นพิเศษ ทำให้เธอสามารถขุดถ่านโคลนกลับมาได้อย่างง่ายดายทุกวัน ฝ่ายผู้เป็นแม่ก็เกิดนึกสงสัย จึงพาลูกชายมาตามแอบดู และเห็นมือยื่นออกมาจากต้นไม้ส่งมีดให้กับลูกสาว นางจึงแย่งมีดมาจากลูกสาว แล้วแสร้งทำตัวเป็นลูกสาวไปหาภูตคนรัก พอภูตยื่นมือออกมาจะรับมีดคืน นางแม่ก็ใช้มีดตัดมือภูตทิ้ง
ภูตคิดว่าลูกสาวเปลี่ยนใจไปจากตนแล้ว จึงไม่ปรากฏตัวขึ้นอีกเลย


- ยมทูตกับคนเลี้ยงห่าน
คนเลี้ยงห่านยากจนได้พบกับยมทูตที่ริมแม่น้ำ เขาจึงถามยมทูตว่าที่อีกฟากของแม่น้ำมีอะไรอยู่ ยมทูตตอบว่ามีอีกโลกหนึ่งซึ่งยมทูตจะพาคนที่กำลังจะตายไป และจะให้ใครว่ายไปด้วยตัวเองไม่ได้เด็ดขาด คนเลี้ยงห่านได้ฟังดังนั้นก็ขอร้องให้ยมทูตพาตัวเองข้ามฝั่ง หากยมทูตก็ปฏิเสะว่ายังไม่ถึงเวลา แล้วยมทูตก็พาเศรษฐีขี้เหนียวมา เศรษฐีว่ายน้ำไปได้สักพักก็หมดแรงจมน้ำไป หมาแมวของเศรษฐีที่ตามมาก็พลอยจมน้ำไปด้วย
แล้วยมทูตก็มาหาคนเลี้ยงห่านเพื่อบอกว่าถึงทีของเขาแล้ว คนเลี้ยงห่านว่ายน้ำไปจนถึงอีกฝั่ง ห่านที่เขาเลี้ยงไว้ก็ว่ายตามมา เมื่อถึงฝั่งก็กลายเป็นแกะสีขาว ยมทูตบอกกับเขาว่าในโลกนี้ คนเลี้ยงแกะคือพระราชาและก็มีพระราชาหลายคนมามอบมงกุฏให้กับเขา แล้วคนเลี้ยงห่านก็อาศัยอยู่ในโลกใหม่อย่างมีความสุขตลอดไป
(...........ใครก็ได้ช่วยตีความทีว่านี่หมายความว่าอะไร จะว่าไปแล้ว นิทานกริมม์มีเรื่องที่ลอยๆเข้าใจยากทำนองนี้เยอะมากเลยค่ะ แบบว่าอ่านแล้วงงค่ะว่าท่านจะสื่ออะไรให้ข้าพเจ้ารับรู้เนี่ย)


- แมวใส่รองเท้าบู้ธ
(หาฉบับของกริมม์ไม่เจอค่ะ ฉบับที่แพร่หลายกันในปัจจุบันนี้เป็นฉบับของชาร์ลส เปอร์โรต์ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศส .....นี่แปลว่าแมวของกริมม์ทำอะไรไม่ดีเหรอถึงได้โดนตัดเรื่องออกน่ะ)


- คำเชิญพิสดาร
ยังมีไส้กรอกแดงกับไส้กรอกขาว(ไส้กรอกเครื่องใน)เป็นเพื่อนสนิทกัน วันหนึ่งไส้กรอกแดงเชิญไส้กรอกขาวมาทานอาหารกลางวัน เมื่อไปถึงบ้านไส้กรอกแดง ก็พบว่าหน้าบ้านเป็นขั้นๆขึ้นไป พอปีนขึ้นไปทีละขั้นก็พบกับของแปลกๆเช่น ไม้กวาดที่หาเรื่องทะเลาะหรือลิงที่บาดเจ็บ
พอเข้าไปในบ้าน ไส้กรอกขาวก็ตั้งท่าจะถามถึงของที่เจอหน้าบ้าน แต่ไส้กรอกแดงก็ปลีกตัวเข้าครัวไปเพื่อยกอาหารมาเสียก่อน ขณะที่ไส้กรอกขาวกำลังเหม่อคิดถึงหน้าบ้านอยู่นั่นเอง อะไรบางอย่างก็เข้ามาในห้องพร้อมกับตะโกนว่า"นี่เป็นบ้านของฆาตกรไส้กรอก! รีบหนีไปเร็ว!" ไส้กรอกขาวเลยตกใจ รีบกระโดดหนีออกไปทางหน้าต่าง
แล้วไส้กรอกแดงก็โผล่หน้ามาจากหน้าต่างอีกบาน และมองตามหลังไส้กรอกขาวที่หนีไปพร้อมกับตะโกนว่า"อย่าให้ฉันจับแกได้เชียว!" ในมือนั้นถือมีดเล่มโตอยู่
(คะ คาออส....)


- ปราสาทฆาตกร
ช่างทำรองเท้าบุตรสาวสามคน วันหนึ่งเมื่อช่างทำรองเท้าออกไปข้างนอก ก็มีชายแต่งตัวดีมาที่บ้านและตกหลุมรักลูกสาวคนหนึ่ง หญิงสาวรับคำขอแต่งงานและตามเขาไปยังปราสาท ในตอนแรก หญิงสาวก็ยังนึกไม่สบายอยู่ แต่ก็พบว่าชายผู้นั้นมีปราสาทอันใหญ่โตร่ำรวมดังที่กล่าวไว้
วันรุ่งขึ้น ชายสามีมีธุระต้องออกไปข้างนอก ก่อนจะไปก็มอบกุญแจปราสาทให้ภรรยาแล้วบอกให้เธอไปสำรวจดูว่าสามีของเธอนั้นร่ำรวมเพียงใด เมื่อหญิงสาววนดูในปราสาทก็ยิ่งดีใจที่ได้แต่งงานกับคนร่ำรวย ก่อนจะลงไปยังห้องใต้ดิน
ที่หน้าห้องใต้ดินมีหญิงแก่นางหนึ่งกำลังควักไส้ศพอยู่ พอหญิงสาวเข้าไปถาม นางก็ตอบว่า"พรุ่งนี้ เจ้าก็จะโดนข้าควักไส้เหมือนกัน" และยังบอกด้วยว่า"ถ้าเจ้ายังไม่อยากตาย ก็ไม่ซ่อนตัวในรถบรรทุกฟางซะ" หญิงสาวจึงหนีออกไปจากปราสาทตามคำแนะนำของนาง
เมื่อชายสามีกลับมาถามหาภรรยาของตน หญิงแก่ก็ตอบว่า"วันนี้งานไปเร็ว เลยทำเผื่อไปเรียบร้อยแล้ว" ชายสามีได้ฟังดังนั้นก็พอใจมาก
อีกทางด้านหนึ่ง รถซึ่งหญิงสาวซ่อนตัวอยู่ก็ไปถึงปราสาทอีกแห่ง เมื่อเจ้าของปราสาทได้ฟังเรื่องจากหญิงสาวก็จัดงานเลี้ยงเชิญชายสามีและขุนนาง
จากที่ต่างๆมา หญิงสาวก็ปลอมตัวปะปนเข้ามาในงานด้วย เมื่อทุกคนเล่าเรื่องราวแลกเปลี่ยนกันฟัง หญิงสาวก็เล่าเรื่องปราสาทฆาตกร พอชายสามีได้ฟังก็ตั้งท่าจะหนี หากก็ถูกทหารจับขังคุกไปเสียก่อน
แล้วปราสาทก็ถูกทำลายลง หญิงสาวรับช่วงทรัพย์สินของปราสาทฆาตกร แล้วแต่งงานกับลูกชายของเจ้าของปราสาท และมีชีวิตอยุ่อย่างมีความสุข
(บางฉบับก็บอกว่า หญิงสาวในที่นี้คือน้องสุดท้องค่ะ และศพที่ถูกควักไส้ก็คือศพของพี่สาวสองคน)


- จมูกยาว
ยังมีทหารเกษียณทัพอยู่สามคน ทั้งสามคนต่างทำอาชีพอะไรไม่เป็นจึงเดินทางเร่ร่อนจนเข้าไปในป่า ขณะที่ค้างแรมอยู่ก็มีคนแคระแดงออกมามอบของวิเศษให้ ทหารคนแรกได้เสื้อเก่าที่จะทำให้คำขอเป็นจริง ทหารคนที่สองได้ผ้าที่จะมีเงินออกมาไม่หยุด ทหารคนที่สามได้เขาสัตว์ซึ่งเมื่อเป่าก็จะมีกองทัพออกมา ทั้งสามจึงใช้ของวิเศษเหล่านั้นสร้างปราสาทและมีชีวิตอยู่อย่างสนุกสนาน
มาวันหนึ่ง ทั้งสามคนปลอมตัวเป็นเจ้าชายแล้วไปยังปราสาทของพระราชาซึ่งมีบุตรสาวหน้าตางดงาม ทหารสามคนจึงขอแต่งงานกับนาง เจ้าหญิงแสร้งทำว่ามีใจให้กับทหารคนที่สอง แล้วชักชวนให้เขาเล่นพนัน หากไม่ว่าจะแพ้เท่าไหร่ เงินของเขาก็ไม่หมดเสียที จนเจ้าหญิงจับได้ว่าผ้าของเขาเป็นผ้าวิเศษ นางจึงลอบเปลี่ยนเอาผ้ามา กว่าทั้งสามจะรู้ตัวว่าผ้าถูกขโมยไปก็เป็นหลังจากที่ออกมาจากปราสาทแล้ว ชายคนที่หนึ่งจึงใช้เสื้อคลุมเพื่อไปแย่งผ้าวิเศษคืนมา แต่พอเจ้าหญิงเรียกทหารยามมาก็ลนลานหนีออกมาจนเผลอลืมเสื้อคลุมทิ้งไว้ คราวนี้ทหารคนที่สามจึงเป่าเขาสัตว์เรียกกองทัพมาเพื่อแย่งของวิเศษทั้งสองอย่างคืน หากเจ้าหญิงก็ปลอมตัวเป็นนักเต้นรำปะปนเข้าในกองทัพแล้วแย่งเขาสัตว์ไป
เมื่อทหารทั้งสามเสียทุกอย่างไป ก็ออกเดินทางอย่างไม่มีจุดหมายอีกครั้ง พวกเขาเข้าไปในป่า แล้วหนึ่งในนั้นก็แยกทางไปต่างหาก ทหารที่แยกทางไปเดินไปเจอต้นแอ็ปเปิ้ล พอเก็บมากิน จมูกของเขาก็ยืดยาวออกไปจนถึงนอกป่า พรรคพวกอีกสองคนที่เจอจมูกก็เดินหาเขาจนพบ แล้วช่วยกันประคองจมูกอันยาวของเขาเพื่อหาทางออกจากป่าไปด้วยกัน เมื่อเดินมาถึงต้นสาลี่ คนแคระแดงก็ปรากฎตัวออกมาบอกว่าหากกินสาลี่นี้ จมูกของเขาก็จะกลับเป็นเหมือนเดิม และยังแนะนำให้เอาแอ็ปเปิ้ลกับสาลี่นี้ไปแย่งของวิเศษคืนมา
ทั้งสามจึงปลอมตัวเป้นคนสวน นำแอ็ปเปิ้ลไปให้เจ้าหญิง ซึ่งเมื่อนางทานลงไป จมูกของนางก็ยืดยาวออกมา พระราชาจึงประกาศหาคนมารักษา คราวนี้ทหารสามคนปลอมตัวเป็นหมอ เอาสาลี่บดให้เจ้าหญิงทานเล็กน้อย จมูกของนางจึงหดลงไปหน่อยนึง ก่อนจะเอาแอ๊ปเปิ้ลบดให้นางทานเพื่อให้จมูกยืดไปเหมือนเดิมอีก แล้วแสร้งบอกว่า"ที่รักษาจมูกไม่หายก็เพราะเจ้าหญิงยังเก็บของที่ไปขโมยจากคนอื่นเอาไว้" แต่เจ้าหญิงยังดื้อไม่ยอมคืนของ จนพระราชามาเกลี้ยกล่อมจึงยอมเอาของวิเศษคืนให้ในที่สุด
แล้วทหารทั้งสามก็กลับไปอยู่ยังปราสาทของตัวเองอย่างมีความสุขตลอดไป
(เป็นเจ้าหญิงที่แน่มากค่ะ)


- ฮันส์คนโง่
มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งเกิดตั้งครรภ์ขึ้นอย่างกะทันหัน พระราชาที่ไม่รู้ว่าใครเป้นพ่อเด็กจึงประกาศให้นำเด็กทารกไปอยู่ในวิหารพร้อมกับถือมะนาวไว้ในมือ ถ้าเด็กมอบมะนาวให้กับใครก็จะถือว่าคนผู้นั้นเป็นพ่อของเด็ก และกำหนดว่าผู้ที่เข้าไปในวิหารได้ต้องเป็นผู้มีฐานะสำคัญเท่านั้น
แต่ฮันส์ซึ่งชายร่างเตี้ยหน้าตาอัปลักษณ์ก็ลอบเข้ามาในวิหาร หนำซ้ำเด็กยังมอบมะนาวให้กับเขาอีกด้วย พระราชาที่ไม่อาจถอนคำพูดตัวเองได้ก็รู้สึกโกรธมาก และจับฮันสฺ์ เจ้าหญิงกับเด็กทารกขังไว้ในถังไม้แล้วลอยทะเลไป
เจ้าหญิงก่นด่าฮันส์ด้วยความโกรธ แต่ฮันส์ก็บอกว่าทุกอย่างที่เขาขอจะเป็นความจริง และที่เจ้าหญิงตั้งครรภ์ก็เป็นเพราะคำขอของเขานั่นเอง แล้วฮันส์ก็ขออาหารขอเรือทำให้เจ้าหญิงเชื่อ เมื่อเรือไปถึงฝั่ง ฮันส์ก็ขอปราสาท และขอให้ตัวเองกลายเป็นเจ้าชายรูปหล่อ ซึ่งทั้งหมดกลายเป็นจริง และพวกเขาก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุข
อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาซึ่งเป็นพ่อของเจ้าหญิงขี่ม้ามาถึงปราสาท ซึ่งฮันส์ก็จัดงานเลี้ยงต้อนรับเป็นอย่างดี แต่พระราชาก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคือฮันส์นั่นเอง เมื่อพระราชาจะกลับ เจ้าหญิงก็แอบใส่จอกทองคำไว้ในถุงของพระราชา ทำให้พระราชาถูกจับในฐานะขโมย พระราชาพยายามปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง แต่เมื่อมีหลักฐานอยู่ก็ไม่รู้จะทำยังไง แล้วเจ้าหญิงก็เปิดเผยตนออกมาพร้อมกับถามว่า"เข้าใจความรู้สึกของคนที่ถูกป้ายสีความผิดแล้วหรือยัง" พระราชาจึงสำนึกในความผิดของตัวเอง


- ช่างตีเหล็กกับปีศาจ
มีชายตีเหล็กคนหนึ่งยากจนกำลังจะอดตาย เขาได้พบกับปีศาจซึ่งยื่นข้อเสนอว่า จะให้เหรียญทองจำนวนมากถ้าเขายอมมอบวิญญาณให้ในอีกสามปีให้หลัง ช่างตีเหล็กคิดว่ายังไงตัวเองก็จะอดตายอยู่แล้วจึงยอมเซ็นสัญญา เมื่อได้เหรียญทองมาแล้วก็นำไปซื้อเครื่องมือมาทำงาน คราวนี้มีคนมาจ้างมากมายจนเขากลายเป็นคนรวยขึ้นมา
นักบุญเปโตรได้ยินข่าวลือเรื่องฝีมือของช่างตีเหล็ก จึงเดินทางมาจ้างงานเขา เมื่อได้งานดีตามที่ต้องการก็ดีใจมากและบอกว่าจะทำให้คำขอของช่างตีเหล็กเป็นจริงสามข้อ
ช่างตีเหล็กจึงขอ "ถุงตะปูที่ถ้าล้วงมือลงไปแล้วจะถอนมือไม่ออกจนกว่าช่างตีเหล็กจะอนุญาติ" "เก้าอี้ที่ถ้านั่งแล้ว จะลุกไม่ได้จนกว่าช่างตีเหล็กจะอนุญาต" กับ"ต้นแอ๊ปเปิ้ลที่ถ้าปีนแล้วจะลงไม่ได้จนกว่าช่างตีเหล็กจะอนุญาต"
เมื่อเวลาผ่านไปสามปี ปีศาจก็ส่งลูกศิษย์สามคนมาทวงวิญญาณของช่างตีเหล็ก หากเขาก็ใช้ของวิเศษทั้งสามอย่างเอาตัวรอดมาได้ จนในที่สุด ปีศาจก็มาด้วยตัวเอง
ช่างตีเหล็กท้าปีศาจให้แสดงอำนาจให้เห็น ปีศาจจึงแปลงร่างเป็นหนู ช่างตีเหล็กก็จับหนูยัดลงไปในถุงตะปูแล้วขู่ว่าจะปล่อยออกมาจนกว่าปีศาจจะมอบใบสัญญามาให้ เมื่อได้สัญญามาแล้ว เขาก็เผาทิ้งในทัีนที แล้วหลัีงจากนั้น ปีศาจก็ไม่ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าเขาอีกเลย


- เด็กผู้หิวโหย
มีหญิงผู้หนึ่งมีลูกสาวสองคน ทั้งสามยากจนไม่มีอะไรจะกิน ผู้เป็นแม่ทนความหิวไม่ไหวจึงบอกว่าจะฆ่าลูกสาวกิน ลูกสาวจึงบอกว่าจะไปหาอาหารมาแล้วนำขนมปังชิ้นเล็กๆกลับมา แต่ก็ไม่อาจประทังความหิวของทุกคนได้
คราวนี้แม่บอกว่าจะฆ่าลูกสาวอีกคนกิน ลูกสาวจึงบอกว่าจะไปหาอาหารมา แล้วนำขนมปังกลับมาสองชิ้น แต่ก็ยังไม่พอบรรเทาความหิวได้อยู่ดี
แม่บอกว่าจะฆ่าลูกสาวอีก คราวนี้ลูกสาวบอกว่า"เรามานอนกันจนกว่าโลกนี้จะอวสานลงกันเถอะ" ทั้งสามจึงล้มตัวลงนอนเรียงกันและไม่มีใครสามารถปลุกพวกเธอให้ตื่น มีแต่คนแม่เท่านั้นที่หายตัวไปและไม่มีใครเห็นนางอีก
(.............ไม่รู้จะตีความยังไงดี............)


- นักบุญผู้กังวล
ยังมีหญิงสาวผู้เปี่ยมศรัทธาอยู่นางหนึ่ง เธอสาบานต่อพระเจ้าว่าจะไม่แต่งงาน หากก็ถูกพ่อบังคับ หญิงสาวจึงขอพรพระเจ้าให้เธอมีหนวดงอกออกมา คำขอนั้นกลายเป็นจริง หากพระราชาก็สั่งประหารหญิงสาวด้วยการตรึงกางเขน แต่เธอก็กลายมาเป็นนักบุญในภายหลัง
วันหนึ่งมีนักดีดพิณยากจนมาคุกเข่าหน้ารูปปั้นของเธอ หญิงสาวดีใจจึงทำรองเท้าทองคำหล่นให้เขาข้างห