MurderCase

กลับมาแล้วค่ะ ต้องขออภัยจริงๆค่ะที่หายหน้าไปนานเนื่องจากเหตุผลทางการงาน ในที่สุดตอนนี้ชีวิตก็กลับมาอยู่ในมือข้าพเจ้าแล้ว จึงขอกลับมารบกวนสายตาทุกท่านในที่นี้อีกครั้งค่ะ ระหว่างที่ทิ้งบล็อกไปก็ยังมีหลายท่านที่แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมด้วย ด้วยขอขอบพระคุณมากๆเลยค่ะ (><

คุณ mayWz ขอบคุณมากค่ะสำหรับรีเควสต้อนรับการเปิดบล็อกต่อ

* เนื้อหาในวันนี้มีใจความการใช้ความรุนแรงต่อผู้เยาว์อยู่ด้วย กรุณาพิจารณาให้ดีก่อนอ่านด้วยค่ะ

จะให้พูดไปแล้ว ในฐานะที่ข้าพเจ้าสำนึกตัวว่าเป็นโอทาคุคนหนึ่ง ก็คงต้องยอมรับค่ะว่าคดีของมิยาซากิ ทสึโตมุเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก ไม่ใช่ในแง่สถานที่เกิดคดี แต่เป็นในแง่ของผลกระทบและมุมมองซึ่งสังคมมีต่อกลุ่มบุคคลที่เรียกว่า"โอทาคุ"นี่แหละค่ะ
นอกจากนี้ คดีนี้ยังเป็นคดีแรกที่มีการนำโปรไฟลิ่งมาใช้ในญี่ปุ่นด้วยค่ะ




宮崎勤 (1962-2008)
มิยาซากิ ทสึโตมุ
The Otaku Murderer, The Little Girl Murderer, Dracula
東京・埼玉連続幼女誘拐殺人事件 (คดีฆาตกรรมเด็กหญิงต่อเนื่องที่โตเกียวกับไซตามะ หรือบ้างก็เรียกคดีมิยาซากิ, คดีมิยาซากิ ทสึโตมุ, คดี M คุง, คดี M)

มิยาซากิ ทสึโตมุ เกิดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 1962 ในครอบครัวผู้มีฐานะปานกลางที่เมืองนิชิทามะ จังหวัดโตเกียว บิดาและมารดาทำงานกันทั้งคู่ ทสึโตมุในวัยเด็กจึงโตมากับปู่ซึ่งเป็นผู้อาวุโสที่คนในเมืองนับถือกับพี่เลี้ยงซึ่งเป็นชายวัยกลางคนผู้มีความบกพร่องทางสติปัญญา ปู่เอ็นดูทสึโตมุเป็นอย่างมาก และตัวเขาเองซึ่งเป็นเด็กเก็บตัวก็เคารพเชื่อฟังปู่มากเช่นกัน

ทสึโตมุเป็นโรคข้อเชื่อมกระดูกบกพร่องโดยกำเนิดซึ่งทำให้เขาไม่สามารถหงายฝ่ามือขึ้นด้านบนได้ และนี่เองที่กลายมาเป็นปมด้อยของเขาตั้งแต่วัยเด็ก เนื่องจากเขาเป็นเด็กคนเดียวในชั้นอนุบาลที่ไม่สามารถทำท่า"ขอ"หรือเล่นเกมได้เหมือนเด็กคนอื่นๆ สมัยประถม ทสึโตมุเป็นเด็กเรียนเก่งแต่ไม่ถนัดวิชาภาษาญี่ปุ่นกับวิชาสังคม เมื่อขึ้นชั้นมัธยมปลายก็ไปเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมปลายเมย์ไดนากาโนะซึ่งต้องเดินทางจากบ้านด้วยรถไฟไปถึงสองชั่วโมง และเหตุผลก็มาจากปมด้อยเรื่องมือนั่นเอง (หากพ่อแม่เข้าใจว่าเป็นเพราะเจ้าตัวอยากจะเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในอนาคต) แต่หลังจากที่เข้าเรียนในชั้นมัธยมปลาย ผลการเรียนของทสึโตมุก็แย่ลงเรื่อยๆ เพื่อนร่วมชั้นให้การในภายหลังว่าเขาเป็นคนเก็๋บตัวและไม่เด่นสะดุดตา ทสึโตมุตั้งความหวังว่าจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเมย์ได หากสุดท้ายความหวังของเขาก็ไม่เป็นจริงเพราะคะแนนไม่ถึง หลังจากสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมในปี  1981 เขาจึงเข้าเรียนในคณะอนุปริญญาเทคนิคการวาดภาพของมหาวิทยาลัยช่างศิลป์โตเกียวแทน แต่กระทั่งหลังจากเข้าเรียนที่นี่แล้ว ทสึโตมุก็ยังคงเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัวจนแทบไม่มีใครในชั้นเรียนที่จดจำเขาได้

ปี 1983 หลังจากที่จบอนุปริญญามาแล้ว ทสึโตมุได้รับการแนะนำจากปู่ให้เข้าทำงานในโรงพิมพ์ที่เมืองโคไดระโดยรับหน้าที่เป็นผู้คุมเครื่องจักร เพื่อนร่วมงานให้การในภายหลังว่าเขาไม่ตั้งใจทำงานและเข้ากับคนรอบข้างไม่ได้ จนเดือนมีนาคมปี 1986 ก็ออกจากงานที่โรงพิมพ์ไป ทสึโตมุเก็บตัวอยู่ในห้องเป็นเวลาหลายเดือน (อย่างที่เรียกกันว่าฮิกิโคโมริ) และในเดือนกันยายนปีเดียวกันก็ยอมออกมาช่วยงานเล็กๆน้อยๆของกิจการในครอบครัวเช่นการออกไปรับต้นฉบับใบปลิว ในช่วงนี้เองที่เขาหันมาออกโดจินชิของอนิเมชั่น หากก็ถูกพรรคพวกเกลียดจนออกหนังสือได้เพียงเล่มเดียว หลังจากนั้น เขาเข้าร่วมเป็นสมาชิกของเซอร์เคิ่ลวีดีโอหลายกลุ่ม (หมายถึงกลุ่มแลกเปลี่ยนวีดีโอที่อัดมาจากรายการต่างๆในทีวี) แต่ทสึโตมุชอบจู้จี้กับสมาชิกคนอื่นเรื่องวิธีการอัดวีดีโอ รวมทั้งไม่ยอมส่งวีดีโอที่ตัวเองต้องก็อปปี้มาแลกให้กับอีกฝ่าย เขาจึงเป็นที่เหม็นขี้หน้าในที่นี้เช่นกัน
ทสึโตมุไม่มีประสบการณ์ในการคบกับผู้หญิง ซึ่งสาเหตุสำคัญนั้นมาจากปมด้อยเรื่องมือที่ทำให้เขาไม่กล้าเข้าใกล้ผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่ เขาเคยถูกมารดาคะยั้นคะยอให้ไปดูตัวถึงสี่ครั้ง แต่หลังการดูตัวก็ถูกปฏิเสธโดยฝ่ายหญิงหมดทุกครั้ง (ภาพที่ใช้ในการดูตัวก็คือภาพข้างบนนี่เองค่ะ)

ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าอะไรเป็นชนวนทำให้ทสึโตมุเริ่มก่อคดี แต่คดีแรกของเขานั้นเริ่มขึ้นสามเดือนหลังจากที่ผู้เป็นปู่เสียชีวิตไปในเดือนพฤษภาคมปี 1988 นี่เอง (มีคำให้การว่าทสึโตมุกินเถ้ากระดูกของปู่ลงไปเพื่อแสดงถึงความเคารพอีกด้วย)

วันที่ 22 สิงหาคม 1988 คงโนะ มาริ (4 ขวบ) หายสาบสูญไปจากละแวกบ้าน ทสึโตมุให้การสารภาพในภายหลังว่าเขาลักพาตัวมาริมาจากใกล้บ้านของเด็กหญิงนั่นเอง หลังจากที่บีบคอมาริตายและศพเริ่มแข็งตัว เขาก็ทำการอนาจารกับศพของเด็กหญิง (ไม่มีการข่มขืน) และถ่ายวีดีโอเก็บไว้ ซึ่งเกี่ยวกับข้อนี้ ทสึโตมุแสดงความเห็นในภายหลังว่า"ผมอยากจะได้ร่างกายนั้นเป็นของตัวเอง ศพยังไงก็ต้องเน่า แต่วีดีโอยังเอามาดูซ้ำได้อีก"

วันที่ 3 ตุลาคม โยชิซาว่า มาซามิ (7 ขวบ) หายสาบสูญไปจากละแวกบ้าน ทสึโตมุบีบคอฆ่ามาซามิแล้วเริ่มทำการอนาจารในทันที หากจากคำให้การในภายหลัง ตอนนั้นมาซามิยังพอมีลมหายใจอยู่ แขนขาของเธอจึงกระตุกเป็นระยะ

วันที่ 9 ธันวาคม นันบะ เอริกะ (4 ขวบ) หายสาบสูญไปจากละแวกบ้าน หลังจากฆ่าแล้ว เอริกะปัสสาวะราดออกมา ทสึโตมุจึงทิ้งศพของเด็กหญิงไว้ในภูเขา และในวันที่ 15 เดือนเดียวกัน ศพเปลือยของเอริกะก็ถูกพบในภูเขา หลังการพบศพ พ่อของเอริกะให้สัมภาษณ์กับโทรทัศน์ว่า"ถึงจะตายไปแล้ว แต่ก็ยังดีที่เขากลับมา" ทสึโตมุจึงวางแผนจะคืนศพของผู้เคราะห์ร้ายให้กับครอบครัว แต่ลงท้าย เขาก็ไม่สามารถหาศพของมาซามิซึ่งเป็นเหยื่อรายที่สองพบ

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 1989 มีกล่องกระดาษถูกวางทิ้งไว้ที่หน้าบ้านครอบครัวคงโนะ ภายในคือเถ้ากระดูกและฟันบางส่วนซึ่งได้รับการยืนยันว่าเป็นของคงโนะ มาริ เหยื่อเคราะห์ร้ายรายแรก และในวันที่ 10 เดือนเดียวกันก็มีจดหมายจากฆาตกรซึ่งอ้างตัวเป็นผู้หญิงชื่อ"อิมาดะ ยูโกะ"ส่งไปยังหนังสือพิมพ์อาซาฮิ (มีทฤษฎีกล่าวว่าแผลงมาจากประโยค"มาตอนนี้แล้วเลยพูดได้") บอกว่าเธอเป็นผู้ลักพาตัวเด็กหญิงไปฆ่าเนื่องจากความน้อยเนื้อต่ำใจที่ตัวเองมีร่างกายบกพร่องทำให้ไม่สามารถมีบุตรได้

บางส่วนจากจดหมาย (ขออภัยค่ะที่ไม่สามารถแปลมาทั้งหมด มันยาวมากจริงๆค่ะ)
"นี่เป็นกระดูกของมาริจังอย่างแน่นอนค่ะ พอเผาแล้วกระดูกก็สลายลงไปตามธรรมชาติ.... พอคนเรากลายมาเป็นกระดูก กระดูกนั้นก็ช่างเล็กและมีจำนวนน้อยกว่าที่คิดไว้เสียอีก แต่ฉันก็พยายามเก็บกระดูกใส่ลงมาในกล่องทั้งหมดแล้วค่ะ อาจจะมีคนพูดว่าคดีในครั้งนี้เป็น"ความแค้น" "การเล่นเกม" "การกลั่นแกล้ง" หรือ"การท้าทาย" แต่ไม่ใช่อย่างนั้นเลย ฉันเพียงแค่มา"คืน"มาริจังเท่านั้นเอง
ฉันแค่อยากจะคืนมาริจังให้เท่านั้นเองจริงๆค่ะ ได้โปรดรีบจัดงานศพให้มาริจังเถอะค่ะ อาจจะฟังเป็นการเห็นแก่ตัว แต่ฉันก็ยังไม่อยากถูกจับค่ะ และฉันก็จะไม่ทำเรื่องเช่นนี้อีกแล้วด้วย
วันก่อน ฉันดูข่าวที่คุณแม่ทราบเรื่องจากตำรวจแล้วบอกว่า"เท่านี้ฉันก็พอจะมีความหวังต่อไปได้" ฉันจึงคิดว่าควรจะจัดการเรื่องราวให้เรียบร้อยจะดีกว่า ไม่เช่นนั้น คนที่บ้านก็จะไม่มีวันรู้เลยว่ามาริจังอยู่ที่ไหน ฉันจึงรีบส่งจดหมายมาเช่นนี้ค่ะ

กระดูกพวกนั้นคือมาริจังจริงๆค่ะ"

วันที่ 11 มีนาคม มีจดหมายสารภาพจาก"อิมาดะ ยูโกะ"ส่งไปยังหนังสือพิมพ์อาซาฮิและบ้านครอบครัวของโยชิซาว่า มาซามิซึ่งเป็นเหยื่อรายที่สอง คราวนี้อ้างว่าตัวเองมีลูกที่เสียชีวิตไปตั้งแต่ยังเด็กแต่ไม่ได้ทำศพให้ จึงลอบปนกระดูกบางส่วนของลูกตัวเองไปกับกระดูกของมาริเพื่อที่จะได้ทำศพเสียที

แต่ทสึโตมุก็ยังไม่หยุดตัวเองลงแค่นั้น

วันที่ 6 มิถุนายน โนะโมโตะ อายาโกะ (5 ขวบ) ถูกพบเป็นศพอยู่ที่ห้องน้ำในสวนสาธารณะ ศพของเด็กหญิงเปล่าเปลือยและถูกตัดข้อมือข้อเท้า ทสึโตมุให้การในภายหลังว่าอายาโกะหัวเราะมือของเขาทำให้เขาโกรธจนเลือดขึ้นหน้าและเผลอฆ่าอายาโกะทิ้ง ส่วนมือที่ตัดไปนั้นเอากลับไปบ้านแล้วย่างกินกับโชยุ รวมทั้งเขาได้ดื่มเลือดจากมือของเด็กหญิงที่ค้างอยู่ในถุงพลาสติกด้วย

วันที่ 23 กรกฎาคม ทสึโตมุทำอนาจารกับเด็กหญิงชั้นประถมหนึ่งโดยจับเด็กหญิงแก้ผ้าในห้องน้ำและกำลังจะถ่ายภาพ หากผู้ปกครองของเด็กหญิงเข้ามาพบทันท่วงที เขาจึงถูกจับกุมในข้อหาพรากผู้เยาว์ และระหว่างการสอบปากคำก็รับสารภาพว่าตัวเองเป็นคนร้ายของคดีทั้งหมดที่ผ่านมา (ศพของมาซามิ บางส่วนของศพมาริ และส่วนศีรษะของศพอายาโกะถูกพบหลังจากการสารภาพนี้)

หลังการจับกุม มีการพบวีดีโอ 5763 ม้วนจากห้องของทสึโตมุ และหลังการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ 74 คนกับเครื่องเล่นวีดีโอ 50 เครื่องเป็นเวลาสองสัปดาห์ ก็พบภาพของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายปะปนอยู่ด้วย วีดีโอดังกล่าวกลายมาเป็นหลักฐานสำคัญในการฟ้องคดีของทสึโตมุในเวลาถัดมา

มิยาซากิ ทสึโตมุไม่ได้ให้การชัดเจนนักเกี่ยวกับแรงจูงใจในการฆ่า แต่ความแปลกประหลาดของคดีก็ทำให้อาชญากรรมนี้เป็นที่สนใจของหลายฝ่าย และมีการสันนิษฐานกันไปต่างๆนานา

โอสึกะ เอย์จิ นักวิจัยโอทาคุกล่าวไว้ว่าความโดดเดี่ยวขณะที่เขาอายุยังน้อยทำให้สภาพจิตใจของทสึโตมุหยุดอยู่ในวัยเด็กซึ่งส่งผลต่ออุปนิสัยและรสนิยมทางเพศที่เหมือนกับเด็กไปด้วย ในความเป็นจริง ทสึโตมุทำอนาจารต่อเด็กหญิงโดยการลูบไล้ก็จริง แต่เขาไม่เคยมีเพศสัมพันธุ์กับเด็กหญิงเลยแม้แต่หนเดียว ซึ่งการมีนิสัยย้อนอายุนี้ตรงกับเปโดฟีเลียประเภทหนึ่ง (Pedophilia หมายถึงรสนิยมทางเพศที่มีเป้าหมายเป็นผู้เยาว์) และยังกล่าวอีกด้วยว่าทสึโตมุใช้ความรุนแรงกับเหยื่อเหมือนที่เด็กใช้ความรุนแรงกับเด็กด้วยกัน แต่เพราะเขาเป็นผู้ใหญ่ ความรุนแรงดังกล่าวจึงมีผลเป็นการฆาตกรรม

จิตแพทย์ผู้รับผิดชอบคดีของมิยาซากิ ทสึโตมุก็กล่าวว่า เขาไม่ใช่เปโดฟีเลียโดยสมบูรณ์ เพียงแต่เล็งเด็กหญิงเป็นเหยื่อโดยจิตใต้สำนึกเท่านั้น เขาเพียงแต่ตัดใจที่จะคบหากับผู้หญิงที่เป็นผู้ใหญ่ และหันมาใช้เด็กหญิงเป็นเครื่องทดแทนเสียมากกว่า ตัวเขาเองจริงๆแล้วไม่ได้มีรสนิยมชอบเด็กหรือชอบศพเลย

โรเบิร์ต เรสเสลอร์ (FBI และนักเขียน เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการตั้งทฤษฎีโปรไฟลิ่ง) กล่าวว่าทสึโตมุเป็นเปโดฟีเลียประเภทซาดิสต์แบบเลือก ซึ่งผู้มีอุปนิสัยดังกล่าวจะมีลักษณะดังนี้
- มักจะกระทำการซ้ำๆเป็นเวลานาน
- เคยถูกทารุณกรรม (ทางเพศ) ในวัยเด็ก
- ในช่วงวัย 10 ปี มักจะคบหาคนในวงจำกัด
- มักจะทำอันตรายต่อเด็กซึ่งเป็นเหยื่อ
- เป็นคนโสดอายุ 25 ปีขึ้นไป
- อยู่ตัวคนเดียว หรืออยู่ร่วมบ้านกับพ่อแม่
- สนใจเด็กและสิ่งที่เกี่ยวกับเด็ก
- เป็นซาดิสซึ่ม
- จะไม่มีความสำนึกผิดต่ออาชญากรรมที่ตนก่อ
- ไม่มีวิธีรักษา

* แถม มีการวิเคราะห์ว่าที่ทสึโตมุตัดมือเหยื่อนั้นมีความหมายถึง"การทำหมัน" ซึ่งแสดงถึงการขาดสมรรถภาพทางเพศของเขานั่นเอง

ทสึโตมุพยายามดึงรูปคดีว่าตัวเองเป็นผู้มีความบกพร่องทางจิตที่มีสองบุคลิก โดยอ้างว่าจะมีมนุษย์หนูโผล่มายั่วยุให้เขาก่อคดี หากเหตุผลนี้ก็ไม่ได้รับการรับฟัง ระหว่างการพิจารณาคดี พ่อของทสึโตมุฆ่าตัวตายด้วยการโดดลงมาจากสะพาน หากตัวทสึโตมุก็ไม่มีท่าทีเสียใจต่อเรื่องนี้
วันที่ 14 เมษายน 1997 ทสึโตมุถูกตัดสินโทษประหารชีวิต เขาขอยื่นอุทธรณ์ หากก็ถูกศาลอุทธรณ์ปฏิเสธและพิพากษายืนคำตัดสินของศาลชั้นต้น ขณะถูกขังอยู่ในเรือนจำโตเกียว เขาร้องเรียนว่าตนเห็นภาพลวงตาและถูกใช้ยาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งขอให้ศาลฎีกาพิจารณาคดีใหม่อีกครั้ง หากในวันที่ 17 มกราคม 2006 ศาลฎีกาก็ประกาศยืนยันโทษประหารของทสึโตมุในที่สุด

ระหว่างการขังรอประหาร ทสึโตมุพยายามเขียนจดหมายร้องเรียนความโหดร้ายของโทษแขวนคอ และขอให้เปลี่ยนวิธีประหารเป็นการฉีดยาตาย ซึ่งจดหมายเหล่านี้ถูกรวบรวมเป็นหนังสือในภายหลัง ในจำนวนนั้นมีจดหมายกล่าวถึงการที่สื่อมวลชนออกข่าวการประหารของเขาอย่างครึกโครมว่า"ผมเป็นคนมีชื่อเสียงจริงๆ" และเมื่อถูกถามถึงความเห็นใจต่อผู้เคราะห์ร้ายซึ่งเป็นเหยื่อกับครอบครัว เขาก็ตอบไว้ว่า"ไม่มีเป็นพิเศษ ผมว่าดีแล้วที่ผมได้ทำเรื่องดีๆ"

วันที่ 17 มิถุนายน 2008 มิยาซากิ ทสึโตมุถูกประหารที่เรือนจำโตเกียว หากก็ไม่มีคำพูดขอขมาหรือแสดงความสำนึกผิดออกมาจากปากของเขาจนวาระสุดท้าย



จากการที่มิยาซากิ ทสึโตมุเป็นโอทาคุ โลลิค่อน และผู้นิยมเฮอร์เร่อร์ คดีของเขาจึงส่งผลกระทบต่อสังคมในเวลานั้นไม่น้อย ที่ชัดเจนที่สุดนั้นคงได้แก่"อนิเมโอทาคุ"ซึ่งแต่เดิมไม่ได้เป็นที่รู้จักกันในสังคมทั่วไป คดีนี้ได้ดึงโอทาคุกับอนิเมขึ้นมาเป็นเป้าของสังคมโดยสร้างภาพพจน์ในแง่ลบว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะอาชญากร ซึ่งมีผลไปถึงมาตราการควบคุมสื่อเป็นภัยในเวลาถัดมา (หากในทำนองกลับกันก็ทำให้โอทาคุกับคอมิเคกลายมาเป็นที่รู้จักกันมากขึ้นด้วย อ่านเรื่องของคอมิเคได้ที่นี่ค่ะ) ซึ่งในข้อนี้ มีการผลักดันให้โอทาคุปรากฏตัวต่อสื่อมวลชนมากขึ้นจนในปัจจุบันนี้พอจะสามารถลบภาพในแง่ลบไปได้บ้าง แต่เมื่อมีคดีเกี่ยวกับเยาวชน ก็มักจะมีการยกโอทาคุกับอนิเม (ในที่นี้ รวมไปถึงการ์ตูนด้วย) ขึ้นมาโจมตีอยู่ดี
ในอีกแง่หนึ่ง คดีนี้ทำให้เปโดฟีเลียกลายเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น และสร้างความตื่นตัวเรื่องการรักษาความปลอดภัยสำหรับเด็กขึ้นในหมู่ผู้ปกครองอีกด้วย

จะอย่างไรก็ดี นักข่าวคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ทำข่าวคดีมิยาซากิ ทสึโตมุ ได้สารภาพบนบล๊อกของหนังสือพิมพ์ว่า สื่อมวลชนพยายามออกข่าวอย่างไม่ตรงต่อความจริงเท่าใดนัก เป็นต้นว่า กองนิตยสารในห้องของทสึโตมุนั้นที่จริงเป็นนิตยสารธรรมดาที่ผู้ชายชอบอ่านกัน แต่ช่างภาพก็จงใจจัดฉากด้วยการวางหนังสือโป๊ไว้บนสุด
หรือจะเป็นวีดีโอที่พบในห้องทสึโตมุและถูกออกข่าวว่าเป็นวีดีโอโป๊กับวีดีโอที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเด็กหญิงนั้น ในความจริงแล้วมีวีดีโอโป๊เพียงไม่มาก วีดีโอที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเด็กหญิงก็มีเพียง 44 ม้วนซึ่งยังไม่ถึง 1 เปอร์เซนต์ของจำนวนทั้งหมดด้วยซ้ำ วีดีโอของทสึโตมุนั้นเป็นอนิเมธรรมดาเช่น"โดกะเบง"(อนิเมเกี่ยวกับเบสบอลค่ะ)ที่ถูกอัดมาจากทีวีเสียมากกว่า หากเอนทรี่ดังกล่าวก็ถูกลบทิ้งไปอย่างรวดเร็ว


แก้คำผิด

ที่จริงแล้วมีเรื่องที่อยากเขียนหลายเรื่องทีเดียวค่ะ ตอนแรกตั้งใจจะเขียนเรื่องของมาเรีย คาราส แต่พอนั่งร่างโครงแล้วท่าทางมันจะยาวไปถึงเรื่องจอห์น F เคเนดี้ กับแจ็คลีนกับมาริลีน มอนโรด้วย เลยเก็บไว้ก่อนดีกว่า แล้วก็ยังมีคดีที่นำการโปรไฟล์ลิ่งมาใช้เป็นครั้งแรก คดีดังๆในฮอลลีวู้ด ปริศนาคดีลอบสังหารลินคอร์น...... เอาเป็นว่าตอนนี้ขอเขียนคดีที่คาใจมานานก่อนดีกว่าค่ะ เพิ่งได้อ่านเคียวโกคุโดซีรียส์ไป กำลังประทับใจคดีฆาตกรรมแบบญี่ปุ่นอยู่พอดี วันนี้จะมีแต่ตัวอักษรค่ะ เพราะหาภาพไม่เจอเลย อย่าเพิ่งเมาตัวหนังสือไปก่อนนะคะ (^^;

คิดว่าหลายท่านในที่นี้คงจะได้อ่านนิยายสืบสวนคดีฆาตกรรมของนักสืบคินดะอิจิ เคียวสึเกะซึ่งเขียนโดยอ.โยโคมิโสะ เคย์ชิไปแล้ว (ที่เป็นปู่ของคินดะอิจิ ฮะจิเมะในการ์ตูนน่ะค่ะ) ในตอน"หมู่บ้านแปดหลุมศพ"ซึ่งเป็นตอนหนึ่งที่มีชื่อเสียงที่สุดของซีรียส์ ยังจำได้ไหมว่ามีการพูดถึงคดีฆาตกรรม 33 ศพในตอนต้นเรื่อง และต้นแบบของคดีดังกล่าวนี้ก็คือคดีสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นจริงในจังหวัดโอคายามะนั่นเอง


津山事件 หรือ 津山三十人殺し
คดีสึยามะ
หรือคดีฆาตกรรม 30 ศพที่สึยามะ

จากเมืองสึยามะในจังหวัดโอคายามะไปทางตอนเหนือ 20 กิโลเมตรคือหมู่บ้านไคโอะและหมู่บ้านซาคาโมโตะซึ่งอยู่เยื้องไปทางจังหวัดโทตโทริ ทั้งสองหมู่บ้านนี้เป็นชุมชนขนาดเล็กในหุบเขา มีผู้อาศัยรวมกันเพียง 43 ครัวเรือนหรือ 205 คนเท่านั้นเอง

โทอิ มุทสึโอะ เกิดเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 1917 ที่เมืองยูกิชิเงะในอำเภอโทมาดะนั่นเอง ทั้งพ่อและแม่เสียชีวิตไปตั้งแต่เขาอายุยังน้อยเนื่องจากวัณโรค โยเนะผู้เป็นย่าจึงรับเขาและพี่สาวชื่อมินาโกะมาเลี้ยงและย้ายกลับมายังบ้านเกิดที่หมู่บ้านไคโอะ
* บ้านซึ่งครอบครัวโทอิเช่าอยู่นี้ แต่เดิมเป็นบ้านของเทระคาวะ จิโยะซึ่งภายหลังกลายมาเป็นหนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายคดีสึยามะ ซึ่งเมื่อปี 1875 จูจิโร่ผู้เป็นสามีเก่าของจิโยะ ได้ไปมีความสัมพันธุ์เชิงชู้สาวกับทาเอะซึ่งเป็นภรรยาของฟูจิโมริ โทคุโซ และถูกสามีจับได้ โทคุโซผู้เป็นสามีคิดแค้นจึงนำดาบญี่ปุ่นบุกมาถึงบ้านเทระคาวะ แต่ฆ่าทาเอะไม่ลง เมื่อฆ่าจูจิโร่แล้วก็คว้านท้องตัวเองตาย ในตอนนั้น โทคุโซมีอายุ 21 ปีเท่ากับโทอิ มุทสึโอะยามก่อคดีพอดี

มุทสึโอะในวัยเด็กนั้นเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัว มักขลุกในตัวอยู่ในบ้านเล่นกับพี่สาวเสียมากกว่า เมื่ออายุได้ 6 ปีซึ่งเป็นปีที่เขาต้องไปเข้าเรียนชั้นประถม ย่าก็อ้างเหตุผลว่าหลานมีร่างกายอ่อนแอต้องอยู่รักษาตัวกับบ้านจึงทำให้มุทสึโอะเข้าเรียนช้ากว่าเด็กคนอื่นไปหนึ่งปี ในข้อนี้ นอกจากจะเพราะตัวมุทสึโอะเองไม่อยากไปโรงเรียนแล้ว ส่วนหนึ่งยังมาจากอคติของผู้เป็นย่าที่มีต่อทางโรงเรียนอีกด้วย (ไม่กี่ปีก่อนนี้ ราคาซื้อข้าวสารถีบตัวสูงเป็นประวัติการณ์ สร้างกำไรให้กับครอบครัวชาวนาเช่นบ้านโทอิ แต่ครูใหญ่ของโรงเรียนได้ไปยื่นเรื่องกับทางอำเภอให้ทำการควบคุมราคาซื้อขายข้าวสาร จึงสร้างความไม่พอใจให้กับโยเนะผู้เป็นย่าเป็นอย่างมาก) ภายหลังเมื่อมุทสึโอะเข้าเรียน เขามีผลการเรียนดี รักการอ่าน ทางโรงเรียนแนะนำว่าเขาควรจะไปเรียนต่อที่โรงเรียนประจำจังหวัด หากถูกย่าโยเนะคัดค้าน มุทสึโอะจึงปฏิเสธข้อเสนอนี้ไป
ปี 1932 หลังเรียนจบมาได้ไม่นานนัก มุทสึโอะก็ป่วยหนักและถูกแพทย์สั่งห้ามทำงานหนัก เขาอยู่เฉยๆไม่งานอะไรพักหนึ่งจนอาการเริ่มดีขึ้นแล้วเข้าเรียนต่อในโรงเรียนวิชาเสริมประจำหมู่บ้านตามคำแนะนำของมินาโกะผู้เป็นพี่สาว (แน่นอนว่าเจอย่าคัดค้านก่อน) หากเมื่อพี่สาวแต่งงานออกจากบ้านไป มุทสึโอะก็เริ่มเบื่อหน่ายการเรียนและกลับมาขลุกตัวอยู่กับบ้านอีกครั้ง เขาไม่คบหากับคนรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่เขียนหนังสือมาอ่านให้เด็กแถวบ้านฟังบ่อยๆ

ในหมู่บ้านของมุทสึโอะยังมีธรรมเนียมโยไบหลงเหลืออยู่ (夜這い - ธรรมเนียมในแถบคันไซสมัยก่อน ซึ่งจะถือว่าผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงานและแม่ม่ายเป็นสมบัติส่วนรวมของผู้ชายในหมู่บ้านเดียวกัน พอตกค่ำก็จะไปมาหาสู่เพื่อมีความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย) มุทสึโอะจึงมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงหลายรายผ่านธรรมเนียมดังกล่าว หากในปี 1937 มุทสึโอะเข้าสอบเป็นทหารและถูกตัดสินให้สอบตกเนื่องจากมีอาการเบื้องต้นของวัณโรค จากในช่วงนี้เองที่ผู้หญิงที่เขาคบหาอยู่พากันปฏิเสธที่จะมีสัมพันธ์ด้วย เนื่องจากผู้หญิงในยุคนั้นมีค่านิยมชื่นชมผู้ชายที่เข้ารับการเกณฑ์ทหารมากกว่า ซ้ำในยามนั้นวัณโรคยังเป็นโรคติดต่อที่ไม่สามารถรักษาได้ จึงยิ่งทำให้คนในหมู่บ้านพากันกีดกันเขาออกไปและมักจะซุบซิบนินทาเยาะเย้ยเขาอยู่บ่อยๆ

ในปีเดียวกัน มุทสึโอะสอบได้ใบอนุญาตล่าสัตว์แล้วก็ซื้อปืนล่าสัตว์แบบยิงสองนัด ปีถัดมาซื้อปืนบราวนิ่งแบบยิงห้านัดและขึ้นไปซ้อมยิงปืนบนภูเขาทุกวัน พอตกค่ำก็ถือปืนเดินวนเวียนไปมาในหมู่บ้าน สร้างความกังวลให้กับคนในแถบนั้นมาก ซึ่งในข้อนี้ มีการวิจารณ์ว่ามุทสึโอะคิดจะใช้ปืนขู่พวกผู้หญิงให้มีความสัมพันธ์กับตนโดยไม่ได้คิดจะฆ่าชาวบ้านแต่อย่างไร หรือบ้างก็ว่าเขาเพียงแต่ใช้ปืนเป็นเครื่องป้องกันตัวจากการรุมทำร้ายของคนในหมู่บ้านเท่านั้น หากในไม่ช้า มุทสึโอะก็เอาที่นาไปจำนองเพื่อนำเงินมาซื้อปืนสำหรับล่าสัตว์ใหญ่ซึ่งอาจหมายความโดยนัยว่าเขากำลังเตรียมจะก่อคดีในไม่ช้า จนวันหนึ่ง โยเนะผู้เป็นย่าเห็นมุทสึโอะใส่ยาลงในซุปมิโสะของตน จึงโวยวายขึ้นมาแล้วไปแจ้งความกับตำรวจว่าตัวเองจะถูกหลานฆ่า ทางตำรวจจึงยกคนมาค้นบ้านและยึดอาวุธปืนทั้งหมดไป พร้อมกันนั้นยังได้ยึดดาบญี่ปุ่น ดาบสั้น มีดจีนรวมทั้งใบอนุญาตล่าสัตว์ไปอีกด้วย
แต่กระนั้น มุทสึโอะก็ยังอาศัยเส้นสายของคนรู้จัก รวบรวมปืนและอาวุธต่างๆมาอีกครั้ง เขารอจนกระทั่งผู้หญิงสองคนซึ่งเคยคบหากับตนมาก่อนแต่แต่งไปอยู่หมู่บ้านอื่นกลับมายังหมู่บ้าน จึงได้เริ่มก่อคดีขึ้นคืนนั้นเอง ในขณะเกิดคดี มุทสึโอะมีอายุได้ 21 ปี

วันที่ 20 พฤษภาคม 1938 ในคืนก่อนเปิดฉากคดีฆาตกรรมที่สึยามะนั้นเอง เมื่อเวลาประมาณสี่โมงเย็น มุทสึโอะขี่จักรยานวนไปตามบ้านต่างๆที่ตนวางแผนจะเข้าโจมตีเพื่อตรวจตราล่วงหน้า ประมาณห้าโมงเย็นวันเดียวกัน เขาปีนเสาไฟฟ้าขึ้นไปตัดสายไฟทำให้ไฟดับทั้งหมู่บ้าน หากชาวหมู่บ้านก็ไม่มีใครเอะใจเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไปแจ้งให้ช่างไฟฟ้ามาซ่อมสายไฟแต่อย่างไร
หลังจากนั้น มุทสึโอะก็กลับมาบ้าน ขึ้นไปในห้องใต้หลังคาแล้วเปลี่ยนชุดเตรียมออกรบ เขาใส่เสื้อคอตั้งของทหาร พันสายคาดกับหน้าแข้งทั้งสองข้าง บนหัวพันกระบอกไฟฉายขนาดเล็กสองอันไว้ราวกับเขาของปีศาจ แล้วแขวนไฟหน้าของจักรยานไว้กับตัว ที่เอวเสียบดาบญี่ปุ่นกับมีดจีนอีกสองเล่ม ในมือถือปืนบราวนิ่งขนาดยิงติดต่อกันเก้านัด เขายัดกระสุนลงในกระเป๋ากว่า 100 นัด สะพายย่ามซึ่งบรรจุดินปืนกับปลอกกระสุน และวางพินัยกรรมของตนทิ้งไว้แล้วก็พร้อมที่จะเปิดฉากการล้างแค้นในที่สุด

วันที่ 21 พฤษภาคม 1938 เวลาประมาณ 0 นาฬิกากว่าๆมีฝนตกเล็กน้อยหากก็หยุดลงในไม่ช้า อากาศในคืนนั้นหนาวเหน็บ มีแสงจันทร์ส่องลอดเมฆลงมาเป็นระยะ และสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มุทสึโอะสามารถก่อคดีฆาตกรรมมากรายได้ภายในคืนเดียวนั้นมาจากการที่หมู่บ้านนี้ยังห่างไกลความเจริญ ชาวบ้านส่วนใหญ่มักไม่ลงกลอนประตูแม้แต่ในเวลากลางคืนนั่นเอง

หลังที่ 1 เวลาประมาณตีหนึ่ง 40 นาที มุทสึโอะลงมาจากห้องใต้หลังคาแล้วเข้าไปในห้องนอนย่า ใช้ขวานฟันคอผู้เป็นย่าขาดกระเด็นไปถึง 50 เซนติเมตร
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 1 ราย

* จากตรงนี้ไป ชื่อคนเยอะมากค่ะ ข้าพเจ้าอ่านแล้วก็ไม่แน่ใจว่าอ่านถูกทุกชื่อหรือเปล่า หากท่านใดมีข้อมูลอยู่ก็ใคร่ขอคำแนะนำด้วยค่ะ

หลังที่ 2 เขาเลือกบ้านคิชิโมโตะ คัทสึยูกิเป็นเหยื่อรายถัดมา คัทสึยูกิซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวอยู่ระหว่างการเกณฑ์ทหารจึงไม่อยู่บ้าน ส่วนสึกิโยะ(50)นั้นเคยมีความสัมพันธ์กับมุทสึโอะมาก่อนแต่มาภายหลังได้ปฏิเสธเขา ซ้ำยังเอาเรื่องไปพูดให้คนอื่นฟังทั่วหมู่บ้านจนมุทสึโอะคิดแค้นใจเป็นพิเศษ หากพอจะใช้ปืนก็เกรงว่าเสียงปืนจะดังไปถึงหูคนอื่น เขาจึงใช้ดาบญี่ปุ่นแทงอกสึกิโยะจนทะลุเสื้อทาทามิ ก่อนจะแทงซ้ำที่ปาก
หลังจากนั้นก็ใช้ดาบเล่มเดียวกันฟันลูกชายวัย 14 ปีและ 11 ปีที่นอนอยู่ข้างๆจนเสียชีวิต ส่วนลูกสาวชื่อมิสะ(19)ไม่อยู่บ้าน หากมุทสึโอะก็รู้ดีว่าเธอไปค้างอยู่ที่บ้านเทระคาวะ
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 4 ราย

หลังที่ 3 เป็นบ้านของครอบครัวนิชิดะ ฮิเดชิ โทเมะ(43)ผู้เป็นภรรยาก็เป็นหนึ่งผู้หญิงที่เขาเคยมีความสัมพันธ์ด้วยและกล่าวปฏิเสธมุทสึโอะมาก่อน เขาจ่อปืนยิงท้องของโทเมะซึ่งหลับอยู่จนอวัยวะภายในระเบิดกระจายออกมา
ที่ห้องข้างๆ ฮิเดชิผู้เป็นสามี(50) เรียวโกะลูกสาวคนโต(22) และทสึรุโกะน้องสะใภ้(22)ต่างนอนหลับอยู่ที่โต๊ะอุ่นขา เรียวโกะเป็นหนึ่งในสองคนที่ทำให้เขาเลือกจะลงมือในคืนนี้ เธอเคยคบหากับมุทสึโอะแต่แต่งงานไปอยู่หมู่บ้านอื่น ที่กลับมาบ้านก็เพื่อจะเยี่ยมดูแลแม่ที่กำลังป่วยเป็นหวัดนั่นเอง ทั้งสามคนสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงปืน หากก็ถูกมุทสึโอะยิงตายในที่นั้นเอง
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 8 ราย

หลังที่ 4 ครอบครัวคิชิโมโตะ ทาคาชิ มุทสึโอะบุกเข้าบ้านยิงทาคาชิเจ้าบ้าน(22) และนิชิดะ จิเอะ(20)ตายคาฟูก จิเอะกำลังท้องหกเดือน กระสุนถูกครรภ์ของเธอตายสนิทในทันที
หลานชื่อทากาโอะกระโจนเข้ามา หากก็ถูกมุทสึโอะให้ด้ามปืนฟาดแล้วยิงที่อกจนเสียชีวิต ก่อนจะหันไปพูดกับทามะ(70)ผู้เป็นย่าว่า"ฉันไม่มีความแค้นอะไรกับบ้านแกหรอก แต่ลูกสาวนิชิดะแต่งเข้าบ้านนี้ ฉันก็เลยต้องฆ่าพวกแกด้วย" ทามะร้องขอชีวิต มุทสึโอะจึงสั่งให้เงยหน้าขึ้นแล้วยิงที่อก ทามะกระเด็นปลิวไป เธอได้รับบาดเจ็บสาหัสก็จริง แต่ก็รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหารย์
* จิเอะเป็นลูกสาวคนรองของนิชิดะ โทเมะ ผู้เคราะร้ายในบ้านหลังที่ 3
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 11 ราย

หลังที่ 5 บ้านเทระคาวะ เซย์อิจิมีผู้อาศัย 6 คน ต่างก็ตื่นขึ้นเพราะเสียงปืน เมื่อมุทสึโอะบุกเข้ามาทางประตูหน้าบ้าน เซย์อิจิผู้เป็นเจ้าบ้าน(60)ออกมาดูว่าใครแล้วก็ถูกยิงที่อกถึงแก่ชีวิต
เทย์อิจิลูกชายคนโต(19)กระโจนออกนอกบ้านทางหน้าต่างหากก็ถูกยิงที่หลัง โทกิลูกสาวคนที่ห้า(15)กับฮานะลูกสาวคนที่หก(12)กำลังจะหนีออกไปทางระเบียงหากก็ถูกยิงเสียก่อน เซ็ตสึโกะผู้เป็นสะใภ้(22)โดนต้อนไปที่มุมห้องแล้วถูกยิงที่อกจนเสียชีวิต (เทย์อิจิกับเซ็ตสึโกะเพิ่งจะแต่งงานกันเมื่อ 6 วันก่อนเกิดคดีนี้เอง)
ยูริโกะลูกสาวคนที่สี่(22)นั้นเคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับมุทสึโอะแต่เธอหนีไปแต่งงานกับผู้ชายคนอื่น มุทสึโอะแค้นใจจึงบุกไปโยไบในคืนวันแต่งงานนั่นเอง ผลทำให้ยูริโกะต้องหย่าไปโดยปริยาย มุทสึโอะตั้งใจจะกลับมาคบกับยูริโกะใหม่หากฝ่ายผู้หญิงแต่งงานอีกครั้งไปอยู่หมู่บ้านอื่น และเพิ่งจะกลับมาเยี่ยมบ้านเมื่อ 3 วันก่อนหน้านี้ (เธอเป็นหนึ่งในสองคนที่ทำให้มุทสึโอะตัดสินใจลงมือ) ในวันเกิดเหตุ ยูริโกะหนีออกทางประตูหลังไปหลบอยู่ที่บ้านเทระคาวะ ชิเงคิจิที่อยู่ใกล้ๆ ทำให้เธอมีเพียงบาดแผลเล็กน้อยและรอดชีวิตมาได้ แต่สมาชิกคนอื่นๆของเทระคาวะอีกหลังนั้นไม่ได้โชคดีด้วย
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 16 ราย

หลังที่ 6 บ้านเทระคาวะ ชิเงคิจิหลังนี้แต่เดิมไม่ได้อยู่ในแผนล้างแค้นของมุทสึโอะ หากเมื่อเขารู้ตัวว่ายูริโกะหนีมาที่นี่จึงไล่ตามมา ตอนที่มุทสึโอะมาถึง คนในบ้านได้ลงกลอนประตูแล้ว มุทสึโอะจึงตะโกนโวยวายสั่งให้เปิดประตูอยู่ที่หน้าบ้าน โคชิโร่ผู้พ่อ(86)อยู่ที่เรือนเล็กไม่ทันทราบเรื่องราว เมื่อเปิดประตูระเบียงก็ถูกยิงซ้อนกันสองนัดที่อกจนเสียชีวิตในทันที
ภายในเรือนใหญ่ยูริโกะกับครอบครัวเทระคาวะอีก 4 คนปิดประตูลงกลอนหน้าต่างอย่างแน่นหนา แต่เมื่อมุทสึโอะทุบประตูหลังพร้อมกับระรัวยิงปืน ชิเงคิจิผู้เป็นเจ้าบ้านก็เกรงว่าหากปล่อยไว้ท่าจะไมดี จึงให้ชินจิลูกชายคนรอง(17)ออกทางประตูข้างไปขอความช่วยเหลือจากบ้านเทระคาวะ เก็นอิจิ หากขณะกำลังหลบออกไปก็ถูกมุทสึโอะพบเห็นเสียก่อน ชินจิจึงหลบอยู่ในกอไผ่รอดสายตาคนร้ายมาได้ มุทสึโอะจึงกลับมาที่บ้านเทระคาวะ ตะโกนโวยวายแล้วยิงใส่ประตูสองนัด ซึ่งหนึ่งนัดยิงถูกขาของยูกิโกะลูกสาวคนที่สี่(21)จนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 17 ราย

มาถึงตรงนี้ เสียงปืนที่ดังติดๆกันหลายนัดก็ทำให้ชาวบ้านเริ่มรู้ตัวถึงเหตุการณ์ผิดปกติในที่สุด

หลังที่ 7 คือบ้านของเทระคาวะ โคจิซึ่งอยู่บนเนิน มุทสึโอะเคยจ่ายเงินให้กับโทโยะ(45)เพื่อที่จะมีความสัมพันธ์ด้วยแต่ภายหลังก็ถูกปฏิเสธ ซ้ำเธอยังรับหน้าที่เป็นแม่สื่อหาคู่ให้กับเรียวโกะและยูริโกะอีกด้วย โทโยะและลูกชายชื่อโคจิ(21)ยังคงนอนหลับสนิทโดยไม่ทันได้ยินเสียงปืน มุทสึโอะจึงยิงแม่ลูกทั้งคู่ตายคาที่นอน
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 19 ราย

หลังที่ 8 คือบ้านเทระคาวะ เซ็นคิจิซึ่งอยู่ใกล้ๆกับบ้านของมุทสึโอะเอง ที่จริงแล้วมุทสึโอะไม่มีความแค้นโดยตรงกับบ้านนี้ หากฟุเนะชิตะ ทสึรุโยะ(21)กับคิชิโมโตะ มิสะ(19)ซึ่งเคยปฏิเสธเขามานอนค้างที่นี่เพื่อช่วยเลี้ยงตัวไหม เขาลอบเข้าไปในโรงเลี้ยงไหมแล้วยิงใส่ทั้งคู่คนละสองนัด คนหนึ่งถูกยิงที่ศีรษะจนสมองกระเด็นออกมา ส่วนอีกคนถูกยิงที่ท้องจนไส้ทะลัก เสียชีวิตในที่นั้นทั้งคู่
ฮิระจิ โทระภรรยาเจ้าบ้าน(65)ซึ่งนอนค้างในที่เดียวกันพยายามร้องขอชีวิต หากก็ถูกยิงทะลุท้องจนถึงแก่ความตาย
หลังจากนั้น มุทสึโอะบุกเข้าไปในเรือนใหญ่ก็จริง หากก็เปลี่ยนใจ กลับออกมาโดยไม่ได้ฆ่าใคร
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 22 ราย

หลังที่ 9 เป็นบ้านของฟุเนะชิตะ เคียวอิจิ (ทสึรุโยะผู้เป็นลูกสาวถูกฆ่าตายไปแล้วที่บ้านก่อน) มุทสึโอะเข้าไปเจออิโตะ(47)กำลังดูไฟในโรงไหมอยู่พอดี จึงระรัวยิงปืนใส่จนอิโตะได้รับบาดเจ็บสาหัส อิโตะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหากก็เสียชีวิตในอีก 6 ชั่วโมงให้หลัง
เคียวอิจิเจ้าของบ้านได้ยินเสียงปืนจึงหนีออกจากบ้านไปได้ทัน (เขาเคยแต่งงานกับยูริโกะมาระยะหนึ่ง จึงเป็นไปได้ที่จะอยู่ในรายการแค้นของมุทสึโอะด้วย) เคียวอิจิวิ่งไปยังป้อมตำรวจเพื่อจะแจ้งความ หากป้อมที่ใกล้ที่สุดนั้น นายตำรวจออกไปตระเวณรักษาการณ์พอดี เคียวอิจิจึงต้องไปขอความช่วยเหลือจากอีกป้อมที่อยู่ห่างออก ซึ่งกว่าเขาจะไปถึงนั้นก็เป็นเวลาประมาณตีสอง 40 นาที
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 23 ราย

(คนร้ายยังไม่เหนื่อย แต่คนเขียนชักเหนื่อยแล้วค่ะ orz)

หลังที่ 10 คือครอบครัวอิเคะยามะ มัทสึโอะ นอกจากลูกชายคนโตที่กำลังอยู่ระหว่างไปเที่ยวทัศนศึกษาแล้ว สมาชิกคนอื่นๆอีก 7 คนอยู่บ้านกันพร้อมหน้า ที่มุทสึโอะเลือกครอบครัวนี้เป็นเหยื่อก็เพราะมัทสึโอะเป็นพี่ชายของเทระคาวะ มัทสึโกะที่เขาเคยมีสัมพันธ์ด้วย หากพอมัทสึโกะทราบว่าเขาป่วยเป็นวัณโรคก็บอกเลิกคบหาในทันที (มัทสึโกะเห็นท่าทางมุทสึโอะไม่น่าไว้ใจจึงพาลูกของตนย้ายไปอยู่เกียวโต ก่อนไปได้ชวนนิชิดะ โทเมะ(ผู้เคราะห์ร้ายในบ้านหลังที่ 3)ให้หนีไปด้วยกัน แต่โทเมะไม่ไปโดยให้เหตุผลว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรให้ถูกแค้นจนถึงขนาดต้องฆ่าฟันกัน) มัทสึโอะเปิดบานระเบียงออกมาข้างนอก เมื่อถูกมุทสึโอะพบที่ประตูหลังก็โดนรัวยิงใส่ หากเจ้าตัวลนลานหนีไปซ่อนในกอไผ่ทันจึงรอดมาได้ จากนั้นมุทสึโอะเข้าไปในบ้านแล้วยิงมิยะผู้เป็นภรรยา(34)จนเสียชีวิต และยังลั่นปืนใส่เทรุโอะลูกชายคนที่สี่(5)จนไส้ทะลักออกมาจากท้อง ทสึรุผู้เป็นแม่(72)ถูกกระสุนทะลุผ่านไหล่ซ้ายเสียชีวิต คัทสึอิจิผู้พ่อ(74)พยายามจะหนีออกทางประตูหน้า แต่ถูกมุทสึโอะรัวปืนใส่ กระสุนหกนัดยิงถูกตัวและทะลุถูกปอดเสียชีวิต ส่วนลูกชายคนรองและลูกชายคนที่สามนั้น มุทสึโอะละเว้นชีวิตให้จึงรอดมาโดยไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อย
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 27 ราย

หลังที่ 11 เป็นบ้านบนเนินสูงของเทระคาวะ คุระอิจิซึ่งเป็นคนมีฐานะในหมู่บ้าน คุระอิจิได้ใช้เงินมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงหลายคนในหมู่บ้านซึ่งในจำนวนนั้นมีมัทสึโกะและมิโยะรวมอยู่ด้วย มาถึงตรงนี้ ไฟรถจักรยานของมุทสึโอะดับไปแล้ว หากเมื่อปีนมาถึงยอดเนิน เขาก็ตะโกนเรียกให้คุระอิจิออกมา ฮามะผู้เป็นภรรยา(56)ถือเทียนออกมาดู พอกำลังจะหันกลับไปในบ้าน มุทสึโอะก็ลั่นปืนมาโดนมือที่ถือเทียนของฮามะ คุระอิจิรีบมาช่วยฮามะดันประตูไม่ให้คนร้ายเข้ามา หากเมื่อเห็นมุทสึโอะลั่นปืนใส่ประตูห้านัดทะลุมาโดนแขนขวาของฮามะก็ตกใจ วิ่งหนีขึ้นไปชั้นสองแล้วเปิดหน้าต่างออกมาตะโกนขอความช่วยเหลือ (เนื่องจากบ้านนี้อยู่บนเนินสูง เสียงจึงได้ยินไปทั่วหมู่บ้าน) มุทสึโอะยิงปืนใส่คุระอิจิหากไม่โดน เมื่ออีกฝ่ายฟุบตัวหลบไป คนร้ายจึงตัดใจไปยังบ้านอื่นต่อ ฝ่ายฮามะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลก็จริง แต่ทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตไปในอีก 12 ชั่วโมงให้หลัง
ขณะนี้ จำนวนผู้เสียชีวิต 28 ราย

หลังที่ 12 จนถึงตรงนี้ล้วนเป็นคดีที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านไคโอะก็จริง แต่บ้านหลังถัดมานี้เป็นบ้านของโอกาเบะ คาสึโอะในหมู่บ้านซากาโมโตะที่อยู่ข้างเคียงกัน มุทสึโอะวิ่งไปตามทางในร่องเขาเป็นระยะทาง 2 กิโลเมตรเพื่อจะตามมาล้างแค้น มิโยะผู้เป็นภรรยา(32)นั้นมีความสัมพันธ์หลายครั้งกับมุทสึโอะแต่ถูกคาสึโอะผู้เป็นสามี(51)ขัดขวางมาตลอด จนพักนี้มิโยะเองก็มีท่าทีเย็นชากับเขาไปอีกคน บ้านโอกาเบะปกติจะลงกลอนประตูไว้ก็จริง แต่มิโยะปลดกลอนออก (คาดว่าคงเพราะการคบหากับคุระอิจิ) คนร้ายจึงบุกเข้ามาในบ้านได้ คาสึโอะพยายามจะคว้าปืนลมมายิงสู้ หากก็ถูกมุทสึโอะยิงใส่เจ็ดนัดจนเสียชีวิตไปพร้อมกับภรรยา

และแล้วในที่สุด คดีฆาตกรรมซึ่งกินเวลาเพียง 1 ชั่วโมงครึ่งก็สิ้นสุดลง รวมจำนวนผู้เสียชีวิต 30 ราย (28 รายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ อีก 2 รายได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในภายหลัง) บาดเจ็บหนัก 1 ราย บาดเจ็บอีกเล็กน้อย 2 ราย

หลังจากฆ่าสามีภรรยาโอกาเบะแล้ว ประมาณตีสาม มุทสึโอะไปยังบ้านทาเคดะเพื่อขอกระดาษกับพู่กัน อัทสึโอะคุง(5)เป็นเด็กที่ไปฟังมุทสึโอะเล่าเรื่องให้ฟังบ่อยๆเป็นผู้นำกระดาษกับดินสอมาให้ เขาบอกกับเด็กชายว่า"ตั้งใจเรียนให้ได้ดิบได้ดี"แล้วก็รับของมา เขาเดินขึ้นภูเขาไป 3 กิโลเมตรครึ่งเพื่อเขียนพินัยกรรมเพิ่มเติม และฆ่าตัวตายเป็นการปิดฉากคดีสึยามะลงในที่สุด (ผลการชันสูตรศพ พบว่าเสียชีวิตเมื่อเวลาประมาณตีห้าของวันเกิดคดี)

พินัยกรรมหรือจดหมายลาตายที่พบข้างศพของโทอิ มุทสึโอะในเขามีใจความดังนี้ (แปลตรงจากฉบับญี่ปุ่นค่ะ ถ้ามีตรงไหนผิดก็ต้องขออภัยด้วยค่ะ)

"ผมกำลังจะตายแล้วจึงขอเขียนข้อความทิ้งเอาไว้ ผมได้ตัดสินใจทำการลงไปก็จริง แต่ไม่สามารถฆ่าคนที่ควรจะฆ่า กลับฆ่าคนที่ไม่ควรจะฆ่าเพราะเหตุการณ์พาไป ต้องขออภัยคุณย่ามาจากใจจริง ย่าเลี้ยงผมมาตั้งแต่สองขวบ ผมไม่ควรจะฆ่าท่านก็จริง แต่สงสารท่านที่ต้องถูกทิ้งไว้เพียงลำพังจึงตัดสินใจทำเช่นนั้นลงไป ผมตั้งใจจะฆ่าท่านให้ไปสบายแต่ลงท้ายก็ไม่ได้ดังใจคิด มีแต่ต้องหลั่งน้ำตาให้ด้วยความเสียใจ ผมต้องขอโทษพี่ด้วย ขอโทษจริงๆ ยกโทษให้น้องชายไม่เอาไหนคนนี้ด้วย ผมทำเรื่องเช่นนี้ลงไป (ถึจะรู้ดีว่าเป็นความผิดของตัวเอง) พี่จะไม่ทำศพให้ผมก็ได้ ถึงจะโดนทิ้งให้เน่าเปื่อยอยู่กลางทุ่งก็สมกับความตั้งใจของผมแล้ว สี่ปีที่เจ็บป่วยต้องเผชิญกับความเย็นชาของสังคม ผมร้องไห้กับความกดขี่ข่มเหง แม้จะได้รับความรักจากครอบครัว หากก็ยากที่จะทนทานได้ สังคมควรจะเห็นใจคนป่วยวัณโรคให้มากกว่านี้ ผมเบื่อที่จะเป็นคนอ่อนแอแล้ว ครั้งหน้าจะขอเป็นคนเข้มแข็ง ชีวิตของผมที่ผ่านมามีแต่ความทุกข์ คราวนี้จะขอเกิดใหม่ไปหาชีวิตที่มีความสุขกว่านี้
อะไรๆก็ไม่เป็นไปตามที่คิด ที่ผมตัดสินใจลงมือในครั้งนี้ก็เพราะเทระคาวะ ยูริโกะที่เคยคบหากันกลับมาเยี่ยมบ้านเกิด ทั้งนิชิดะ เรียวโกะก็กลับมาพอดี แต่เทระคาวะ ยูริโกะกลับหนีรอดไปได้ ยังมีเทระคาวะ คุระอิจิอีกคน เสียดายที่ต้องปล่อยให้มันรอดไป คนพรรค์นั้นควรจะถูกกำจัดให้หายไปจากโลกนี้ เจ้านั่นให้เงินหลอกล่อแม่ม่ายตัวคนเดียวให้คบหากับตัวเอง จนไม่มีผู้หญิงคนไหนในหมู่บ้านที่ไม่มีความสัมพันธ์กับมันเลยก็ว่าได้ คิชิโมโตะ จุนอิจิก็เอาแต่ลักลอบล่าสัตว์ มีแต่คนในหมู่บ้านรังเกียจ คนอย่างพวกเขาสมควรจะถูกกำจัดไปจากโลกนี้
ฟ้ากำลังจะสางแล้ว ผมขอตัวตายไปก่อนล่ะ"

* ที่จริงยังมีพินัยกรรมฉบับที่ทิ้งไว้ที่บ้านอีกสองหน้าค่ะ แต่หมดแรงแล้ว ขออนุญาตละไว้ก็แล้วกันค่ะ

ในความเป็นจริงนั้น เนื่องจากมุทสึโอะซึ่งเป็นคนร้ายได้ฆ่าตัวตายไปโดยไม่ถูกสอบปากคำ ทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีต่างก็เสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก รูปคดีจึงทราบได้เพียงจากคำให้การของคนที่รอดชีวิตอยู่เท่านั้น จึงยังมีหลายส่วนที่ยังคลุมเคลืออยู่ ทั้งผู้รอดชีวิตส่วนใหญ่ต่างก็มีความสัมพันธ์เป็นญาติ จึงมีความเป็นไปได้ที่ต่างจงใจจะป้ายความผิดทั้งหมดให้กับมุทสึโอะแต่ผู้เดียว
หลังเกิดคดี ญาติของมุทสึโอะที่ไม่ถูกทำร้ายถูกครหาว่ารู้แต่แรกแล้วว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นแต่ก็ไม่กล่าวห้ามปราม จึงถูกตัดขาดชาวบ้านคนอื่นๆ

นอกจาก"หมู่บ้านแปดหลุมศพ"ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว คดีนี้ยังเป็นต้นแบบในสื่อต่างๆอีกหลายอย่างด้วยค่ะ ที่ข้าพเจ้าพอจะทราบก็ในเกม Siren กับเกม 零-赤い蝶-(Fetal Frame II -Crimson Butterfly-) เป็นต้น

* เนื้อหาในวันนี้มีใจความที่มีความรุนแรงอยู่ด้วย กรุณาพิจารณาให้ดีก่อนอ่านด้วยค่ะ

ในบล็อกนี้ก็ได้พูดถึงเจ้าลัทธิฆาตกรกันไปบ้างแล้ว ทั้งจิม โจนส์, ชาร์ลส แมนสัน แล้วก็อาซาฮาระ โชโค พอได้รับรีเควสอีก เลยนึกถึงอดอลโฟ คอนสแตนโซขึ้นมาได้ค่ะ ที่จริงแล้ว ถ้าพูดถึงในแง่ความมีชื่อเสียงล่ะก็ เดวิด คอเรช น่าจะเป็นที่รู้จักกันดีมากกว่า ที่ข้าพเจ้านึกถึงท่านผู้นี้ก่อน คงจะเป็นเพราะอิมแพคปลีกย่อยมากกว่ารูปคดีโดยรวม ก็เป็นได้?
คุณHellHound ขอบคุณมากค่ะสำหรับรีเควส บอกตามตรงค่ะว่าเนื้อหามีอิมแพคก็จริงแต่ใจความมันสั้นมาก ขออภัย....



Adolfo de JesusConstanzo (1962 - 1989)
The Godfather of Matamoros

มาทาโมรอสเป็นเมืองหนึ่งในแมกซิโกซึ่งอยู่เลียบแม่น้ำริโอแกรนด์ฝั่งตรงข้ามกับรัฐเท็กซัส นักศึกษาจากเท็กซัสมักจะใช้เวลาในวันหยุดข้ามสะพานมายังมาทาโมรอสเพื่อท่องเที่ยว แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าในเวลาเพียง 10 อาทิตย์ก่อนเดือนมีนาคมปี 1989 นั้น มาทาโมรอสมีบันทึกว่ามีผู้หายสาบสูญมากถึง 60 รายซึ่งพวกเขาเหล่านี้ต่างก็หายตัวไปโดยไม่มีการสืบค้นหาอย่างจริงจังเท่าที่ควรนัก

คดีนี้กลายมาเป็นที่จับตามองครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 1989 มาร์ค คิลรอย (21) นักศึกษาชาวอเมริกา หายสาบสูญไประหว่างเดินทางมาชมชมงานเทศกาลพร้อมกับเพื่อนร่วมชั้นอีก 3 คน ครอบครัวคิลรอยเป็นผู้มีอำนาจในระดับหนึ่ง และลุงของเขาก็ทำงานในกงศุลของสหรัฐฯ จึงมีการสืบค้นหาตัวคิลรอยกันอย่างแข็งขัน ครอบครัวกิลรอยยังประกาศจะมอบเงินรางวัล 15,000 ดอลล่าร์สำหรับข้อมูลใดๆที่จะนำตัวมาร์คคิลรอยกลับมาโดยปลอดภัย หรือจับกุมผู้ที่ลักพาตัวเขาไปได้ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีเบาะแสใดๆมาถึงมือตำรวจเสียที



เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งเดือนในวันที่ 9 เมษายน ตำรวจปราบปรามยาเสพติดของแมกซิโกสะกดรอยตามรถบรรทุกน่าสงสัยคันหนึ่งไปถึงฟาร์มกลางทุ่งเปลี่ยว และในโรงนาเก่าโทรมนั้นเอง พวกเขาก็ตรวจพบกัญชากับโคเคนจำนวนมาก ระหว่างที่ทำการจับกุมกลุ่มคนร้าย ตำรวจยังพบหม้อซึ่งส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงวางอยู่หน้าแท่นบูชาที่เต็มไปด้วยรูปปั้นประหลาดมากมาย ซึ่งเมื่อชะโงกดูก็พบว่าในหม้อดังกล่าวนั้นมีสมองคนกำลังต้มอยู่
คนร้ายหลายคนซึ่งอยู่ในโรงนาไม่แสดงท่าทีขัดขืนการจับกุม ซ้ำยังหัวเราะด้วยความมั่นใจว่าตำรวจไม่มีทางทำอะไรพวกเขาได้ และอ้างว่าพวกตนมีเกราะเวทย์มนต์ที่จะสะท้อนกระสุนและการคุกคามใดๆที่ผู้อื่นจะพึงกระทำต่อพวกเขา (......นึกถึงพวกนักเลงไทยที่แขวนสารพัดหลวงพ่อขึ้นมาทันที)
แน่นอนว่าเกราะเวทย์มนต์ดังกล่าวย่อมไม่มีอยู่จริง ตำรวจทำการรวบตัวคนร้ายทั้งหมดในที่นั้นเอาไว้ได้ และเมื่อทำการเก็บหลักฐาน พวกเขาก็พบขุดศพ 15 ศพจากพะเนินดินหลังโรงนา และในจำนวนนั้น พวกเขาก็เจอศพของมาร์ค คิลรอยที่หายตัวไปในที่สุด ศพของคิลรอยถูกผ่ากระโหลกและไม่พบสมองอยู่ภายในจากการให้การในภายหลังทราบว่าศพเหล่านั้นเป็นเครื่องสังเวยพิธีมนต์ดำของแอสเทคซึ่งจะประกอบขึ้นทุกครั้งก่อนที่จะมีการซื้อขายยาเสพติดครั้งใหญ่ โดยจะควักหัวใจและสมองของเหยื่อออกมาต้ม ซึ่งคนร้ายเชื่อเมื่อทำเช่นนี้แล้ว พวกเขาก็จะมีเกราะกายสิทธิ์มาป้องกันตนเองจากกระสุนปืนและอันตรายทุกอย่าง ซึ่งเจ้าลัทธิมืดนี้ก็คืออดอลโฟ คอนสแตนโซนั่นเอง

อดอลโฟเกิดเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 1962 ที่ไมอามี่ รัฐฟลอริด้า มารดาของเขาเป็นผู้ลี้ภัยจากคิวบา เธอคลอดเขาเมื่ออายุ 15 ปีและหลังจากนั้นก็ประกอบอาชีพเป็นหมอผีลัทธิวูดู เธอเคยถูกจับกว่า 30 ครั้งในคดีปลอมเช็ค ย่องเบา ปล้นและไม่รับผิดชอบการเลี้ยงดูบุตร ปี 1972 เธอแต่งงานใหม่ ซึ่งชายที่กลายมาเป็นพ่อเลี้ยงของอดอลโฟผู้นี้ก็ประกอบอาชีพค้ายาและนักไสยศาสตร์
เห็นได้ชัดว่าอดอลโฟได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมมาอย่างแรง ตัวเขาเองก็มีความประพฤติไม่ใคร่ดีนักมาตั้งแต่เด็ก อดอลโฟมักไปมั่วสุมอยู่ในบาร์เกย์และก่อคดีเล็กๆน้อยๆอยู่เสมอในปี 1980 เขาย้ายไปยังแมกซิโกซิตี้และใช้วิชามนต์ดำที่เรียนรู้จากแม่ในการผูกมิตรกับองค์การค้ายาต่างๆของแมกซิโก ปี 1987 อดอลโฟอาศัยจังหวะที่องค์การต่างๆกำลังต่อสู้กันเอง แยกตัวออกมาเริ่มธุรกิจของตัวเองที่ฟาร์มเฮเลน่าในมาทาโมรอส อดลอโฟและลูกน้องเป็นที่ยำเกรงจากกลุ่มผู้ยาอื่นๆด้วยมีคนจำนวนมากที่เชื่อว่าอดอลโฟเป็นมีอำนาจมนต์ดำจริง และลูกน้องของเขาต่างก็บ้าบิ่นไม่กลัวตายด้วยเชื่อว่าตนมีร่างกายเป็นอมตะ ถึงกับมีการคาดการณ์ว่าอดอลโฟจะกลายมาเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของวงการยาเสพติดในแมกซิโกในเวลาไม่ช้า

จะอย่างไรก็ดี 15 ศพที่ฟาร์มเฮเลน่าก็ทำให้ตำรวจต้องหันมาเอาจริงกับการปราบปรามแกงค์ของอดอลโฟ และในวันที่ 6 พฤษภาคม 1989 ตำรวจพบเบาะแสว่าอดอลโฟกำลังซุ่มตัวอยู่ที่อพาร์ทเมนท์ในแมกซิโกซิตี้ จึงนำกำลังเข้าล้อมที่กบดานของเขาเอาไว้ มีการยิงปืนโต้ตอบกันอยู่พักใหญ่ก่อนที่ซาร่า มาเรีย อัลเดรเต้ผู้เป็นคนรักของอดอลโฟและรองหัวหน้าแกงค์จะตะโกนพร้อมกับวิ่งออกมา
"เขาตายแล้ว! เขาตายแล้ว!!"
ตำรวจบุกเข้าไปในห้องและพบศพของอดอลโฟกับมาร์ติน ควินทาน่า (คนรักของอดอลโฟ ....ผู้ชายค่ะ) นอนจมกองเลือดอยู่ในตู้เสื้อผ้าเอล ดูบี้ซึ่งเป็นลูกน้องให้การว่าเมื่ออดอลโฟเห็นว่าตนไม่ทีทางหนีไปได้แล้ว จึงส่งปืนให้ดูบี้และสั่งให้ยิงเขาและควินทาน่า (มีรูปค่ะ แต่ค่อนข้างจะโหดหน่อย ผู้ที่ทำใจได้เชิญ
ทางนี้) ดูบี้กล่าวอย่างมั่นใจแม้กระทั่งหลังจากถูกจับกุมว่า"The godfather will not be dead for long"

จะอย่างไรก็ดี ไม่ปรากฏว่าอดอลโฟ คอนสแตนโซจะคืนชีพกลับมาจากการตายในครั้งนี้


ลูกน้องของอดอลโฟหลังการจับกุม
คนที่สองจากขวาคือซาร่า อัลเดรเต้

ก่อนอื่น



Thank you for 30000 hits!!
ขอบคุณทุกท่านมากค่ะที่กรุณาแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนที่นี่เป็นประจำ ไม่รู้จะทำอะไรเป็นการตอบแทนดี เอาเป็นว่าขอปรบมือแสดงความขอบคุณก็แล้วกันค่ะ
แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ
แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ
แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ
แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ
แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ แปะ....... พะ พอรึยังเนี่ย?

The Lonely Hearts Killer


ซ้าย Raymond Fernandez (1914 - 1951)
ขวา Martha Beck (1919 - 1951) ชื่อเดิม Martha Jule Seabrook

เมื่อต้นเดือนผ่านไปโรงหนังแถวสยาม เห็นโปสเตอร์โฆษณาหนังเรื่อง Lonely Hearts เลยนึกถึงฆาตกรคู่นี้ขึ้นมาค่ะ ไม่รู้ว่าหนังเรื่องที่ว่าจะใช่เรื่องของสองคนนี้แน่หรือเปล่า ใครที่ไปดูมาแล้วช่วยไขความกระจ่างที

มีหลายกรณีที่การพบกันของคนธรรมดา 2 คนได้เปลี่ยนชีวิตของทั้งคู่ไปเป็นอาชญากร หากในกรณีของมาร์ธา เบค และเรย์มอนด์ เฟอร์นันเดซที่มักถูกยกขึ้นมาเป็นกรณีศึกษาสำหรับคำกล่าวนี้ก็ไม่แน่เหมือนกันว่าจะตรงนัก เพราะทั้งคู่ต่างก็มีนิสัยที่ผิดปรกติไปจากคนธรรมดา ถึงไม่ได้พบกัน สักวันก็อาจจะก่อคดีขึ้นมาด้วยตัวเองอยู่แล้วก็เป็นได้ (เรย์มอนด์มีคดีติดตัวตั้งแต่ก่อนได้พบกับมาร์ธา) แต่ก็คงเพราะการที่ทั้งคู่ได้มาพบกันนี้เองที่ทำให้มีผู้เคราะห์ร้ายเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากมาย

เรย์มอนด์ เฟอร์นันเดซเกิดที่ฮาวายเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 1914 บิดาและมารดาเป็นชาวสเปน เมื่อเรย์มอนด์อายุ 3 ขวบ ครอบครัวของเขาย้ายไปยังรัฐคอนติเนคัต ประเทศสหรัฐอเมริกาและประกอบอาชีพชาวไร่
เรย์มอนด์มีร่างกายอ่อนแอซึ่งนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้พ่อไม่เอ็นดูเขานัก เขาเป็นเด็กเรียนดี หากก็ไม่ได้รับการส่งเสียให้เรียนต่อ เมื่อเรย์มอนด์อายุ 16 ปี เขาเคยขโมยไก่กับเพื่อนแล้วถูกจับได้ และเมื่อพ่อปฏิเสธที่จะไปประกันตัว เรย์มอนด์จึงต้องไปอยู่ในโรงเรียนดัดสันดานเป็นเวลา 2 เดือน ซึ่งการขาดความรักนี้เองที่อาจจะเป็นตัวกำหนดอุปนิสัยของเขาในเวลาถัดมา
ปี 1932 เกิดสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ครอบครัวของเขาย้ายไปอยู่สเปน และเมื่ออายุ 20 ปี เรย์มอนด์ก็แต่งงานของหญิงชาวท้องถิ่นชื่อเอนคานาเชียน โรเบิ้ล เขาปรับปรุงบุคลิคตัวเองใหม่ กลายเป็นคนมีอัธยาศัย แต่งกายดี และสุภาพ ซึ่งตัวเขาในตอนนี้กลายมาเป็นที่ชื่นชมของเพื่อนบ้านในหมู่บ้านเดียวกัน
เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเริ่มขึ้น เรย์มอนด์ทำงานเป็นสปายให้กับหน่วยข่าวกรองของอังกฤษ ไม่มีเอกสารหลงเหลือกล่าวถึงชีวิตในช่วงนี้ของเขานัก รู้แต่ว่าเขาได้รับคำชมเชยว่าทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทีเดียว

ปี 1945 สงครามจบลง เรย์มอนด์ตัดสินใจเดินทางไปหางานใหม่ที่อเมริกา แต่ขณะที่เรือซึ่งเขาโดยสารกำลังมุ่งหน้าผ่านมหาสมุทรอินเดียตะวันตกนั่นเอง เขาก็ประสบอุบัติเหตุแผ่นเหล็กซึ่งเป็นฝาประตูบนดาดฟ้าเรือ ตกมากระแทกศีรษะอย่างแรงจนกระโหลกยุบ ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าอาการบาดเจ็บนี้มีผลต่อสภาพจิตใจของเขาแค่ไหน แต่หลังจากอุบัติเหตุครั้งนี้เองที่เรย์มอนด์เปลี่ยนไปเป็นคนละคน เขากลายมาเป็นคนอารมณ์ร้าย เย็นชาและยิ้มน้อยลง
15 มีนาคม 1946 เรย์มอนด์ถูกจับเมื่อเขาขโมยเสื้อผ้าจำนวนมากและของเล็กๆน้อยๆจากห้องเก็บของบนเรือซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปอลาบาม่า ตัวเรย์มอนด์เองก็ไม่สามารถอธิบายได้เช่นกันว่าเขาขโมยของเหล่านี้ไปเพื่ออะไร เขาถูกส่งไปจำคุกที่ทัลลาแฮสซี่ในฟลอริด้า ซึ่งนักโทษกว่าครึ่งของที่นี่เป็นสาวกลัทธิวูดู และเรย์มอนด์ก็ได้รับอิทธิพลนี้มาอย่างเต็มที่ หลังจากนี้เองที่เขาอ้างว่าตัวเองมีพลังสามารถบังคับให้ผู้อื่นทำอะไรก็ได้ตามที่เขาต้องการ
ในปีเดียวกัน เรย์มอนด์ย้ายไปบรู้คลินและอาศัยอยู่กับพี่สาว ญาติๆของเขาพากับประหลาดใจกับความเปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่เพียงแต่นิสัย หากยังรวมไปถึงลักษณะภายนอกของเขาด้วย เขาเกือบจะหัวล้านทั้งๆที่เคยมีผมหนาดกดำ เรย์มอนด์เริ่มส่งจดหมายหลายต่อหลายฉบับไปยัง"Lonely Hearts Club"ซึ่งเป็นคอลัมภ์นัดบอดสำหรับสมาชิกสูงวัย และเริ่มอาชีพใหม่เป็นนักต้มตุ๋นหลอกเอาความไว้วางใจและเงินไปจากผู้หญิงกว่า 100 คนในเวลาเพียง 2 ปี กล่าวว่ามีบางช่วงที่เขาหลอกคบกับผู้หญิง 10 คนในเวลาเดียวกันเลยก็มี

ปี 1947 ขณะนั้นเขากำลังคบอยู่กับเจน ลูซิลล่า ทอมป์สันผู้เพิ่งจะหย่ามาหมาดๆ เดือนตุลาคมปีนั้น ทั้งสองตีตั๋วเรือสำราญไปสเปนและท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆด้วยกันราวกับคู่สามีภรรยา แล้วจู่ๆ ไม่ทราบว่าเรย์มอนด์คิดอะไรอยู่กันแน่จึงได้พาเจนไปพบกับเอนคานาเชียนและลูกสองคนของเขา แน่นอนว่านั่นย่อมต้องสร้างสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกขึ้นระหว่างเจนกับเอนคานาเชียน
7 พฤศจิกายน ความกดดันมาถึงขั้นแตกหัก เจนออกปากว่าจะกลับไปอเมริกาคนเดียว และในเช้าวันถัดมา เธอก็ถูกพบเป็นศพ แพทย์สันนิษฐานว่าเจนน่าจะเสียชีวิตเนื่องจากหัวใจทำงานผิดปกติ ซึ่งหากจะคิดว่าเป็นฝีมือของเรย์มอนด์ก็คงไม่ผิดไปนัก มีคำให้การในภายหลังว่าเรย์มอนด์เพิ่งจะซื้อดิจิทาลิส (พืชชนิดหนึ่ง มีพิษ ใบใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ บ้างก็เรียก foxglove) ทั้งขวดมาเมื่อสองวันก่อนที่เจนจะถูกพบเป็นศพ
เรย์มอนด์เดินทางกลับไปยังนิวยอร์คแล้วไปที่อพาร์ทเมนท์ของเจนซึ่งปัจจุบันแม่ของเธออาศัยอยู่ เขาแสดงเอกสารอ้างว่าตัวเองเป็นผู้รับมรดกจากเจน (เอกสารดังกล่าวเป็นของปลอม) แม่ของเจนกำลังโศกเศร้ากับการตายของลูกสาวและไม่มีกะจิตกะใจจะมาคัดค้าน ด้วยเหตุนี้ อพาร์ทเมนท์ของเจนจึงตกมาเป็นของเรย์มอนด์อย่างง่ายดาย

เรย์มอนด์เริ่มมองหาเหยื่อรายต่อไป ซึ่งเขาก็ได้พบกับมาร์ธา เบค ซึ่งกลายมาเป็นผู้ร่วมชะตากรรมของเขาในเวลาต่อมา

มาร์ธา จูลล์ ซีบรู้ค เกิดที่มิลตันทางตะวันตกเฉียงเหนือของฟลอริด้าในปี 1919 เธอเป็นลูกสาวคนเล็กของครอบครัว เมื่ออายุได้ 10 ปี พ่อของเธอออกจากบ้านไป แม่ผู้เคร่งครัดศีลธรรมจึงเป็นผู้เลี้ยงดูเธอตลอดมา
มาร์ธาแตกเนื้อสาวเร็วกว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน เธอมีประจำเดือนครั้งแรกเมื่ออายุ 9 ปีและเริ่มแสดงความสนใจทางเพศเกือบจะพร้อมๆกัน หากการเลี้ยงดูอย่างเคร่งครัดของผู้เป็นแม่ก็สร้างความกดดันให้กับมาร์ธาไม่น้อย แม่เคยเห็นเธอเข้าไปในโรงหนังกับเด็กผู้ชายแล้วเอาร่มวิ่งไล่ตีเด็กผู้ชายดังกล่าว อีกทั้งน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็ทำให้มาร์ธาตกเป็นที่ล้อเลียนของเพื่อนร่วมชั้น เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เธอกลายเป็นคนเก็บตัวและไม่มีเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน

ปี 1942 มาร์ธาสอบได้ใบรับรองนางพยาบาล เธอทำงานเป็นผู้จัดการศพอยู่ระยะหนึ่งเนื่องจากหางานพยาบาลทำไม่ได้ ก่อนจะย้ายไปประจำที่แคลิฟอร์เนีย มาร์ธาทำงานกลางวันในโรงพยาบาลทหาร และออกไปเที่ยวในยามกลางคืนตามบาร์ซึ่งทำให้เธอมีความสัมพันธ์กับทหารหลายคน ในไม่ช้า มาร์ธาก็ตั้งท้อง ซึ่งทหารผู้เป็นพ่อของเด็กไม่ได้มีความรักจริงจังในตัวมาร์ธา ทันทีที่เขาทราบว่ามาร์ธากำลังตั้งครรภ์ เขาก็พยายามจะฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดลงอ่าวหากก็รอดชีวิตมาได้ มาร์ธารู้สึกผิดหวังและอับอายในเรื่องนี้มาก เธอออกจากงานและหวนกลับไปยังฟลอริด้าอีกครั้ง
มาร์ธาคลอดลูกโดยโกหกว่าพ่อของเด็กเป็นทหารเรือซึ่งเสียชีวิตระหว่างออกปฏิบัติหน้าที่ เธอเริ่มงานพยาบาลอีกครั้งในโรงพยาบาลที่เธอคลอดบุตรนั่นเอง หากไม่กี่เดือนก็ถูกไล่ออก ซึ่งสาเหตุก็คือ"การคบหามีความสัมพันธ์อย่างไม่ถูกศีลธรรม"หลังจากนั้นไม่นานนัก มาร์ธาก็แต่งงานกับอัลเฟรด เบคซึ่งเป็นคนขับรถประจำทางและคลอดลูกคนที่สอง หากชีวิตแต่งงานนี้ก็จบลงในเวลาเพียงครึ่งปี
ปี 1946 มาร์ธาเริ่มงานใหม่ในศูนย์อุปการะเด็กพิการ และได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าพยาบาลในฤดูใบไม้ร่วงของปีเดียวกัน ในขณะเดียวกัน เธอก็เริ่มติดเหล้า ซึ่งในช่วงนี้เองที่เพื่อนร่วมงานล้อเล่นด้วยการเขียนจดหมายไปสมัคร"Lonely Hearts Club"ด้วยชื่อของเธอ ซึ่งการล้อเล่นนี้เองที่กลายมาเป็นจุดผกผันในชีวิตของมาร์ธา

แล้วเรย์มอนด์ เฟอร์นันเดซ กับมาร์ธา เบค ก็โคจรมาพบกันในที่สุด

หลังจากการติดต่อทางจดหมายระยะหนึ่ง เรย์มอนด์ก็มาพบกับมาร์ธาด้วยตัวเอง ในตอนแรก เขาตกใจที่พบว่ามาร์ธาอ้วนมาก และถัดมาก็ตกใจยิ่งขึ้นอีกเมื่อพบว่าเธอไม่มีเงินเลย เรย์มอนด์จึงตีตัวออกห่างอย่างไม่แยแส หากมาร์ธาซึ่งหลงรักชื่นชมเขามาตั้งแต่ระหว่างติดต่อผ่านจดหมายก็ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เธอส่งจดหมายรักไปหาเขาฉบับแล้วฉบับเล่า จนเรย์มอนด์ส่งจดหมายตอบกลับมาขอบอกเลิกกับเธออย่างเด็ดขาด ทันทีที่ได้รับจดหมายบอกเลิก มาร์ธาก็พยายามจะฆ่าตัวตายด้วยการมุดหัวเข้าไปในเตาอบแล้วเปิดแก๊สรม หากก็รอดตายมาได้ เรื่องนี้ไปถึงหูเรย์มอนด์ในอีกไม่กี่วันให้หลัง ไม่รู้แน่ว่าเขาเกรงว่าเรื่องจะไปถึงตำรวจหรือประทับใจในความรักของมาร์ธาอย่างไร จึงได้ออกปากชวนมาร์ธามาที่อพาร์ทเมนท์ของเขาในนิวยอร์ค

* ในจุดนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนานา จะเห็นได้ว่า ครั้งแรกนั้น เรย์มอนด์ไม่ได้มีความรักในตัวมาร์ธาเลย ไม่ทราบแน่ว่าเกิดอะไรขึ้นเขาถึงได้ยอมรับมาร์ธามาเป็นคู่หู ทั้งๆที่เธอเป็นตัวขัดขวางในอาชีพนักต้มตุ๋นของเขา เป็นไปได้ว่าการขาดความรักในวัยเด็กของเรย์มอนด์ อาจจะทำให้เขาแสวงหาความเป็นแม่จากตัวมาร์ธาก็เป็นได้

ข่าวลือเรื่องการฆ่าตัวตายทำให้มาร์ธาถูกไล่ออกและไม่สามารถอยู่ที่บ้านเกิดต่อไปได้ เธอพาลูกสองคนมายังอพาร์ทเมนท์ของเรย์มอนด์และล่วงรู้ถึงตัวจริงของคนที่เธอรักในที่สุด หากมาร์ธาก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะติดตามเรย์มอนด์ไป เธอเอาลูกทั้งสองไปฝากไว้กับบ้านแม่ และเมื่อไล่แม่ของเจน ลูซิลล่า ทอมป์สันออกไปจากอพาร์ทเมนท์แล้ว เธอก็ประกาศว่าจะช่วยเรย์มอนด์ในการประกอบอาชีพนักต้มตุ๋น

เหยื่อรายถัดมาของเรย์มอนด์คือแม่ม่ายชื่อเอสต้า เฮน่าซึ่งอาศัยอยู่ที่เพนซิลวาเนีย มาร์ธายืนยันว่าจะตามไปด้วย เรย์มอนด์จึงแนะนำเธอให้กับเอสต้าว่าเป็นน้องสะใภ้ของเขา
เอสต้าแต่งงานกับเรย์มอนด์ หากก็เริ่มรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติในไม่ช้า เรย์มอนด์มีท่าทีหงุดหงิด และเมื่อเธอไม่ยอมเซ็นเอกสารเงินประกันและเงินสวัสดิการที่ระบุชื่อผู้รับเป็นเรย์มอนด์ เขาก็ออกปากต่อว่าเธออย่างรุนแรง เอสต้าได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับการตายอย่างเป็นปริศนาของเจนจากเพื่อนบ้านร่วมอพาร์ทเมนท์ เธอจึงเห็นท่าไม่ดีและหนีรอดไปได้เสียก่อนที่จะมีอะไรเกิดขึ้น

เรย์มอนด์และมาร์ธาก็รู้ตัวเช่นกันว่าอพาร์ทเมนท์นี้เริ่มไม่เป็นที่สะดวกสบายสำหรับพวกเขาอีกแล้ว ทั้งสองขายอพาร์ทเมนท์ทิ้งและออกเดินทางย้ายที่ไปเรื่อยๆ กล่าวกันว่ามีผู้เคราะห์ร้ายจากน้ำมือของพวกเขา 21 ราย ในที่นี้จะขอพูดถึงเฉพาะคดีที่ทั้งสองยอมรับความผิดในศาล

14 สิงหาคม 1948 เรย์มอนด์แต่งงานกับมาเทิ่ล ยังก์ซึ่งอาศัยอยู่ที่กรีนฟอร์เรสต์ รัฐอากันซอ มาเทิ่ลมีเรื่องทะเลาะกับมาร์ธาเป็นประจำจนออกปากว่าไม่เธอก็มาร์ธาที่ต้องออกไปจากบ้าน เรย์มอนด์เข้ามาไกล่เกลี่ย เขาและมาร์ธาเอายาบางอย่างให้มาเทิ่ลดื่มแล้วทิ้งเธอไว้บนรถบัส ก่อนจะหนีไปพร้อมกับเงิน 4,000 ดอลล่าร์ มาเทิ่ลถูกพบเสียชีวิตในเวลาต่อมา

1 มกราคม 1949 ทั้งสองไปนิวยอร์คเพื่อพบจาร์เน็ต เฟย์ (66) ในฐานะชาร์ลส มาร์ตินผู้เป็นเพื่อนทางจดหมายและน้องสาวของเขา จาร์เน็ตรับคำขอแต่งงานและถอนเงิน 2,500 ดอลล่าร์จากธนาคาร พวกเขาย้ายไปอยู่ที่ลองก์ไอส์แลนด์ แล้วจาร์เน็ตก็เซ็นเช็คเพิ่มอีกสองใบเป็นเงินรวม 3,500 ดอลล่าร์ แน่นอนว่าชื่อผู้รับเงินก็คือ"ชาร์ลส"นั่นเอง
จาร์เน็ตเริ่มวิตกเกี่ยวกับเรื่องนี้และมีปากเสียงกับมาร์ธา เมื่อเธอทะเลาะกับมาร์ธาแล้วกำลังไปบอกเรื่องกับ"ชาร์ลส" เธอก็ถูกมาร์ธาผู้กำลังโกรธจัดทุบศีรษะด้วยค้อนจากข้างหลัง

27 กุมภาพันธ์ 1949 ทั้งสองไปหาเดลฟีน ดาวลิ่ง (41) แม่ม่ายผู้อาศัยอยู่กับเลเนล ลูกสาววัย 2 ขวบที่รัฐมิชิแกน พวกเขาให้เดลฟีนกินยานอนหลับแล้วเรย์มอนด์ก็ใช้ปืนยิงที่หัวของเธอ ส่วนเลเนลถูกมาร์ธาที่ได้รับคำสั่งจากเรย์มอนด์ จับกดน้ำจนเสียชีวิต
เพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียงได้ยินเสียงปืนและแจ้งตำรวจ ทั้งสองจึงถูกจับที่บ้านของเดลฟีนนี่เอง



รัฐมิชิแกนไม่มีโทษประหาร เรย์มอนด์และมาร์ธาจึงถูกส่งตัวไปขึ้นศาลที่นิวยอร์ค ในระหว่างนี้ มาร์ธาได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวว่าเธอและเรย์มอนด์รักกันเพียงใด ทำให้ข่าวของทั้งสองถูกประโคมจนเป็นที่เลื่องลือไปทั้งเมือง
จะอย่างไรก็ดี ระหว่างที่ทั้งคู่ถูกจำคุกรอการประหารที่คุกซิงซิง (
Sing Sing prison) พวกเขาเขียนติดต่อกันด้วยจดหมายหลายฉบับ บางครั้งก็พร่ำพรรณาถึงความรักที่มีต่อกัน บางครั้งก็ทะเลาะราวกับจงเกลียดจงชังกัน หรือบางครั้งก็ไม่ได้กล่าวอะไรต่อกันเลย (เรย์มอนด์เขียนจดหมายถึงภรรยาของเขาที่สเปนด้วยว่าเขารักเธอจนวินาทีสุดท้าย)

วันที่ 8 มีนาคม 1951 เรย์มอนด์และมาร์ธาถูกนำตัวไปนั่งเก้าอี้ไฟฟ้าในวันเดียวกัน มาร์ธาส่งโน้ตไปหาเรย์มอนด์บอกว่าความรักของเธอที่มีต่อเขาจะไม่มีวันตาย เมื่อได้รับข้อความดังกล่าว เรย์มอนด์ก็พูดไว้ว่า
"The news brought to me that Martha loves me is the best I've had in years. Now I'm ready to die! So tonight I'll die like a man!"
เวลาห้าทุ่มของวันนั้น เรย์มอนด์ถูกพาตัวไปประหารก่อน ซึ่งเมื่อสองชั่วโมงก่อนหน้านั้น เขาส่งข้อความตอบมาร์ธาว่าผู้หญิงที่เขารักมีแต่เธอคนเดียว มาร์ธาซึ่งได้รับข้อความดังกล่าวพูดไว้ว่า"เท่านี้ ฉันก็สามารถตายได้ด้วยความยินดีแล้ว"

เรื่องของทั้งคู่เคยถูกนำไปสร้างหนังในชื่อ The Honeymoon Killers เมื่อปี 1970 ด้วยค่ะ อันนี้ ข้าพเจ้าก็ยังไม่เคยได้ดูเหมือนกัน

ที่จริงหาโอกาสจะลงคดีนี้มานานแล้วค่ะ แต่กลัวจะชนกับคดีของพี่น้องโฮเซนมากไปเลยดึงเวลาออกมาจนตอนนี้ ยิ่งอ่านก็ยิ่งรู้สึกว่าสงสัยอังกฤษจะไม่ชินกับคดีฆาตกรรมจริงๆค่ะ

วันที่ 14 มกราคม 1975 (ประมาณ6 ปีหลังจากคดีของพี่น้องโฮเซน) ที่ชร็อปไชร์ทางตะวันดกของอังกฤษภาคกลางLesley Whittle (17 ปี) หายไปจากเตียงนอนของตัวเอง ในที่เกิดเหตุมีจดหมายที่ถูกพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีดของบริษัทไดโม มีใจความว่าเลสลีย์ถูกลักพาตัวไปแล้ว และคนร้ายต้องการเงินค่าไถ่เป็นจำนวน 50,000 ปอนด์เพื่อแลกกับตัวประกัน คนร้ายระบุในจดหมายว่าเงินจำนวนดังกล่าวต้องเป็นธนบัตรเก่าใส่อยู่ในกระเป๋าสีขาว และให้นำกระเป๋านั้นไปที่ตู้โทรศัพท์ในสวานช็อปปิ้งเซนเตอร์ระหว่างเวลา 6 โมงเย็นจนถึงตี 1 (มีการระบุด้วยว่าต้องการเงินครึ่งหนึ่งเป็นธนบัตร 1 ปอนด์ อีกครึ่งหนึ่งเป็นธนบัตร 5 ปอนด์) ซึ่งถ้าไม่มีการติดต่อในวันนั้น ก็ให้มารอในเวลาเดิมในวันถัดไปอีก



เลสลีย์ วิทเทิ่ลเป็นบุตรสาวของจอร์จ วิทเทิ่ลซึ่งประสบความสำเร็จในธุรกิจรถบัสขนาดใหญ่สำหรับนักท่องเที่ยว เมื่อ 3 ปีก่อนเกิดคดี เธอเคยมีชื่อลงในหนังสือพิมพ์ว่าจอร์จได้ทำพินัยกรรมมอบมรดกจำนวนกว่าแปดหมื่นปอนด์ไว้ให้เธอ เป็นไปได้ว่าคนร้ายคงจะอ่านเจอข่าวดังกล่าวและวางแผนลักพาตัวเธอมานับแต่เวลานั้น
โรนัลด์ วิทเทิ่ลซึ่งเป็นพี่ชายของเลสลีย์และผู้บริหารกิจการครอบครัวคนปัจจุบัน ได้นำเรื่องแจ้งความกับตำรวจในทันที ตำรวจทำการติดตั้งเครื่องดักฟังกับตู้โทรศัพท์ดังกล่าว หากโชคร้ายที่เรื่องไปถึงหูนักข่าวอิสระและทำให้ข่าวการลักพาตัวของเลสลีย์ก็ถูกออกอากาศในรายการข่าวภาคค่ำวันนั้น ซึ่งเท่ากับเป็นการประกาศให้คนร้ายรู้ว่าครอบครัววิทเทิ่ลได้แจ้งความกับตำรวจไปแล้วนั่นเอง
แม้จะมีความเป็นไปได้ว่าคนร้ายไม่ได้ดูข่าวที่ว่า หากตำรวจก็ใจเร็ว เรียกตัวโรนัลด์กลับจากตู้โทรศัพท์ตั้งแต่เวลาสามทุ่มครึ่ง (ในทางปฏิบัติแล้วควรจะอยู่รอ) ซึ่งทราบในภายหลังว่าคนร้ายก็ได้โทรศัพท์มาจริงๆในเวลาเที่ยงคืน และการที่ไม่มีใครอยู่รอรับโทรศัพท์นี้ก็ทำให้เขาหัวเสียเป็นอย่างมาก

ในวันถัดมา ตำรวจก็ยังคงไม่ยอมส่งโรนัลด์ไปรอโทรศัพท์อยู่ดี ซ้ำยังเข้าใจผิดว่าโทรศัพท์เล่นตลกที่โทรมายังบ้านวิทเทิ่ลเป็นของจริงและให้โรนัลด์ต้องไปรอมอบเงินที่ไม่มีใครมารับไปอีกหนึ่งคืน

ฝ่ายคนร้ายตัวจริง เขาไปสำรวจดูเทอร์มินั่ลรถตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งตั้งใจจะใช้เป็นจุดนัดมอบเงิน และบังเอิญให้ถูกพบโดยยามรักษาความปลอดภัย เจรัลด์ สมิธซึ่งเข้าเวรในคืนนั้นถูกยิง 6 นัดและเสียชีวิตในอีกหนึ่งปีหลัง หากในยามนี้ ยังไม่มีใครรู้ว่าคดีนี้มีความเกี่ยวข้องกับการลักพาตัวของเลสลีย์

วันที่ 16 มกราคม เวลา 23.45 น. มีโทรศัพท์จากคนร้ายมายังบริษัทของโรนัลด์ คนร้ายได้ใช้เทปบันทึกเสียงของเลสลีย์สั่งให้โรนัลด์นำเงินมาที่ตู้โทรศัพท์ที่คิงก์โกลบในทันที
มาจนเวลานี้ตำรวจก็ยังคงทำพลาดอีก พวกเขาเสียเวลาไปกับการจดหมายเลขธนบัตรเสียจนกว่าโรนัลด์จะออกจากบ้านไปได้ก็เป็นเวลาตีหนึ่งครึ่งแล้ว ซ้ำโรนัลด์เองก็ยังหลงทางหลายครั้งจนไปถึงที่นัดในเวลาตีสาม เท่านั้นยังไม่พอ เขายังเสียเวลาอีก 30 นาทีกว่าจะพบข้อความที่คนร้ายติดไว้หลังโทรศัพท์อีกด้วย (เพราะโรนัลด์เข้าใจว่าคนร้ายจะโทรเข้ามายังตู้โทรศัพท์)
จดหมายฉบับใหม่สั่งให้โรนัลด์ไปยังเขตห้ามเข้าของจุดพักรถและกระพริบไฟหน้ารถ ซึ่งคนร้ายจะส่งสัญญาณไฟฉายเพื่อแจ้งตำแหน่งที่เขาจะพบจดหมายอีกฉบับ หลังจากนั้นให้กลับไปบ้านเพื่อรอรับโทรศัพท์

โรนัลด์ไปถึงจุดนัดเวลาตีสี่ (กว่า 4 ชั่วโมงนับจากโทรศัพท์) ซึ่งคงจะสายเกินไปเสียแล้วเพราะไม่ว่าเขาจะกระพริบไฟหน้าตามคำสั่งอย่างไรก็ไม่มีสัญญาณตอบมาจากคนร้ายจนแล้วจนรอด ในความจริง มีรถของคู่รักที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่มาจอดตรงจุดนัดดังกล่าวตอนตีสองครึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าแม้คนร้ายจะส่งสัญญาณไฟฉายยังไงก็ย่อมไม่มีปฏิกริยาตอบรับจากคนในรถ
ดูเหมือนว่าคนร้ายจะหมดความอดทนลงในที่สุด และหลังจากนั้นการติดต่อจากคนร้ายก็ขาดหายไป

อีกหนึ่งอาทิตย์ให้หลังในวันที่ 23 มกราคม คดีจึงเกิดความเคลื่อนไหวใหม่มีการพบรถที่คนร้ายขโมยมา จอดทิ้งไว้ใกล้กับที่เกิดเหตุคดียิงยามที่เทอร์มินั่ลตู้คอนเทนเนอร์ ภายในรถพบรองเท้าแตะของเลสลีย์และเทปที่อัดเสียงของเธอไว้ ทำให้ตำรวจสามารถเชื่อมโยงคดีทั้งสองเข้าด้วยกันในที่สุด
และจากการตรวจสอบรอยกระสุนปืนของยามที่ถูกยิงก็ทำให้ตำรวจได้เบาะแสใหม่ เนื่องจากกระสุนดังกล่าวตรงกับของคนร้ายซึ่งถูกเรียกว่า"แบล็คแพนเธอร์"ที่ก่อคดีปล้นไปรษณีย์หลายคดี (มีผู้ถูกยิงเสียชีวิต3 ราย) รวมค่าเสียหายกว่า 20,000 ปอนด์ หากนอกเหนือจากนี้ไปแล้วก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ


การแต่งกายของแบล็คแพนเธอร์ตามคำให้การของพยาน

6 มีนาคม (อีกกว่า 40 วันให้หลังนับจากการติดต่อครั้งสุดท้าย) เด็กนักเรียมชั้นประถมพบไฟฉายตกอยู่ใกล้กับจุดนัดพบสุดท้าย ไฟฉายดังกล่าวนั้นมีกระดาษติดอยู่ เขียนข้อความสั่งให้ทิ้งกระเป๋าใส่เงินลงในหลุม
วันรุ่งขึ้น ตำรวจยกกำลังตรวจค้นในบริเวณดังกล่าว และในที่สุดก็พบเลสลีย์อยู่ในทางระบายน้ำใกล้ๆนั้นเอง ศพของเธอเปล่าเปลือยและถูกแขวนคอไว้ด้วยลวดสลิง แล้วชื่อของเธอก็ถูกจดจำไว้ในฐานะผู้เคราะห์ร้ายคดีลักพาตัวที่มีชื่อเสียงและอายุน้อยที่สุดของอังกฤษ

อีกเกือบหนึ่งปีในวันที่ 11 ธันวาคม ที่แมนสฟิลด์วู้ดเฮาส์ในนอทติ้งคัมไชร์ ตำรวจสองนายกำลังออกตระเวณเมื่อเวลาเกือบเที่ยงคืนและพบชายท่าทางน่าสงสัยกำลังเดินเพ่นพ่านอยู่ พอเข้าไปสอบปากคำ ชายดังกล่าวก็คว้าช้อตกันแบบไม่มีด้ามออกมาจากถุง และบังคับให้ตำรวจนายหนึ่งนั่งข้างหลังรถ อีกนายหนึ่งนั่งในที่นั่งคนขับ ในขณะที่ตัวเองนั่งที่นั่งข้างคนขับแล้วสั่งให้พวกเขาออกรถไป นายตำรวจที่นั่งข้างหลังรอจนสบโอกาส เข้ามาแย่งปืนและทำให้ปืนลั่นขึ้นหนึ่งนัด เสียงปืนนี้เรียกชาวบ้านในแถบนั้นออกมาล้อมรถแล้วลากตัวคนร้ายออกมารุมประชาทัณฑ์ ภายหลังเมื่อพบหน้ากากจากข้าวของของคนร้าย จึงเพิ่งได้ทราบว่าเขาคือแบล็คแพนเธอร์นี่เอง


รูปบนเป็นรูปตอนถูกจับ (หลังโดนรุมประชาทัณฑ์)

Donald Neilson (1936 - )
ชื่อเดิม Donald Nappey
The Black Panther


โดนัลด์ นีลสัน เกิดเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม แนปปี้ซึ่งเป็นนามสกุลเดิมของเขานั้นทำให้เขามักจะถูกล้อเลียนว่า Dirty Nappy โดนัลด์จึงเปลี่ยนนามสกุลเป็นนีลสันในภายหลัง ชีวิตในช่วงวัยเด็กและวัยรุ่นของเขาเรียบง่ายและไม่มีความผิดปกติอะไร เขาแต่งงานในปี 1955 และมีบุตรสาวหนึ่งคน (โดนัลด์เปลี่ยนนามสกุลหลังจากมีลูกสาว เพราะเขาไม่อยากให้เธอต้องถูกล้อเช่นเดียวกับที่เขาเคยโดนมา)

สาเหตุโดยตรงที่ทำให้โดนัลด์กลายเป็นอาชญากรมาจากความล้มเหลวในอาชีพ ภรรยาของเขาเกลี้ยกล่อมให้เขาเลิกอาชีพในกองทัพแล้วย้ายไปอยู่แบรดฟอร์ด เขาทดลองทำงานหลายอาชีพก่อนจะตัดสินใจยึดอาชีพเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์และการรักษาความปลอดภัยมาเป็นอาชีพหลัก หากรายได้ก็มีไม่พอ เขาจึงเริ่มชีวิตอาชญากรด้วยการย่องเบา (ซึ่งไม่ให้ผลตอบแทนดีเท่าที่คิด) ก่อนจะกลายเป็นโจรปล้นไปรษณีย์ในปี 1967 ซึ่งระหว่างนี้เองที่เขายิงเจ้าหน้าที่ของไปรษณีย์เสียชีวิตไป 3 ราย จะอย่างไรก็ดี คดีปล้นไปรษณีย์ไม่เป็นที่สนใจของสื่อมวลชนนัก และโดนัลด์ก็ไม่พอใจในข้อนี้เป็นอย่างมาก เขาจึงวางแผนก่ออาชญากรรมใหม่ที่จะทำให้เขามีชื่อเสียงและได้เงินมากขึ้น ซึ่งนั่นก็คือการลักพาตัวเลสลีย์ วิทเทิ่ลนั่นเอง

ในศาล โดนัลด์ยืนยันว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะสังหารเลสลีย์ เขาเพียงแต่มัดเธอไว้ หากเลสลีย์ดิ้นจนตกลงไปเสียชีวิต คำอ้างนี้ไม่เป็นที่รับฟังจากคณะลูกขุน โดนัลด์จึงถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงและถูกลงโทษจำคุกตลอดชีวิต

แก้คำผิด
edit @ 2007/08/03 18:38:56
edit @ 2007/08/04 09:15:00


edit @ 2007/08/07 08:58:51


ohx3 (ohohoh)
View full profile