Mystery

2007/Aug/08

ที่จริงตั้งใจจะเขียนเรื่องพลิทแมนสำหรับรีเควส hoax ค่ะ แต่เห็นว่าทางนี้น่าสนใจกว่า ประกอบกับว่าไม่ได้เขียน category มิสเทรี่มานานแล้วเหมือนกัน เลยขอเลือกหัวข้อนี้ขึ้นมาเขียนแทนค่ะ
แต่พูดตามตรงว่าข้าพเจ้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าพี่น้องตระกูลฟ็อกซ์เป็นของจริงหรือปลอมกันแน่ จึงจะขอแนะนำแบบกลางๆ ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งค่ะ

คุณ MD ขอบคุณมากค่ะสำหรับรีเควส แล้วก็ขออภัยด้วยค่ะที่หลุดประเด็น (อีกแล้ว)



The Fox Sister
จากขวาไปซ้าย
Margaret Fox (1836 - 1893)
Kate Fox (1838 - 1892)
Leah Fox (1814 -1890)
* ในบางฉบับ ปีเกิดของมาร์กาเร็ตและเคทอาจจะไม่ตรงกับที่เขียนไว้ข้างต้น
* โดยทั่วไปแล้วพี่น้องตระกูลฟ็อกซ์ในที่นี้จะหมายถึงมาร์กาเร็ตและเคทเท่านั้น

ที่หมู่บ้ายไฮด์สวิลล์ทางตอนเหนือของนิวยอร์คในปี 1848 ครอบครัวฟ็อกซ์เพิ่งจะย้ายมายังบ้านใหม่ของพวกเขาได้เป็นเวลาสี่เดือนและประสบกับเหตุการณ์แปลกประปลาด (ในเวลานี้ ลีอาห์ซึ่งเป็นลูกสาวคนโตแต่งงงานออกเรือนไปแล้ว)มักจะมีเสียงเคาะดังมาจากที่ไหนสักแห่งในเวลากลางคืนเป็นประจำ

วันที่ 31 มีนาคม 1848มาร์กาเร็ต (12) และเคท (10) ก็ทำการทดลองติดต่อกับที่มาของเสียงดังกล่าวเป็นครั้งแรก หากในจุดนี้ มีบันทึกกล่าวแตกต่างกันไปหลายทฤษฎี

1. พ่อแม่เป็นผู้ตัดสินใจว่าควรจะมีใครในครอบครัวลองติดต่อกับที่มาของเสียง
2. แม่เป็นคนแรกที่ลองติดต่อที่มาของเสียง
3. มาร์กาเร็ตและเคทเป็นคนบอกพ่อแม่ว่าพวกเธอติดต่อกับที่มาของเสียงได้
4. เคทเป็นคนติดต่อก่อน ตามด้วยมาร์กาเร็ต พ่อแม่มารู้เอาภายหลัง

การติดต่อนั้นใช้วิธีให้เสียงเคาะหรือที่เรียกกันว่าแร็ป (rap) ให้เคาะตามจำนวนที่ตรงกับคำตอบซึ่งได้ตกลงกันไว้ก่อน (เป็นต้นว่า ถ้าจะตอบว่าใช่ให้เคาะ 2 ครั้ง ถ้าจะตอบว่าไม่ใช่ให้เคาะครั้งเดียว) จากการสื่อสารนี้ได้ความว่าผู้ที่สร้างเสียงแร็ปนี้คือวิญญาณของพ่อค้าเร่ซึ่งมีชื่อว่า ชาร์ลส B รอสม่า (บางฉบับก็ว่าชื่อ ชาร์ลส ไฮนส์ หรือชาร์ลส ไรอัน) เขาถูกฆ่าที่บ้านหลังนี้และถูกฝังในห้องใต้ดินของบ้านนี้เอง
* หลังจากที่พี่น้องตระกูลฟ็อกซ์เสียชีวิตไปแล้วในปี 1904 บ้านหลังดังกล่าวเกิดถล่มลงมา เพื่อนบ้านรอบๆจึงช่วยกันขุดและพบกระดูกคนกับตาชั่งของพ่อค้าตรงตามที่พวกเธอกล่าวเอาไว้

แมกกี้และเคทถูกส่งตัวไปอยู่กับลีอาห์ผู้เป็นพี่สาวในเมืองนิวยอร์คเพื่อหลีกหนีข่าวลือ หากในไม่ช้าก็พบว่าเสียงแร็ปได้ตามพวกเธอไปด้วย อามี่และไอแซค โพสต์ซึ่งเป็นผู้เคร่งศาสนาเชิญพี่น้องฟ็อกซ์ (ในตอนนี้ ลีอาห์เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้จัดการ) มาจัดพิธีเชิญวิญญาณที่บ้านและประทับใจในความสามารถพิเศษของสามพี่น้องมาก ข่าวลือของพวกเธอถูกบอกปากต่อปากไปในหมู่ครอบครัวผู้เคร่งศาสนา จนในไม่ช้า พวกเธอก็มีชื่อเสียงโด่งดังและออกทัวร์ทำพิธีเชิญวิญญาณไปทั่วอเมริกา โฮเรล กรีเลย์ซึ่งเป็นนักหนังสือพิมพ์กลายมาเป็นผู้สนับสนุนและเส้นสายที่นำพี่น้องฟ็อกซ์แนะนำไปในกลุ่มสังคมชั้นสูงซึ่งนี่เองที่เป็นการจุดชนวนกระแสความนิยมใน Spiritualism ของอเมริกาในเวลาถัดมา มีคนมากมายออกมาแสดงตนว่าเป็นผู้มีญาณวิเศษและมีการประกอบพิธีกรรมทางไสยศาสตร์กันอย่างกว้างขวาง ซึ่งชื่อของพี่น้องตระกูลฟ็อกซ์ก็ได้รับการยกย่องในฐานะต้นกำเนิดของ Spiritualism มาจนทุกวันนี้(อ่านเพิ่มเติมได้ในเอนทรี่ของ
บ้านวินเชสเตอร์ กับแฮรี่ ฮูดินี่)

หลังจากนั้นสามีของลีอาห์เสียชีวิตและเธอก็แต่งงานใหม่กับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ มาร์กาเร็ตพบกับเอลิชา เคนซึ่งเป็นนักสำรวจอาร์คติคในปี 1852 เคนไม่เห็นด้วยกับอาชีพคนทรงของมาร์กาเร็ต เมื่อทั้งสองแต่งงานกัน มาร์กาเร็ตจึงถอนตัวจากวงการไสยศาสตร์กลายมาเป็นผู้นับถือโรมันคาธอลิคที่เคร่งครัด หากในปี 1857 เคนเสียชีวิต มาร์กาเร็ตจึงหวนกลับไปสู่อาชีพคนทรงอีกครั้งและเดินทางไปร่วมทางกับเคทซึ่งอยู่ที่อังกฤษในปี 1876

ฝ่ายเคท เธอได้รับเงินจากผู้สนับสนุนให้เดินทางไปยังอังกฤษในปี 1871 ซึ่งทำให้เธอไม่ต้องรับเงินจากการทำพิธีเชิญวิญญาณ ในความจริงแล้วการเดินทางนี้เป็นเพื่อการเผยแพร่ลัทธิมากกว่า เนื่องจากเคทจะเพียงนั่งอยู่เฉยๆในฐานะพยานผู้มีชื่อเสียงเท่านั้นเอง เคทแต่งงานในปี 1872 หาก 9 ปีหลังจากนั้น สามีของเธอก็เสียชีวิต ทิ้งเธอไว้กับลูกชายสองคน
เคทได้รับการยอมรับว่าเป็นคนทรงซึ่งมีอำนาจแข็งกล้า เธอเป็นหนึ่งในคนทรง 3 คนที่เข้ารับการพิสูจน์ของวิลเลี่ยม ครูกส์ (นักเคมีและฟิสิกข์ชาวอังกฤษ) ครูกส์ถึงกับออกปากว่า"They were true objective occurrences not produced by trickery or mechanical means."

ในขณะเดียวกัน มาร์กาเร็ตและเคทก็เป็นโรคติดเหล้าอย่างรุนแรง ในช่วงปี 1888 เคททะเลาะกับลีอาห์และนักไสยศาสตร์ชั้นนำคนอื่นๆว่าเธอดื่มหนักเกินไปจนไม่สามารถดูแลลูกๆได้ ฝ่ายมาร์กาเร็ตก็แสดงทีท่าอยากจะกลับไปเข้านิกายโรมันคาธอลิคอีกครั้ง เธอมีความเกรงกลัวว่าพลังของตัวเองเป็นอำนาจปีศาจ และในเดือนตุลาคมปีเดียวกันนั้นเอง มาร์กาเร็ตก็ส่งจดหมายฉบับหนึ่งไปหาหนังสือพิมพ์นิวยอร์คเวิร์ลดมีเนื้อหากล่าวว่าพิธีเชิญวิญญาณทั้งหมดที่พวกเธอกระทำมาเป็นเพียงเรื่องตบตา

จดหมายของมาร์กาเร็ตเล่าว่าเสียงแร็ปครั้งแรกสุดนั้นเป็นการเล่นตลกของพวกเธอโดยเอาแอ็ปเปิ้ลผูกกับเชือกแล้วกระตุกให้กระดอนไปบนพื้น แต่เมื่อมีคนจำนวนมากมาที่บ้าน พวกเธอจึงเปลี่ยนวิธีไปเคาะเสาเตียงแทน
ภายหลังเคทเป็นคนคิดวิธีลั่นข้อต่อนิ้วมือ ข้อมือและข้อเท้าในการทำให้เกิดเสียง พวกเธอจึงเลือกที่จะใช้ข้อเท้าและฝึกฝนจนสามารถลั่นข้อเท้าทั้งสองข้างได้พร้อมๆกัน
มาร์กาเร็ตอ้างในจดหมายว่าเธอต้องการจะรับผิดชอบความเข้าใจผิดอันเกิดจากการล้อเล่นของตัวเอง และต้องการจะหยุดยั้งการแพร่หลายของไสยศาสตร์ที่เป็นเพียงเรื่องหลอกลวงเพ้อฝันนี้ลง

แน่นอนว่าผู้เกี่ยวข้องกับไสยศาสตร์ย่อมไม่ปรารถนาจะให้จดหมายฉบับดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป มีการวางแผนจะลักพาตัวมาร์กาเร็ต หากก็ถูกหนังสือพิมพ์ขัดขวางจนล้มเหลวไป และในวันที่ 21 ตุลาคม 1888 ก็มีการจัดการทดลองพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้ขึ้นที่ New York Academy of Music ต่อหน้าผู้ชมกว่าสองหมื่นคน มาร์กาเร็ตและเคทแสดงให้เห็นว่าพวกเธอใช้ข้อต่อของนิ้วเท้าเช่นไรในการทำให้เกิดเสียง และการพิสูจน์นี้ก็ได้รับการยืนยันจากแพทย์ว่าเสียงดังมาจากข้อต่อนิ้วเท้าจริงๆ

ในความจริงแล้ว ประวัติศาสตร์ของวงการไสยศาสตร์น่าจะจบลงตั้งแต่หลังการพิสูจน์นี้ หากพวกเขาก็ไม่ยอมแพ้ ผู้นิยมไสยศาสตร์หลายคนซึ่งรวมทั้งเซอร์อาเธอร์ โคแนน ดอยส์ ออกมาแสดงข้อแย้งเกี่ยวกับการพิสูจน์ดังกล่าว จุดที่สำคัญที่สุดคือการพบว่ามาร์กาเร็ตรับเงิน 50,000 ดอลลาร์จากกลุ่มผู้ต่อต้านไสยศาสตร์ ซึ่งในยามนั้น เธอมีปัญหาด้านการเงินอันเนื่องมาจากอาการติดเหล้าของเธอนั่นเอง

อีกหนึ่งปีครึ่งให้หลัง มาร์กาเร็ตออกมาประกาศถอนคำพูดเกี่ยวกับการพิสูจน์ดังกล่าว เธอกล่าวว่าตัวเธอในยามนั้นมีปัญหากับพี่น้องและตกอยู่ในความเครียดเป็นอย่างมาก มาร์กาเร็ตยังยอมรับด้วยว่าเธอได้รับเงินจากกลุ่มผู้ต่อต้านไสยศาสตร์จริง เธอและเคทได้ใช้เวลาที่เหลือของชีวิตพวกเธอยืนยันต่อไปว่าเสียงแร็ปของพวกเธอเป็นการติดต่อจากวิญญาณจริงๆ และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพี่น้องตระกูลฟ็อกซ์ยังคงเป็นที่โต้เถียงหาข้อสรุปไม่ได้มาจนทุกวันนี้

2007/Mar/06

ก่อนอื่น
คงต้องขออธิบายก่อนว่าข้าพเจ้าไม่มีความคิดจะไปปฏิเสธหรือให้การสนับสนุนผู้มีพลังจิตพลังวิเศษใดๆทั้งสิ้นค่ะ ตราบใดที่ยังไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเองหรือมีการพิสูจน์ที่แน่นอน ข้าพเจ้าก็ตอบไม่ถูกเหมือนกันว่าพลังจิตเป็นเรื่องจริงแค่ไหน (...ถึงโดยส่วนตัวจะอยากให้มีจริงๆก็เถอะ) เพราะจะอย่างไร พลังจิตก็ยังมีแฟคเตอร์ที่ไม่แน่นอนอยู่อีกมากนัก แม้แต่โลรี่ แมคคอลี่ ที่(อ้างตนว่า)เป็นไซคิกอันดับหนึ่งของอเมริกาและเคยให้ความช่วยเหลือในการสืบคดีจนสามารถคลี่คลายคดีไปได้ถึง 18 คดีนั้น ที่จริงแล้วเธอให้ความร่วมมือในการสืบทั้งหมด 300 คดีและสำเร็จเพียง 18 คดีเท่านั้นเอง (6%จากทั้งหมด ทั้งยังไม่มีการยืนยันด้วยว่าคดีที่สืบสำเร็จนั้นเป็นเพราะข้อมูลที่เธอให้มาจริงหรือไม่) จึงยังตอบได้ยากว่าพลังจิตมีประโยชน์ต่อการสืบสวนหรือเปล่า
คุณ aerith-chan ขอบคุณค่ะสำหรับรีเควส

Peter Hurkos (1911 - 1988)
ชื่อจริง Pieter van der Hurk

เป็นชาวดัชต์เกิดเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 1911 แต่เดิมปีเตอร์เป้นคนปกติธรรมดานี่เอง เมื่ออายุ 30 ปี ขณะที่ปีเตอร์กำลังทาสีที่พักทหารเยอรมัน (ขณะนั้นอยู่ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2) เขาเกิดพลัดตกบันไดลงมาศีรษะกระแทกพื้นอย่างแรงจนหมดสติไป และเมื่อฟื้นได้สติ เขาก็เกิดมีพลังจิตเหนือมนุษย์ขึ้นมา (ESP - Extra-Sensory Perception) ขณะที่อยู่ในโรงพยาบาลนี้ ฮูร์คอสสามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่าคนไข้ที่พักอยู่ห้องเดียวกันเป็นใครมาจากไหน

ปี 1951 เขาใช้พลังจิตให้ความร่วมมือในการสืบสวนคดีหลายคดี และโดยการสนับสนุนจากนักวิจัยพลังจิต แอนเดรีย พูฮาริช และนักธุรกิจ เฮนรี่ เบลค์ เขาได้กลายมาเป็นที่รู้จักในฐานะเอนเตอร์เทนเนอร์และมีรายการโทรทัศน์ของตัวเอง ฮูร์คอสกล่าวว่าเขาเห็นภาพในหัวของตัวเองเหมือนกับจอทีวี และเมื่อเขาสัมผัสกับอะไรบางอย่าง เขาก็จะบอกได้ว่าตัวเองเห็นอะไรบ้าง

ฮูร์คอสประกาศตนว่าเขาพร้อมเสมอที่จะให้ความร่วมมือในการทดลองพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ไม่ว่าด้วยกรณีใดๆ จะอย่างไรก็ดี เจมส์ แรนดี้ (The Amazing Randiผู้จัดรายการThe$1million Paranormal Challenge ซึ่งรวบรวมผู้มีพลังพิเศษจากทั่วโลกมาร่วมรายการ คนที่สามารถพิสูจน์พลังจิตของตัวเองโดยวิธีทางวิทยาศาสตร์ได้ จะได้รับเงินรางวัลหนึ่งล้านดอลล่าร์ เริ่มรายการมาตั้งแต่ปี 1964 มีผู้มาท้าพิสูจน์กว่า 1000 ราย แต่ยังไม่มีใครได้เงินรางวัลไปเลย) กล่าวว่าฮูร์คอสปฏิเสธการทดลองโดยกล่าวว่าจะร่วมทดลองกับดอกเตอร์ชาร์ลส ทาร์ทแต่ผู้เดียว และปรากฏว่าผลการทดลองของดอกเตอร์เป็นเนกาธีฟ

ในช่วงแรกของความมีชื่อเสียง ฮูร์คอสเน้นพลังจิตของเขาไปยังญาณซึ่งสามารถล่วงรู้ชีวิตส่วนตัวของเป้าหมายเป็นต้นว่า

ฮูร์คอส - ผมเห็นการผ่าตัด
เป้าหมาย - (ไม่ตอบ)
ฮูร์คอส - เมื่อนานมาแล้ว
เป้าหมาย - ไม่นี่ พวกเราเคราะห์ดีมาก
ฮูร์คอส - (เสียงแข็ง) ลองนึกดูสิ เมื่อคุณยังเป็นเด็กอยู่ ผมเห็นพ่อแม่ที่กลัดกลุ้ม หมอ ความวุ่นวายและอะไรอีกมากมาย
เป้าหมาย - (ไม่ตอบ)
ฮูร์คอส - (เสียงมั่นใจ) เมื่อนานมาแล้ว
เป้าหมาย - (เสียงอ่อน) ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน อาจจะเป็นอย่างที่คุณพูดก็ได้

แรนดี้วิเคราะห์ว่าฮูร์คอสได้ใช้เทคนิค Cold Reading* ในการนี้ โดยเขาจะเริ่มด้วยคำที่ฟังดูเหมือนเป้นเรื่องส่วนตัว หากก็เป้นสิ่งที่เกิดโดยปกติกับแทบทุกคน ในกรณีนี้ก็คือการผ่าตัดนั่นเองซึ่งฮูร์คอสจะไม่เจาะจงลงไปว่าเป็นการผ่าตัดเกี่ยวกับอะไรหรือเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ซึ่งเมื่อการเริ่มต้นนี้ผิดพลาด ฮูร์คอสก็จะเพิ่มคีย์เวิร์ดใหม่เข้ามา ("นานมาแล้ว") มาถึงตรงนี้ การผ่าตัดดังกล่าวจะยิ่งเปิดวงกว้างออกไป และอาจจะเป็นการผ่าตัดของใครก็ได้ทั้งพ่อแม่พี่น้องหรือแม้แต่เพื่อนฝูง นอกจากนี้ เสียงของฮูร์คอสก็ยังมีผลในการจูงใจเป้าหมายด้วย ยิ่งเขาพูดด้วยเสียงมั่นใจและเฉลียวฉลาด ผู้ฟังก็จะยิ่งเกิดความคล้อยตามได้ง่าย

ฮูร์คอสมีส่วนร่วมในการสืบคดีฆาตกรรม 27 คดีใน 17 ประเทศ (ไม่มีการยืนยันว่าข้อมูลที่เขาให้ไปเป็นประโยชน์ต่อรูปคดีจริงหรือไม่) ที่มีชื่อเสียงที่สุดนั้นคือการไขคดีขโมยหินแห่งสคูน (หินซึ่งกล่าวว่ามีความเกี่ยวข้องกับนักบุญยาคอบ กษัตริย์สก็อตแลนด์แต่ละรุ่นจะประกอบพิธีครองราชด้วยหินนี้จนกระทั่งถูกอังกฤษชิงไปในปี 1296 และในปี 1996 โทนี่ แบลร์ก็ได้คืนหินแห่งสคูนให้กับสก๊อตแลนด์ ปัจจุบันถูกเก็บรักษาอยู่ที่ปราสาทเอดินบรา) ฮูร์คอสยังกล่าวอีกด้วยว่าเขาเป็นผู้ให้ข้อมูลของชาร์ลส แมนสันกับตำรวจ (อันนี้ไม่จริง เพราะซูซาน แอทสกินเป้นคนหลุดปากพูดให้เรื่องไปถึงตำรวจขณะที่เธอถูกจับอยู่)

ในช่วงปี 1970 ฮูร์คอสรับจ้างรีดดิ้งให้กับองค์กรหรือบุคคลทั่วไปโดยคิดเป็นเงินครั้งละ 200 ดอลล่าร์สหรัฐ


* เดี๋ยวจะสั้นไป เรามาพูดถึงเทคนิค Cold Reading กับHot Reading กันหน่อยดีกว่า
ทั้งสองเทคนิคที่กล่าวมานี้เป็นเทคนิคทางจิตวิทยาที่เป็นที่นิยมใช้กันมากในหมู่นักสืบ นักทำนาย หรือแม้แต่นักต้มตุ๋น เนื่องจากเป็นการเบิกทางที่จะช่วยสร้างความประทับใจอันน่าเกรงขามให้กับฝ่ายตรงข้าม หรือบางครั้งก็เป็นวิธีการหลักเลยก็มี

Cold Reading หมายถึงการอ่านใจเป้าหมายโดยไม่มีการเตรียมการล่วงหน้ามาก่อนด้วยการสังเกตุบุคลิคการแต่งตัว หรือใช้บทสนทนาให้เป้าหมายบอกเรื่องของตัวเองโดยไม่รู้ตัว เทคนิคนี้ยังถูกนำไปใช้ในการขายของ การสอบปากคำของตำรวจ การบำบัดทางจิต ฯลฯ อีกด้วย
นอกจากนี้ ผู้มีพลังจิตยังใช้ประกอบกับเทคนิค shotgunning คือการให้ข้อมูลที่เป็นคีย์เวิร์ดจำนวนมากกับเป้าหมายในทีเดียว ระหว่างนั้นก็สังเกตุท่าทีของเป้าหมายว่ามีปฏิกริยาต่อคีย์เวิร์ดใด แล้วจึงยกคีย์เวิร์ดนั้นมายืนยันเป็นตัวหลักในภายหลัง เช่นในกรณีของหมอดู หัวข้อที่คนส่วนมากกำลังกลุ้มใจอยู่จะได้แก่ เรื่องความรัก เรื่องการทำงาน เรื่องสุขภาพ เรื่องเงินทอง เรื่องความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น
นอกจากนี้ ยังมีการใช้คำถามในการหลอกล่อให้เป้าหมายบอกข้อมูลของตัวเองออกมา ที่เข้าใจง่ายที่สุดนั้นได้แก่ "คุณเพิ่งสูญเสียอะไรไปรึเปล่า?" ในกรณีนี้ ผู้ถามจะไม่เจาะจงขอบเขต ซึ่งทำให้เป้าหมายจะบอกเรื่องของตัวเองออกมาโดยธรรมชาติ ("ย่าเพิ่งจะเสียไป" "เพิ่งจะหย่า" "เพิ่งจะเลิกกับแฟน" "เพิ่งจะลาออกจากงาน" ฯลฯ)
จุดเด่นอีกอย่างของโคลด์รีดดิ้งอยู่ที่การพลิกผันสถานการณ์ของผู้ถาม แม้ในกรณีที่คีย์เวิร์ดผิดพลาด ผู้ถามจะไม่ลนลาน หากเพิ่มคีย์เวิร์ดใหม่เข้าไปทำให้ขอบเขตกว้างขึ้น และเมื่อสามารถชักจูงเป้าหมายให้คล้อยตามตัวเองได้ก็จะแสดงทีท่าว่าตัวเองรู้อยู่แต่แรกแล้ว

ผู้ถาม - คุณเป็นลูกชายคนโต
เป้าหมาย - เปล่า ผมเป็นคนรอง
ผู้ถาม - พี่ชายคุณเป็นยังไงบ้าง
เป้าหมาย - พี่ป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลมานานแล้ว ผมเลยต้องดูแลบ้านเหมือนเป็นลูกคนโต
ผู้ถาม - ฉันนึกอยู่แล้ว

Hot Reading คือการสืบข้อมูลของเป้าหมาย (ในที่นี้เรียกว่า Sitter) มาล่วงหน้าก่อน และใช้ข้อมูลดังกล่าวทำเหมือนว่าตัวเองได้อ่านใจของเป้าหมายที่เพิ่งได้พบกันหมาดๆ เป็นวิธีที่นักสืบและหมอดูนิยมใช้กัน ซึ่งในกรณีนี้ มักต้องอาศัยความร่วมมือจากคนใกล้ชิดด้วย
การรวบรวมข้อมูลดังกล่าวนี้ มีตั้งแต่การสืบล่วงหน้าหลายวันก่อนจะได้พบกับเป้าหมาย ไปจนถึงการสืบจากเจ้าตัวผ่านคนใกล้ชิดก่อนจะพบกับเป้าหมายในเวลาไม่กี่นาทีนั้นเลย ในกรณีหลังนั้น มักให้เป้าหมายรออยู่ในห้องรับรองกับคนใกล้ชิดเป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งคนใกล้ชิดก็จะใช้บทสนทนาดึงข้อมูลจากเป้าหมายออกมา และเมื่อเป้าหมายไปพบกับผู้อ่าน คนใกล้ชิดก็จะติดตามไปด้วย จุดสำคัญของฮอทรีดดิ้งนี้อยู่ที่ว่าจะไม่มีการบอกกล่าวกันด้วยคำพูดระหว่างผู้อ่านและคนใกล้ชิดเลย หากคนใกล้ชิดจะใช้รหัสลับที่นัดแนะกันไว้ในการส่งข้อมูลให้กับผู้อ่าน เป็นต้นว่า ถ้วยชากับจานรอง(สับเปลี่ยนสีและลายแทนรหัส) การหันเก้าอี้ ฯลฯ และการที่คนใกล้ชิดไม่ได้พูดอะไรเลยนี้เองจะยิ่งทำให้ฮอทรีดดิ้งดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
และในกรณีที่คนใกล้ชิดส่งรหัสมาว่าไม่สามารถดึงข้อมูลใดๆมาได้ ผู้อ่านก็จะไม่ลนลาน หากเริ่มต้นด้วยคีย์เวิร์ดที่มีความเป็นไปได้สูง (ผู้ชายมักเป็นเรื่องงาน และผู้หญิงมักเป็นเรื่องความรัก)

2007/Feb/15



Kappa (河童)

กัปปะ (แปลว่า"เด็กของแม่น้ำ") ได้ชื่อว่าเป็น UMA ของญี่ปุ่นอีกตัวหนึ่งที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และได้รับความนิยมจากชาวญี่ปุ่นเองต่อเนื่องมาเป็นเวลานานที่สุดด้วย เช่นเดียวกับทสึจิโนะโกะ จนทุกวันนี้ก็ยังมีผู้อ้างว่าเห็นกัปปะตามที่ต่างๆในญี่ปุ่นเป็นจำนวนไม่น้อยทีเดียว
คุณ imai283 ขอบคุณมากค่ะสำหรับรีเควส

โดยรวมๆแล้วตำนานไม่ได้มองว่ากัปปะเป็นสิ่งชั่วร้ายโดยตรงนัก หากมักถูกพูดถึงทำนองว่าชอบดึงคนที่เดินริมน้ำหรือว่ายน้ำอยู่ให้จมน้ำ บ้างก็ชอบลอบดึงชิริโคดามะ (尻小玉 - ส่วนหนึ่งของร่างกายที่ถูกเชื่อว่าอยู่ทางทวารหนัก หากถูกดึงออกไปจะทำให้กลายเป็นคนเสียสติ) แล้วเอาไปกิน
กัปปะชอบเล่นซูโม่ และมักจะมาชวนเด็กให้แข่งซูโม่กับตัวเอง นอกจากนี้ยังถูกกล่าวถึงว่ามีนิสัยมีมารยาทและรู้จักบุญคุณ หากเขียนชื่อตัวเองลงบนแตงกวา (ของชอบของกัปปะ) แล้วโยนลงแม่น้ำไป กัปปะจะจำชื่อบนแตงกวาไว้และไม่เข้ามาทำร้ายเจ้าของชื่ออย่างเด็ดขาด และจากการที่กัปปะชอบแตงกว่านี่เอง ชาวญี่ปุ่นจึงเรียกมากิซูชิ (ซูชิแบบม้วน) ที่ห่อไส้แตงกวาว่า"กัปปะมากิ"

ความเชื่อเรื่องที่มาของกัปปะนั้นถูกแบ่งคร่าวๆได้สองชนิดคือแถบภาคตะวันออกและแถบภาคตะวันตก ทางฝั่งตะวันตกจะเชื่อว่ากัปปะข้ามมาจากแผ่นดินใหญ่ (ประเทศจีน)ส่วนฝั่งตะวันออกจะเชื่อว่าเป็นภูติรับใช้ของอาเบะโนะเซย์เมย์ หรือภูติอารักขาของเอ็นโนะโอซึโนะที่แปรร่างไป

ชื่อเรียกของกัปปะจะแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นเช่น คาวัปปะ คาวะวัปปะ การัปปะ นอกจากนี้ยังมีเกทาโร่หรือกาทาโร่ซึ่งแผลงมาจากคาวะทาโร่ และในอีกทฤษฎีหนึ่ง ชิบะเท็น (ชิบะเท็นงุ) ของโคจิก็ถูกนับเป็นอีกสายหนึ่งของกัปปะเช่นกัน

ในบางที่ มีการมองว่ากัปปะเป็นเทพของแม่น้ำ ซึ่งเมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วง (บางเขตก็จะบอกว่าเป็นฤดูหนาว) ก็จะขึ้นเขากลายเป็นเทพของภูเขา บ้างก็ว่าเป็นเทพประเภทเดียวกับซาชิกิวาราชิ ซึ่งจะมีแต่เด็กเท่านั้นที่มองเห็น
ลักษณะของกัปปะพอจะแบ่งออกคร่าวได้เป็นสองแบบดังนี้

- ประเภทที่เหมือนเต่า
กัปปะชนิดนี้จะมีเกล็ดปกคลุมทั่วตัวและมีจงอยปาก บนศีรษะมีจานอยู่ หากจานนี้แตกไป กัปปะก็จะถึงตายได้ บนหลังมีกระดองเหมือนกระดองเต่า มือและเท้ามีพังผืด ชอบกินแตงกวา
มีการตั้งสมมติฐานจากกระดองบนหลังว่า กัปปะชนิดนี้อาจจะเป็นเต่าพันธุ์ที่ยังไม่มีการค้นพบก็เป็นได้

- ประเภทที่เหมือนลิง
มีขนปกคลุมทั่วตัวมีเขี้ยว จมูกมีรูปร่างไม่ชัดเจน บนศีรษะมีรอยบุ๋มอยู่และกัปปะจะหล่อน้ำไว้ในรอยบุ๋มนี้ หากน้ำแห้งไป กัปปะก็จะตาย (บ้างก็ว่า กัปปะเอาจานวางบนศรีษะเพื่อกันน้ำไม่ให้ระเหยแห้งไป) มือมีนิ้วหัวแม่โป้งและเท้าก็มีส้น ชอบเล่นซูโม่และมักจะมาท้าแข่งกับเด็กๆ เข้าใจกันว่าเป็นกัปปะที่จะขึ้รเขาไปเป็นเทพของภูเขาในฤดูใบไม้ร่วง จากรูปที่พบจะเห็นว่ามีทั้งกัปปะที่มีกระดองและไม่มีกระดอง สันนิษฐานได้ว่ากระดองไม่ใช่ส่วนหนึ่งของร่างกาย แต่เป็นเครื่องมือที่ชวยในการลอยตัวในน้ำ เนื่องจากกัปปะเด็กจะมีกระดอง แต่กัปปะที่โตแล้วจะไม่มี (บางครั้งจะพบเป็นรูปกัปปะที่ใส่เสื้อฟางแทนกระดอง)
กล่าวกันว่า กัปปะชนิดนี้อาจเป็นสัตว์ในตระกูลลิงที่อยู่ในสายการวิวัฒนาการจากลิงไปเป็นมนุษย์ก็เป็นได้

* มักมีการแทนรูปของซัวเจ๋งใน"ไซอิ๋ว"เป็นกัปปะก็จริง แต่ในความจริงแล้ว ซัวเจ๋งตามต้นฉบับเป็น"ชายร่างใหญ่ที่อาศัยอยู่ริมน้ำ" ในขณะที่กัปปะมีขนาดตัวไม่ใหญ่มาก อย่างใหญ่ที่สุดก็มีส่วนสูงเพียง 140 เซนติเมตรเท่านั้นเอง

กัปปะที่พูดถึงในฐานะ UMA ก็ถูกแบ่งเป็นสองชนิดตามลักษณะที่กล่าวมาข้างต้นนี้เช่นกัน มีการอ้างว่าพบเห็นกัปปะเป็นจำนวนมากจนถึงสมัยเอโดะซึ่งหลังจากนั้นก็น้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งสันนิษฐานว่ากัปปะอาจจะกำลังจะสูญพันธุ์เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปก็เป็นได้
มีการกล่าวว่ากัปปะอาจจะเป็นลิง เต่าหรือนากแม่น้ำ (อาจจะเป็นสัตว์พันธุ์ใหม่ ไม่ก็ผู้พบเห็นมองพลาดไป) หรือในอีกทฤษฎีก็กล่าวว่ากัปปะน่าจะเป็นมนุษย์ต่างดาวก็ได้

มีการพบมัมมี่ของกัปปะอยู่ตามที่ต่างๆทั่วประเทศญี่ปุ่น แต่ไม่มีการนำไปพิสูจน์กันอย่างจริงจังนักว่าเป็นของจริงหรือไม่ ผู้เก็บรักษาส่วนใหญ่มักจะกล่าวว่า ตัวเองไม่ได้ใส่ใจว่านี่คือของจริงหรือเปล่า ความสำคัญของมัมมี่เหล่านี้อยู่ที่ว่ามันเป็นสมบัติสืบทอดมาจากบรรพบุรุษของพวกเขามากกว่า
บ้างก็ว่า ที่ไม่มีการนำมาพิสูจน์นั้นเป็นเพราะแค่มองก็รู้แล้วว่าเป็นของปลอม ซึ่งโดยมากถูกทำขึ้นในสมัยเอโดะนี่เอง


มัมมี่ของกัปปะ

จะอย่างไรก็ดี กัปปะในทุกวันนี้กลายมาเป็นคาแรคเตอร์อย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และมักถูกยกขึ้นเป็นสัญลักษณ์ของการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมทางน้ำอีกด้วย

2007/Feb/09

* เอนทรี่ในวันนี้มีภาพที่สยองคนที่เกลียดสัตว์ในตระกูลกิ้งก่าค่ะ ก่อนจะเลื่อนลงไปทำใจด้วยล่ะ (ใส่ไว้เตือนน้องสาวข้าพเจ้าที่กลัวกิ้งก่า)

ถ้าจะจำกัดบริเวณอยู่เฉพาะในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น คงจะปฏิเสธไม่ได้UMA ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดมาเป็นเวลานานแล้วคงไม่พ้นทสึจิโนะโกะไปแน่นอน คนไทยอย่างเราทั้งหลายรู้จักสทึจิโนะโกะผ่านการ์ตูนต่างๆก็จริง แต่หากจะนับประวัติการพบเห็นในบันทึกแล้ว จะสามารถย้อนหลังไปได้ถึง 10,000 ปีก่อนเลยทีเดียว
คุณ aerith-chan ขอบคุณค่ะสำหรับรีเควส


ใบนำจับทสึจิโนะโกะ (มีเ
งินรางวัล 20,060,000 เยน)

Tsuchinoko (ツチノコ)

หลักฐานที่ใช้ในการอ้างถึงทสึจิโนะโกะที่เก่าแก่ที่สุดนั้นคือวัตถุในยุค Joumon Period (13,000 - 10,000 ปีก่อน) ซึ่งถูกค้นพบที่โบราณสถานฮิดะยุคโจมองในจังหวัดกิฟุ วัตถุดังกล่าวทำจากหิน มีรูปร่างคล้ายคลึงกับทสึจิโนะโกะมาก และนอกจากนี้ ไหของยุคเดียวกันที่ถูกค้นพบที่จังหวัดนากาโน่ ก็มีรูปที่คล้ายคลึงกับทสึจิโนะโกะเขียนไว้ที่ขอบอีกด้วย
มาถึงสมัยเอโดะ มีการกล่าวถึงทสึจิโนะโกะในสารานุกรมเล่มแรกของญี่ปุ่น (和漢三才図会) ซึ่งใช้ชื่อว่า"โนะทสึจิเฮบิ" (野槌蛇 - หากจะอ่านผิดก็ต้องขออภัยด้วยค่ะ) หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็มีการกล่าวถึงทสึจิโนะโกะในเอกสารต่างๆเรื่อยมาจนถึงยุคปัจจุบัน
ทสึจิโนะโกะมีชื่อเรียกมากมายแตกต่างไปตามยุคสมัยและท้องถิ่น ซึ่งชื่อ"ทสึจิโนะโกะ"นี้เป็นชื่อที่ถูกเรียกแต่เดิมในแถบเกียวโต นารา มิเอะ ชิโกกุและจังหวัดอื่นๆในแถบเดียวกัน (หากเป็นแถบโทโฮกกุจะเรียกว่า"บาจิเฮบิ") ซึ่งชื่อ"ทสึจิโนะโกะ"นี้สันนิษฐานว่าเรียกตามรูปร่างซึ่งมีลักษณะเหมือนตะลุมพุก (槌 - ทสึจิ) นี่เอง



หากจะสรุปลักษณะเด่นโดยรวมๆของทสึจิโนะโกะที่มีผู้พบเห็นมากที่สุดก็ได้ใจความดังนี้
- รูปร่างคล้ายกับงูหลาม แต่ส่วนกลางของตัวจะป่องออก
- สามารถกระโดดได้สูงถึง 1 เมตร
- ชอบกินเหล้า
- ร้องเสียงว่า"จี่"
- เคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว
- มีการอ้างว่าเคยมีผู้เห็นทสึจิโนะโกะคาบหางตัวเองแล้วม้วนตัวจนกลมพร้อมกับกลิ้งไป บางรายก็อ้างว่าเห็นทสึจิโนะโกะกลิ้งไปด้านข้างเหมือนกับท่อนไม้
- บางรายบอกว่ามีเขาและครีบด้วย

ปัจจุบันนี้ มีการตั้งสมาคมค้นคว้าเกี่ยวกับทสึจิโนะโกะอย่างจริงจัง และมีหลายองค์กรและเมืองในญี่ปุ่นที่ตั้งรางวัลแก่ผู้ที่สามารถจับทสึจิโนะโกะที่ยังมีชีวิตอยู่มาได้อีกด้วย (ตั้งแต่หนึ่งล้านถึงสามร้อยล้านเยน)

จะอย่างไรก็ดี เช่นเดียวกับ UMA ตัวอื่นๆที่ยังไม่มีการยืนยันการค้นพบอย่างเป็นทางการ ปัจจุบันนี้ยังไม่เป็นที่แน่นอนนักว่าทสึจิโนะโกะมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ ทฤษฎีที่แพร่หลายที่สุดคือที่จริงแล้วเป็นงูที่เพิ่งกลืนสัตว์ที่มีขนาดใหญ่พอสมควรลงไป อีทฤษฎีหนึ่งกล่าวว่าตัวจริงของมันอาจจะเป็นกิ้งก่าลิ้นน้ำเงิน (Blue-tongued lizards) ซึ่งถูกนำเข้าประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ช่วงปี 1970 ก็เป็นได้ กิ้งก่าดังกล่าวมีลำตัวอ้วนป้อมและมีขาเล็กมาก ซึ่งเมื่อพบในพงหญ้ารก อาจจะทำให้มองไม่เห็นขาและเข้าใจว่าเป็นทสึจิโนะโกะได้


กิ้งก่าลิ้นน้ำเงิน

2007/Jan/30

UMA (Unidentified Mysterious Animal) หรือสิ่งมีชีวิตที่ยังไม่ได้รับการยืนยันนี้เป็นอีกหัวข้อหนึ่งที่ผู้ชื่นชอบเรื่องลึกลับคงจะผ่านเลยไปไม่ได้ อย่างที่มีชื่อเสียงก็ได้แก่เนสซี่ของทะเลสาปล็อคเนส บิ๊กฟุต กับปะ ซีเซอร์เพนท์ หรือแม้แต่แพนด้าและกอริล่า ก่อนที่จะถูกยืนยันอย่างเป็นทางการในศตวรรษที่ 19 สัตว์ทั้งสองชนิดนี้ต่างก็เคยเป็น UMA มาก่อน
จะอย่างไรก็ดี UMA ยังถือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ยังไม่ถูกยืนยันโดยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ UMA ที่ยังไม่มีหลักฐานรองรับอันแน่นอนก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งในสายตาคนทั่วไป UMA ก็ยังคงถูกแบ่งประเภทเป็น Occult อยู่ดี
คุณ Demigod ขอบคุณมากค่ะสำหรับรีเควส



Rods
Flying Rods
หรือ Sky Fishes

ปี 1994 ที่มิดเวย์ในรัฐนิวเม็กซิโก ช่างตัดต่อฟิลม์ชื่อโจเซ่ เอสคามิวล่า ได้พบบางอย่างที่ปรากฏขึ้นในฟิลม์เมื่อทำการฉายด้วยสโลโมชั่น บางอย่างที่ว่ามีลักษณะเป็นแท่งยาว ด้านข้างมีแผ่นครีบบางๆซึ่งโบกพัดไปมาด้วยความเร็วสูง โจเซ่จึงคิดว่ามันน่าจะเป็นสิ่งมีชีวิต เขาได้ทำการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับมันจนสามารถถ่ายภาพที่เกี่ยวข้องเก็บไว้ได้ถึง 500 ชั่วโมงและเรียกสิ่งมีชีวิตปริศนานี้ว่า Rods หรือFlying Rods ที่แปลว่าแท่งไม้บินนั่นเอง (แต่โดยทั่วไปแล้ว สิ่งมีชีวิตนี้ยังไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ แต่ละที่จึงเรียกชื่อไปต่างๆกัน ส่วน"สกายฟิช"เป็นชื่อเรียกที่แพร่หลายในประเทศญี่ปุ่น)


ภาพจำลองของร็อดส์

ร็อดส์ที่ถูกเก็บรูปไว้ได้ มีขนาดตั้งแต่ไม่กี่เซนติเมตรจนถึง 30 เมตร สามารถเคลื่อนไหวได้ทั้งบนฟ้าและในน้ำ กล่าวว่า เนื่องจากร็อดส์เคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูง (80 - 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)มนุษย์จึงไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ เราจะมองเห็นร็อดส์ได้ก็ต่อเมื่อมองผ่านรูปถ่ายหรือภาพเคลื่อนไหวที่ถูกฉายให้ช้าลงเท่านั้น



มีการตั้งทฤษฎีเกี่ยวกับร็อดส์มากมาย หากที่มีความน่าเชื่อถือมีใจความดังต่อไปนี้

1.
แมลงที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน
ในปัจจุบัน มีแมลงที่ถูกค้นพบอย่างเป็นทางการแล้วกว่า 8 แสนชนิดซึ่งเป็นจำนวน 3 ใน 4 ของสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ทีเดียว กล่าวกันว่าแมลงที่ยังไม่ถูกบันทึกมีอยู่ประมาณ 3 ล้านสายพันธุ์ซึ่งยังแตกแยกออกไปได้อีกหนึ่งล้านล้านล้านชนิด
คงไม่น่าแปลกหากร็อดส์จะเป็นหนึ่งในแมลงที่ยังไม่ถูกค้นพบเหล่านั้น แต่อย่างไรก็ดี ยังเป็นที่กังขาอยู่ว่าหากร็อดส์เป็นแมลงจริงก็น่าจะมีเสียงกระพือปีกถูกบันทึกมาในวีดีโอด้วย

2. สัตว์ที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน
ทฤษฎีนี้กล่าวว่าร็อดส์ไม่ได้เป็นแมลง แต่เป็นสัตว์ตระกูลนกหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แต่ทฤษฎีนี้ก็ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องเสียงปีกเช่นเดียวกับทฤษฎีแมลง

3. อะโนมาโลคาริส (Anomalocaris)
มีการตั้งสันนิษฐานว่าร็อดส์น่าจะเป็นอะโนมาโลคาริสซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตในยุคแคมเบรียน (545 ล้านปีจนถึง 550 ล้านปีก่อน) หรือไม่



ครีบข้างลำตัวของร็อดส์มีลักษณะคล้ายคลึงกับอะโนมาโลคาริสก็จริงอยู่ หากสิ่งมีชีวิตยุคดึกดำบรรพ์นี้อาศัยอยู่ในน้ำ มันสามารถพุ่งตัวขึ้นมาเหนือน้ำได้ก็จริง แต่ก็เป็นเพียงการร่อน ไม่ใช่การบินเหมือนกับร็อดส์ในวีดีโอ

4. สิ่งมีชีวิตจากต่างดาว
มุขนี้เป็นของประจำสำหรับโอพาร์ทสและ UMA ค่ะ คงไม่ต้องอธิบายอะไรกันอีกแล้ว

5. ปรากฏการณ์ Motion Blur ของภาพ
เป็นทฤษฎีที่ถูกพูดถึงกันมากที่สุดในการค้านที่เกี่ยวกับร็อดส์ เป็นต้นว่าเวลาถ่ายรูปวัตถุที่เคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูง ภาพที่ออกมาจะปรากฏเส้นการเคลื่อนไหวของวัตถุนั้นในรูปด้วย (กรุณานึกภาพถ่ายของรถที่กำลังวิ่ง หรือถนนในตอนกลางคืน) มีการตั้งสันนิษฐานว่ารูปของร็อดส์อาจจะเป็นรูปของวัตถุหรือสิ่งมีชีวิตที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่หากถูกถ่ายภาพออกมาโดยเกิดโมชั่นเบลอร์ทำให้เห็นเป็นร็อดส์ได้

จะอย่างไรก็ดี การที่ยังไม่มีผู้สามารถจับร็อดส์ที่มีตัวตนอยู่จริงได้ จึงเป็นที่โต้เถียงกันจนทุกวันนี้ว่าร็อดส์มีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ เนื่องจากเรายังไม่มีทั้งหลักฐานที่ยืนยันว่าร็อดส์มีจริง และหลักฐานที่ยืนยันว่าร็อดส์ไม่มีจริงเช่นกัน


คนหาเจอนี่ตาดีจริงๆ

เจอหัวข้อเกี่ยวข้องที่น่าสนใจดีเลยแอบแถม
* Probatio diabolica (การพิสูจน์ของปีศาจ) หมายถึงการพิสูจน์ให้"บางอย่าง"ไม่เป็นจริง ยังจะยากไปกว่าการพิสูจน์ให้"บางอย่าง"ที่ว่านั้นเป็นจริงเสียอีก
แบบหลังนั้น เพียงแต่ยก"หลักฐานที่ยืนยันว่าจริง"ขึ้นมาก็สามารถสรุปเรื่องได้ แต่การจะพิสูจน์ว่าไม่จริงนั้น เป็นเรื่องยากที่จะหา"หลักฐานที่ยืนยันว่าไม่จริง"มาได้ ทำให้เรื่องที่ต้องการพิสูจน์นั้นกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมาในแง่ตรรกศาสตร์เป็นต้นว่า
"ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าด้านหลังของดวงจันทร์ไม่มีกระต่ายอาศัยอยู่"
แปลว่า
"ด้านหลังของดวงจันทร์มีกระต่ายอาศัยอยู่"

มักถูกยกขึ้นมาอธิบายพร้อมกับ Raven paradox (Hempel's paradox หรือ Hempel's ravens)