แต่พูดตามตรงว่าข้าพเจ้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าพี่น้องตระกูลฟ็อกซ์เป็นของจริงหรือปลอมกันแน่ จึงจะขอแนะนำแบบกลางๆ ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งค่ะ
คุณ MD ขอบคุณมากค่ะสำหรับรีเควส แล้วก็ขออภัยด้วยค่ะที่หลุดประเด็น (อีกแล้ว)

The Fox Sister
จากขวาไปซ้าย
Margaret Fox (1836 - 1893)
Kate Fox (1838 - 1892)
Leah Fox (1814 -1890)
* ในบางฉบับ ปีเกิดของมาร์กาเร็ตและเคทอาจจะไม่ตรงกับที่เขียนไว้ข้างต้น
* โดยทั่วไปแล้วพี่น้องตระกูลฟ็อกซ์ในที่นี้จะหมายถึงมาร์กาเร็ตและเคทเท่านั้น
ที่หมู่บ้ายไฮด์สวิลล์ทางตอนเหนือของนิวยอร์คในปี 1848 ครอบครัวฟ็อกซ์เพิ่งจะย้ายมายังบ้านใหม่ของพวกเขาได้เป็นเวลาสี่เดือนและประสบกับเหตุการณ์แปลกประปลาด (ในเวลานี้ ลีอาห์ซึ่งเป็นลูกสาวคนโตแต่งงงานออกเรือนไปแล้ว)มักจะมีเสียงเคาะดังมาจากที่ไหนสักแห่งในเวลากลางคืนเป็นประจำ
วันที่ 31 มีนาคม 1848มาร์กาเร็ต (12) และเคท (10) ก็ทำการทดลองติดต่อกับที่มาของเสียงดังกล่าวเป็นครั้งแรก หากในจุดนี้ มีบันทึกกล่าวแตกต่างกันไปหลายทฤษฎี
1. พ่อแม่เป็นผู้ตัดสินใจว่าควรจะมีใครในครอบครัวลองติดต่อกับที่มาของเสียง
2. แม่เป็นคนแรกที่ลองติดต่อที่มาของเสียง
3. มาร์กาเร็ตและเคทเป็นคนบอกพ่อแม่ว่าพวกเธอติดต่อกับที่มาของเสียงได้
4. เคทเป็นคนติดต่อก่อน ตามด้วยมาร์กาเร็ต พ่อแม่มารู้เอาภายหลัง
การติดต่อนั้นใช้วิธีให้เสียงเคาะหรือที่เรียกกันว่าแร็ป (rap) ให้เคาะตามจำนวนที่ตรงกับคำตอบซึ่งได้ตกลงกันไว้ก่อน (เป็นต้นว่า ถ้าจะตอบว่าใช่ให้เคาะ 2 ครั้ง ถ้าจะตอบว่าไม่ใช่ให้เคาะครั้งเดียว) จากการสื่อสารนี้ได้ความว่าผู้ที่สร้างเสียงแร็ปนี้คือวิญญาณของพ่อค้าเร่ซึ่งมีชื่อว่า ชาร์ลส B รอสม่า (บางฉบับก็ว่าชื่อ ชาร์ลส ไฮนส์ หรือชาร์ลส ไรอัน) เขาถูกฆ่าที่บ้านหลังนี้และถูกฝังในห้องใต้ดินของบ้านนี้เอง
* หลังจากที่พี่น้องตระกูลฟ็อกซ์เสียชีวิตไปแล้วในปี 1904 บ้านหลังดังกล่าวเกิดถล่มลงมา เพื่อนบ้านรอบๆจึงช่วยกันขุดและพบกระดูกคนกับตาชั่งของพ่อค้าตรงตามที่พวกเธอกล่าวเอาไว้
แมกกี้และเคทถูกส่งตัวไปอยู่กับลีอาห์ผู้เป็นพี่สาวในเมืองนิวยอร์คเพื่อหลีกหนีข่าวลือ หากในไม่ช้าก็พบว่าเสียงแร็ปได้ตามพวกเธอไปด้วย อามี่และไอแซค โพสต์ซึ่งเป็นผู้เคร่งศาสนาเชิญพี่น้องฟ็อกซ์ (ในตอนนี้ ลีอาห์เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้จัดการ) มาจัดพิธีเชิญวิญญาณที่บ้านและประทับใจในความสามารถพิเศษของสามพี่น้องมาก ข่าวลือของพวกเธอถูกบอกปากต่อปากไปในหมู่ครอบครัวผู้เคร่งศาสนา จนในไม่ช้า พวกเธอก็มีชื่อเสียงโด่งดังและออกทัวร์ทำพิธีเชิญวิญญาณไปทั่วอเมริกา โฮเรล กรีเลย์ซึ่งเป็นนักหนังสือพิมพ์กลายมาเป็นผู้สนับสนุนและเส้นสายที่นำพี่น้องฟ็อกซ์แนะนำไปในกลุ่มสังคมชั้นสูงซึ่งนี่เองที่เป็นการจุดชนวนกระแสความนิยมใน Spiritualism ของอเมริกาในเวลาถัดมา มีคนมากมายออกมาแสดงตนว่าเป็นผู้มีญาณวิเศษและมีการประกอบพิธีกรรมทางไสยศาสตร์กันอย่างกว้างขวาง ซึ่งชื่อของพี่น้องตระกูลฟ็อกซ์ก็ได้รับการยกย่องในฐานะต้นกำเนิดของ Spiritualism มาจนทุกวันนี้(อ่านเพิ่มเติมได้ในเอนทรี่ของบ้านวินเชสเตอร์ กับแฮรี่ ฮูดินี่)
หลังจากนั้นสามีของลีอาห์เสียชีวิตและเธอก็แต่งงานใหม่กับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ มาร์กาเร็ตพบกับเอลิชา เคนซึ่งเป็นนักสำรวจอาร์คติคในปี 1852 เคนไม่เห็นด้วยกับอาชีพคนทรงของมาร์กาเร็ต เมื่อทั้งสองแต่งงานกัน มาร์กาเร็ตจึงถอนตัวจากวงการไสยศาสตร์กลายมาเป็นผู้นับถือโรมันคาธอลิคที่เคร่งครัด หากในปี 1857 เคนเสียชีวิต มาร์กาเร็ตจึงหวนกลับไปสู่อาชีพคนทรงอีกครั้งและเดินทางไปร่วมทางกับเคทซึ่งอยู่ที่อังกฤษในปี 1876
ฝ่ายเคท เธอได้รับเงินจากผู้สนับสนุนให้เดินทางไปยังอังกฤษในปี 1871 ซึ่งทำให้เธอไม่ต้องรับเงินจากการทำพิธีเชิญวิญญาณ ในความจริงแล้วการเดินทางนี้เป็นเพื่อการเผยแพร่ลัทธิมากกว่า เนื่องจากเคทจะเพียงนั่งอยู่เฉยๆในฐานะพยานผู้มีชื่อเสียงเท่านั้นเอง เคทแต่งงานในปี 1872 หาก 9 ปีหลังจากนั้น สามีของเธอก็เสียชีวิต ทิ้งเธอไว้กับลูกชายสองคน
เคทได้รับการยอมรับว่าเป็นคนทรงซึ่งมีอำนาจแข็งกล้า เธอเป็นหนึ่งในคนทรง 3 คนที่เข้ารับการพิสูจน์ของวิลเลี่ยม ครูกส์ (นักเคมีและฟิสิกข์ชาวอังกฤษ) ครูกส์ถึงกับออกปากว่า"They were true objective occurrences not produced by trickery or mechanical means."
ในขณะเดียวกัน มาร์กาเร็ตและเคทก็เป็นโรคติดเหล้าอย่างรุนแรง ในช่วงปี 1888 เคททะเลาะกับลีอาห์และนักไสยศาสตร์ชั้นนำคนอื่นๆว่าเธอดื่มหนักเกินไปจนไม่สามารถดูแลลูกๆได้ ฝ่ายมาร์กาเร็ตก็แสดงทีท่าอยากจะกลับไปเข้านิกายโรมันคาธอลิคอีกครั้ง เธอมีความเกรงกลัวว่าพลังของตัวเองเป็นอำนาจปีศาจ และในเดือนตุลาคมปีเดียวกันนั้นเอง มาร์กาเร็ตก็ส่งจดหมายฉบับหนึ่งไปหาหนังสือพิมพ์นิวยอร์คเวิร์ลดมีเนื้อหากล่าวว่าพิธีเชิญวิญญาณทั้งหมดที่พวกเธอกระทำมาเป็นเพียงเรื่องตบตา
จดหมายของมาร์กาเร็ตเล่าว่าเสียงแร็ปครั้งแรกสุดนั้นเป็นการเล่นตลกของพวกเธอโดยเอาแอ็ปเปิ้ลผูกกับเชือกแล้วกระตุกให้กระดอนไปบนพื้น แต่เมื่อมีคนจำนวนมากมาที่บ้าน พวกเธอจึงเปลี่ยนวิธีไปเคาะเสาเตียงแทน
ภายหลังเคทเป็นคนคิดวิธีลั่นข้อต่อนิ้วมือ ข้อมือและข้อเท้าในการทำให้เกิดเสียง พวกเธอจึงเลือกที่จะใช้ข้อเท้าและฝึกฝนจนสามารถลั่นข้อเท้าทั้งสองข้างได้พร้อมๆกัน
มาร์กาเร็ตอ้างในจดหมายว่าเธอต้องการจะรับผิดชอบความเข้าใจผิดอันเกิดจากการล้อเล่นของตัวเอง และต้องการจะหยุดยั้งการแพร่หลายของไสยศาสตร์ที่เป็นเพียงเรื่องหลอกลวงเพ้อฝันนี้ลง
แน่นอนว่าผู้เกี่ยวข้องกับไสยศาสตร์ย่อมไม่ปรารถนาจะให้จดหมายฉบับดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป มีการวางแผนจะลักพาตัวมาร์กาเร็ต หากก็ถูกหนังสือพิมพ์ขัดขวางจนล้มเหลวไป และในวันที่ 21 ตุลาคม 1888 ก็มีการจัดการทดลองพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้ขึ้นที่ New York Academy of Music ต่อหน้าผู้ชมกว่าสองหมื่นคน มาร์กาเร็ตและเคทแสดงให้เห็นว่าพวกเธอใช้ข้อต่อของนิ้วเท้าเช่นไรในการทำให้เกิดเสียง และการพิสูจน์นี้ก็ได้รับการยืนยันจากแพทย์ว่าเสียงดังมาจากข้อต่อนิ้วเท้าจริงๆ
ในความจริงแล้ว ประวัติศาสตร์ของวงการไสยศาสตร์น่าจะจบลงตั้งแต่หลังการพิสูจน์นี้ หากพวกเขาก็ไม่ยอมแพ้ ผู้นิยมไสยศาสตร์หลายคนซึ่งรวมทั้งเซอร์อาเธอร์ โคแนน ดอยส์ ออกมาแสดงข้อแย้งเกี่ยวกับการพิสูจน์ดังกล่าว จุดที่สำคัญที่สุดคือการพบว่ามาร์กาเร็ตรับเงิน 50,000 ดอลลาร์จากกลุ่มผู้ต่อต้านไสยศาสตร์ ซึ่งในยามนั้น เธอมีปัญหาด้านการเงินอันเนื่องมาจากอาการติดเหล้าของเธอนั่นเอง
อีกหนึ่งปีครึ่งให้หลัง มาร์กาเร็ตออกมาประกาศถอนคำพูดเกี่ยวกับการพิสูจน์ดังกล่าว เธอกล่าวว่าตัวเธอในยามนั้นมีปัญหากับพี่น้องและตกอยู่ในความเครียดเป็นอย่างมาก มาร์กาเร็ตยังยอมรับด้วยว่าเธอได้รับเงินจากกลุ่มผู้ต่อต้านไสยศาสตร์จริง เธอและเคทได้ใช้เวลาที่เหลือของชีวิตพวกเธอยืนยันต่อไปว่าเสียงแร็ปของพวกเธอเป็นการติดต่อจากวิญญาณจริงๆ และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพี่น้องตระกูลฟ็อกซ์ยังคงเป็นที่โต้เถียงหาข้อสรุปไม่ได้มาจนทุกวันนี้










