Mystery

2007/Aug/08

ที่จริงตั้งใจจะเขียนเรื่องพลิทแมนสำหรับรีเควส hoax ค่ะ แต่เห็นว่าทางนี้น่าสนใจกว่า ประกอบกับว่าไม่ได้เขียน category มิสเทรี่มานานแล้วเหมือนกัน เลยขอเลือกหัวข้อนี้ขึ้นมาเขียนแทนค่ะ
แต่พูดตามตรงว่าข้าพเจ้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าพี่น้องตระกูลฟ็อกซ์เป็นของจริงหรือปลอมกันแน่ จึงจะขอแนะนำแบบกลางๆ ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งค่ะ

คุณ MD ขอบคุณมากค่ะสำหรับรีเควส แล้วก็ขออภัยด้วยค่ะที่หลุดประเด็น (อีกแล้ว)



The Fox Sister
จากขวาไปซ้าย
Margaret Fox (1836 - 1893)
Kate Fox (1838 - 1892)
Leah Fox (1814 -1890)
* ในบางฉบับ ปีเกิดของมาร์กาเร็ตและเคทอาจจะไม่ตรงกับที่เขียนไว้ข้างต้น
* โดยทั่วไปแล้วพี่น้องตระกูลฟ็อกซ์ในที่นี้จะหมายถึงมาร์กาเร็ตและเคทเท่านั้น

ที่หมู่บ้ายไฮด์สวิลล์ทางตอนเหนือของนิวยอร์คในปี 1848 ครอบครัวฟ็อกซ์เพิ่งจะย้ายมายังบ้านใหม่ของพวกเขาได้เป็นเวลาสี่เดือนและประสบกับเหตุการณ์แปลกประปลาด (ในเวลานี้ ลีอาห์ซึ่งเป็นลูกสาวคนโตแต่งงงานออกเรือนไปแล้ว)มักจะมีเสียงเคาะดังมาจากที่ไหนสักแห่งในเวลากลางคืนเป็นประจำ

วันที่ 31 มีนาคม 1848มาร์กาเร็ต (12) และเคท (10) ก็ทำการทดลองติดต่อกับที่มาของเสียงดังกล่าวเป็นครั้งแรก หากในจุดนี้ มีบันทึกกล่าวแตกต่างกันไปหลายทฤษฎี

1. พ่อแม่เป็นผู้ตัดสินใจว่าควรจะมีใครในครอบครัวลองติดต่อกับที่มาของเสียง
2. แม่เป็นคนแรกที่ลองติดต่อที่มาของเสียง
3. มาร์กาเร็ตและเคทเป็นคนบอกพ่อแม่ว่าพวกเธอติดต่อกับที่มาของเสียงได้
4. เคทเป็นคนติดต่อก่อน ตามด้วยมาร์กาเร็ต พ่อแม่มารู้เอาภายหลัง

การติดต่อนั้นใช้วิธีให้เสียงเคาะหรือที่เรียกกันว่าแร็ป (rap) ให้เคาะตามจำนวนที่ตรงกับคำตอบซึ่งได้ตกลงกันไว้ก่อน (เป็นต้นว่า ถ้าจะตอบว่าใช่ให้เคาะ 2 ครั้ง ถ้าจะตอบว่าไม่ใช่ให้เคาะครั้งเดียว) จากการสื่อสารนี้ได้ความว่าผู้ที่สร้างเสียงแร็ปนี้คือวิญญาณของพ่อค้าเร่ซึ่งมีชื่อว่า ชาร์ลส B รอสม่า (บางฉบับก็ว่าชื่อ ชาร์ลส ไฮนส์ หรือชาร์ลส ไรอัน) เขาถูกฆ่าที่บ้านหลังนี้และถูกฝังในห้องใต้ดินของบ้านนี้เอง
* หลังจากที่พี่น้องตระกูลฟ็อกซ์เสียชีวิตไปแล้วในปี 1904 บ้านหลังดังกล่าวเกิดถล่มลงมา เพื่อนบ้านรอบๆจึงช่วยกันขุดและพบกระดูกคนกับตาชั่งของพ่อค้าตรงตามที่พวกเธอกล่าวเอาไว้

แมกกี้และเคทถูกส่งตัวไปอยู่กับลีอาห์ผู้เป็นพี่สาวในเมืองนิวยอร์คเพื่อหลีกหนีข่าวลือ หากในไม่ช้าก็พบว่าเสียงแร็ปได้ตามพวกเธอไปด้วย อามี่และไอแซค โพสต์ซึ่งเป็นผู้เคร่งศาสนาเชิญพี่น้องฟ็อกซ์ (ในตอนนี้ ลีอาห์เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้จัดการ) มาจัดพิธีเชิญวิญญาณที่บ้านและประทับใจในความสามารถพิเศษของสามพี่น้องมาก ข่าวลือของพวกเธอถูกบอกปากต่อปากไปในหมู่ครอบครัวผู้เคร่งศาสนา จนในไม่ช้า พวกเธอก็มีชื่อเสียงโด่งดังและออกทัวร์ทำพิธีเชิญวิญญาณไปทั่วอเมริกา โฮเรล กรีเลย์ซึ่งเป็นนักหนังสือพิมพ์กลายมาเป็นผู้สนับสนุนและเส้นสายที่นำพี่น้องฟ็อกซ์แนะนำไปในกลุ่มสังคมชั้นสูงซึ่งนี่เองที่เป็นการจุดชนวนกระแสความนิยมใน Spiritualism ของอเมริกาในเวลาถัดมา มีคนมากมายออกมาแสดงตนว่าเป็นผู้มีญาณวิเศษและมีการประกอบพิธีกรรมทางไสยศาสตร์กันอย่างกว้างขวาง ซึ่งชื่อของพี่น้องตระกูลฟ็อกซ์ก็ได้รับการยกย่องในฐานะต้นกำเนิดของ Spiritualism มาจนทุกวันนี้(อ่านเพิ่มเติมได้ในเอนทรี่ของ
บ้านวินเชสเตอร์ กับแฮรี่ ฮูดินี่)

หลังจากนั้นสามีของลีอาห์เสียชีวิตและเธอก็แต่งงานใหม่กับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ มาร์กาเร็ตพบกับเอลิชา เคนซึ่งเป็นนักสำรวจอาร์คติคในปี 1852 เคนไม่เห็นด้วยกับอาชีพคนทรงของมาร์กาเร็ต เมื่อทั้งสองแต่งงานกัน มาร์กาเร็ตจึงถอนตัวจากวงการไสยศาสตร์กลายมาเป็นผู้นับถือโรมันคาธอลิคที่เคร่งครัด หากในปี 1857 เคนเสียชีวิต มาร์กาเร็ตจึงหวนกลับไปสู่อาชีพคนทรงอีกครั้งและเดินทางไปร่วมทางกับเคทซึ่งอยู่ที่อังกฤษในปี 1876

ฝ่ายเคท เธอได้รับเงินจากผู้สนับสนุนให้เดินทางไปยังอังกฤษในปี 1871 ซึ่งทำให้เธอไม่ต้องรับเงินจากการทำพิธีเชิญวิญญาณ ในความจริงแล้วการเดินทางนี้เป็นเพื่อการเผยแพร่ลัทธิมากกว่า เนื่องจากเคทจะเพียงนั่งอยู่เฉยๆในฐานะพยานผู้มีชื่อเสียงเท่านั้นเอง เคทแต่งงานในปี 1872 หาก 9 ปีหลังจากนั้น สามีของเธอก็เสียชีวิต ทิ้งเธอไว้กับลูกชายสองคน
เคทได้รับการยอมรับว่าเป็นคนทรงซึ่งมีอำนาจแข็งกล้า เธอเป็นหนึ่งในคนทรง 3 คนที่เข้ารับการพิสูจน์ของวิลเลี่ยม ครูกส์ (นักเคมีและฟิสิกข์ชาวอังกฤษ) ครูกส์ถึงกับออกปากว่า"They were true objective occurrences not produced by trickery or mechanical means."

ในขณะเดียวกัน มาร์กาเร็ตและเคทก็เป็นโรคติดเหล้าอย่างรุนแรง ในช่วงปี 1888 เคททะเลาะกับลีอาห์และนักไสยศาสตร์ชั้นนำคนอื่นๆว่าเธอดื่มหนักเกินไปจนไม่สามารถดูแลลูกๆได้ ฝ่ายมาร์กาเร็ตก็แสดงทีท่าอยากจะกลับไปเข้านิกายโรมันคาธอลิคอีกครั้ง เธอมีความเกรงกลัวว่าพลังของตัวเองเป็นอำนาจปีศาจ และในเดือนตุลาคมปีเดียวกันนั้นเอง มาร์กาเร็ตก็ส่งจดหมายฉบับหนึ่งไปหาหนังสือพิมพ์นิวยอร์คเวิร์ลดมีเนื้อหากล่าวว่าพิธีเชิญวิญญาณทั้งหมดที่พวกเธอกระทำมาเป็นเพียงเรื่องตบตา

จดหมายของมาร์กาเร็ตเล่าว่าเสียงแร็ปครั้งแรกสุดนั้นเป็นการเล่นตลกของพวกเธอโดยเอาแอ็ปเปิ้ลผูกกับเชือกแล้วกระตุกให้กระดอนไปบนพื้น แต่เมื่อมีคนจำนวนมากมาที่บ้าน พวกเธอจึงเปลี่ยนวิธีไปเคาะเสาเตียงแทน
ภายหลังเคทเป็นคนคิดวิธีลั่นข้อต่อนิ้วมือ ข้อมือและข้อเท้าในการทำให้เกิดเสียง พวกเธอจึงเลือกที่จะใช้ข้อเท้าและฝึกฝนจนสามารถลั่นข้อเท้าทั้งสองข้างได้พร้อมๆกัน
มาร์กาเร็ตอ้างในจดหมายว่าเธอต้องการจะรับผิดชอบความเข้าใจผิดอันเกิดจากการล้อเล่นของตัวเอง และต้องการจะหยุดยั้งการแพร่หลายของไสยศาสตร์ที่เป็นเพียงเรื่องหลอกลวงเพ้อฝันนี้ลง

แน่นอนว่าผู้เกี่ยวข้องกับไสยศาสตร์ย่อมไม่ปรารถนาจะให้จดหมายฉบับดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป มีการวางแผนจะลักพาตัวมาร์กาเร็ต หากก็ถูกหนังสือพิมพ์ขัดขวางจนล้มเหลวไป และในวันที่ 21 ตุลาคม 1888 ก็มีการจัดการทดลองพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้ขึ้นที่ New York Academy of Music ต่อหน้าผู้ชมกว่าสองหมื่นคน มาร์กาเร็ตและเคทแสดงให้เห็นว่าพวกเธอใช้ข้อต่อของนิ้วเท้าเช่นไรในการทำให้เกิดเสียง และการพิสูจน์นี้ก็ได้รับการยืนยันจากแพทย์ว่าเสียงดังมาจากข้อต่อนิ้วเท้าจริงๆ

ในความจริงแล้ว ประวัติศาสตร์ของวงการไสยศาสตร์น่าจะจบลงตั้งแต่หลังการพิสูจน์นี้ หากพวกเขาก็ไม่ยอมแพ้ ผู้นิยมไสยศาสตร์หลายคนซึ่งรวมทั้งเซอร์อาเธอร์ โคแนน ดอยส์ ออกมาแสดงข้อแย้งเกี่ยวกับการพิสูจน์ดังกล่าว จุดที่สำคัญที่สุดคือการพบว่ามาร์กาเร็ตรับเงิน 50,000 ดอลลาร์จากกลุ่มผู้ต่อต้านไสยศาสตร์ ซึ่งในยามนั้น เธอมีปัญหาด้านการเงินอันเนื่องมาจากอาการติดเหล้าของเธอนั่นเอง

อีกหนึ่งปีครึ่งให้หลัง มาร์กาเร็ตออกมาประกาศถอนคำพูดเกี่ยวกับการพิสูจน์ดังกล่าว เธอกล่าวว่าตัวเธอในยามนั้นมีปัญหากับพี่น้องและตกอยู่ในความเครียดเป็นอย่างมาก มาร์กาเร็ตยังยอมรับด้วยว่าเธอได้รับเงินจากกลุ่มผู้ต่อต้านไสยศาสตร์จริง เธอและเคทได้ใช้เวลาที่เหลือของชีวิตพวกเธอยืนยันต่อไปว่าเสียงแร็ปของพวกเธอเป็นการติดต่อจากวิญญาณจริงๆ และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพี่น้องตระกูลฟ็อกซ์ยังคงเป็นที่โต้เถียงหาข้อสรุปไม่ได้มาจนทุกวันนี้

2007/Mar/06

ก่อนอื่น
คงต้องขออธิบายก่อนว่าข้าพเจ้าไม่มีความคิดจะไปปฏิเสธหรือให้การสนับสนุนผู้มีพลังจิตพลังวิเศษใดๆทั้งสิ้นค่ะ ตราบใดที่ยังไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเองหรือมีการพิสูจน์ที่แน่นอน ข้าพเจ้าก็ตอบไม่ถูกเหมือนกันว่าพลังจิตเป็นเรื่องจริงแค่ไหน (...ถึงโดยส่วนตัวจะอยากให้มีจริงๆก็เถอะ) เพราะจะอย่างไร พลังจิตก็ยังมีแฟคเตอร์ที่ไม่แน่นอนอยู่อีกมากนัก แม้แต่โลรี่ แมคคอลี่ ที่(อ้างตนว่า)เป็นไซคิกอันดับหนึ่งของอเมริกาและเคยให้ความช่วยเหลือในการสืบคดีจนสามารถคลี่คลายคดีไปได้ถึง 18 คดีนั้น ที่จริงแล้วเธอให้ความร่วมมือในการสืบทั้งหมด 300 คดีและสำเร็จเพียง 18 คดีเท่านั้นเอง (6%จากทั้งหมด ทั้งยังไม่มีการยืนยันด้วยว่าคดีที่สืบสำเร็จนั้นเป็นเพราะข้อมูลที่เธอให้มาจริงหรือไม่) จึงยังตอบได้ยากว่าพลังจิตมีประโยชน์ต่อการสืบสวนหรือเปล่า
คุณ aerith-chan ขอบคุณค่ะสำหรับรีเควส

Peter Hurkos (1911 - 1988)
ชื่อจริง Pieter van der Hurk

เป็นชาวดัชต์เกิดเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 1911 แต่เดิมปีเตอร์เป้นคนปกติธรรมดานี่เอง เมื่ออายุ 30 ปี ขณะที่ปีเตอร์กำลังทาสีที่พักทหารเยอรมัน (ขณะนั้นอยู่ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2) เขาเกิดพลัดตกบันไดลงมาศีรษะกระแทกพื้นอย่างแรงจนหมดสติไป และเมื่อฟื้นได้สติ เขาก็เกิดมีพลังจิตเหนือมนุษย์ขึ้นมา (ESP - Extra-Sensory Perception) ขณะที่อยู่ในโรงพยาบาลนี้ ฮูร์คอสสามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่าคนไข้ที่พักอยู่ห้องเดียวกันเป็นใครมาจากไหน

ปี 1951 เขาใช้พลังจิตให้ความร่วมมือในการสืบสวนคดีหลายคดี และโดยการสนับสนุนจากนักวิจัยพลังจิต แอนเดรีย พูฮาริช และนักธุรกิจ เฮนรี่ เบลค์ เขาได้กลายมาเป็นที่รู้จักในฐานะเอนเตอร์เทนเนอร์และมีรายการโทรทัศน์ของตัวเอง ฮูร์คอสกล่าวว่าเขาเห็นภาพในหัวของตัวเองเหมือนกับจอทีวี และเมื่อเขาสัมผัสกับอะไรบางอย่าง เขาก็จะบอกได้ว่าตัวเองเห็นอะไรบ้าง

ฮูร์คอสประกาศตนว่าเขาพร้อมเสมอที่จะให้ความร่วมมือในการทดลองพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ไม่ว่าด้วยกรณีใดๆ จะอย่างไรก็ดี เจมส์ แรนดี้ (The Amazing Randiผู้จัดรายการThe$1million Paranormal Challenge ซึ่งรวบรวมผู้มีพลังพิเศษจากทั่วโลกมาร่วมรายการ คนที่สามารถพิสูจน์พลังจิตของตัวเองโดยวิธีทางวิทยาศาสตร์ได้ จะได้รับเงินรางวัลหนึ่งล้านดอลล่าร์ เริ่มรายการมาตั้งแต่ปี 1964 มีผู้มาท้าพิสูจน์กว่า 1000 ราย แต่ยังไม่มีใครได้เงินรางวัลไปเลย) กล่าวว่าฮูร์คอสปฏิเสธการทดลองโดยกล่าวว่าจะร่วมทดลองกับดอกเตอร์ชาร์ลส ทาร์ทแต่ผู้เดียว และปรากฏว่าผลการทดลองของดอกเตอร์เป็นเนกาธีฟ

ในช่วงแรกของความมีชื่อเสียง ฮูร์คอสเน้นพลังจิตของเขาไปยังญาณซึ่งสามารถล่วงรู้ชีวิตส่วนตัวของเป้าหมายเป็นต้นว่า

ฮูร์คอส - ผมเห็นการผ่าตัด
เป้าหมาย - (ไม่ตอบ)
ฮูร์คอส - เมื่อนานมาแล้ว
เป้าหมาย - ไม่นี่ พวกเราเคราะห์ดีมาก
ฮูร์คอส - (เสียงแข็ง) ลองนึกดูสิ เมื่อคุณยังเป็นเด็กอยู่ ผมเห็นพ่อแม่ที่กลัดกลุ้ม หมอ ความวุ่นวายและอะไรอีกมากมาย
เป้าหมาย - (ไม่ตอบ)
ฮูร์คอส - (เสียงมั่นใจ) เมื่อนานมาแล้ว
เป้าหมาย - (เสียงอ่อน) ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน อาจจะเป็นอย่างที่คุณพูดก็ได้

แรนดี้วิเคราะห์ว่าฮูร์คอสได้ใช้เทคนิค Cold Reading* ในการนี้ โดยเขาจะเริ่มด้วยคำที่ฟังดูเหมือนเป้นเรื่องส่วนตัว หากก็เป้นสิ่งที่เกิดโดยปกติกับแทบทุกคน ในกรณีนี้ก็คือการผ่าตัดนั่นเองซึ่งฮูร์คอสจะไม่เจาะจงลงไปว่าเป็นการผ่าตัดเกี่ยวกับอะไรหรือเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ซึ่งเมื่อการเริ่มต้นนี้ผิดพลาด ฮูร์คอสก็จะเพิ่มคีย์เวิร์ดใหม่เข้ามา ("นานมาแล้ว") มาถึงตรงนี้ การผ่าตัดดังกล่าวจะยิ่งเปิดวงกว้างออกไป และอาจจะเป็นการผ่าตัดของใครก็ได้ทั้งพ่อแม่พี่น้องหรือแม้แต่เพื่อนฝูง นอกจากนี้ เสียงของฮูร์คอสก็ยังมีผลในการจูงใจเป้าหมายด้วย ยิ่งเขาพูดด้วยเสียงมั่นใจและเฉลียวฉลาด ผู้ฟังก็จะยิ่งเกิดความคล้อยตามได้ง่าย

ฮูร์คอสมีส่วนร่วมในการสืบคดีฆาตกรรม 27 คดีใน 17 ประเทศ (ไม่มีการยืนยันว่าข้อมูลที่เขาให้ไปเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีจริงหรือไม่) ที่มีชื่อเสียงที่สุดนั้นคือการไขคดีขโมยหินแห่งสคูน (หินซึ่งกล่าวว่ามีความเกี่ยวข้องกับนักบุญยาคอบ กษัตริย์สก็อตแลนด์แต่ละรุ่นจะประกอบพิธีครองราชด้วยหินนี้จนกระทั่งถูกอังกฤษชิงไปในปี 1296 และในปี 1996 โทนี่ แบลร์ก็ได้คืนหินแห่งสคูนให้กับสก๊อตแลนด์ ปัจจุบันถูกเก็บรักษาอยู่ที่ปราสาทเอดินบรา) ฮูร์คอสยังกล่าวอีกด้วยว่าเขาเป็นผู้ให้ข้อมูลของชาร์ลส แมนสันกับตำรวจ (อันนี้ไม่จริง เพราะซูซาน แอทสกินเป้นคนหลุดปากพูดให้เรื่องไปถึงตำรวจขณะที่เธอถูกจับอยู่)

ในช่วงปี 1970 ฮูร์คอสรับจ้างรีดดิ้งให้กับองค์กรหรือบุคคลทั่วไปโดยคิดเป็นเงินครั้งละ 200 ดอลล่าร์สหรัฐ


* เดี๋ยวจะสั้นไป เรามาพูดถึงเทคนิค Cold Reading กับHot Reading กันหน่อยดีกว่า
ทั้งสองเทคนิคที่กล่าวมานี้เป็นเทคนิคทางจิตวิทยาที่เป็นที่นิยมใช้กันมากในหมู่นักสืบ นักทำนาย หรือแม้แต่นักต้มตุ๋น เนื่องจากเป็นการเบิกทางที่จะช่วยสร้างความประทับใจอันน่าเกรงขามให้กับฝ่ายตรงข้าม หรือบางครั้งก็เป็นวิธีการหลักเลยก็มี

Cold Reading หมายถึงการอ่านใจเป้าหมายโดยไม่มีการเตรียมการล่วงหน้ามาก่อนด้วยการสังเกตุบุคลิคการแต่งตัว หรือใช้บทสนทนาให้เป้าหมายบอกเรื่องของตัวเองโดยไม่รู้ตัว เทคนิคนี้ยังถูกนำไปใช้ในการขายของ การสอบปากคำของตำรวจ การบำบัดทางจิต ฯลฯ อีกด้วย
นอกจากนี้ ผู้มีพลังจิตยังใช้ประกอบกับเทคนิค shotgunning คือการให้ข้อมูลที่เป็นคีย์เวิร์ดจำนวนมากกับเป้าหมายในทีเดียว ระหว่างนั้นก็สังเกตุท่าทีของเป้าหมายว่ามีปฏิกริยาต่อคีย์เวิร์ดใด แล้วจึงยกคีย์เวิร์ดนั้นมายืนยันเป็นตัวหลักในภายหลัง เช่นในกรณีของหมอดู หัวข้อที่คนส่วนมากกำลังกลุ้มใจอยู่จะได้แก่ เรื่องความรัก เรื่องการทำงาน เรื่องสุขภาพ เรื่องเงินทอง เรื่องความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น
นอกจากนี้ ยังมีการใช้คำถามในการหลอกล่อให้เป้าหมายบอกข้อมูลของตัวเองออกมา ที่เข้าใจง่ายที่สุดนั้นได้แก่ "คุณเพิ่งสูญเสียอะไรไปรึเปล่า?" ในกรณีนี้ ผู้ถามจะไม่เจาะจงขอบเขต ซึ่งทำให้เป้าหมายจะบอกเรื่องของตัวเองออกมาโดยธรรมชาติ ("ย่าเพิ่งจะเสียไป" "เพิ่งจะหย่า" "เพิ่งจะเลิกกับแฟน" "เพิ่งจะลาออกจากงาน" ฯลฯ)
จุดเด่นอีกอย่างของโคลด์รีดดิ้งอยู่ที่การพลิกผันสถานการณ์ของผู้ถาม แม้ในกรณีที่คีย์เวิร์ดผิดพลาด ผู้ถามจะไม่ลนลาน หากเพิ่มคีย์เวิร์ดใหม่เข้าไปทำให้ขอบเขตกว้างขึ้น และเมื่อสามารถชักจูงเป้าหมายให้คล้อยตามตัวเองได้ก็จะแสดงทีท่าว่าตัวเองรู้อยู่แต่แรกแล้ว

ผู้ถาม - คุณเป็นลูกชายคนโต
เป้าหมาย - เปล่า ผมเป็นคนรอง
ผู้ถาม - พี่ชายคุณเป็นยังไงบ้าง
เป้าหมาย - พี่ป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลมานานแล้ว ผมเลยต้องดูแลบ้านเหมือนเป็นลูกคนโต
ผู้ถาม - ฉันนึกอยู่แล้ว

Hot Reading คือการสืบข้อมูลของเป้าหมาย (ในที่นี้เรียกว่า Sitter) มาล่วงหน้าก่อน และใช้ข้อมูลดังกล่าวทำเหมือนว่าตัวเองได้อ่านใจของเป้าหมายที่เพิ่งได้พบกันหมาดๆ เป็นวิธีที่นักสืบและหมอดูนิยมใช้กัน ซึ่งในกรณีนี้ มักต้องอาศัยความร่วมมือจากคนใกล้ชิดด้วย
การรวบรวมข้อมูลดังกล่าวนี้ มีตั้งแต่การสืบล่วงหน้าหลายวันก่อนจะได้พบกับเป้าหมาย ไปจนถึงการสืบจากเจ้าตัวผ่านคนใกล้ชิดก่อนจะพบกับเป้าหมายในเวลาไม่กี่นาทีนั้นเลย ในกรณีหลังนั้น มักให้เป้าหมายรออยู่ในห้องรับรองกับคนใกล้ชิดเป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งคนใกล้ชิดก็จะใช้บทสนทนาดึงข้อมูลจากเป้าหมายออกมา และเมื่อเป้าหมายไปพบกับผู้อ่าน คนใกล้ชิดก็จะติดตามไปด้วย จุดสำคัญของฮอทรีดดิ้งนี้อยู่ที่ว่าจะไม่มีการบอกกล่าวกันด้วยคำพูดระหว่างผู้อ่านและคนใกล้ชิดเลย หากคนใกล้ชิดจะใช้รหัสลับที่นัดแนะกันไว้ในการส่งข้อมูลให้กับผู้อ่าน เป็นต้นว่า ถ้วยชากับจานรอง(สับเปลี่ยนสีและลายแทนรหัส) การหันเก้าอี้ ฯลฯ และการที่คนใกล้ชิดไม่ได้พูดอะไรเลยนี้เองจะยิ่งทำให้ฮอทรีดดิ้งดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
และในกรณีที่คนใกล้ชิดส่งรหัสมาว่าไม่สามารถดึงข้อมูลใดๆมาได้ ผู้อ่านก็จะไม่ลนลาน หากเริ่มต้นด้วยคีย์เวิร์ดที่มีความเป็นไปได้สูง (ผู้ชายมักเป็นเรื่องงาน และผู้หญิงมักเป็นเรื่องความรัก)

2007/Feb/15