MurderCase

2011/Jan/24


โดยส่วนตัวแล้ว คดีนี้เป็นคดีที่ข้าพเจ้าค่อนข้างเข้าใจความรู้สึกคนร้ายในระดับหนึ่งค่ะ
ข้าพเจ้าเองก็เป็นเคยเป็นเด็กช่างฝันที่ชอบอ่านหนังสือ และมีโลกในจินตนาการของตัวเองสูงมาก เลยพอจะเข้าใจอยู่บ้างว่าความอ่อนไหวอย่างเกินเลยของเด็กผู้หญิงเป็นยังไง
ถ้าจะไม่เข้าใจ ก็คงตรงที่สองคนในคดีนี้จบความฝันของตัวเองด้วยชีวิตคนในความจริงนี่แหละค่ะ



Pauline Yvonne Parker (1938 - )
Juliet Marion Hulme (1938 - )

จูเลียต ฮูล์ม เกิดที่ลอนดอน ในประเทศอังกฤษ และเป็นบุตรสาวของนักดาราศาสตร์ชื่อดัง ดอกเตอร์เฮนรี่ ฮูล์ม จูเลียตมีร่างกายอ่อนแอและป่วยเป็นโรคเรื้อรัง ในวัยเด็ก ครอบครัวจึงส่งตัวเธอไปอยู่แถบแคริเบียนและแอฟริกาใต้เพื่อหวังให้จูเลียตมีสุขภาพดีขึ้น
จูเลียตกลับมาอยู่กับครอบครัวอีกครั้งที่ไครส์เชิร์ตในนิวซีแลนด์เมื่อเธออายุ 13 ปี และที่นี่เองที่เธอได้พบกับพอลีน ปาร์เกอร์ ทั้งสองต่างเป็นเด็กผู้หญิงช่างฝันที่มีร่างกายอ่อนแอ จึงไม่น่าแปลกใจที่พวกเธอสนิทสนมจนกลายเป็นเพื่อนรักกันอย่างรวดเร็ว
ทั้งคู่ต่างมีงานอดิเรกเป็นการเขียน จูเลียตกับพอลีนจึงเขียนนิยายขึ้นด้วยกัน นิยายดังกล่าวนี้เป็นโลกแฟนตาซีซึ่งกล่าวถึงอาณาจักรโบโลวเนีย ในโลกของจินตนาการนั้น โพลีนคือทหารรับจ้างลานสล็อต และจูเลียตก็คือเจ้าหญิงเดโบล่า เมื่อเจ้าหญิงกับทหารหนุ่มตกหลุมรักกันและกัน เด็กหญิงทั้งสองในโลกของความจริงก็มีความสัมพันธ์ทางเพศร่วมกันด้วย


พอลีน ปาร์เกอร์

แน่นอนว่าพ่อแม่ของทั้งสองย่อมไม่เห็นด้วยกับความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้ และพยายามจะแยกทั้งคู่ออกจากกัน โดยเฉพาะดอกเตอร์ฮูล์มซึ่งเป็นศาตราจารย์มีหน้ามีตาของมหาวิทยาลัยแคนเธอร์เบอรี่นั้นยิ่งยอมให้สังคมล่วงรู้ถึงความผิดปกติของลูกสาวตัวเองไม่ได้ ครอบครัวฮูล์มจึงตัดสินใจส่งจูเลียตไปแอฟริกาใต้ในที่สุด
ในตอนแรก เด็กหญิงทั้งสองยังคิดง่ายๆว่าพวกเธอคงจะได้ไปแอฟริกาใต้ด้วยกัน หากในไม่ช้า พวกเธอก็รับรู้ว่านี่เป็นแผนการของพวกผู้ใหญ่ที่หมายจะพรากทั้งสองออกจากกัน และคิดต่อไปอีกว่าคุณนายโฮโนร่า ปาร์เกอร์ซึ่งเป็นแม่แท้ๆของพอลีนนี่เองที่เป็นตัวตั้งตัวตีของแผนร้ายนี้ พวกเธอจึงเริ่มวางแผนฆาตกรรมขึ้น

จากตรงนี้ไป เป็นบางส่วนที่ยกมาจากบันทึกของพอลีนค่ะ

19 มิถุนายน
วันนี้ พวกเราเขียนหนังสือจนเกือบจบแล้ว เรื่องหลักก็คือ"มาตุฆาต" นี่เป็นต้นฉบับจริง พวกเราจะลงมือแน่นอน

20 มิถุนายน
เดโบล่า (หมายถึงจูเลียต) ต่อยอดรายละเอียดให้กับแผนของพวกเรา น่าแปลกใจที่พวกเราไม่รู้สึกผิดเลย นี่พวกเราเสียสติจนขนาดนั้นแล้วหรือเปล่านะ?

21 มิถุนายน
ราวกับว่าเรากำลังวางแผนจะจัดเซอร์ไพรส์ปาร์ตี้อย่างนั้นแหละ เราตื่นเต้นกันมาก ครั้งต่อไปที่เขียนบันทึก แม่ก็จะตายแล้ว ฉันรู้สึกแปลกๆอยู่บ้าง แต่ก็ดีใจเหลือเกิน

22 มิถุนายน
ฉันเขียนบันทึกนี้ในเช้าวันที่แม่จะตาย มันน่าตื่นเต้นมากเหมือนกับว่าเมื่อวานนี้เป็นคริสตมาสอีฟทั้งที่เราไม่ได้ฝันดีอะไรเลย


ตอนบ่ายของวันที่ 22 มิถุนายน 1954 นี้เอง พอลีนกับจูเลียตก็วิ่งเข้ามาหาคุณนายริชชี่ซึ่งเป็นเจ้าของบู้ธน้ำชาพลางร้องโวยวายว่าคุณนายปาร์เกอร์ได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อไปถึงวิคตอเรียปาร์คซึ่งเป็นที่เกิดเหตุก็พบศพแม่ของจูเลียตนอนแน่นิ่งอยู่


ที่เกิดเหตุ

โฮโนร่าผู้ตายถูกทุบศีรษะด้วยของแข็งถึง 45 ครั้ง ที่ข้างศพมีก้อนอิฐในถุงน่องเก่าเปื้อนเลือดตกอยู่ ไม่ว่าใครก็สันนิษฐานได้ว่าคนร้ายคือเด็กหญิงทั้งสอง หากพวกเธอก็ยืนยันเสียงแข็งว่าโฮโนร่าสะดุดหกล้มเอง และรอยแผลที่ศีรษะนั้นเกิดขึ้นเพราะพวกเธอทั้งสองพยายามยกร่างของโฮโนร่าไปหาคนช่วย แต่ก็ทำหลุดมือตกไปกระแทกพื้น (45 ทีนะคุณ.....)
แต่เมื่อเอาอิฐซึ่งเป็นอาวุธที่ใช้ในการฆาตกรรมออกมา พอลีนก็ยอมรับสารภาพในที่สุด และบันทึกของเธอก็กลายมาเป็นหลักฐานสำคัญของคดี

ทนายจำเลยพยายามอ้างบันทึกและนิยายกว่า 14 เล่มที่เขียนโดยพอลีนและจูเลียตว่าเด็กหญิงทั้งคู่มีอาการป่วยของโรค Induced psychosis หากศาลก็ตัดคำร้องนี้ตกไปว่าทั้งสองอาจจะเป็นคนแปลกๆ แต่ก็มีสติสัมปชัญญะปกติดี
ทั้งคู่ถูกตัดสินโทษประหาร แต่เนื่องจากยังไม่บรรลุนิติภาวะ (พอลีน 16 ปีและจูเลียต 15 ปี) จึงได้รับการลดเป็นโทษจำคุกอย่างไม่มีกำหนด และสี่ปีให้หลังก็ถูกปล่อยตัวโดยคาดทัณฑ์ว่าทั้งสองจะต้องไม่มาพบกันอีก

พอลีนอาศัยอยู่ในนิวซีแลนด์ต่อไปอีกระยะหนึ่งภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดก่อนจะได้รับอนุญาตให้ย้ายไปอยู่อังกฤษในภายหลัง เธอเปิดโรงเรียนสอนขี่ม้าสำหรับเด็กที่หมู่บ้านฮูในเคนท์ ก่อนจะย้ายไปอยู่ที่เกาะออร์คนีย์ในสก็อตแลนด์

ฝ่ายจูเลียต เธอกลับมายังอังกฤษ หลังจากผ่านงานหลายอย่างก็ประสบความสำเร็จกลายมาเป็นนักเขียนเบสต์เซลเลอร์ซึ่งรู้จักกันในนามปากกา Anne Perry
เมื่อท่านเซอร์ปีเตอร์ แจ็คสัน หยิบคดีนี้มาทำเป็นหนัง Heavenly Creatures ความจริงที่ว่านักเขียนแอนน์ เพอร์รี่ก็คือจูเลียต ฮูล์มจึงปรากฏขึ้น จูเลียตซึ่งอาศัยอยู่กับแม่ที่หมู่บ้านพอร์ทมาโฮแมคได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า
"ไม่มีอะไรที่ฉันต้องปิดบังอีกแล้ว จากนี้จะได้ชีวิตตามใจตัวเองเสียที"

 

แก้คำผิด 

2010/Apr/17


โดยความเห็นส่วนตัวแล้ว ข้าพเจ้ารู้สึกว่าคดีฆาตกรรมเพื่อหวังทรัพย์มักจะน่าเบื่อ เพราะมันขาดความซับซ้อนและไม่มีอะไรแปลกใหม่ค่ะ แต่พอคนร้ายเป็นผู้หญิงทีไร คดีก็มักจะมีอะไรแปลกๆให้น่าสนใจขึ้นมาทันที
และนี่ก็เป็นอีกคดีหนึ่งที่ถูกความเป็นอาร์ตตัวแม่แต่งแต้มจนกลายเป็นคดีพิสดารขึ้นมาทีเดียว



Marie Hilley (1937-1987)

ชื่อเดิมของเธอคือ ออเดรย์ แมรี่ ฟราเซียร์ เกิดเมื่อ 4 มิถุนายน 1937 ที่รัฐอลาบาม่า และแต่งงานกับแฟรงค์ ฮิลลีย์เมื่อปี 1950 ทั้งสองมีลูกชายลูกสาวอย่างละคนชื่อไมค์และแครอล แฟรงค์เคยประจำการอยู่ในกองทัพเรือ หากเขาก็ทนใช้ชีวิตอยู่ห่างจากครอบครัวไม่ได้ จึงลาออกจากกองทัพและเข้าทำงานในโรงงานแปรรูปเหล็กซึ่งประสบความสำเร็จได้เป็นถึงผู้จัดการ ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน ครอบครัวฮิลลีย์ก็คือครอบครัวธรรมดาที่แสนจะสงบสุข หากจะมีสิ่งเดียวที่เป็นความผิดปกติของบ้านฮิลลีย์ นั่นก็คงจะเป็นนิสัยสุรุ่ยสุร่ายของแมรี่นั่นเอง และแมรี่ก็มีหนี้สินจำนวนมากที่ไม่มีใครในครอบครัวล่วงรู้ด้วย


ครอบครัวฮิลลีย์

23 พฤษภาคม 1975 แฟรงค์เสียชีวิตอย่างกะทันหัน เขาอาเจียนอย่างหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล หลังจากทุรนทุรายอยู่กว่า 5 วันก็สิ้นลมไป ซึ่งแพทย์วินิจฉัยการตายว่าเนื่องจากโรคตับอักเสบแบบมีการติดเชื้อ และแมรี่ก็ได้รับเงินประกันชีวิตจำนวนสามหมื่นดอลลาร์จากการตายของเขา
ทันทีที่มีเงินก้อนในมือ แมรี่ก็แสดงนิสัยฟุ่มเฟือยของตนออกมาทันที เธอซื้อรถใหม่ ซื้อเครื่องเพชร เสื้อผ้าและเฟอร์นิเจอร์ นอกจากนี้ยังซื้อมอเตอร์ไซค์กับเครื่องเสียงให้แครอลซึ่งยังเป็นนักศึกษาอยู่ ซื้อตู้เย็นกับเครื่องซักผ้าให้ไมค์กับลูกสะใภ้ รวมทั้งไม่ลืมที่จะซื้อแหวนเพชรให้แม่ผัวที่กำลังเศร้าโศกกับการตายของแฟรงค์อีกด้วย

พอเงินประกันเริ่มร่อยหรอ ก็มีจดหมายขู่ส่งมาหาบ้านแมรี่ ขู่ว่าจะเผาบ้านของพวกเขา
ในไม่ช้า บ้านถูกเผาจริงๆ และแมรี่ก็ได้เงินประกัน
พอเงินก้อนนี้เริ่มร่อยหรอ คราวนี้ก็มีขโมยขึ้นบ้าน หากโชคดีที่แมรี่ถ่ายรูปเครื่องเพชรที่ถูกขโมยไปเก็บไว้ทุกชิ้น เธอจึงได้เงินประกันมาอีกก้อนหนึ่ง
หลังจากนี้ ครอบครัวฮิลลีย์ก็ยังได้รับโทรศัพท์ข่มขู่และมีขโมยขึ้นบ้านอีกหลายครั้ง ตำรวจถูกเรียกมาทุกครั้ง จนในที่สุดก็มีการติดตั้งเครื่องติดตามสายกับโทรศัพท์ครอบครัวฮิลลีย์ ซึ่งพร้อมกันนั้น โทรศัพท์ข่มขู่ก็เงียบหายไปในทันที
พอบ้านถูกเผาอีกครั้ง แมรี่ก็ขายทีดินแล้วย้ายไปพักตามอพาร์ทเมนท์ตรงโน้นทีตรงนี้ที มาถึงตอนนี้ ญาติๆของเธอจึงรู้ในที่สุดว่าแมรี่กำลังหนีจากเจ้าหนี้ที่มาตามทวงเงินนั่นเอง

ไม่นานนัก แมรี่ก็กลับไปอยู่บ้านพ่อแม่ของแฟรงค์ ช่วงนี้เองที่เธอเริ่มมีพฤติกรรมประหลาด เธอเลิกอ่านนิยายรักที่เคยชื่นชอบ แล้วหันไปคลั่งอ่านหนังสือไสยศาสตร์แทน แมรี่เริ่มออกมาเดินวนเวียนกลางดึกและพูดพึมพำกับตัวเองในกระจก
พร้อมกันนั้นเอง แครอลก็เริ่มป่วยด้วยอาการเดียวกับแฟรงค์ แมรี่คอยเฝ้าพยาบาลลูกสาวอย่างใกล้ชิด และแครอลก็ค่อยๆผ่ายผอมจนในที่สุดก็ไม่สามารถลุกขึ้นจากเตียงได้
ในตอนแรก แพทย์ยังคิดว่าเด็กสาวป่วยเป็นโรคเบื่ออาหาร จนกระทั่งแครอลบอกความจริงอันน่าแตกตื่นว่าแม่ฉีดของเหลวสีขาวให้กับเธอ และเมื่อทำการตรวจโดยละเอียดก็พบสารหนูจำนวนมากจากร่างกายของแครอล

เมื่อตำรวจทราบเรื่อง พวกเขาก็กังขาต่อการตายของแฟรงค์ และเมื่อศพของแฟรงค์ที่ถูกขุดขึ้นมา ศพนั้นแทบจะไม่เน่าเปื่อยทั้งๆที่ถูกฝังไว้กว่าสี่ปีแล้ว ซึ่งนั่นก็เพราะสารหนูมีผลในการรักษาศพด้วย จึงเป็นที่แน่ชัดว่าสาเหตุการตายของแฟรงค์ก็คือสารหนูนี่เอง
เพื่อตรวจสอบให้ละเอียดยิ่งขึ้น ศพของลูเชีย ฟราเซียร์ แม่ของแมรี่ที่เสียชีวิตไปเมื่อปี 1977 ก็ถูกขุดขึ้นมาด้วย และมีการตรวจพบสารหนูจำนวนมากจากตับของเธอเช่นกัน

ฝ่ายแมรี่นั้น เธอเพิ่งถูกจับในคดีเช็คเด้งซึ่งมีมูลค่า 6500 ดอลล่าร์ ทันทีที่ได้รับการปล่อยตัว แมรี่ก็หนีหายไป มีการพบจดหมายทิ้งไว้ในโมเตลที่เธอเข้าพัก ระบุว่าเป็นการลักพาตัว ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครเชื่อ ก็ใครจะมาลักพาตัวผู้หญิงวัยกลางคนที่มีหนี้สินล้นตัวไปทำอะไรกันเล่า ชื่อของแมรี่จึงถูกบันทึกลงในรายการอาชญากรนำจับในไม่ช้า

ถ้าเป็นคดีทั่วไป เรื่องก็คงจะจบอยู่แค่นี้
แต่คดีของแมรี่ ฮิลลีย์ยังไม่ยอมจบง่ายๆขนาดนั้น

พฤศจิกายน 1979 แมรี่หนีไปรัฐจอร์เจีย ก่อนจะเลยไปยังฟลอริดา เธอคบกับผู้ชายคนแล้วคนเล่า จนในที่สุดก็ตกลงปลงใจอาศัยอยู่กินกับจอห์น โฮแมนซึ่งเป็นช่างต่อเรือ แมรี่เปลี่ยนชื่อตัวเองเป็นลินด์เซย์ รอบบี้ แฮนนอน และบอกว่าตัวเองอายุ 35 ปี (น้อยกว่าความจริง 11 ปี) ซึ่งโฮแมนก็หลงรักรอบบี้หัวปักหัวปำพอที่จะเชื่อในทุกอย่างที่เธอบอก

ทั้งคู่อยู่กินกันประมาณหนึ่งปีก่อนที่รอบบี้จะแต่งงานกับโฮแมนแล้วย้ายไปอยู่นิวแฮมเชียร์ ช่วงนี้เองที่รอบบี้เริ่มบ่นถึงอาการปวดหัวอย่างแรง และพูดถึงน้องสาวฝาแฝดของเธอผู้อาศัยอยู่ที่เท็กซัสบ่อยครั้งขึ้น
ฤดูร้อนปี 1982 รอบบี้เดินทางไปรับการผ่าตัดที่เยอรมันตามคำแนะนำของน้องสาวฝาแฝด และสามอาทิตย์หลังจากนั้น เทรี่ มาร์ตินซึ่งอ้างตัวว่าเป็นน้องสาวของรอบบี้ก็โทรศัพท์มาบอกว่าพี่สาวของเธอเสียชีวิตแล้ว
แน่นอนว่าทั้ง
รอบบี้และแมรี่ไม่มีน้องสาว เทรี่ มาร์ตินก็คืออีกหนึ่งร่างอวตารของเธอนั่นเอง


เทรี่ มาร์ติน

ปลายปีเดียวกัน เทรี่ มาร์ตินปรากฏตัวขึ้นที่บ้านโฮแมน นอกจากผมบลอนด์และน้ำหนักตัวที่ลดลงแล้ว เธอเหมือนกับรอบบี้เสียจนทุกคนประหลาดใจ และต้องประหลาดใจยิ่งกว่านั้นเมื่อเทรี่เข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านโฮแมน สวมเสื้อที่รอบบี้เคยสวม และทำงานในที่ทำงานของรอบบี้ คนรอบข้างต่างงุนงง หากก็นึกไม่ถึงว่ารอบบี้กับเทรี่จะเป็นคนๆเดียวกันจริงๆ

แมรี่ ฮิลลีย์ได้กลายมาเป็นเทรี่ มาร์ตินผู้มีชีวิตใหม่สมดังที่เธอวางแผนไว้ หากช่างบังเอิญที่ในตอนนั้นมีอาชญากรซึ่ง FBI ตามล่าอยู่ใช้ชื่อปลอมว่า"เทรี่ มาร์ติน"จริงๆ และรูปพรรณสันฐาน"ผมบลอนด์ อายุ 36 ปี"ก็ตรงกับเธอพอดี

12 มกราคม 1983 นายตำรวจหลายคนล้อมจับเทรี่เพื่อนำตัวไปสืบสวน เธอถอดใจในที่นั้นเอง
"ฉันยอมแพ้ก็ได้ พูดตามตรงว่าฉันก็เหนื่อยมากแล้ว ฉันงงไปหมดแล้วว่าตัวเองเป็นใครกันแน่"
แน่นอนว่าตำรวจเองก็งงเหมือนกัน แต่ในไม่ช้า พวกเขาก็ทราบว่าเธอคือแมรี่ ฮิลลีย์ที่ถูกประกาศจับอยู่ จะเรียกว่าเป็นการจับกุมแบบไม่คาดฝันทีเดียว

ฝ่ายจอห์น โฮแมนนั้น เขาซื่อตรงต่อความรักที่มีให้รอบบี้จนถึงที่สุด เขาทุ่มเงินทั้งหมดให้กับค่าใช้จ่ายทนายสำหรับคดีของแมรี่ และลงทุนย้ายไปอยู่ในโรงแรมราคาถูกใกล้กับเรือนจำเพื่อเป็นกำลังใจให้กับแมรี่ หากแมรี่ก็หนีไม่พ้นข้อกล่าวหา และถูกตัดสินจำคุก 20 ปีในคดีพยายามฆ่าแครอล

19 กุมภาพันธ์ 1987 แมรี่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวเป็นเวลาสามวัน เธอมาพบโฮแมนที่โรงแรมคืนหนึ่ง ก่อนจะหนีหายไปโดยไม่ยอมแม้แต่จะบอกลา
อีกสี่วันหลังจากนั้น แมรี่ถูกพบที่หน้าระเบียงบ้านเก่าที่เธอเคยอาศัยอยู่ในวัยเด็ก เธอมอมแมมและเปียกโชก ทั้งตัวมีรอยฟกชัำราวกับคนจรจัดก็ไม่ปาน รถพยาบาลถูกเรียกมาในทันที หากเธอก็เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจทำงานไม่ปกติในไม่ที่นาทีหลังจากนั้น ช่างเป็นจุดจบที่โดดเดี่ยวและน่าเศร้าเมื่อคิดถึงขีวิตอันโลดโผนที่แมรี่ ฮิลลีย์ผ่านมา




เขียนคดีนี้แล้วก็นึกถึงคดีของฟุคุดะ คาสึโกะค่ะ อันนี้ก็เมามันราวกับหนังเรื่องนึงเลย ไว้หารายละเอียดได้เยอะๆแล้วจะลองเขียนดูค่ะ ><


edit
แก้ชื่อรัฐค่ะ
ขอบคุณคุณยูกิที่เตือนมาด้วยค่ะ ><

2008/Sep/06

กลับมาแล้วค่ะ ต้องขออภัยจริงๆค่ะที่หายหน้าไปนานเนื่องจากเหตุผลทางการงาน ในที่สุดตอนนี้ชีวิตก็กลับมาอยู่ในมือข้าพเจ้าแล้ว จึงขอกลับมารบกวนสายตาทุกท่านในที่นี้อีกครั้งค่ะ ระหว่างที่ทิ้งบล็อกไปก็ยังมีหลายท่านที่แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมด้วย ด้วยขอขอบพระคุณมากๆเลยค่ะ (><

คุณ mayWz ขอบคุณมากค่ะสำหรับรีเควสต้อนรับการเปิดบล็อกต่อ

* เนื้อหาในวันนี้มีใจความการใช้ความรุนแรงต่อผู้เยาว์อยู่ด้วย กรุณาพิจารณาให้ดีก่อนอ่านด้วยค่ะ

จะให้พูดไปแล้ว ในฐานะที่ข้าพเจ้าสำนึกตัวว่าเป็นโอทาคุคนหนึ่ง ก็คงต้องยอมรับค่ะว่าคดีของมิยาซากิ ทสึโตมุเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก ไม่ใช่ในแง่สถานที่เกิดคดี แต่เป็นในแง่ของผลกระทบและมุมมองซึ่งสังคมมีต่อกลุ่มบุคคลที่เรียกว่า"โอทาคุ"นี่แหละค่ะ
นอกจากนี้ คดีนี้ยังเป็นคดีแรกที่มีการนำโปรไฟลิ่งมาใช้ในญี่ปุ่นด้วยค่ะ




宮崎勤 (1962-2008)
มิยาซากิ ทสึโตมุ
The Otaku Murderer, The Little Girl Murderer, Dracula