Mystery

พูดตามตรงว่าจนบัดนี้ ข้าพเจ้าก็ยังแยกความแตกต่างระหว่างอารยธรรมมายากับอารยธรรมแอสเต็คไม่ค่อยออกค่ะ เคยบอกไว้ว่าชอบเควทซาคอลท์มากก็จริง แต่ข้าพเจ้าก็เพิ่งมารู้เอาตอนสรุปข้อมูลนี่เองค่ะว่าเควทซาคอลท์นี่เป็นของมายาแฮะ (เหงื่อแตก) ถ้าเอนทรี่วันนี้จะมีข้อมูลตรงไหนผิดพลาด ก็ต้องขอคำชี้แนะจากท่านผู้รู้ด้วยค่ะ
คุณมิราซ ขอบคุณมากค่ะสำหรับรีเควส



Sarcophagus of Phalenque (โลงศพแห่งโบราณสถานพาเลนเก้)

หรือที่ในวงการโอพาร์ทสจะเรียกกันว่า รูปแกะสลักนักบินอวกาศแห่งโบราณสถานพาเลนเก้ ค่ะ กลัวจะดูกันไม่ชัด แถมให้อีกรูป



เป็นภาพแกะบนฝาโลงศพหินของพระราชาบาคัลซึ่งถูกค้นพบที่โบราณสถานพาเลนเก้โดยนักโบราณคดีชาวเม็กซิโกเมื่อปี 1952 ในวิหารแห่งศิลาจารึก ภายในโลงบรรจุศพใส่หน้ากากหยกซึ่งเข้าใจกันว่าน่าจะเป็นพระศพของพระเจ้าบากัล หากการตรวจสอบพบว่าศพเป็นของบุคคลเสียชีวิตเมื่ออายุประมาณ 40 ปีในขณะที่บันทึกทางประวัติศาสตร์กล่าวว่าพระเจ้าบากัลซึ่งเป็นกษัตริย์องค์ที่ 11 ของราชวงศ์พาเลนเก้นั้นทรงสวรรคตเมื่อมีพระชนมายุได้ 80 พรรษาเมื่อปีค.ศ. 687
บนโลงมีการสลักตัวอักษรเพียงว่า"ปาราช วินิค"(หมายเหตุ - ไม่มีความมั่นใจเลยว่าอ่านถูก) ซึ่งมีความหมายว่า"บุคคลแห่งความจริง" โดยที่ไม่มีพระนามของพระเจ้าบากัลอยู่ที่ใดทั้งสิ้น และเป็นเรื่องแปลกที่ไม่มีการค้นพบมงกุฏหรือเครื่องประดับอันแสดงว่าศพดังกล่าวเป็นกษัตริย์แม้แต่ชิ้นเดียว จึงมีการสันนิษฐานว่า ศพนี้อาจจะไม่ใช่พระเจ้าบากัลพระองค์เอง แต่เป็นผู้มีความเกี่ยวข้องกับพระองค์เป็นพิเศษหรือไม่


ส่วนหนึ่งของโบราณสถานพาเลนเก้

มาถึงตรงนี้ ยังเป็นเรื่องในขอบเขตของโบราณคดีค่ะ พอมาถึงช่วงปี 1970 ซึ่งแนวคิดเรื่องจักรวาลกำลังบูม เอริค วอน เดนิเก้น ได้กล่าวถึงโลงศพดังกล่าวในหนังสือ"Chariots of the God?"ของเขาว่า"รูปแกะที่เหมือนกับนักบินอวกาศนั่งอยู่บนจรวดของยุคปัจจุบันนี้ ท้ายที่สุดแล้วจะเป็นเพียงจินตนาการจริงหรือ ไม่ว่าจะดูเช่นไร ลวดลายอันซับซ้อนในช่วงล่างของภาพก็ดูเหมือนกับไฟที่พุ่งออกมาจากเครื่องขับเคลื่อนไม่ผิดเพี้ยน"

และในช่วงปี 1990 นักข่าวชื่อกราแฮม ฮันคอก ก็ได้กล่าวในหนังสือของตัวเองว่า"เมื่อไฟของคบเพลิงกระทบบถึง สิ่งที่ปรากฏขึ้นมานั้นคือรูปของชายซึ่งโกนผมเกลี้ยงเกลาใสชุดบอดี้สูทแนบเนื้อ ที่ชายแขนเสื้อและข้อมือถูกใส่ปลอกเก็บชายอย่างเรียบร้อย ชายดังกล่าวนั่งในท่าที่สบายอยุ่บนที่นั่งซึ่งพยุงหลังและเข่า ศีรษะวางอยู่บนที่พยุงคอและใบหน้ามองไปเบื้องหน้าอย่างมีสมาธิ มือทั้งคู่อยู่บนสิ่งที่คล้ายกับคันบังคับหรือแท่นบังคับที่กำลังทำงานอยู่ ขาทั้งสองงอเล็กน้อยแนบอยู่ข้างตัว"

เป็นที่ทราบกันว่ามนุษยชาติมีการสร้างจรวดเป็นครั้งแรกในศตวรรษที่ 20 และหากการค้นพบนี้เป็นจริง ภาพบนโลงศพดังกล่าวก็จะเป็นโอพาร์ทสที่พลิกประวัติศาสตร์โลกไปโดยสิ้นเชิง



มาฟังคำค้านกันมั่ง

บอกกันตรงๆและง่ายๆเลยค่ะ ที่จริงแล้วไม่ได้เป็นเรื่องของแนวคิดเรื่องอวกาศหรือโบราณคดีอะไรเลย ภาพข้างบนทั้งคู่นี้วางกลับข้างค่ะ ให้ถูกต้องแล้ว รูปดังกล่าวควรจะวางด้วยมุมนี้



ซึ่งได้มีการนำไปเปรียบเทียบกับภาพแกะสลักอื่นๆที่ถูกค้นพบในโบราณสถานของพาเลนเก้เช่นเดียวกัน


ภาพสลักจากวิหารแห่งกางเขน เทียบจากดีไซน์ของรูปแกะที่อยู่กลางภาพ

และหากจะอธิบายองค์ประกอบของรูปแกะในแง่โบราณคดีและก็พอจะแบ่งได้ดังนี้ค่ะ



A - เทพเควทซาคอทล์
B - กางเขน(ต้นไม้แห่งชีวิต)ซึ่งประกอบจากข้าวโพดที่วาดเป็นสัญลักษณ์
C - งูสองหัว
D - พระเจ้าบากัล (หรือคนใกล้ชิด)
E - สัตว์ร้ายแห่งผืนดินที่กำลังอ้าปาก
F - สัญลักษณ์ของผู้ปกครอง

นักโบราณคดีได้อธิบายรูปดังกล่าวว่าเป็นการแสดงถึงแนวคิดว่ามนุษย์จะลงไปสู่ใต้พิภพพร้อมกับอาทิตย์ตกดิน และถือกำเนิดใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง ภาพบรรยายว่าพระเจ้าบากัลกำลังจะถูกสัตว์ร้ายกลืนกินลงไปในดินก็จริง แต่ดวงตาของพระองค์ก็จับจ้องอยู่ที่ต้นไม้แห่งชีวิตที่เชื่อมไปถึงสวรรค์และนกศักดิ์สิทธิ์ที่เกาะอยู่ข้างบน

ในปัจจุบัน รูปสลักดังกล่าวถูกถอดจากหัวข้อโอพาร์ทสไปแล้วค่ะ แต่ก็ยังคงถูกแนะนำในฐานะงานแกะที่มีความละเอียดละอองดงามที่สุดชิ้นหนึ่งของอารยธรรมมายา

Spontaneous human combustion (SHC)

หรือ"ปรากฏการณ์เผาไหม้ร่างมนุษย์" นี้หมายถึงการที่ร่างกายมนุษย์เกิดการลุกไหม้ขึ้นโดยไม่มีเชื้อไฟ เป็นมิสเทรี่อย่างหนึ่งที่มีชื่อเสียงมาก คนที่ชอบเรื่องลึกลับน่าจะเคยได้ยินมาบ้าง จริงอยู่ที่สมมติฐานทางวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถอธิบายถึงปราฏกการณ์นี้ได้ทั้งหมด แต่หากจะมองโดยแต่ละคดีแล้วก็จะพบว่าต่างก็มีสาเหตุของการเกิดไฟไหม้ที่พอจะอธิบายได้ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไปเช่นกัน เป็นเคสที่น่าสนใจอีกอย่างว่า ปรากฏการณ์เดียวกัน ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นจากปัจจัยเดียวกันเสมอไป
คุณ MEIJI ขอบคุณค่ะสำหรับรีเควส

ก่อนจะเข้าเรื่อง เราลองมาพูดถึงหนึ่งในปรากฏการณ์ที่เป็นคำอธิบายหนึ่งของ SHC กันก่อนดีกว่าค่ะ
Wick Effect เป็นปรากฏการณ์ที่ไขมันจากร่างกายมนุษย์ซึมออกมายังเสื้อผ้าที่เหยื่อใส่อยู่ ทำให้เหยื่อมีสภาพเหมือนกับเทียนไข"inside-out"(ไขมันในร่างกายคนเป็นตัวเทียนซึ่งอยู่ข้างใน และเสื้อผ้าเป็นไส้เทียนซึ่งมาอยู่ข้างนอกแทน) ซึ่งจะง่ายต่อการติดไฟและลุกไหม้ด้วยอุณหภูมิต่ำ ด้วยเหตุนี้เองปรากฏการณ์นี้จึงจะเกิดการลุกไหม้เฉพาะที่และไม่ลามไปเป็นบริเวณกว้าง

ในเอนทรี่นี้จะขอแนะนำเฉพาะบางคดีที่มีชื่อเสียงและข้อมูลเพียงพอค่ะ

คดีของดอกเตอร์จอห์น เออร์วิ่ง เบนทเลย์
วันที่ 5 ธันวาคม 1966 รัฐเพนซิลวาเนีย เมืองเคาวเดอร์สปอร์ท นายกอสเนลไปที่บ้านของอดีตหมอ จอห์น เออร์วิ่ง เบนทเลย์ (92) เพื่อดูมีเตอร์แก๊สแทนเจ้าของบ้านซึ่งเดินไม่สะดวก เขาพบว่าบันไดลงไปห้องใต้ดินมีควันดำสีออกน้ำเงินลอยคลุ้งและมีกลิ่นเหม็นฉุนอบอวลไปหมด ด้วยความสงสัย เขาจึงเข้าไปยังห้องน้ำซึ่งเป็นที่มาของควัน ซึ่งที่นั่นเองที่เขาได้พบกับภาพที่เขาไม่สามารถลืมได้ชั่วชีวิต
บนพื้นห้องน้ำมีรูขนาดกว้าง 75 เซนติเมตร ยาว 120 เซนติเมตร และที่ข้างรูนี้เองเขาก็พบขาของเบนทเลย์ซึ่งกลายเป็นสีคล้ำราวกับขาหุ่นตกอยู่ ส่วนอื่นๆของร่างกายนั้นกลายเป็นเถ้าถ่านตกอยู่ในห้องใต้ดินเบื้องล่าง



* คำค้าน
กล่าวกันว่าคดีของเบนทเลย์เป็นปริศนาเพราะเกิดการลุกไหม้ทั้งๆที่ไม่มีเชื้อไฟ แต่ความจริงแล้ว เป็นที่รู้กันดีว่าเบนทเลย์ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นชอบสูบไปป์ และมักทำขี้เถ้าตกใส่เสื้อบ่อยๆ ในวันเกิดเหตุนี้ก็มีการพบขี้เถ้าตกอยู่บนพรมห้องนอนของเบนทเลย์ด้วย จึงเป็นการยืนยันว่าในวันดังกล่าว เบนทเลย์ก็กำลังสูบไปป์อยู่เช่นกัน
นอกจากนี้ ในบันทึกส่วนมากมักจะเขียนว่า เบนทเลย์ถูกเผาจนเหลือแต่ขาขวาข้างเดียว แต่ในความจริงแล้ว หัวกระโหลกของเขายังเหลืออยู่จากการเผาไหม้นี้ด้วย หากจะสันนิษฐานตามสภาพที่เกิดเหตุก็ได้ความดังนี้
1. เบนทเลย์ทำขี้เถ้าตกใส่เสื้อคลุมอาบน้ำ
2. หลายนาทีให้หลัง เสื้อติดไฟ
3. เบนทเลย์รีบมุ่งไปยังห้องน้ำ เมื่อไปถึงเสื้อคลุมก็ติดไฟจนลุกท่วมไปหมดแล้ว เขาจึงถอดเสื้อคลุมโยนใส่อ่างอาบน้ำ (เสื้อคลุมที่ถูกพบในอ่างน้ำ มีไม้ขีดไฟใส่อยู่ในกระเป๋าด้วย)
4. แต่ไฟก็ลามมาติดที่ร่างกายแล้ว ร่างของเบนทเลย์จึงเกิดปรากฏการณ์ Wick Effect ลุกไหม้จนเขาเสียชีวิต



คดีของแมรี่ รีเซอร์หรือ The Cinder Lady
เป็นคดีที่โด่งดังที่สุดของปรากฏการณ์นี้ก็ว่าได้ค่ะ
2 กรกฎาคม 1951 รัฐฟลอริด้า เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก คุณนายคาร์เพนเตอร์ เจ้าของห้องเข่ามาหาแมรี่ ฮาร์ดี้ รีเซอร์ (61) ที่ห้องของเธอ หากกดกริ่งเรียกแล้วก็ไม่มีเสียงตอบ และเมื่อจะเปิดประตูเข้าไปก็พบว่าลูกบิดประตูร้อนจัดจนลวกมือ
คุณนายรีบวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากคนงานซึ่งทำงานกันอยู่ฝั่งตรงข้าม เมื่อพวกเขาเข้าไปในห้องได้ก็พบกับแมรี่ รีเซอร์ซึ่งเหลือเพียงเถ้าถ่านกับกระโหลกที่หดตัวลงจนมีขนาดเพียงเท่ากำปั้น หากไม่มีส่วนใดในห้องที่ถูกไฟลุกไหม้ด้วย



* คำค้าน
เกี่ยวกับเชื้อไฟนั้น ที่จริงแล้วจากการตรวจที่เกิดเหตุทราบได้ว่าเกิดจากบุหรี่นี่เอง แมรี่มีนิสัยชอบสูบบุหรี่อยู่แต่เดิมแล้ว ประกอบกับก่อนที่เธอจะถูกพบเป็นเถ้าถ่านอยู่ในห้องพัก แมรี่เพิ่งจะโทรศัพท์คุยกับลูกชายว่าเธอได้ทานยานอนหลับไปแล้ว 2 เม็ด และจะทานอีก 2 เม็ดก่อนเข้านอน จึงเป็นไปได้ว่า แมรี่อาจจะเผลอหลับระหว่างที่เธอกำลังสูบบุหรี่อยู่และทำบุหรี่ตกใส่เสื้อ นอกจากนี้จากคำให้การของผู้ที่เห็นเธอเป็นครั้งสุดท้ายกล่าวว่า แมรี่ใส่ชุดนอนและเสื้อคลุมซึ่งล้วนทำจากวัสดุซึ่งติดไฟง่าย และเธอยังนั่งอยู่บนเก้าอี้นวนซึ่งยัดไส้ด้วยวัสดุที่ติดไฟง่ายเช่นกันอีกด้วย
อีกประการหนึ่ง มักจะกล่าวกันว่าภายในห้องไม่ถูกเพลิงไหม้เสียหาย แต่ในความจริงแล้ว ไฟได้ไหม้เก้าอี้ โต๊ะข้างเก้าอี้ และโคมไฟไปจนหมด ในตอนที่ค้นพบศพนั้น เพดานยังลุกไหม้อยู่ด้วยซ้ำ
และจริงอยู่ที่ร่างกายของแมรี่ถูกไหม้เป็นเถ้าถ่านจนแทบไม่เหลือกระดูก แต่ที่บอกว่ากระโหลกของเธอหดตัวจนมีขนาดเท่ากำปั้นนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่จะไม่จริง เนื่องจากในหนังสือพิมพ์ที่ลงข่าวนี้อยู่กล่าวเพียงว่า"วัตถุทรงกลมซึ่งน่าจะเป็นกระโหลกศีรษะ" (ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นกระโหลกจริงๆ) นักวิจัยชี้ว่าเป็นไปได้ว่าวัตถุดังกล่าวน่าจะเป็นกระดูกส่วนฐานกระโหลกที่เชื่อมกับคอก็เป็นได้

มักจะมีการอ้างว่า การจะเผาร่างกายมนุษย์ให้เหลือแต่เถ้าถ่านนั้นต้องใช้อุณหภูมิ 1370 องศาเซลเซียสขึ้นไปเผาติดต่อกันเป็นเวลา 3 ชั่วโมงขึ้นไป แต่ที่จริงแล้วใช้อุณหภูมิ 870 - 980 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 1 ชั่วโมงก็สามารถเผาให้เป็นเถ้าถ่านได้แล้ว และถึงจะเป็นอุณหภูมิที่ต่ำกว่า หากใช้เวลาหลายชั่วโมงก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน อย่าว่าแต่แมรี่ถูกเผาอยู่ถึง 10 ชั่วโมงด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ ไฟซึ่งลุกไหม้ในสถานที่ปิดนั้น จะไม่โหมลุกใหญ่โตเนื่องจากมีออกซิเจนน้อย แต่จะลุกไหม้อยู่ที่ต้นเพลิงทีละน้อยเท่านั้น ในกรณีของแมรี่นี้ ห้องของเธอเป็นพื้นคอนกรีตจึงมีสภาพปิดตายและทำให้ไฟไม่ลามไปยังที่อื่นมากนัก


คดีของจีนนี่ แซฟฟิน
15 กันยายน 1982 จีนนี่ แซฟฟิน (61) ซึ่งพักรักษาตัวโรคทางสมองอยู่กับน้องสาว จู่ๆเกิดมีอาการทรมานและพ่นไฟออกจากปากมาลุกติดศรีษะ จีนนี่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที เธอถูกนำตัวเข้ารักษาโดยแพทย์เฉพาะด้านของแผลไฟลวก หากการรักษาก็ไม่เป็นผล เธอเสียชีวิตในอีก 8 วันให้หลัง
โดนัลด์ คาร์โรลซึ่งเป็นน้องเขยกล่าวว่า จีนนี่มีรอยไหม้เพียงที่ส่วนศีรษะ แขนและบางส่วนของเสื้อที่ใส่อยู่โดยที่ไฟไม่ได้ลามไปที่อื่น โดยเฉพาะใบหน้าและภายในปากนั้นเป็นแผลไฟไหม้อย่างหนัก และในที่เกิดเหตุไม่มีเชื้อไฟอยู่เลย

* คำค้าน
ความพิสดารของคดีนี้อยู่ตรงที่จีนนี่พ่นไฟออกจากปากและในปากของเธอมีแผลไฟไหม้ด้วย แต่ตามบันทึกที่หลงเหลืออยู่จริง แพทย์ชันสูตรได้กล่าวว่า"มีขี้เถ้ามีที่จมูกก็จริง แต่ในปากไม่มีแผลใดๆ" นอกจากนี้ ยังไม่มีรอยแผลไฟไหม้ภายในร่างกายอีกด้วย
ถ้าเช่นนั้นเรื่องจินนี่พ่นไฟมาจากที่ไหน? ที่จริงแล้วรายละเอียดดังกล่าวถูกเพิ่มเติมขึ้นในการสัมภาษณ์โดนัลด์ คาร์โรลในอีก 12 ปีให้หลังจากคดี มีความเป็นไปได้สูงว่าเป็นเรื่องที่แต่งเติมขึ้นโดยนักข่าวคอลัมภ์อีกที
ส่วนเชื้อไฟนั้น ตอนที่เกิดเหตุ จีนนี่นั่งอยู่ในครัวกับแจ๊ค แซฟฟินซึ่งเป็นพ่อ ก่อนเกิดเหตุ แจ๊คกำลังสูบไปป์และหน้าต่างก็เปิดอยู่ จึงพอจะสันนิษฐานได้ว่า ลมได้พัดเอาขี้เถ้าจากไปป์ไปติดยังเสื้อของจีนนี่ และจากคำให้การของตำรวจซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุว่า"เมื่อตอนที่ผมไปถึง เสื้อของเธอยังมีไฟลุกอยู่" หมายความว่าที่ไฟไหม้นั้น ไม่ใช่จากหน้าของเธอ แต่เป็นจากเสื้อของเธอมากกว่านั่นเอง



คดีของเฮเลน คอนเวย์
8 พฤศจิกายน 1964 รัฐเพนซิลวาเนีย เมื่อหลานสาวกลับมาถึงบ้านก็พบกับเฮเลน คอนเวย์ถูกไฟไหม้เหลือเพียงขาตั้งแต่เข่าลงไปสองข้างเท่านั้น หลานของเธอออกจากบ้านไปเพียงช่วงสั้นๆ ซึ่งหมายความว่าเป็นคดีที่เกิดในระยะเวลาเพียง 6 - 20 นาทีเท่านั้นเอง
คอนเวย์เป็นนักสูบบุหรี่จัดและไม่ค่อยระวังไฟ ในที่เกิดเหตุพบรอยไหม้ของบุหรี่ และหลานสาวได้ยืนยันว่าก่อนที่เธอจะออกไปซื้อของ ได้ส่งไม้ขีดไฟกล่องใหม่ให้กับเฮเลน จึงเป็นธรรมดาที่สาเหตุจะถูกเล็งไปยังไฟบุหรี่นั่นเอง
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ลารี่ อาร์โนลด์ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนทฤษฎี SHC ได้กล่าวว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ว่าที่จริงแล้วร่างของเฮเลนได้เกิดการระเบิดขึ้นมา



*คำค้าน
ลารี่ อาร์โนลด์นี่ก็ไม่ใช่ใครอื่นค่ะ คนๆเดียวกันกับที่สัมภาษณ์โดนัลด์ คาร์โรลในคดีของจีนนี่ แซฟฟินนี่เอง ลารี่เสนอสมมติฐานการระเบิดก็จริง แต่ในที่เกิดเหตุ ไม่มีชิ้นส่วนของร่างกายกระจัดกระจายดังที่ควรจะเป็นเมื่อเกิดระเบิด
ในเรื่องของระยะเวลาการเผาไหม้ที่สั้นมากนั้น ถ้าลองเปรียบเทียบรูปทั้งสามรูปในเอนทรี่ก็จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น คดีของเบนทเลย์และแมรี่นั้น ไฟได้เผาจนเกิดความเสียหายไปยังรอบๆด้วย (คดีของเบนทเลย์เกิดเป็นรูที่พื้น คดีของแมรี่เครื่องเรือนและเพดานถูกเผาจนเกือบหมด) แต่กรณีของเฮเลนนี้ ของรอบๆตัวเธอไม่มีความเสียหายมากถึงขนาดนั้น แม้แต่เก้าอี้ที่เธอนั่งอยู่ก็ยังคงสภาพเดิมไว้ได้ส่วนใหญ่ จึงมีการสันนิษฐานว่าเฮเลนอาจจะหัวใจวายตายก่อนเกิดไฟไหม้ ทำให้เธอไม่ได้ดิ้นรนมากจนสะเก็ดไฟกระจายไปรอบๆ และบุหรี่ก็น่าจะตกลงบนตักของเธอเองทำให้ไฟลุกในแนวตั้งซึ่งจะมีลักษณะเป็นไฟแรงกว่าไฟที่ไหม้ในแนวนอน ซึ่งทำให้ท่อนบนของเฮเลนถูกไฟเผาไปในระยะเวลาอันสั้นได้

ไม่รู้ว่ามีอาถรรพ์อะไร เขียนเอนทรี่นี้บราวเซอร์ค้างจนต้องเขียนใหม่แต่ต้น 3 ครั้งแล้วค่ะ ถ้าจะอัพช้าไปหน่อยก็ต้องขออภัยด้วยค่ะ
เนื่องจากเนื้อหาของเอนทรี่ในวันนี้มีความเกี่ยวข้องกับศาสนาสูง หากมีข้อผิดพลาดประการใด หรือทำให้ผู้อ่านเกิดความไม่สบายใจเช่นไร ข้าพเจ้าก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ
คุณ K9 ขอบคุณมากค่ะสำหรับรีเควส



Shroud of Turin หรือHoly Shroud

เป็นเวลานานหลายร้อยปีแล้วที่ผู้คนพากันค้นหาหลักฐานวัตถุเพื่อยืนยันความจริงในไบเบิ้ล ทั้งจอกศักดิ์สิทธิ์อันมีชื่อเสียง เศษซากเรือโนอา หอกซึ่งปลิดชีวิตพระเยซูบนไม้กางเขน ....และผ้าห่อศพแห่งตูรินนี้ก็เป็นหนึ่งในสมบัติศักดิ์สิทธิ์จากเรื่องราวในพระคัมภีร์

ผ้าห่อศพนี้เป็นที่รู้จักกันมาแต่โบราณแล้วแต่ไม่มีผู้ค้นพบเป็นเวลาเนิ่นนานจนกระทั่งปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นครั้งแรกในปี 1353 เป็นสมบัติของตระกูลชาลนี่ในประเทศฝรั่งเศส ภายหลังถูกนำไปเก็บรักษาที่ชางเบลีจนกระทั่งเกิดเพลิงไหม้ในปี 1532
ปี 1578 ผ้าห่อศพตกเป็นของราชวงศ์อิตาลีและถูกย้ายไปเก็บที่ตูริน และมีการย้ายสถานที่เก็บรักษาอีกหลายครั้งจนกระทั่งอุงเบลที่ 3 แห่งตระกูลซาวอยเสียชีวิตลง ผ้าห่อศพจึงถูกส่งให้กับวาติกันตามคำสั่งเสียของเขา


หีบใส่ผ้าถูกนำออกจากวิหารขณะเกิดไฟไหม้

ผ้าห่อศพดังกล่าวเป็นผ้าลินินขนาด 1.1 เมตร ยาว 4.36 เมตร เดิมน่าจะเป็นสีขาวซึ่งปัจจุบันซีดลงเป็นสีเหลืองงาช้าง บนผ้ามีรอยเป็นรูปด้านหน้าและด้านหลังของชายซึ่งประสานมือไว้ยังช่วงเอว
กล่าวกันว่าผ้าดังกล่าวถูกใช้ห่อศพของพระเยซูในแนวยาวโดยพับกึ่งกลางที่ศีรษะและถูกเหลือทิ้งไว้ในสุสานเมื่อพระองค์ฟื้นคืนชีพอีก 3 ให้หลังจากสิ้นพระชนม์บนกางเขน


ภาพแบ่งครึ่งของผ้าห่อศพ

มีรอยเปื้อนเป็นเส้นขนานตลอดความยาวของผ้าและรอยซึ่งอยู่บริเวณช่วงไหล่และขารอยเหล่านี้คือรอยไหม้ซึ่งเกิดจากไฟไหม้เมื่อปี 1532 ขณะที่ผ้าห่อศพถูกเก็บรักษาอยู่ที่ฝรั่งเศส นอกจากนี้ ยังมีรอยเลือดอยู่บริเวณศีรษะ มือซึ่งประสานอยู่ที่เอว หัวเข่า แผ่นหลัง และเท้า (แต่รอยเลือดบางส่วนถูกน้ำระหว่างการดับไฟไหม้เมื่อปี 1532 จนซึมกระจายไปประมาณครึ่งพื้นที่ผ้า)

มีการทำการวิจัยเกี่ยวกับผ้าห่อศพแห่งตูรินจากหลายสถาบันทั่วโลกมาจนทุกวันนี้ หากก็ยังไม่มีข้อสรุปใดที่สามารถชี้ชัดลงไปได้ว่าผ้าดังกล่าวเป็นของจริงหรือไม่ พอๆกับที่ไม่มีข้อพิสูจน์ว่าเป็นของปลอมเช่นกันการวิจัยในช่วงแรกมีการสรุปว่า รอยรูปคนบนผ้าน่าจะเกิดจากการใช้สีเขียนมากกว่า (มีการอ้างว่าลีโอนาโด ดาร์วินซี่ น่าจะเป็นผู้วาด เนื่องจากรอยดังกล่าวมีความละเอียดทางด้านสรีระวิทยาสูงมาก)
ภาพถ่ายของผ้าห่อศพแห่งตูรินถูกประกาศออกสู่สายตาชาวโลกเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1898 เมื่อช่างภาพได้เอาฟิมล์ลงแช่ในน้ำยาก็ปรากฏว่ารูปรอยคนนั้นเป็นเนกาทีฟในขณะที่รอยเลือดกลับเป็นโพสิทีพ (เมื่อล้างภาพออกมาเป็นรูป รอยร่างคนจะเป็นโพสิทีฟและรอยเลือดจะเป็นเนกาทีฟ) ความจริงนี้ทำให้ทั่วโลกพากันตกตะลึง เนื่องจากเทคนิคในเวลานั้นยังไม่สามารถวาดรูปให้เป็นเนกาทีฟได้ เท่ากับว่าผ้าห่อศพแห่งตูรินนี้ไม่ใช่ภาพวาดด้วยมือนั่นเอง



จากการวิจัยในช่วงหลัง มีการกล่าวว่ารอยดังกล่าวน่าจะเกิดจากปรากฏการณ์ Electrostatic discharge(ESD) มากกว่า ซึ่งนักวิจัยได้อธิบายว่า ศพน่าจะถูกฝังโดยมีแผ่นหินกดทับอยู่ด้านบนและด้านล่างซึ่งบนผ้าน่าจะมีฝุ่นจับอยู่ และเมื่อเกิดแผ่นดินไหว หินก็ปล่อยคลื่นไฟฟ้าออกมา (หินจะปล่อยคลื่นไฟฟ้าออกมาเมื่ออยู่ภายใต้แรงดัน) ฝุ่นจึงเกาะติดกับเนื้อผ้าโดยสะท้อนรูปร่างของศพตามหลักการเดียวกับเครื่องถ่ายเอกสาร เมื่อเวลาผ่านไป สีของเนื้อผ้าเปลี่ยนจึงกลายมาเป็นรอยเช่นที่เห็นกัน
(จะอย่างไรก็ดี หากจะเชื่อตามสมมติฐานนี้ก็เท่ากับว่า ศพต้องถูกฝังอยู่เป็นเวลานานมากกว่า 3 วัน ซึ่งเท่ากับเป็นการปฏิเสธการคืนชีพของพระเยซู สมมติฐานนี้จึงไม่เป็นที่ยอมรับเท่าใดนัก)

ปี 1988 ได้มีการตัดส่วนหนึ่งจากผ้าห่อศพส่งไปทำการตรวจโดยเรดิโอคาร์บอน ผลปรากฏว่าผ้าดังกล่าวถูกทำขึ้นในยุคกลางช่วงปี 1260 ถึง 1390 หากก็มีคำค้านเกี่ยวกับผลการตรวจนี้มากมาย เนื่องจากมีการวิจัยพบว่าเนื้อผ้ามีไบโอพลาสติกซึ่งสร้างโดยแบคทีเรียครอบคลุมอยู่ทั่วเนื้อผ้า ซึ่งน่าจะเป็นเหตุให้การตรวจสอบอายุมีการคลาดเคลื่อนได้เป็นจำนวนมาก และโดยการตรวจสอบด้วยวิธีอื่นพบว่าผ้าถูกทำขึ้นในช่วงอารยธรรม Dead Sea scrolls ซึ่งอยู่ประมาณศตวรรษที่ 1 ซึ่งการวิจัยดังกล่าวก็ยังดำเนินมาจนกระทั่งทุกวันนี้ว่าผ้าผืนนี้เป็นของจริงหรือไม่ และหากเป็นของจริงศพที่เคยถูกผ้าผืนดังกล่าวห่อหุ้มไว้คือพระเยซูจริงหรือไม่

ปัจจุบันผ้าห่อศพถูกเก็บรักษาอยู่ที่วิหารเซนต์ยอห์นที่เมืองตูริน แต่เนื่องจากแสงได้ทำให้ผ้าเสื่อมสภาพลง ปัจจุบันจึงไม่มีการนำออกแสดงในที่สาธารณะบ่อยครั้งนัก ครั้งล่าสุดที่ผ้าห่อศพแห่งตูรินปรากฏต่อชาวโลกคือมื่อปี 2000 และมีหมายกำหนดการว่าจะออกนำแสดงครั้งต่อไปในปี 2025


edit @ 2007/01/08 13:13:17



Acambaro Dinosours Figures

เวลานั่งดูลิสต์โอพาร์ทสก็ลำบากใจเหมือนกันค่ะว่าจะเลือกตัวไหนขึ้นมาเขียนดี เพราะอย่างที่เคยบอกไว้แล้วว่า โอพาร์ทสที่เป็นของแหกตามันมีมากเหลือเกิน (แต่ข้าพเจ้าว่านั่งจับผิดพวกนี้ก็สนุกไปอีกอย่างเหมือนกัน) กรณีของตุ๊กตาไดโนเสาร์ในวันนี้ ข้าพเจ้าเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันเป็นของจริงแค่ไหน อยากจะทราบเช่นกันค่ะว่าท่านผู้อ่านมีความเห็นว่ายังไงบ้าง
คุณต๊ะคุง ขอบคุณมากค่ะสำหรับรีเควส

เดือนกรกฎาคมปี 1945 ที่หมู่บ้านอคัมบาโรในเม็กซิโกมีการขุดค้นพบรูปดินปั้นจำนวนมากซึ่งมีลักษณะคล้ายกับไดโนเสาร์ (ซึ่งตามทฤษฏีในปัจจุบันกล่าวว่าได้สูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อ 65 ล้านปีก่อน) ผู้ค้นพบคือนักธุรกิจชาวเยอรมัน วาลเดมาร์ จูลสรู้ด ซึ่งผู้รับใช้ของเขาใช้เวลาถึง 7 ปีหลังจากนั้นในการขุดค้นตุ๊กตาจำนวนกว่า 32,000 ตัวออกมา

ปี 1968 ชาร์ลส แฮปกู้ด ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยประจำรัฐได้นำตัวอย่างการค้นพบ 3 ชิ้นส่งไปยังบริษัทไอโซทอปเพื่อตรวจอายุของวัตถุโดยการตรวจเรดิโอคาร์บอน (การใช้คาร์บอน-14 ในการตรวจหาอายุวัตถุ*) ผลปรากฏว่าแต่ละชิ้นถูกสร้างขึ้นเมื่อ 1110 ปีก่อนคริสตกาล1640 ปีก่อนคริสตกาลและ 4530 ปีก่อนคริสตกาล



ในปีถัดมา มีการนำเทคนิคเทอร์โมลูมิเนสเซนส์ (การตรวจอายุวัตถุด้วยการวัดปริมาณสะสมของคลื่นรังสีในธรรมชาติ*) ซึ่งเพิ่งถูกคิดค้นโดยมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย มาใช้กับตุ๊กตาดังกล่าว ผลปรากฏว่าทั้ง 3 ชิ้นถูกสร้างขึ้นเมื่อ 2500 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งผลการตรวจนี้กลายมาเป็นเครื่องยืนยันว่าตุ๊กตาทั้งสามตัวเป็นของจริง และมีความเป้นไปได้ว่าไดโนเสาร์ที่เราเข้าใจกันว่าสูญพันธุ์ไปเมื่อ 65 ล้านปีก่อนนั้น ที่จริงแล้วยังมีชีวิตอยู่ในยุคเดียวกับมนุษยชาติจนถึงอย่างน้อยเมื่อ 5500 ปีก่อนนี้เอง

* เป็นการสรุปสั้นๆของข้าพเจ้าค่ะ พูดตรงๆว่าตัวข้าพเจ้าเองก็ยังไม่รู้เรื่องเอาเท่าไหร่ ถ้ามีผู้รู้ก็อยากจะขอคำชี้แนะด้วยค่ะ

ข้อค้าน

- โดยปกติ เรดิโอคาร์บอนเป็นการตรวจที่ใช้กับอินทรีย์วัตถุ ในขณะที่ตุ๊กตาเหล่านี้เป็นอนินทรีย์วัตถุ ซึ่งทั่วไปแล้ว จะใช้เรดิโอคาร์บอนในการตรวจชิ้นไม้ซึ่งติดมากับวัตถุมากกว่าจะตรวจตัววัตถุเองเลย เพราะการตรวจตัวตุ๊กตานี้จะทราบเพียงอายุของดินที่เป็นวัตถุดิบ ไม่ใช่ปีที่ตุ๊กตาถูกทำขึ้น

- เกี่ยวกับเทอร์โมลูมิเนสเซนส์นั้น เนื่องจากเมื่อดินถูกเผา รังสีสะสมในดินซึ่งเป้นวัตถุดิบก็จะหายไป ทำให้เป็นวิธีที่สามารถทราบอายุหลังจากตุ๊กตาถูกสร้างขึ้นได้ชัดเจนกว่า แต่ในทำนองเดียวกันก็มีคำค้านว่า ถ้าตุ๊กตาถูกเผาด้วยอุณหภูมิต่ำทำให้รังสีแต่เดิมไม่หายไป หรือถ้ามีการนำวัตถุไปอาบรังสี ก็จะทำให้อายุของวัตถุมากกว่าที่ควรจะเป็นได้เช่นกัน

- ชิ้นที่ถูกนำมาเผยแพร่เป็นการเลือกเฉพาะชิ้นอย่างจงใจ ซึ่งในความจริงแล้ว ยังมีชิ้นที่เหมือนกับมนุษย์จระเข้ มนุษย์ช้าง มังกรมีปีก หรือกระทั่งบราซิโอเซารัสที่ยืนสองขา*



* ในสมัยนั้น ยังมีการเข้าใจผิดเกี่ยวกับบราซิโอเซารัสว่าเป็นไดโนเสาร์ยืนสองขาอยู่ ซึ่งตุ๊กตาในรูปข้างบนก็มีความคล้ายคลึงกับรูปวาดของแบกเกอร์มาก (เป็นรูปไดโนเสาร์ยืนสองขา)

- มีการพบร่องรอยการขุดแล้วกลบในบริเวณที่ยังไม่มีการขุดค้น

ในบรรดาเพชรที่มีชื่อเสียงต่างๆเช่น Golden Jubilee, Star of Africa (Cullinan Diamond) หรือHeart of Eternity ดูเหมือนที่มีชื่อเสียงที่สุดคงจะได้แก่เพชรสีน้ำเงินซึ่งถูกกล่าวกันว่าเป็นเพชรต้องสาปเม็ดนี้เอง มีตำนานมากมายเล่าถึงเจ้าของคนแล้วคนเล่าที่ประสบกับโชคร้าย แต่โดยความจริงแล้ว แน่นอนว่าไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็นเรื่องจริง จะอย่างไรก็ดี โฮปไดอามอนด์ก็นับเป็นเพชรที่มีประวัติน่าสนใจที่สุดเม็ดหนึ่งทีเดียว (จะขอแนะนำโดยเขียนตำนานต่อท้ายไว้ต่างหากค่ะ ตำนานที่ว่าจะใส่ * ไว้ที่ขึ้นย่อหน้าค่ะ)
คุณโน้ต ขอบคุณค่ะสำหรับรีเควส

Hope Diamond



* ไม่มีบันทึกที่แน่ชัดนักว่าเพชรเม็ดนี้ถูกค้นพบที่ไหนและเมื่อไหร่ แต่หากจะเชื่อตามตำนาน ชาวนาผู้หนึ่งเป็นผู้ค้นพบมันในแม่น้ำของเมืองโคราลซึ่งอยู่บนที่ราบสูงเดกัน แต่หลังจากพบไม่นาน กองทัพเปอร์เชียที่บุกเข้ามาก็ฆ่าชาวนาเพื่อชิงเพชรไป ส่วนทหารที่ชิงเพชรไปก็ฆ่าตัวตายอย่างเป็นปริศนาในเวลาถัดมา

โฮปไดอามอนด์ (ในเวลานี้ชื่อทาเวอร์เนียบลู) ปรากฏตัวเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในปี 1660 (บางเอกสารกล่าวว่าปี 1661) โดยกล่าวว่าชาวฝรั่งเศสชื่อจีน แบปติส ทาเวอร์เนีย เป็นผู้ซื้อมา ซึ่งในขณะนั้นโฮปไดอามอนด์มีขนาดถึง 112 กับ3/16กะรัต (22.44 กรัม) เป็นเพชรเม็ดมหึมาอย่างหาได้ยากทีเดียว
* ตำนานจะกล่าวว่าเพชรดังกล่าวถูกขโมยมาจากดวงตาข้างหนึ่งของรูปสลักของเทพีในวิหารของศาสนาพราหมณ์ (แปลว่าต้องมีอีกเม็ดที่มีขนาดเท่ากัน) นักบวชของวิหารจึงตั้งคำสาปทุกคนที่มาเป็นเจ้าของเพชร และมีการกล่าวว่าทาเวอร์เนียป่วยตายหรือไม่ก็ถูกหมาป่ากิน แต่ในความจริงทาเวอร์เนียมีชีวิตอยู่ตามปกติจนเสียชีวิตไปเมื่ออายุ 84 ปี

ปี 1668 พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซื้อเพชรจากทาเวอร์เนีย เพชรถูกเจียระไนเป็นรูปหัวใจขนาด 67 กับ 1/8 กะรัตเพื่อใช้ติดกับเสื้อคลุมในงานพิธี พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 พระราชทานนามใหม่ให้กับเพชรว่า French Blue
* ตำนานกล่าวว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีโอกาสใส่เพชรนี้เพียงครั้งเดียวก่อนจะป่วยตายด้วยโรคระบาด คนรักของพระองค์ที่ได้รับเพชรเม็ดนี้เป็นของขวัญก็ถูกขับออกจากราชสำนักในภายหลังเนื่องจากวางแผนจะวางยาพิษราชินี
* เคราะห์กรรมของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กับพระนางมารีอังตัวเน็ตนั้นมีชื่อเสียงเกินพอจนไม่มีอะไรจะให้พูดถึง และมีการกล่าวว่าเจ้าหญิงซึ่งเคยยืมเพชรเม็ดนี้จากพระนางมารีอังตัวเน็ตมาใส่บ่อยๆก็ถูกประชาชนรุมฆ่าตายอย่างทารุณ


ปี 1792 ระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศส มีกลุ่มหัวขโมยบุกเข้าปล้นเพชรจากราชวังที่ปิดตายอยู่ ในระหว่างนี้เพชรถูกตัดให้เล็กลงอีกเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยที่มาจนเหลือขนาด 44.50 กะรัต
เป็นเวลาหลายปีที่โฮปไดอามอนด์หายไปจากบันทึก หากเมื่อเร็วๆนี้ (ปี 2005) ได้มีการยืนยันว่าเมื่อปี 1812 ดานิเอล เอเรียสัน พ่อค้าเพชรชาวอังกฤษเคยเป็นเจ้าของเพชรเม็ดนี้มาก่อน ถือเป็นร่องรอยที่เก่าที่สุดซึ่งเชื่อมเฟรนช์บลูและโฮปไดอามอนด์เข้าด้วยกัน
* ตำนานกล่าวว่าหลังจากถูกขโมย เพชรถูกขายให้กับช่างเจียระไนเพชรในอัมสเตอร์ดัมส์ ซึ่งลูกชายของช่างที่ขโมยออกมาขายก็เกิดคลุ้มคลั่งจนฆ่าตัวตายไป ส่วนเอเรียสันนั้นถูกกล่าวว่าตกม้าตายหลังจากซื้อเพชรมาไว้ในครอบครอง

ปี 1824 ตกเป็นของเฮนรี่ ฟิลิป โฮป ตอนนี้เองที่เพชรถูกตั้งชื่อตามเจ้าของว่าโฮปไดอามอนด์ หรือเดอะโฮปเพชรถูกทำเป็นเข็มกลัด และตกทอดผ่านลูกหลานตระกูลโฮปไปอีกหลายรุ่นจนกระทั่งตกเป็นของฟรานซิส โฮปซึ่งแต่งงานกับนักแสดงสาวชาวอเมริกัน เมย์ โยฮ์ในปี 1894
เมย์กล่าวว่าเธอใส่โฮปไดอามอนด์ออกงานบ่อยๆ และมีการทำของเลียนแบบอย่างแนบเนียนขึ้นด้วย แต่ฟรานซิสปฏิเสธข้อเท็จจริงนี้
* ภายหลังเมย์หย่ากับฟรานซิสและใช้ชีวิตอย่างแร้นแค้นไปจนเสียชีวิต เธอกล่าวว่าเคราะห์ร้ายของตัวเองเป็นเพราะโฮปไดอามอนด์ แต่ในความจริงแล้ว ตระกูลโฮปหลายคนเกี่ยวข้องกับเพชรเม็ดนี้และไม่ปรากฏว่ามีใครเคราะห์ร้ายแต่อย่างไร

ปี 1901 ฟรานซิสล้มละลาย จึงขายเพชรต่อให้กับพ่อค้าเพชรในลอนดอนชื่ออดอฟล์ เวล เป็นเงิน 29,000 ปอนด์ ซึ่งอดอฟล์ก็ขายต่อให้กับไซมอน แฟรงเกล พ่อค้าเพชรชาวอเมริกาอีกที
ปี 1908 แฟรงเกลขายเพชรให้กับโซโลมอน ฮาบิบเป็นเงิน 400,000 ดอลล่าร์
ปี 1909 ฮาบิบเอาเพชรออกขายในงานประมูลเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ และพ่อค้าเพชรโรสนัวก็เป็นผู้ซื้อไปก่อนจะขายให้กับปิแอร์ คาร์เทียร์ในปี 1910 เป็นเงิน 550,000 ฟรัง
* ตำนานกล่าวว่าพ่อค้าเพชรซึ่งซื้อโฮปไดอามอนด์ (ไม่มีการระบุชื่อ) ยิงตัวตาย และเจ้าของคนถัดมาเป็นเจ้าชายรัซเซีย ซึ่งคนรักที่เป็นนักร้องถูกยิงตายระหว่างการแสดง ตัวเจ้าชายเองถูกกลุ่มปฏิวัติลอบสังหาร พ่อค้าชาวอียิปต์เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุรถไฟ ตอนที่พ่อค้าชาวกรีกขายเพชรนี้ เขาก็กำลังจะล้มละลาย
* เพชรตกเป็นของสุลต่านแห่งตุรกี อับดุล ฮามิดที่ 2 ในตอนนั้นอาณาจักรออสมันด์กำลังจะล่ม พระองค์จึงถูกเรียกว่าเป็น"ราชาที่ถูกเพชรสาป"


ปี 1911 หลังจากที่คาร์เทียร์ทำการตบแต่งเพชรใหม่แล้วก็ขายให้กับสาวสังคมชั้นสูงของอเมริกา เอวาลิน วอล์ช แมคลีน
ปี 1947 แมคลีนเสียชีวิตเมื่ออายุได้ 61 ปี หลานของเธอเป็นผู้สืบทอดกรรมสิทธิ์ของเพชรต่อ
* ตำนานกล่าวว่าแม่ของแมคลีนเสียชีวิตหลังจากซื้อเพชรมาได้ไม่นานนัก ในไม่ช้าคนใช้ 2 คนก็เสียชีวิต ตามด้วยลูกชายวัย 10 ปีของเธออีกคน หลังเหตุการณ์นี้ เอวาลินหย่าจากเอ็ดวาร์ด ซึ่งตัวเอ็ดวาร์ดเอง หลังจากป่วยมีอาการทางจิตก็เข้าโรงพยาบาลและเสียชีวิตที่นั่น ลูกสาวเพียงคนเดียวของเอวาลีนตายเนื่องจากทานยานอนหลับเกินขนาด เอวาลีนพยายามแก้เคล็ดด้วยการไปอธิษฐานในโบสถ์ แต่ก็ไม่เป็นผลและต้องเสียครอบครัวทั้งหมดไป (ในความเป็นจริง ยังมีหลานอยู่รับกรรมสิทธิ์ต่อ)

ปี 1949 แฮรี่ วินสตัน ซื้อเพชรจากจากแมคลีน และนำออกโชว์ในงานปาร์ตี้การกุศลตามที่ต่างๆ
ปี 1958 แฮรี่ขายเพชรให้กับพิพิทธพันธ์สมีโซเนี่ยน และโฮปไดอามอนด์ก็กลายมาเป็นของโชว์ชิ้นเรียกแขกของทางพิพิทธพันธ์มาจนทุกวันนี้
* อันนี้ไม่รู้ว่าจริงแค่ไหน แต่มีการกล่าวว่าแฮรี่ส่งโฮปไดอามอนด์ให้กับพิพิทธพันธ์ด้วยการใส่ซองส่งไปทางพัสดุไปรษณีย์ธรรมดา โดยจ่ายค่าประกันเป็นเงินเพียง 160 ดอลล่าร์

แก้ ลองใส่สีในส่วนตำนานตามคำแนะนำของคุณ naranjina ดู
edit @ 2006/12/15 09:39:54



ohx3 (ohohoh)
View full profile