ETC

ตอนนี้เริ่มปั่นงานแปลอีกแล้วค่ะ ยังไม่รู้เลยว่าจะเอาชีวิตรอดไหมหนอ เพราะเดือนนี้มีกิจกรรมเยอะมาก คงจะดองบล๊อกให้เค็มต่อไปอีกระยะค่ะ ต้องขออภัยจริงๆค่ะ (><)

วันนี้แวบมาอัพเพื่อคลายเครียดเล็กน้อยค่ะ ลองมานั่งย้อนนึกถึงนิทานที่เคยอ่านสมัยยังเด็กดูดีกว่า


นิทานกริมม์
(Kinder und Hausmärchen "นิทานสำหรับเด็กและครอบครัว")

หมายถึงนิทานและเรื่องเล่าในท้องถิ่นที่ ยาคอบ ลุดวิก คาร์ล กริมม์ กับวิลเฮมล์ คาร์ล กริมม์ (หรือรู้จักในนาม"พี่น้องตระกูลกริมม์) เป็นผู้รวบรวมขึ้นเป็นเล่ม นอกจากนิทานจำนวน 200 เรื่องแล้ว ยังประกอบด้วยเรื่องเล่านักบุญ 10 เรื่องอีกด้วย
* ในบางเอกสารก็จะนับลุดวิก เอมิล กริมม์ น้องคนสุดท้องซึ่งเป็นผู้วาดภาพประกอบของฉบับพิมพ์ครั้งแรกเข้าเป็นหนึ่งในผู้แต่งด้วยเช่นกัน

ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ซึ่งนิทานกริมม์ถูกพิมพ์ออกมาเป็นครั้งแรกนั้น เยอรมันอยู่ในยุคของ Sturm und Drang ซึ่งเป็นการปฏิวัติด้านวรรณกรรมครั้งใหญ่ ก่อให้เกิดการต่อต้านแนวคิดในแง่ปรัชญามาเป็นการแสดงออกทางอารมณ์ซึ่งอยู่เหนือกว่าสติ และส่งผลให้มีการหยิบยกงานเขียนในอดีตขึ้นมากล่าวถึงกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้สังคมหันมาจับตามองยังนิทานและตำนานอีกครั้ง มีหนังสือรวบรวมเกี่ยวกับนิทานเหล่านี้ถูกพิมพ์ออกมามากมาย หากส่วนมากก็ถูกบรรณาธิการดัดแปลงเรื่องเสียจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ด้วยเหตุนี้เอง พี่น้องกริมม์จึงรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับนิทานเหล่านี้ จนกระทั่งพวกเขาได้พบกับเบลนตาโน่(เคลเมน เบลนตาโน่ นักเขียนแนวโรแมนซ์ชื่อดังของเยอรมัน) กับโยฮีม(โยฮีม วอน อาร์นิม นักเขียนแนวโรแมนซ์ชื่อดังของเยอรมัน เป็นรุ่นน้องในมหาวิทยาลัยเดียวกับเบลนตาโน่) ในปี 1803

ในช่วงปี 1810 พี่น้องกริมม์ส่งตัวอย่างต้นฉบับไปให้เบลนตาโน่ หากเขาก็ทำต้นฉบับดังกล่าวหายไปทำให้การพิมพ์หนังสือต้องยกเลิก (ภายหลังเมื่อเข้าศตวรรษที่ 20 จึงค้นพบต้นฉบับดังกล่าวที่สำนักชีเอลเนเบิร์ก ต้นฉบับนี้จึงถูกเรียกว่า"ฉบับเอเลนเบิร์ก"ในเวลาต่อมา) จนปี 1812 พี่น้องกริมม์จึงอาศัยต้นฉบับที่คัดลอกเก็บไว้พิมพ์นิทานกริมม์เล่มแรกออกมา (และออกเล่มสองในปี 1815) หากฉบับพิมพ์ครั้งแรกนี้ยังมีข้อด้อยทางภาษาและมีเนื้อหาไม่เหมาะสมอยู่มาก นิทานกริมม์จึงถูกปรับปรุงใหม่และพิมพ์ออกมาอีกครั้งในปี 1819

หลังจากนั้นได้มีการปรับปรุงเนื้อหาและตัดนิทานที่มีใจความไม่เหมาะสมออกไปอีกหลายครั้ง จนในปี 1857 นิทานกริมม์ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 7 ก็ออกมาสู่ท้องตลาดและกลายมาเป็นนิทานกริมม์เช่นที่เรารู้จักกันในปัจจุบันค่ะ

วันนี้จะไม่พูดถึง "เจ้าหญิงนิทรา" "สโนไวท์" "ซินเดอเรลล่า" ฯลฯ ที่ถูกเปลี่ยนเนื้อเรื่องบางส่วนค่ะ จะขอยกเรื่องที่ถูกตัดทิ้งไปก่อนฉบับพิมพ์ครั้งที่ 7 มาพูดถึงดีกว่า แต่จะให้ยกมาหมดก็ไม่ไหวเหมือนกันค่ะ เอาเท่าที่ข้าพเจ้าสามารถก็แล้วกัน



- เคราน้ำเงิน
ยังมีชายผู้ร่ำรวยถูกเรียกว่า"เคราน้ำเงิน"เนื่องจากรูปร่างหน้าตาของเขา เคราน้ำเงินขอแต่งงานกับพี่น้องสาวสวยและได้แต่งกับคนน้อง เมื่อไปถึงปราสาท เคราน้ำเงินก็มอบพวงกุญแจให้ภรรยาของตนแล้วบอกว่า"เธอจะเข้าไปยังห้องไหนก็ได้ แต่ห้ามเข้าห้องที่ถูกล็อคด้วยกุญแจดอกเล็กที่สุดในพวงกุญแจนี้เป็นอันขาด" แต่เมื่อเคราน้ำเงินออกไปธุระข้างนอก ภรรยาก็เข้าไปยังห้องนั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็นและพบศพของภรรยาคนก่อนอยู่ในนั้นเอง เคราน้ำเงินกลับมาพบเธอเข้าพอดีและพยายามจะฆ่าหญิงสาว หากก็ได้พี่ชายของหญิงสาวมาช่วยแล้วฆ่าเคราน้ำเงินลงไปทันท่วงที
(โดนตัดทิ้งตั้งแต่พิมพ์ครั้งที่สองค่ะ (.......แปลว่าเจ้าเล่มที่ข้าพเจ้าอ่านตอนเด็กๆนั่นเป็นฉบับพิมพ์ครั้งแรกหรือนี่......) แต่ดังมากทีเดียว ถึงไม่รู้จักเรื่องอื่นก็น่าจะรู้จักเรื่องนี้กันส่วนใหญ่ กล่าวกันว่าต้นแบบของเคราน้ำเงินคือกิล เดอ เรย์ หรือบางเอกสารก็อ้างว่ามีต้นแบบมาจากพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8)


- ไนติงเกลกับกิ้งก่าตาบอด
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ยังมีนกไนติงเกลตาเดียวกับกิ้งก่าเป็นเพื่อนสนิทกัน อยู่มาวันหนึ่ง นกไนติงเกลได้รับเชิญไปงานแต่งงานแล้วจึงเกิดนึกอายที่ตัวเองมีตาเพียงข้างเดียว นกไนติงเกลจึงขอยืมตากิ้งก่ามาใช้หนึ่งวัน ซึ่งกิ้งก่าก็ยอมตกลงให้ยืมด้วยความเต็มใจ แต่เมื่อนกไนติงเกลได้เห็นว่าโลกที่มองด้วยตาสองข้างนั้นสวยงามเพียงใด ก็ไม่อยากคืนตาให้กับกิ้งก่า และบินหนีขึ้นไปบนท้องฟ้าทำให้กิ้งก่าไม่สามารถติดตามไปทวงตาคืนมาได้ ทั้งสองจึงกลายเป็นศัตรูกัน
นับแต่นั้น นกไนติงเกลก็จะร้องว่า"อยู่สูง อยู่สูง" (ตามภาษาท้องถิ่นของเยอรมันค่ะ) ส่วนกิ้งก่าตาบอดก็เลื้อยอยู่บนดิน และคอยขโมยกินไข่ของนกไนติงเกล
(กิ้งก่าในที่นี้คือกิ้งก่าพันธุ์หนึ่งซึ่งมีตาเล็กมาก และมีลายพร้อยจนดูไม่ออกว่ามีตาอยู่ตรงไหนค่ะ)


- มือซึ่งถือมีด
ยังมีแม่อาศัยอยู่ร่วมกับลูกชายสามคนและลูกสาวหนึ่งคน แม่ไม่พอใจที่ลูกชายให้ความเอ็นดูลูกสาว จึงคอยกลั่นแกล้งแล้วส่งลูกสาวไปขุดถ่านโคลนมาจากทุ่งทุกวัน แต่ภูตซึ่งเป็นคนรักของลูกสาวก็ให้เธอยืมมีดซึ่งคมเป็นพิเศษ ทำให้เธอสามารถขุดถ่านโคลนกลับมาได้อย่างง่ายดายทุกวัน ฝ่ายผู้เป็นแม่ก็เกิดนึกสงสัย จึงพาลูกชายมาตามแอบดู และเห็นมือยื่นออกมาจากต้นไม้ส่งมีดให้กับลูกสาว นางจึงแย่งมีดมาจากลูกสาว แล้วแสร้งทำตัวเป็นลูกสาวไปหาภูตคนรัก พอภูตยื่นมือออกมาจะรับมีดคืน นางแม่ก็ใช้มีดตัดมือภูตทิ้ง
ภูตคิดว่าลูกสาวเปลี่ยนใจไปจากตนแล้ว จึงไม่ปรากฏตัวขึ้นอีกเลย


- ยมทูตกับคนเลี้ยงห่าน
คนเลี้ยงห่านยากจนได้พบกับยมทูตที่ริมแม่น้ำ เขาจึงถามยมทูตว่าที่อีกฟากของแม่น้ำมีอะไรอยู่ ยมทูตตอบว่ามีอีกโลกหนึ่งซึ่งยมทูตจะพาคนที่กำลังจะตายไป และจะให้ใครว่ายไปด้วยตัวเองไม่ได้เด็ดขาด คนเลี้ยงห่านได้ฟังดังนั้นก็ขอร้องให้ยมทูตพาตัวเองข้ามฝั่ง หากยมทูตก็ปฏิเสะว่ายังไม่ถึงเวลา แล้วยมทูตก็พาเศรษฐีขี้เหนียวมา เศรษฐีว่ายน้ำไปได้สักพักก็หมดแรงจมน้ำไป หมาแมวของเศรษฐีที่ตามมาก็พลอยจมน้ำไปด้วย
แล้วยมทูตก็มาหาคนเลี้ยงห่านเพื่อบอกว่าถึงทีของเขาแล้ว คนเลี้ยงห่านว่ายน้ำไปจนถึงอีกฝั่ง ห่านที่เขาเลี้ยงไว้ก็ว่ายตามมา เมื่อถึงฝั่งก็กลายเป็นแกะสีขาว ยมทูตบอกกับเขาว่าในโลกนี้ คนเลี้ยงแกะคือพระราชาและก็มีพระราชาหลายคนมามอบมงกุฏให้กับเขา แล้วคนเลี้ยงห่านก็อาศัยอยู่ในโลกใหม่อย่างมีความสุขตลอดไป
(...........ใครก็ได้ช่วยตีความทีว่านี่หมายความว่าอะไร จะว่าไปแล้ว นิทานกริมม์มีเรื่องที่ลอยๆเข้าใจยากทำนองนี้เยอะมากเลยค่ะ แบบว่าอ่านแล้วงงค่ะว่าท่านจะสื่ออะไรให้ข้าพเจ้ารับรู้เนี่ย)


- แมวใส่รองเท้าบู้ธ
(หาฉบับของกริมม์ไม่เจอค่ะ ฉบับที่แพร่หลายกันในปัจจุบันนี้เป็นฉบับของชาร์ลส เปอร์โรต์ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศส .....นี่แปลว่าแมวของกริมม์ทำอะไรไม่ดีเหรอถึงได้โดนตัดเรื่องออกน่ะ)


- คำเชิญพิสดาร
ยังมีไส้กรอกแดงกับไส้กรอกขาว(ไส้กรอกเครื่องใน)เป็นเพื่อนสนิทกัน วันหนึ่งไส้กรอกแดงเชิญไส้กรอกขาวมาทานอาหารกลางวัน เมื่อไปถึงบ้านไส้กรอกแดง ก็พบว่าหน้าบ้านเป็นขั้นๆขึ้นไป พอปีนขึ้นไปทีละขั้นก็พบกับของแปลกๆเช่น ไม้กวาดที่หาเรื่องทะเลาะหรือลิงที่บาดเจ็บ
พอเข้าไปในบ้าน ไส้กรอกขาวก็ตั้งท่าจะถามถึงของที่เจอหน้าบ้าน แต่ไส้กรอกแดงก็ปลีกตัวเข้าครัวไปเพื่อยกอาหารมาเสียก่อน ขณะที่ไส้กรอกขาวกำลังเหม่อคิดถึงหน้าบ้านอยู่นั่นเอง อะไรบางอย่างก็เข้ามาในห้องพร้อมกับตะโกนว่า"นี่เป็นบ้านของฆาตกรไส้กรอก! รีบหนีไปเร็ว!" ไส้กรอกขาวเลยตกใจ รีบกระโดดหนีออกไปทางหน้าต่าง
แล้วไส้กรอกแดงก็โผล่หน้ามาจากหน้าต่างอีกบาน และมองตามหลังไส้กรอกขาวที่หนีไปพร้อมกับตะโกนว่า"อย่าให้ฉันจับแกได้เชียว!" ในมือนั้นถือมีดเล่มโตอยู่
(คะ คาออส....)


- ปราสาทฆาตกร
ช่างทำรองเท้าบุตรสาวสามคน วันหนึ่งเมื่อช่างทำรองเท้าออกไปข้างนอก ก็มีชายแต่งตัวดีมาที่บ้านและตกหลุมรักลูกสาวคนหนึ่ง หญิงสาวรับคำขอแต่งงานและตามเขาไปยังปราสาท ในตอนแรก หญิงสาวก็ยังนึกไม่สบายอยู่ แต่ก็พบว่าชายผู้นั้นมีปราสาทอันใหญ่โตร่ำรวมดังที่กล่าวไว้
วันรุ่งขึ้น ชายสามีมีธุระต้องออกไปข้างนอก ก่อนจะไปก็มอบกุญแจปราสาทให้ภรรยาแล้วบอกให้เธอไปสำรวจดูว่าสามีของเธอนั้นร่ำรวมเพียงใด เมื่อหญิงสาววนดูในปราสาทก็ยิ่งดีใจที่ได้แต่งงานกับคนร่ำรวย ก่อนจะลงไปยังห้องใต้ดิน
ที่หน้าห้องใต้ดินมีหญิงแก่นางหนึ่งกำลังควักไส้ศพอยู่ พอหญิงสาวเข้าไปถาม นางก็ตอบว่า"พรุ่งนี้ เจ้าก็จะโดนข้าควักไส้เหมือนกัน" และยังบอกด้วยว่า"ถ้าเจ้ายังไม่อยากตาย ก็ไม่ซ่อนตัวในรถบรรทุกฟางซะ" หญิงสาวจึงหนีออกไปจากปราสาทตามคำแนะนำของนาง
เมื่อชายสามีกลับมาถามหาภรรยาของตน หญิงแก่ก็ตอบว่า"วันนี้งานไปเร็ว เลยทำเผื่อไปเรียบร้อยแล้ว" ชายสามีได้ฟังดังนั้นก็พอใจมาก
อีกทางด้านหนึ่ง รถซึ่งหญิงสาวซ่อนตัวอยู่ก็ไปถึงปราสาทอีกแห่ง เมื่อเจ้าของปราสาทได้ฟังเรื่องจากหญิงสาวก็จัดงานเลี้ยงเชิญชายสามีและขุนนาง
จากที่ต่างๆมา หญิงสาวก็ปลอมตัวปะปนเข้ามาในงานด้วย เมื่อทุกคนเล่าเรื่องราวแลกเปลี่ยนกันฟัง หญิงสาวก็เล่าเรื่องปราสาทฆาตกร พอชายสามีได้ฟังก็ตั้งท่าจะหนี หากก็ถูกทหารจับขังคุกไปเสียก่อน
แล้วปราสาทก็ถูกทำลายลง หญิงสาวรับช่วงทรัพย์สินของปราสาทฆาตกร แล้วแต่งงานกับลูกชายของเจ้าของปราสาท และมีชีวิตอยุ่อย่างมีความสุข
(บางฉบับก็บอกว่า หญิงสาวในที่นี้คือน้องสุดท้องค่ะ และศพที่ถูกควักไส้ก็คือศพของพี่สาวสองคน)


- จมูกยาว
ยังมีทหารเกษียณทัพอยู่สามคน ทั้งสามคนต่างทำอาชีพอะไรไม่เป็นจึงเดินทางเร่ร่อนจนเข้าไปในป่า ขณะที่ค้างแรมอยู่ก็มีคนแคระแดงออกมามอบของวิเศษให้ ทหารคนแรกได้เสื้อเก่าที่จะทำให้คำขอเป็นจริง ทหารคนที่สองได้ผ้าที่จะมีเงินออกมาไม่หยุด ทหารคนที่สามได้เขาสัตว์ซึ่งเมื่อเป่าก็จะมีกองทัพออกมา ทั้งสามจึงใช้ของวิเศษเหล่านั้นสร้างปราสาทและมีชีวิตอยู่อย่างสนุกสนาน
มาวันหนึ่ง ทั้งสามคนปลอมตัวเป็นเจ้าชายแล้วไปยังปราสาทของพระราชาซึ่งมีบุตรสาวหน้าตางดงาม ทหารสามคนจึงขอแต่งงานกับนาง เจ้าหญิงแสร้งทำว่ามีใจให้กับทหารคนที่สอง แล้วชักชวนให้เขาเล่นพนัน หากไม่ว่าจะแพ้เท่าไหร่ เงินของเขาก็ไม่หมดเสียที จนเจ้าหญิงจับได้ว่าผ้าของเขาเป็นผ้าวิเศษ นางจึงลอบเปลี่ยนเอาผ้ามา กว่าทั้งสามจะรู้ตัวว่าผ้าถูกขโมยไปก็เป็นหลังจากที่ออกมาจากปราสาทแล้ว ชายคนที่หนึ่งจึงใช้เสื้อคลุมเพื่อไปแย่งผ้าวิเศษคืนมา แต่พอเจ้าหญิงเรียกทหารยามมาก็ลนลานหนีออกมาจนเผลอลืมเสื้อคลุมทิ้งไว้ คราวนี้ทหารคนที่สามจึงเป่าเขาสัตว์เรียกกองทัพมาเพื่อแย่งของวิเศษทั้งสองอย่างคืน หากเจ้าหญิงก็ปลอมตัวเป็นนักเต้นรำปะปนเข้าในกองทัพแล้วแย่งเขาสัตว์ไป
เมื่อทหารทั้งสามเสียทุกอย่างไป ก็ออกเดินทางอย่างไม่มีจุดหมายอีกครั้ง พวกเขาเข้าไปในป่า แล้วหนึ่งในนั้นก็แยกทางไปต่างหาก ทหารที่แยกทางไปเดินไปเจอต้นแอ็ปเปิ้ล พอเก็บมากิน จมูกของเขาก็ยืดยาวออกไปจนถึงนอกป่า พรรคพวกอีกสองคนที่เจอจมูกก็เดินหาเขาจนพบ แล้วช่วยกันประคองจมูกอันยาวของเขาเพื่อหาทางออกจากป่าไปด้วยกัน เมื่อเดินมาถึงต้นสาลี่ คนแคระแดงก็ปรากฎตัวออกมาบอกว่าหากกินสาลี่นี้ จมูกของเขาก็จะกลับเป็นเหมือนเดิม และยังแนะนำให้เอาแอ็ปเปิ้ลกับสาลี่นี้ไปแย่งของวิเศษคืนมา
ทั้งสามจึงปลอมตัวเป้นคนสวน นำแอ็ปเปิ้ลไปให้เจ้าหญิง ซึ่งเมื่อนางทานลงไป จมูกของนางก็ยืดยาวออกมา พระราชาจึงประกาศหาคนมารักษา คราวนี้ทหารสามคนปลอมตัวเป็นหมอ เอาสาลี่บดให้เจ้าหญิงทานเล็กน้อย จมูกของนางจึงหดลงไปหน่อยนึง ก่อนจะเอาแอ๊ปเปิ้ลบดให้นางทานเพื่อให้จมูกยืดไปเหมือนเดิมอีก แล้วแสร้งบอกว่า"ที่รักษาจมูกไม่หายก็เพราะเจ้าหญิงยังเก็บของที่ไปขโมยจากคนอื่นเอาไว้" แต่เจ้าหญิงยังดื้อไม่ยอมคืนของ จนพระราชามาเกลี้ยกล่อมจึงยอมเอาของวิเศษคืนให้ในที่สุด
แล้วทหารทั้งสามก็กลับไปอยู่ยังปราสาทของตัวเองอย่างมีความสุขตลอดไป
(เป็นเจ้าหญิงที่แน่มากค่ะ)


- ฮันส์คนโง่
มีเจ้าหญิงองค์หนึ่งเกิดตั้งครรภ์ขึ้นอย่างกะทันหัน พระราชาที่ไม่รู้ว่าใครเป้นพ่อเด็กจึงประกาศให้นำเด็กทารกไปอยู่ในวิหารพร้อมกับถือมะนาวไว้ในมือ ถ้าเด็กมอบมะนาวให้กับใครก็จะถือว่าคนผู้นั้นเป็นพ่อของเด็ก และกำหนดว่าผู้ที่เข้าไปในวิหารได้ต้องเป็นผู้มีฐานะสำคัญเท่านั้น
แต่ฮันส์ซึ่งชายร่างเตี้ยหน้าตาอัปลักษณ์ก็ลอบเข้ามาในวิหาร หนำซ้ำเด็กยังมอบมะนาวให้กับเขาอีกด้วย พระราชาที่ไม่อาจถอนคำพูดตัวเองได้ก็รู้สึกโกรธมาก และจับฮันสฺ์ เจ้าหญิงกับเด็กทารกขังไว้ในถังไม้แล้วลอยทะเลไป
เจ้าหญิงก่นด่าฮันส์ด้วยความโกรธ แต่ฮันส์ก็บอกว่าทุกอย่างที่เขาขอจะเป็นความจริง และที่เจ้าหญิงตั้งครรภ์ก็เป็นเพราะคำขอของเขานั่นเอง แล้วฮันส์ก็ขออาหารขอเรือทำให้เจ้าหญิงเชื่อ เมื่อเรือไปถึงฝั่ง ฮันส์ก็ขอปราสาท และขอให้ตัวเองกลายเป็นเจ้าชายรูปหล่อ ซึ่งทั้งหมดกลายเป็นจริง และพวกเขาก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุข
อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาซึ่งเป็นพ่อของเจ้าหญิงขี่ม้ามาถึงปราสาท ซึ่งฮันส์ก็จัดงานเลี้ยงต้อนรับเป็นอย่างดี แต่พระราชาก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคือฮันส์นั่นเอง เมื่อพระราชาจะกลับ เจ้าหญิงก็แอบใส่จอกทองคำไว้ในถุงของพระราชา ทำให้พระราชาถูกจับในฐานะขโมย พระราชาพยายามปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่อง แต่เมื่อมีหลักฐานอยู่ก็ไม่รู้จะทำยังไง แล้วเจ้าหญิงก็เปิดเผยตนออกมาพร้อมกับถามว่า"เข้าใจความรู้สึกของคนที่ถูกป้ายสีความผิดแล้วหรือยัง" พระราชาจึงสำนึกในความผิดของตัวเอง


- ช่างตีเหล็กกับปีศาจ
มีชายตีเหล็กคนหนึ่งยากจนกำลังจะอดตาย เขาได้พบกับปีศาจซึ่งยื่นข้อเสนอว่า จะให้เหรียญทองจำนวนมากถ้าเขายอมมอบวิญญาณให้ในอีกสามปีให้หลัง ช่างตีเหล็กคิดว่ายังไงตัวเองก็จะอดตายอยู่แล้วจึงยอมเซ็นสัญญา เมื่อได้เหรียญทองมาแล้วก็นำไปซื้อเครื่องมือมาทำงาน คราวนี้มีคนมาจ้างมากมายจนเขากลายเป็นคนรวยขึ้นมา
นักบุญเปโตรได้ยินข่าวลือเรื่องฝีมือของช่างตีเหล็ก จึงเดินทางมาจ้างงานเขา เมื่อได้งานดีตามที่ต้องการก็ดีใจมากและบอกว่าจะทำให้คำขอของช่างตีเหล็กเป็นจริงสามข้อ
ช่างตีเหล็กจึงขอ "ถุงตะปูที่ถ้าล้วงมือลงไปแล้วจะถอนมือไม่ออกจนกว่าช่างตีเหล็กจะอนุญาติ" "เก้าอี้ที่ถ้านั่งแล้ว จะลุกไม่ได้จนกว่าช่างตีเหล็กจะอนุญาต" กับ"ต้นแอ๊ปเปิ้ลที่ถ้าปีนแล้วจะลงไม่ได้จนกว่าช่างตีเหล็กจะอนุญาต"
เมื่อเวลาผ่านไปสามปี ปีศาจก็ส่งลูกศิษย์สามคนมาทวงวิญญาณของช่างตีเหล็ก หากเขาก็ใช้ของวิเศษทั้งสามอย่างเอาตัวรอดมาได้ จนในที่สุด ปีศาจก็มาด้วยตัวเอง
ช่างตีเหล็กท้าปีศาจให้แสดงอำนาจให้เห็น ปีศาจจึงแปลงร่างเป็นหนู ช่างตีเหล็กก็จับหนูยัดลงไปในถุงตะปูแล้วขู่ว่าจะปล่อยออกมาจนกว่าปีศาจจะมอบใบสัญญามาให้ เมื่อได้สัญญามาแล้ว เขาก็เผาทิ้งในทัีนที แล้วหลัีงจากนั้น ปีศาจก็ไม่ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าเขาอีกเลย


- เด็กผู้หิวโหย
มีหญิงผู้หนึ่งมีลูกสาวสองคน ทั้งสามยากจนไม่มีอะไรจะกิน ผู้เป็นแม่ทนความหิวไม่ไหวจึงบอกว่าจะฆ่าลูกสาวกิน ลูกสาวจึงบอกว่าจะไปหาอาหารมาแล้วนำขนมปังชิ้นเล็กๆกลับมา แต่ก็ไม่อาจประทังความหิวของทุกคนได้
คราวนี้แม่บอกว่าจะฆ่าลูกสาวอีกคนกิน ลูกสาวจึงบอกว่าจะไปหาอาหารมา แล้วนำขนมปังกลับมาสองชิ้น แต่ก็ยังไม่พอบรรเทาความหิวได้อยู่ดี
แม่บอกว่าจะฆ่าลูกสาวอีก คราวนี้ลูกสาวบอกว่า"เรามานอนกันจนกว่าโลกนี้จะอวสานลงกันเถอะ" ทั้งสามจึงล้มตัวลงนอนเรียงกันและไม่มีใครสามารถปลุกพวกเธอให้ตื่น มีแต่คนแม่เท่านั้นที่หายตัวไปและไม่มีใครเห็นนางอีก
(.............ไม่รู้จะตีความยังไงดี............)


- นักบุญผู้กังวล
ยังมีหญิงสาวผู้เปี่ยมศรัทธาอยู่นางหนึ่ง เธอสาบานต่อพระเจ้าว่าจะไม่แต่งงาน หากก็ถูกพ่อบังคับ หญิงสาวจึงขอพรพระเจ้าให้เธอมีหนวดงอกออกมา คำขอนั้นกลายเป็นจริง หากพระราชาก็สั่งประหารหญิงสาวด้วยการตรึงกางเขน แต่เธอก็กลายมาเป็นนักบุญในภายหลัง
วันหนึ่งมีนักดีดพิณยากจนมาคุกเข่าหน้ารูปปั้นของเธอ หญิงสาวดีใจจึงทำรองเท้าทองคำหล่นให้เขาข้างหนึ่ง หากในไม่ช้าทุกคนก็มาตามหารองเท้าทองคำที่หายไปและพบว่าอยู่กับนักดีดพิณ เมื่อเขาถูกจับในฐานะขโมยก็ร้องขอว่าอยากจะไปที่โบสถ์อีกครั้ง พอไปถึงโบสถ์ นักดีดพิณก็เข้าไปคุกเข่าหน้ารูปปั้น แล้วนักบุญหญิงก็ทำรองเท้าหล่นลงมาอีกข้าง นักดีดพิณจึงสามารถพิสูจน์ได้ว่าตัวเองบริสุทธิ์


นอกจากข้างบนนี้แล้วก็ยังมีอีกประมาณสามสิบเรื่องที่โดนตัดออกค่ะ
แต่ข้าพเจ้าสงสัยมากกว่าว่าทำไมเรื่อง"หญิงเลี้ยงห่าน"ถึงอยู่จนฉบับที่เจ็ดได้หว่า อันนั้นก็แอบโหดเหมือนกันนะ

ก่อนอื่นเกี่ยวกับเรื่องรับรีเควสค่ะ
ตอนนี้ก็ยังรับอยู่ค่ะ เพียงแต่ว่าข้าพเจ้าจำไม่ได้แล้วว่าก่อนพักบล๊อกไปได้รับรีเควสจากท่านไหนไว้บ้าง orz ต้องขออภัยจริงๆค่ะ (><;; ที่พอจะจำได้เพราะมีมาร์คข้อมูลทิ้งไว้ก็คือ Robert Black แต่ก็นึกไม่ออกอีกว่าเป็นรีเควสจากท่านใดกันแน่ ตอนนี้คงต้องขออนุญาตมาเริ่มนั่งรับรีเควสกันใหม่แต่ต้นค่ะ ส่วนนายแบล็คนี่เขียนแน่นอนค่ะ ท่านใดที่จดจำได้ว่าเป็นผู้รีเควส รบกวนช่วยแจ้งชื่อมาหน่อยนะคะ
ต้องขออภัยอีกครั้งด้วยค่ะ

คุณ mm ขอบคุณมากค่ะสำหรับรีเควส ที่จริงแอบเล็งคดีนี้ไว้นานแล้ว ได้เขียนเสียที ^^;
พูดถึงโปรไฟลิ่งแล้วก็นึกถึงเอย์จิกับชิมะซังขึ้นมาจับใจ ไว้ต้องไปขุดขึ้นมาอ่านอีกสักรอบแล้วค่ะ

โปรไฟลิ่ง (Offender Profiling หรือ Criminal Profiling) ศาสตร์ทางอาชญวิทยาแขนงหนึ่ง คือการคาดเดาลักษณะของคนร้ายโดยการวิจัยจุดเด่นกับลักษณะของอาชญากรรมด้วย Behavioural Science ซึ่งโปรไฟลิ่งจะมีพื้นฐานอยู่บนทฤษฎีว่า"คนร้ายในคดีประเภทนี้ มักจะเป็นบุคคลที่มีลักษณะดังนี้"
หลักของโปรไฟลลิ่งคือการนำเอา "การเตรียมตัวก่อนก่ออาชญากรรม" "วิธีการในการก่ออาชญากรรม" "วิธีการจัดการหลังอาชญากรรม" มาวิเคราะห์ด้วย Behavioural Science (ประกอบไปด้วยจิตวิทยา สังคมศาสตร์ และมนุษย์ศาสตร์) ซึ่งจะทำให้ทราบถึงข้อมูลของคนร้ายเช่น เพศ เชื้อชาติ อาชีพ หรืออายุ และเมื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปประกอบกับการสืบสวนก็จะทำให้การไขคดีเป็นไปอย่างราบรื่นขึ้น
โปรไฟลิ่งไม่ใช่หลักฐานในการไขคดีและไม่สามารถใช้ในการชี้ตัวคนร้าย ศาสตร์นี้เป็นเพียงเครื่องมือช่วยเหลือการสืบสวนอย่างหนึ่งเท่านั้น จึงเป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาดที่จะมีการจับกุมคนร้ายด้วยข้อมูลทางโปรไฟลิ่งเพียงอย่างเดียว

คดีที่เราจะพูดถึงในวันนี้เป็นคดีแรกในอเมริกาที่มีการนำโปรไฟลิ่งมาใช้ไขคดีอย่างเป็นทางการ และยังส่งผลให้โปรไฟลิ่งกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสวนคดีของอเมริกาในเวลาถัดมาด้วยค่ะ



George Metesky (1930 -1994)
The Mad Bomber

ดอกเตอร์เจมส์ บรัสเซลได้กล่าวไว้ในการทำโปรไฟลิ่งของคดีนี้ว่า
"ผมกล้าพนันว่าเมื่อคุณจับเขาได้ เขาจะสวมชุดสูทแบบกระดุมสองแถวและติดกระดุมจนครบทุกเม็ด"
และเมื่อจอร์จ เมเทสกี้ถูกจับกุมในปี 1957 (กรุณาดูรูปข้างบนค่ะ) เขาก็สวมชุดสูทแบบกระดุมสองแถวและติดกระดุมครบทุกเม็ดตามโปรไฟลิ่งนี้ไม่มีผิดเพี้ยน

คดีนี้เริ่มขึ้นในวันที่ 16 พฤศจิกายน 1940 มีกล่องไม้น่าสงสัยถูกวางทิ้งไว้บนหน้าต่างโรงงานของบริษัทคอนโซลิเดเต็ดเอดิสัน (Consolidated Edison) บนกระดาษห่อมีข้อความว่า "Con Edison crooks - This is for you." ภายในคือระเบิดท่อน้ำซึ่งทำจากท่อทองเหลืองอัดดินปืนกับชนวนหยาบๆที่ทำจากน้ำตาลและถ่านไฟฉาย ในความเป็นจริง ระเบิดลูกแรกนี้เป็นระเบิดด้าน และสันนิษฐานว่าคนร้ายจงใจจะให้เป็นเช่นนั้น (ถ้าระเบิดจริง ข้อความบนกระดาษห่อก็จะอ่านไม่ได้) แต่คงเพราะเหตุนี้เอง คดีนี้จึงไม่เป็นที่สนใจเท่าไหร่จนไม่ปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ใดๆ ประกอบกับในเวลานั้น ยุโรปกำลังตกอยู่ในสงคราม และอเมริกาก็รอท่าจะเข้าร่วมอยู่ ตำรวจจึงยิ่งเมินเฉยต่อระเบิดในครั้งนี้

ผ่านไปอีกสิบเดือนโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนกระทั่งเดือนกันยายน 1941 มีการพบระเบิดใกล้บริเวณบริษัทคอนเอดิสันอีกครั้ง คราวนี้ก็เป็นระเบิดด้านอีกเช่นกัน ตัวระเบิดเป็นระเบิดเวลาที่ใส่ไว้ในถุงเท้าขนแกะ ทีมกู้ระเบิดสังเกตว่าระเบิดนี้มีโครงสร้างแบบเดียวกับระเบิดที่คอนเอดิสันในปีก่อน พวกเขาจึงลงความเห็นว่าน่าจะเป็นคนร้ายรายเดียวกัน คนร้ายคงตั้งใจจะนำระเบิดไปยังคอนเอดิสันหากก็มีเหตุให้ต้องละทิ้งระเบิดไปกลางคัน และอีกครั้งที่คดีนี้ไม่ได้ถูกยกขึ้นมาพาดหัวข่าว

และในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน อเมริกาเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สองอย่างเป็นทางการ คราวนี้มีจดหมายจาก"ผู้รักชาติ"ส่งมาถึงกรมตำรวจนิวยอร์ค



"ผมจะไม่ทำระเบิดในระหว่างสงคราม และนั่นก็เพราะความรักชาติในตัวผม แต่ผมจะกลับมาลงโทษคอนเอดิสันอย่างแน่นอน พวกมันจะต้องชดใช้การกระทำอันขี้ขลาดที่ได้ทำไว้

F.T."

และดังคำที่คนร้ายได้ประกาศเอาไว้ ไม่มีระเบิดใดๆถูกพบระหว่างสงคราม จะมีก็แต่จดหมายหลายฉบับที่ถูกส่งไปยังกรมตำรวจ หนังสือพิมพ์และบริษัทคอนเอดิสันอันเป็นคู่แค้น

การล้างแค้นของเขาเริ่มต้นอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 1950 ระเบิดลูกที่สามถูกพบที่สถานีรถไฟแกรนด์เซ็นทรัล และเป็นครั้งแรกที่มันระเบิดจริงๆ โครงสร้างระเบิดยังคงเป็นแบบเดียวกับที่ผ่านมา หากเทคนิคนั้นเหนือชั้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งไปกว่านั้น คนร้ายยังเปลี่ยนเป้าหมายมาวางระเบิดในที่สาธารณะซึ่งสร้างอันตรายให้กับคนทั่วไปได้มากกว่าอีกด้วย

เจ็ดปีหลังจากนั้น มีการวางระเบิดอย่างน้อย 31 ครั้งและมี 22 ลูกในจำนวนนั้นที่ระเบิดจริง มีผู้บาดเจ็บทั้งหมด 15 ราย แต่โชคดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิตแม้แต่รายเดียว ครั้งที่ร้ายแรงที่สุดคือการวางระเบิดที่โรงภาพยนตร์พาราเมานท์ในบรู้คลินเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 1956 ระเบิดถูกซ่อนไว้ใต้ที่นั่ง มีผู้บาดเจ็บทั้งหมด 6 ราย และ 3 ในนั้นบาดเจ็บปางตาย


เจมส์ บรัสเซล

การสืบสวนเป็นไปอย่างมืดแปดด้านจนตำรวจยอมหันไปพึ่งดอกเตอร์เจมส์ บรัสเซล (James A. Brussel) ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมวิจัยโปรไฟลิ่งของ FBI และบรัสเซลก็ก็ทำโปรไฟลิ่งขึ้นดังนี้

"มือระเบิดเกือบทั้งหมดเป็นผู้ชาย ดังนั้นคนร้ายรายนี้ก็เป็นเพศชายด้วย เขามีอาการเพ้อฝัน (Paranoia) และอาการดังกล่าวมักเกิดในช่วงอายุ 35 ปี ดังนั้นตอนนี้ เขาก็น่าจะมีอายุประมาณ 50 ปี และน่าจะอาศัยอยู่ตามลำพังเช่นเดียวกับผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าว หรือไม่ก็อาศัยอยู่กับญาติที่มีอายุมาก
ลายมือบอกให้รู้ว่าเขาเป็นคนเจ้าระเบียบ เขาคงจะเป็นคนรักษากฏเกณฑ์อย่างถี่ถ้วน และนิยมการใส่สูทแบบกระดุมสองแถว
การใช้ภาษาหลายที่ไม่เป็นธรรมชาติบอกให้รู้ว่าเขาน่าจะเป็นผู้อพยพ คงจะเป็นชาวสลาฟ ดังนั้นเขาน่าจะเป็นคาธอลิคด้วย
จดหมายถูกส่งมาจากเวสต์เชสเตอร์เป็นส่วนใหญ่ เขาน่าจะอาศัยอยู่ในคอนคิเนคัทซึ่งมีชาวต่างชาติอาศัยอยู่มาก
ในจดหมายบอกว่าเจ้าตัวป่วยเป็นโรคหนักมานานปี และถ้าหากเขายังมีชีวิตอยู่ โรคดังกล่าวก็น่าจะเป็นโรคหัวใจหรือวัณโรค"

ตำรวจส่งโปรไฟลิ่งนี้ไปลงหนังสือพิมพ์ตามคำแนะนำของบรัสเซล โดยบรัสเซลให้เหตุผลว่า คนร้ายอยากเป็นคนดังและต้องการให้ผู้อื่นให้ความสนใจต่อสิ่งที่ตัวเองทำ ซึ่งหากข้อมูลนี้เผยแพร่ผ่านสื่อไป จะต้องมีการติดต่อมาจากคนร้ายอย่างแน่นอน
หลังจากที่ลงข่าวเรื่องโปรไฟลิ่งไปแล้ว มีผู้คนมากมายอ้างตัวว่าเป็นแม้ดบอมเมอร์ หากก็ไม่มีรายใดที่เป็นมือระเบิดตัวจริง

สาเหตุที่ทำให้คนร้ายถูกจับนั้นไม่ได้มาจากโปรไฟลิ่งโดยตรง แต่เป็นเพราะข้อความที่คนร้ายเผลอหลุดออกมาในจดหมายเสียมากกว่า
"I was injured on job at Con Edison plant - As a result I am adjudged - Totally and permanently disabled."
และในจดหมายอีกฉบับ คนร้ายก็ระบุมาอีกว่าวันที่เกิดอุบัติเหตุนั้นคือวันที่ 5 กันยายน 1931 และทำให้ชื่อของจอร์จ เมเทสกี้ปรากฏขึ้นในฐานะผู้ต้องสงสัยในที่สุด
เมเทสกี้เป็นอดีตพนักงานบริษัท United Electric & Power Company ซึ่งถูกรวมเข้ากับคอนเอดิสันในภายหลัง บริษัทคอนเอดิสันมีการรวมบริษัทเช่นนี้หลายครั้งหลายหนจนเป็นการยากที่จะสืบค้นข้อมูลพนักงาน หากตำรวจก็ล้างชื่อของเมเทสกี้ออกมาได้ในท้ายที่สุด

เมเทสกี้ประสบอุบัติเหตุระหว่างงานในโรงงาน หลังจากนั้นเขาป่วยเป็นวัณโรคซึ่งเจ้าตัวอ้างว่ามีสาเหตุมาจากอุบัติเหตุดังกล่าว หากทางบริษัทก็ไม่รับฟังคำร้องเรียนของเขาเลยแม้แต่น้อย

เมเทสกี้เป็นผู้อพยพชาวโปแลนด์ซึ่งอาศัยอยู่ในคอนติเนคัทกับพี่สาวสองคน เขาเป็นคนสุภาพแต่งตัวเรียบร้อย เพื่อนบ้านไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับตัวเขานัก ทราบแต่ว่าเจ้าตัวมักออกไปทำธุระที่นิวยอร์คบ่อยๆและไปโบสถ์ทุกปลายสัปดาห์ ซึ่งทั้งหมดนี้ตรงกับโปรไฟลิ่งของบรัสเซลทุกประการ
หลังจากการจับกุมในวันที่ 21 มกราคม 1957 เมื่อถูกถามถึงความหมายของชื่อย่อ F.P. ในท้ายจดหมาย เมเทสกี้ก็ยิ้มและตอบว่าชื่อนั้นย่อมาจาก"Fair Play"นั่นเอง


เมเทสกี้ในสถานบำบัด

เมเทสกี้ถูกตัดสินว่ามีอาการทางจิตและถูกส่งตัวไปรักษาในสถานบำบัด บรัสเซลไปพบกับเมเทสกี้หลายครั้งและยืนยันว่าเมเทสกี้ไม่มีความตั้งใจจะฆ่าใครเลยแม้แต่น้อย เขาถูกปล่อยตัวออกมาในปี 1973 หลังจากนั้นก็มีชีวิตอีกนานถึงยี่สิบปี ก่อนจะเสียชีวิตไปเมื่อมีอายุได้ 90 ปีเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 1994

* แถมค่ะ
คดีของเมเทสกี้ทำให้บรัสเซลโด่งดังขึ้นมาในเรื่องการโปรไฟลิ่งก็จริง หากในคดีนักฆ่ารัดคอแห่งบอสตัน ข้อมูลโปรไฟลิ่งของบรัสเซลก็แตกต่างจากอัลเบิร์ต เดซัลโวซึ่งเป็นคนร้ายตัวจริงโดยสิ้นเชิง


แก้คำผิด

ที่จริงยังคงอยู่ในช่วงยุ่งอยู่ค่ะ มีเรื่องที่อยากเขียนแต่ไม่มีเวลารวบรวมข้อมูลเลย orz
บังเอิญเจออิทธิพลมรสุมเฮตาเลีย (ท่านที่อยากรู้ว่ามันคืออะไร เชิญที่นี่ค่ะ) เกิดอยากรู้ขึ้นมาว่าเพลงชาติญี่ปุ่นร้องยังไง ค้นไปพลาง เอ็มกับคุณ Syphiie ไปพลาง รู้ตัวอีกทีข้อมูลมันชักพอกพูนค่ะ.....
ด้วยความเสียดายเลยขอเอามาลงซะเลย .....ที่จริงบล๊อกนี้มีเรื่องคดีฆาตกรรมเป็นหลักไม่ใช่เหรอเนี่ย..... (ไฉนจึงเป็นประโยคคำถาม)

* ติดต่อส่วนตัว เกรงว่าจะไม่มีเวลาตอบคอมเมนท์ ขอตอบแบบเร่งด่วนไว้ที่นี่ก็แล้วกันค่ะ
คุณ kisarayui คะ (รบกวนกด Ctrl + A ด้วยค่ะ) เกี่ยวกับเอนทรี่ซีแลนด์ ต้องขอขอบคุณมากๆค่ะที่อุตส่าห์เป็นห่วง (><) ข้าพเจ้าได้เข้าไปดูทั้งสองบล๊อกที่ว่าแล้วค่ะ แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ โดยส่วนตัวแล้วไม่ได้ซีเรียสมาก ถ้าเขายินดีให้เครดิต ข้าพเจ้าก็ดีใจ ถ้าไม่ให้ อย่างมากก็แค่"เห...."ค่ะ มีคนอุตส่าห์เป็นเดือดเป็นร้อนแทน เท่านี้ข้าพเจ้าก็ตื้นตันมากแล้วค่ะ
แต่สงสัยซีแลนด์จะโดนใจหลายท่านมาก ลองค้นในกูเกิ้ลดูแล้วมีแปะอยู่ในหลายที่ทีเดียว ล่าสุดเห็นเกือบทั้งดุ้นไปโผล่ในวีกิไทยแล้วค่ะ ここまでくると、寧ろ愉快でした★マジでマジで。


เข้าเรื่องดีกว่า

เพลงชาติ หมายถึงเพลงซึ่งได้รับการรองรับโดยกฏหมาย หรือได้รับการยอมรับจากประชาชน หรือถูกกำหนดโดยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ว่าเป็นสัญลักษณ์ประจำชาตินั้นๆ โดยส่วนมากมักจะมีทำนองเป็นเพลงมาร์ชหรือเพลงร้องสรรเสริญ หากเป็นแถบลาตินอเมริกาจะนิยมแต่งมาจากโอเปร่า และมีบางประเทศที่ใช้ทำนองแบบ fanfare โดยมากจะมีความยาวประมาณ 1 นาทีกว่าๆ

ตอนที่ลองค้นดู ประทับใจมากค่ะว่าแต่ละเพลงต่างก็บอกเอกลักษณ์ของประเทศนั้นๆมาได้ไม่มากก็น้อยทีเดียว ในที่นี่จะขอเลือกมาเป็นเกร็ดเฉพาะที่ข้าพเจ้าสนใจค่ะ ให้แนะนำหมดทุกประเทศนี่คงไม่ไหวจริงๆ ท่านที่ใคร่รู้เพิ่มเติมสามารถลองค้นได้จากวีกิค่ะ

เริ่มจากประเทศที่จะข้ามไปไม่ได้เด็ดขาด
ไทย
"เพลงชาติไทย"
มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อร้องมา 2 ครั้งแล้วค่ะ รายละเอียดเรื่องเนื้อเพลงอ่านได้ที่นี่ (แอบขี้เกียจ)
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2
เนื่องจากฟังมาแต่เด็กจนโตกว่า xx ปีแล้วเลยตอบไม่ถูกเหมือนกันว่าเพลงชาติเราเพราะหรือเปล่า ที่ข้าพเจ้าสนใจคือเนื้อแปลเป็นภาษาอังกฤษค่ะ

Thailand unites its people with flesh and blood.
land of Thailand belongs to the Thais.
long maintained its sovereignty,
Because the Thais have always been united.
thais are peace-loving,
no cowards at distress.
They shall allow no one to rob them of freedom,
Nor shall they suffer tyranny.
ready to die for freedom, safety and prosperity.


โดยความเห็นแบบไม่เกรงใจเมื่อพยายามมองจากสายตาบุคคลที่สาม ......เป็นเนื้อเพลงที่ช่างชมตัวเองอะไรปานนั้น....
* คนต่างชาติหลายคนยังเข้าใจผิดอยู่ว่าเพลงที่ร้องในโรงหนังคือเพลงชาติ ...ก็คงเข้าใจไม่ผิดเท่าไหร่เพราะมีหลายประเทศที่ถือให้เพลงประจำราชวงศ์เป็นเพลงชาติลำดับสองเช่นกันค่ะ

อังกฤษ
"God Save The Queen"
เพลงนี้ไม่ได้ถูกกำหนดโดยกฏหมายให้เป็นเพลงชาติ แต่ชาวอังกฤษต่างก็ถือว่านี่แหละคือเพลงประจำประเทศของเขา นอกจากนี้ เพลงนี้ยังเคยเป็นเพลงชาติของประเทศในกลุ่ม Commonwealth of Nation และเป็นเพลงชาติอันดับสองของนิวซีแลนด์ในปัจจุบัน อีกทั้งยังเป็นเพลงประจำราชวงศ์ของแคนาดากับออสเตรเลียอีกด้วย
* ในกรณีที่ผู้ปกครองบัลลังค์ในขณะนั้นเป็นพระราชา ก็จะเปลี่ยนจาก"Queen"มาเป็น"King"แทนค่ะ

อเมริกา
"The Star-Spangled Banner"
แต่งเมื่อปี 1814 โดยฟรานซิส สก็อต คีย์ซึ่งเป็นทนาย เมื่อปี 1812 ระหว่างสงครามอังกฤษ-อเมริกาที่บัลติมอร์ รัฐแมรี่แลนด์ คีย์ได้ไปขอเจรจากับกองทัพอังกฤษเพื่อขอให้ปล่อยตัวเพื่อนของตนที่ตกเป็นเชลยอยู่ ผู้บัญชาการฝ่ายอังกฤษยินยอมปล่อยคีย์และเพื่อนของเขา แต่เพื่อเป็นการรักษาความลับทางการทหาร ทั้งสองจึงต้องถูกกักตัวไว้ในเรือขณะที่กองทัพอังกฤษทำการโจมตีป้อมแมคเฮนรี่ หลังจากการยิงโต้ตอบด้วยปืนใหญ่ตลอดทั้งคืน คีย์ก็ได้เห็นธงชาติอเมริกาถูกชักขึ้นเหนือป้อม (ในเวลานั้นมีดาว 15 ดวงและแถบแดง-ขาว 15 แถบ) ภายหลังเขาจึงแต่งเนื้อร้องขึ้นจากประสบการณ์ในครั้งนั้นโดยดัดแปลงทำนองมาจากเพลง To Anacreon in Heaven ซึ่งเป็นเพลงร้องในผับที่นิยมแพร่หลายทั้งในอเมริกาและอังกฤษ

ลองยกท่อนคอรัสของ To Anacreon in Heaven มาลงดู
And besides I'll instruct you,
Like me, to intwine
The Myrtle of Venus
With Bacchus's Vine.


เนเธอร์แลนด์
"Wilhelmus van Nassouwe"
ถูกกล่าวว่าเป็นเพลงชาติที่เก่าแก่ที่สุดในโลกค่ะ เพลงชาติโดยทั่วไปจะเกิดขึ้นในศควรรษที่ 19 แต่เพลงนี้แต่งขึ้นระหว่างปี 1568-1572 ในสงคราม 80 ปี (สงครามปลดปล่อยเนเธอร์แลนด์ 1568-1648) มักจะเรียกชื่อเพลงอย่างย่อว่า"วิลเฮล์มส" ความยาว 15 ท่อน (เพลงชาติไทยยาว 4 ท่อน)

ออสเตรีย
"Land der Berge, Land am Strome"
มีเพลงชาติของหลายประเทศที่แต่งโดยนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียง แต่คงไม่มีของชาติไหนดังเท่าออสเตรียอีกแล้ว เพลง"ประเทศของขุนเขา ประเทศของแม่น้ำ"นี้แต่งโดยวูลฟ์แกงก์ อมาเดอุส โมสาร์ทค่ะ สมกับเป็นประเทศแห่งดนตรีจริงๆ
* แถม
เพลงชาติของเยอรมันแต่งโดยฟรานซ์ โยเซฟ ไฮเดิ้น "บิดาแห่งซิมโฟนี่"
เพลงชาติอินเดียและเพลงชาติบังกลาเทศแต่งโดยราบินดรานาธ ทากอร์ นักเขียนรางวัลโนเบล
เพลงชาตินอร์เวย์แต่งโดยโบรินสเตลเน่ โบรินสัน นักเขียนรางวัลโนเบล
* แถมอีก
เพลงชาติของออสเตรียในสมัยจักรวรรดิออสเตรีย (Gott erhalte Franz den Kaiser - ขอพระเจ้าจงคุ้มครองพระจักรพรรดิฟรานซ์) ก็เจ๋งมากค่ะ

ลองแปลมาเฉพาะท่อนสุดท้าย
"แผ่นดินเกิดเอย! ผองเผ่าพี่น้องเอย! จงลิ้มรสแห่งความยินดีของเกียรติภูมิอันสูงส่ง!
จงเดินหน้าต่อสู้ฟาดฟัน!
จงฟังเสียงเพลงจากช่องประตูสุสาน!

พระผู้เป็นเจ้า โปรดคุ้มครองพระจักรพรรดิฟรานซ์ของเราด้วย จักรพรรดิฟรานซ์ผู้ดีเลิศ!"
ถ้าจักรพรรดิฟรานซ์ท่านไม่อยู่แล้ว เพลงชาตินี้จะทำไงดี

สเปน
"Marcha Real"
หนึ่งในเพลงชาติที่เก่าแก่ที่สุดของยุโรป (1761) และเป็นเพลงชาติที่ไม่มีเนื้อร้อง
เคยมีการเขียนเนื้อร้องขึ้นในสมัยของพระเจ้าอัลฟองโซ่ที่ 13 และสมัยเผด็จการฟรังโก้ แต่ไม่ถือเป็นเนื้อร้องอย่างเป็นทางการ

สวีเดน
"Du gamla, du fria" (ประเทศอิสระแห่งแผ่นดินเหนืออันเก่าแก่)
เนื้อเพลงกลอนมากๆค่ะ คนแต่งนี่ช่างโรแมนติค

ท่อนแรก
"เจ้าคือประวัติศาสตร์
เจ้าคือเสรีภาพ
เจ้าคือประเทศทางเหนือในหมู่ทิวเขาที่เรียงราย
เจ้าคือความเงียบ
เจ้าคือความงามซึ่งเปี่ยมด้วยความยินดี
เราขอเอ่ยทักเจ้าผู้สูงส่งยิ่งกว่าสิ่งใดเหนือผืนดินนี้
เจ้าคือดวงตะวัน
เจ้าคือฟ้าคราม
เจ้าคือความเขียวขจีของท้องทุ่ง"

ช่วงสุดท้ายของท่อนสองก็แมนได้ใจมาก
"เราจะอยู่คู่ยุโรปเหนือ!
เราขอตาย ณ ยุโรปเหนือ!"
สมกับเป็นประเทศของไวกิ้งจริงๆ

ฟินแลนด์
"Maamme" (แผ่นดินของเรา)
มี 2 เวอร์ชั่นคือเวอร์ชั่นภาษาฟินแลนด์กับเวอร์ชั่นภาษาสวีเดนค่ะ (สมกับเป็นประเทศคู่ขวัญ ขนาดธงชาติยังคู่กันเลย) ทำนองเพลงใช้อันเดียวกับเอสโธเนียค่ะ แต่คนส่วนใหญ่น่าจะรู้จักเพลงชาติอันดับสอง"ฟินแลนเดีย"ที่แต่งโดยซิเบลิอุสมากกว่า เนื่องจากเป็นเพลงที่ใช้ประกอบ Die Hard 2 ด้วยค่ะ

โปแลนด์
"Mazurek Dąbrowskiego" (มาซูเรคของดองโบรว์สกี้)
แปลชื่อเพลงแล้วก็ยังงงๆอยู่ดีว่ามันแปลว่าอะไร
มาซูเรคนี่คือจังหวะเพลงเต้นรำพื้นเมืองของโปแลนด์ค่ะ ส่วนดองโบรว์สกี้เป็นชื่อของนายทหารในสมัยการแบ่งแยกโปแลนด์ครั้งที่ 3 (1795) ซึ่งทำให้ประเทศโปแลนด์หายไปจากแผนที่ยุโรป (โปแลนด์เป็นประเทศที่โดนแบ่งแยกดินแดน...โดยรัสเซีย...บ่อยมากค่ะ มักโผล่มั่งหายมั่งอยู่บ่อยๆ) ในตอนนั้นดองโบรว์สกี้ได้นำกองทัพซึ่งประกอบไปด้วยผู้ลี้ภัยชาวโปแลนด์ และเพลงดังกล่าวนี้ก็เป็นเพลงร้องปลุกใจประจำกองทัพนั่นเอง พอมาถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ถูกยกให้เป็นเพลงชาติ (มักจะเข้าใจผิดกันบ่อยๆแต่ดองโบรว์สกี้ไม่ได้เป็นผู้แต่งเพลงนะคะ) ทั้งทำนองทั้งเนื้อเท่ห์มากค่ะ

ท่อนแรก
"โปแลนด์ยังไม่ล่มสลาย
ตราบเท่าที่เรายังมีชีวิตอยู่
ไม่ว่าภัยจากชาติใดจะมารุกราน
สักวันเราจะช่วงชิงคืนมาด้วยดาบคู่มือ"

เชค
"Kde domov můj" (บ้านของเราอยู่ที่ใด)
ในสมัยที่ยังเป็นประเทศเชคโกสโลวาเกีย ท่อนแรกเป็นเพลงชาติของเชค ท่อนที่สองจะเป็นเพลงชาติของสโลวัก ทำนองเพลงดัดแปลงมาจากโอเปร่า เป็นเพลงที่มีเนื้อเพลงเรียบง่ายถูกใจข้าพเจ้ามากเพลงหนึ่งทีเดียว

"บ้านของเราอยู่ที่ใด
บ้านของเราอยู่ที่ใด
สายน้ำข้ามผ่านทุ่งหญ้า
ต้นสนส่ายกิ่งอยู่เหนือแนวหิน
ในสวนคือแสงสว่างของดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ
เบื้องหน้านี้คือแดนสวรรค์บนดิน
นี่แหละคือประเทศอันงดงาม
นี่แหละคือบ้านของเรา
นี่แหละคือบ้านของเรา"

ญี่ปุ่น
"君が代" (Kimi Ga Yo - ยุคสมัยของเธอ)
เป็นเพลงชาติที่สั้นที่สุดค่ะ มีเนื้อเพียงท่อนเดียว ต้นกำเนิดมาจากไฮคุ ความหมายโดนใจมากๆ

"ยุคสมัยของเธอ
ขอให้ดำรงอยู่นับพัน นับแปดพันรุ่น
จนหินน้อยรวมเป็นหินใหญ่
จนตะไคร่จับขึ้นครึ้มเขียว"
* ตรงบรรทัดที่สามที่บอกว่า"หินน้อยรวมเป็นหินใหญ่"นี่คือปรากฏการณ์ที่หินเล็กหลายๆก้อนเกิดมีแคลเซี่ยมมาจับเกาะรวมกันกลายเป็นหินก้อนเดียวค่ะ

กรีก
"Ύμνος πρός την Ελευθερίαν" (สรรเสริญเสรีภาพ)
เป็นเพลงชาติที่ยาวที่สุดในโลกค่ะ รวมทั้งหมด 158 ท่อน แต่อย่างเป็นทางการจะร้องเพียงสองท่อนแรกเท่านั้น (ก็น่าอยู่หรอก ไม่งั้นเวลากรีกชนะในการแข่งขันกีฬานานาชาติที คนฟังคงแทบนอนรอ)

ลองฟังบางส่วนได้จากที่นี่ค่ะ
http://www.youtube.com/results?search_query=%E5%9B%BD%E6%AD%8C&search_type=

ยังมีอีกหลายประเทศที่น่าสนใจแต่ไม่สามารถนำมาแนะนำในที่นี้ได้ อย่างของเนปาล ชื่อเพลงน่ารักมากๆเลยค่ะ

ก่อนอื่น

สวัสดีปีใหม่ค่ะ (แบบช้าไปชาตินึง)

ขอขอบคุณสคส.ทุกฉบับที่ส่งมาอวยพรด้วยค่ะ และต้องขออภัยจริงๆค่ะที่ไม่สามารถส่งตอบได้ จัดการในส่วนของบล๊อกหลัก ข้าพเจ้าก็หมดแรงเสียแล้ว orz จึงขออนุญาตกล่าวทักทายปีใหม่กับทุกท่านไว้ในที่นี้ด้วยค่ะ

อีกเรื่อง ตอนนี้กำลังติดงานแปลอยู่ค่ะ แอบตั้งเป้าหมายในใจว่าจะเสร็จเล่มหนึ่งภายในเดือนมกรานี่แหละ (ที่จริงท่านนัดไว้เดือนมีนา) ปัจจุบัน ข้าพเจ้าก็เลยมุดหัวอยู่กับต้นฉบับจนแทบไม่มีเวลามาแตะบล๊อกเลย ตอนนี้จึงอยากจะขอเว้นช่วงการรับรีเควสไว้ก่อนค่ะ เพราะเขียนเรื่องที่ตัวเองมีข้อมูลในมือยังแทบไม่รอด ในส่วนของรีเควสที่ต้องไปหาข้อมูลเพิ่มก็เกรงว่าจะหามาได้ไม่ดีพอ เดี๋ยวจะเขียนได้ไม่สะใจเปล่าๆ จึงจะขอเขียนเรื่องที่มีอยุ่ในมือตอนนี้ก่อนก็แล้วกันค่ะ ต้องขออภัยท่านมีรีเควสค้างไว้ด้วยค่ะ เสร็จงานเรียบร้อยบริบูรณเมื่อไหร่ จะพยายามกลับมาเคลียร์ให้หมด ต้องขออภัยงามๆอีกครั้ง


กลับเข้าเรื่อง

คุณรู้ไหมว่าประเทศที่เล็กที่สุดในโลกตอนนี้คือประเทศอะไร

ถ้าคุณตอบว่า"วาติกัน" คุณถูกครึ่งหนึ่งและผิดครึ่งหนึ่ง นครรัฐวาติกันถือเป็นประเทศอย่างเป็นทางการซึ่งมีขนาดเล็กที่สุดในโลก (เนื้อที่ 0.44 ตารางกิโลเมตร ประชากร 921 คน (ปี 2004)) แต่หากจะมองให้กว้างกว่านั้น ยังมีอีกประเทศที่มีขนาดเล็กเสียยิ่งกว่า และนั่นก็คือประเทศซีแลนด์ที่เราจะพูดถึงในวันนี้นั่นเอง

Principality of Sealand


ธงชาติ


ตราแผ่นดิน

ซีแลนด์เป็นประเทศในทะเลเหนือ อยู่ห่างจากชายฝั่งอังกฤษไปทางตะวันออกเฉียงใต้เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตร
(ประมาณ 6 ไมล์ทะเล) เมืองหลวงคือซีแลนด์ (กินเนื้อที่ทั้งหมดของประเทศ) ปกครองโดยระบอบกษัตริย์ เพลงประจำชาติคือ E mare libertas ("เสรีภาพจากท้องทะเล" เป็นคำขวัญประจำชาติด้วย) หน่วยเงินคือซีแลนด์ดอลล่าร์ (SXD, SX$ หนึ่งดอลล่าร์สหรัฐมีค่าเท่ากับหนึ่งดอลล่าร์ซีแลนด์) มีเนื้อที่ 0.000207 ตารางกิโลเมตร (207 ตารางเมตร) และประชากร 4 คน .....อย่าเพิ่งตกใจค่ะ มาดูหน้าตาของซีแลนด์กันก่อนดีกว่า



มีอยู่เท่านี้แหละค่ะ ซีแลนด์

ซีแลนด์ประกอบไปด้วยฐานซึ่งฝังอยู่ใต้ทะเล เสาทรงกลมขนาดใหญ่สองต้น และดาดฟ้า ในส่วนเสากลมแบ่งเป็นเด็ค 7 ชั้น (A-G) ชั้น A คือดาดฟ้าและเป็นที่วางเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ชั้น B อยู่เหนือทะเล ส่วน C-G อยู่ใต้ระดับน้ำทะเล ในสมัยสงคราม ชั้น B-E เคยถูกใช้เป็นที่เก็บเสบียงอาหารและที่พัก ชั้น F เป็นคลังอาวุธ และชั้น G เป็นที่เก็บของอื่นๆ

อ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะมีคนเริ่มเดาออกแล้ว แต่เดิมซีแลนด์ก็คือหนึ่งในสี่ป้อมกลางทะเล (HM Fort Roughs หรือเรียกกันว่า Rough Towers) ที่อังกฤษสร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อปี 1944 นั่นเอง ในระหว่างสงคราม เคยมีทหารประจำการอยู่ที่นี่ประมาณ 150-300 นาย หากเมื่อสงครามจบลง ป้อมก็ถูกทิ้งให้ร้างไปตั้งแต่ปี 1956

วันที่ 2 กันยายน 1967 แพดดี้ รอย เบทส์ อดีตเรือโทประจำกองทัพเรืออังกฤษซึ่งในขณะนั้นเป็นเจ้าของคลื่นวิทยุเถื่อน ได้ประกาศให้ป้อมกลางทะเลดังกล่าวแยกตัวเป็นอิสระจากเขตแดนของอังกฤษ และตั้งชื่อประเทศว่าซีแลนด์ รวมทั้งตั้งตัวเองเป็นเจ้าชายรอย เบทส์ หรือเรียกอีกชื่อว่า Roy of Sealand
แน่นอนว่าทางอังกฤษย่อมไม่อยู่เฉย ทำการฟ้องศาลให้รอย เบทส์ถอนตัวออกจากป้อมในทันที หากผลการตัดสินซึ่งออกมาในวันที่ 25 พฤศจิกายน 1968 ศาลได้ประกาศว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่อยู่ในเขตแดนอังกฤษ รวมทั้งไม่มีประเทศใดรอบข้างอ้างกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ดังกล่าว จึงถือว่าพื้นที่นั้นอยู่นอกเขตการปกครองของอังกฤษด้วย อาจจะนับได้ว่าซีแลนด์สามารถแยกตัวเป็นอิสระจากอังกฤษได้โดยปริยาย

จะอย่างไรก็ดี แม้ซีแลนด์จะถือเป็นเขตแดนที่เป็นอิสระจากการปกครองของประเทศอื่น หากโดยสนธิสัญญามองเตวิเดโอ (Treaty of Montevideo) ซึ่งกล่าวว่าการที่ประเทศหนึ่งจะนับเป็นประเทศอย่างเป็นทางการได้นั้น จะต้องมีคำยอมรับจากประเทศใดประเทศหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกของสหประชาชาติเสียก่อน และในปี 2008 ปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่มีประเทศใดเลยจากจำนวน 192 ประเทศที่ยอมรับว่าซีแลนด์เป็นประเทศอย่างสมบูรณ์ (คงเพราะมีอังกฤษคอยเขม่นอยู่)


เจ้าชายรอย เบทส์ และเจ้าหญิงโจน เบทส์

ประชากรของซีแลนด์ในตอนนี้ประกอบไปด้วย เจ้าชายรอย เบทส์, เจ้าหญิงโจน เบทส์, เจ้าฟ้าชายไมเคิ่ล และทหารอีกหนึ่งคน (ทหารคนนี้กับปืนไรเฟิ่ลหนึ่งกระบอกถือเป็นกองกำลังประจำเพียงหนึ่งเดียวของประเทศ หากในสถานการณ์คับขัน เจ้าชายรอย เบทส์ยืนยันว่าเขาสามารถรวบรวมกำลังทหารมาได้จากทั่วโลก (ทหารรับจ้าง?)) รายได้หลักคือการขายตำแหน่งขุนนาง เหรียญที่ระลึกและแสตมป์ ทั้งยังมีการตั้งบริษัทฮาเว่นโคซึ่งให้บริการฝากฐานข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตอีกด้วย (จ่ายเพียง 16 ยูโร (ประมาณ 790 บาท) คุณก็จะกลายเป็นลอร์ดหรือเลดี้ของซีแลนด์ได้ในทันที หากสนใจดูได้ที่ลิงค์ข้างล่างค่ะ)


อื่นๆ

- เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 1987 อังกฤษได้ประกาศขยายอาณาเขตทางทะเลของตน จากเดิม 3 ไมล์ทะเล (ประมาณ 5.5 กิโลเมตร) ไปเป็น 12 ไมล์ทะเล (ประมาณ 22 กิโลเมตร) ซึ่งการขยายอาณาเขตนี้จะทำให้ซีแลนด์ถูกล้อมโดยเขตแดนของอังกฤษจากทุกรอบด้าน หากเมื่อหนึ่งวันก่อน ในวันที่ 30 กันยายน ซีแลนด์ได้ชิงประกาศขยายอาณาเขตทางทะเลของตนไปเป็น 12 ไมล์ทะเลเช่นกัน ซีแลนด์จึงรอดจากสถานการณ์ดังกล่าวมาได้อย่างหวุดหวิด

- ซีแลนด์มีประชากรเพียง 4 คนก็จริง แต่มีทีมฟุตบอลประจำชาติอยู่ด้วย หากเนื่องจากไม่ได้เข้าร่วม FIFA หรือ UEFA จึงไม่สามารถลงแข่งในการแข่งขันอย่างเป็นทางการได้ นอกจากนี้ยังเคยส่งนักกีฬาไปร่วมการแข่งขันต่างๆหลายครั้ง (เคยได้เหรียญเงินสองเหรียญจากการแข่งกังฟูระดับโลกที่แคนาดาในปี 2007)

- 23 มิถุนายน 2006 ระหว่างที่เจ้าชายรอย เบทส์และครอบครัวไม่อยู่ในซีแลนด์ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าซึ่งมีอายุมากแล้วได้เกิดช้อทจนกลายเป็นเพลิงไหม้ขึ้น ในเดือนถัดมา ซีแลนด์จึงทำการซ่อมแซมภายในและเปลี่ยนระบบไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด (ขณะเกิดไฟไหม้ อังกฤษได้ส่งคนไปช่วยทหารซึ่งเฝ้ายามอยู่เพียงคนเดียวในซีแลนด์ด้วยค่ะ)


ซีแลนด์หลังเพลิงไหม้

- ซีแลนด์ได้ประกาศขายดินแดนของตนในหนังสือพิมพ์เดย์ลี่เทเลกราฟประจำวันที่ 8 มกราคม 2007 โดยตั้งราคาอยู่ที่ 65 ล้านยูโร - 504 ล้านยูโร แต่เนื่องจากไม่ใช่การขายกรรมสิทธิ์ในประเทศ จึงไม่ใช้คำว่า sale แต่เป็น transfer แทน
ในเดือนเดียวกัน The Prirate Bay ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการด้านอินเตอร์เน็ตจากสวีเดนได้แสดงเจตจำนงค์ในการซื้อ โดยกล่าวว่าต้องการจะสร้างซีแลนด์ให้เป็นประเทศที่ปลอดจากกฏหมายลิขสิทธิ์ทั้งหมด (แต่สุดท้ายซื้อไปหรือเปล่าก็ไม่ทราบแน่ชัดค่ะ)


ลิงค์
- โฮมเพจของซีแลนด์
- เพียง 16 ยูโร คุณก็เป็นลอร์ดและเลดี้ของซีแลนด์ได้
- บริษัทฮาเว่นโค

* เพิ่งเห็นว่า Pricipality สะกดผิด (อ้ากกกกกกกกกกกก) แก้แล้วค่ะ ขออภัยค่ะที่ทำให้เกิดความสับสน
Pricipality - ผิด
Principality - ถูก

คิดว่าคงมีหลายท่านเคยอ่านไปแล้ว เป็นบทความที่ข้าพเจ้าชอบที่สุดบทความหนึ่งเลยค่ะ เมื่อก่อนเคยอ่านตอนออกมาเป็นหนังสือที่ญี่ปุ่น วันนี้ไปเจอเป็นแฟลช อดคิดถึงไม่ได้เลยลองแปลมาลงค่ะ



"ถ้าหากโลกนี้เป็นหมู่บ้านของคน 100 คน"

หากจะนำสัดส่วนของประชากรทั้งโลกมาย่อให้เป็นหมู่บ้านของคน 100 คน
หมู่บ้านนี้จะมีคนเอเชีย 57 คน คนยุโรป 21 คน คนอเมริกาเหนือใต้ 14 คน และคนแอฟริกา 8 คน
52 คนจะเป็นผู้หญิง และ 48 คนจะเป็นผู้ชาย
89 คนเป็นผู้รักเพศตรงข้าม และ 11 คนเป็นผู้รักเพศเดียวกัน

6 คนในโลกนี้เป็นเจ้าของทรัพย์สิน 59 เปอร์เซนต์ของโลก และ 6 คนนั้นจะถือสัญชาติอเมริกา
80 คนอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต่ำกว่ามาตราฐาน
70 คนอ่านเขียนไม่ได้
50 คนกำลังทุกข์ทรมานด้วยความอดอยาก

1 คนกำลังจะตาย
และ 1 คนกำลังจะเกิดมา

1 คนกำลังเรียนในมหาวิทยาลัย และมีเพียง 1 คนที่มีคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเอง

เมื่อได้มองโลกของเราจากแผนผังที่ถูกย่อลงนี้แล้ว ย่อมจะเห็นได้ว่า
การยอมรับผู้อื่นในสิ่งที่เขาเป็นอยู่
การเข้าใจความแตกต่างระหว่างตนเองกับผู้อื่น
และการให้การศึกษาเพื่อที่จะทราบถึงความจริงเหล่านี้นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญเช่นใด

ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราต้องคิดให้ดี

ถ้าหากว่าเช้านี้ คุณลืมตาตื่นขึ้น และสามารถคิดว่าตนมีสุขภาพแข็งแรงดี...
คุณมีความสุขกว่าคนอีกหนึ่งล้านคนที่อาจจะไม่สามารถมีชีวิตรอดพ้นสัปดาห์นี้ไปได้

ถ้าหากว่าคุณไม่เคยประสบกับภัยสงคราม ความโดดเดี่ยวของการคุมขัง ความยากลำบากในคุก หรือความทุกข์ทรมานจากความหิวโหย....
คุณมีความสุขกว่าคนอีกห้าร้อยล้านคน

ถ้าหากว่าคุณสามารถไปมิซาที่โบสถ์ได้โดยไม่ต้องหวนนึกถึงความทุกข์ที่ตามรังควาน การกักตัว การทรมานร่างกาย หรือความหวาดกลัวต่อความตาย....
คุณมีความสุขกว่าคนอีกสามพันล้านคน

ถ้าหากว่าคุณมีอาหารอยู่ในตู้เย็น มีเสื้อผ้าให้สวมใส่ มีหลังคาอยู่เหนือศีรษะ และมีที่ให้หลับนอน...
คุณมีชีวิตอันสมบูรณ์พูนสุขกว่าคน 75 เปอร์เซนต์บนโลกนี้
และถ้าหากว่าคุณมีเงินฝากในธนาคาร มีเงินอยู่ในกระเป๋า และมีเงินเก็บอยู่ในซอกใดซอกหนึ่งของบ้าน...
คุณเป็นหนึ่งใน 8 เปอร์เซนต์ที่ร่ำรวยที่สุดของโลกนี้

ถ้าหากว่า พ่อแม่ของคุณยังมีชีวิตอยู่ และทั้งสองยังอยู่ร่วมกัน นั่นเป็นความโชคดีที่ไม่ได้มีบ่อยนัก

ถ้าหากว่าคุณกำลังอ่านข้อความนี้อยู่ ในวินาทีนี้ ความสุขของคุณคงจะเพิ่มเป็นเท่าตัว
เพราะใครบางคนที่รักห่วงใยคุณได้ส่งข้อความนี้มาถึง
และยิ่งไปกว่านั้น คุณโชคดียิ่งกว่าคนอีกสองพันล้านคนทั่วโลกที่อ่านหนังสือไม่ออกเลย

คนสมัยโบราณเคยกล่าวไว้
"สิ่งใดที่เราให้ไป สักวันก็จะกลับมาหาตัวเราเอง"

จงทำงานด้วยความยินดีโดยไม่คิดถึงเงินตอบแทน
จงรักผู้อื่นเหมือนตนเองไม่เคยถูกทำร้ายมาก่อน
จงเต้นรำอย่างเสรีเหมือนไม่มีผู้ใดเฝ้ามองอยู่
จงร้องเพลงอย่างมีชีวิตชีวาเหมือนไม่มีผู้ใดได้ยิน
และมีชีวิตอยู่ราวกับ ณ ที่นี้คือสวรรค์บนดิน

มอบข้อความนี้ให้กับผู้อื่น
และขอให้คุณเป็นดังแสงสว่างในวันนั้นสำหรับเขาด้วย




ที่มา - http://event.yahoo.co.jp/voluntarylife/moshimo/index.html

 



ohx3 (ohohoh)
View full profile