2008/Jan/12

ก่อนอื่น

สวัสดีปีใหม่ค่ะ (แบบช้าไปชาตินึง)

ขอขอบคุณสคส.ทุกฉบับที่ส่งมาอวยพรด้วยค่ะ และต้องขออภัยจริงๆค่ะที่ไม่สามารถส่งตอบได้ จัดการในส่วนของบล๊อกหลัก ข้าพเจ้าก็หมดแรงเสียแล้ว orz จึงขออนุญาตกล่าวทักทายปีใหม่กับทุกท่านไว้ในที่นี้ด้วยค่ะ

อีกเรื่อง ตอนนี้กำลังติดงานแปลอยู่ค่ะ แอบตั้งเป้าหมายในใจว่าจะเสร็จเล่มหนึ่งภายในเดือนมกรานี่แหละ (ที่จริงท่านนัดไว้เดือนมีนา) ปัจจุบัน ข้าพเจ้าก็เลยมุดหัวอยู่กับต้นฉบับจนแทบไม่มีเวลามาแตะบล๊อกเลย ตอนนี้จึงอยากจะขอเว้นช่วงการรับรีเควสไว้ก่อนค่ะ เพราะเขียนเรื่องที่ตัวเองมีข้อมูลในมือยังแทบไม่รอด ในส่วนของรีเควสที่ต้องไปหาข้อมูลเพิ่มก็เกรงว่าจะหามาได้ไม่ดีพอ เดี๋ยวจะเขียนได้ไม่สะใจเปล่าๆ จึงจะขอเขียนเรื่องที่มีอยุ่ในมือตอนนี้ก่อนก็แล้วกันค่ะ ต้องขออภัยท่านมีรีเควสค้างไว้ด้วยค่ะ เสร็จงานเรียบร้อยบริบูรณเมื่อไหร่ จะพยายามกลับมาเคลียร์ให้หมด ต้องขออภัยงามๆอีกครั้ง


กลับเข้าเรื่อง

คุณรู้ไหมว่าประเทศที่เล็กที่สุดในโลกตอนนี้คือประเทศอะไร

ถ้าคุณตอบว่า"วาติกัน" คุณถูกครึ่งหนึ่งและผิดครึ่งหนึ่ง นครรัฐวาติกันถือเป็นประเทศอย่างเป็นทางการซึ่งมีขนาดเล็กที่สุดในโลก (เนื้อที่ 0.44 ตารางกิโลเมตร ประชากร 921 คน (ปี 2004)) แต่หากจะมองให้กว้างกว่านั้น ยังมีอีกประเทศที่มีขนาดเล็กเสียยิ่งกว่า และนั่นก็คือประเทศซีแลนด์ที่เราจะพูดถึงในวันนี้นั่นเอง

Principality of Sealand


ธงชาติ


ตราแผ่นดิน

ซีแลนด์เป็นประเทศในทะเลเหนือ อยู่ห่างจากชายฝั่งอังกฤษไปทางตะวันออกเฉียงใต้เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตร
(ประมาณ 6 ไมล์ทะเล) เมืองหลวงคือซีแลนด์ (กินเนื้อที่ทั้งหมดของประเทศ) ปกครองโดยระบอบกษัตริย์ เพลงประจำชาติคือ E mare libertas ("เสรีภาพจากท้องทะเล" เป็นคำขวัญประจำชาติด้วย) หน่วยเงินคือซีแลนด์ดอลล่าร์ (SXD, SX$ หนึ่งดอลล่าร์สหรัฐมีค่าเท่ากับหนึ่งดอลล่าร์ซีแลนด์) มีเนื้อที่ 0.000207 ตารางกิโลเมตร (207 ตารางเมตร) และประชากร 4 คน .....อย่าเพิ่งตกใจค่ะ มาดูหน้าตาของซีแลนด์กันก่อนดีกว่า



มีอยู่เท่านี้แหละค่ะ ซีแลนด์

ซีแลนด์ประกอบไปด้วยฐานซึ่งฝังอยู่ใต้ทะเล เสาทรงกลมขนาดใหญ่สองต้น และดาดฟ้า ในส่วนเสากลมแบ่งเป็นเด็ค 7 ชั้น (A-G) ชั้น A คือดาดฟ้าและเป็นที่วางเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ชั้น B อยู่เหนือทะเล ส่วน C-G อยู่ใต้ระดับน้ำทะเล ในสมัยสงคราม ชั้น B-E เคยถูกใช้เป็นที่เก็บเสบียงอาหารและที่พัก ชั้น F เป็นคลังอาวุธ และชั้น G เป็นที่เก็บของอื่นๆ

อ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะมีคนเริ่มเดาออกแล้ว แต่เดิมซีแลนด์ก็คือหนึ่งในสี่ป้อมกลางทะเล (HM Fort Roughs หรือเรียกกันว่า Rough Towers) ที่อังกฤษสร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อปี 1944 นั่นเอง ในระหว่างสงคราม เคยมีทหารประจำการอยู่ที่นี่ประมาณ 150-300 นาย หากเมื่อสงครามจบลง ป้อมก็ถูกทิ้งให้ร้างไปตั้งแต่ปี 1956

วันที่ 2 กันยายน 1967 แพดดี้ รอย เบทส์ อดีตเรือโทประจำกองทัพเรืออังกฤษซึ่งในขณะนั้นเป็นเจ้าของคลื่นวิทยุเถื่อน ได้ประกาศให้ป้อมกลางทะเลดังกล่าวแยกตัวเป็นอิสระจากเขตแดนของอังกฤษ และตั้งชื่อประเทศว่าซีแลนด์ รวมทั้งตั้งตัวเองเป็นเจ้าชายรอย เบทส์ หรือเรียกอีกชื่อว่า Roy of Sealand
แน่นอนว่าทางอังกฤษย่อมไม่อยู่เฉย ทำการฟ้องศาลให้รอย เบทส์ถอนตัวออกจากป้อมในทันที หากผลการตัดสินซึ่งออกมาในวันที่ 25 พฤศจิกายน 1968 ศาลได้ประกาศว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่อยู่ในเขตแดนอังกฤษ รวมทั้งไม่มีประเทศใดรอบข้างอ้างกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ดังกล่าว จึงถือว่าพื้นที่นั้นอยู่นอกเขตการปกครองของอังกฤษด้วย อาจจะนับได้ว่าซีแลนด์สามารถแยกตัวเป็นอิสระจากอังกฤษได้โดยปริยาย

จะอย่างไรก็ดี แม้ซีแลนด์จะถือเป็นเขตแดนที่เป็นอิสระจากการปกครองของประเทศอื่น หากโดยสนธิสัญญามองเตวิเดโอ (Treaty of Montevideo) ซึ่งกล่าวว่าการที่ประเทศหนึ่งจะนับเป็นประเทศอย่างเป็นทางการได้นั้น จะต้องมีคำยอมรับจากประเทศใดประเทศหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกของสหประชาชาติเสียก่อน และในปี 2008 ปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่มีประเทศใดเลยจากจำนวน 192 ประเทศที่ยอมรับว่าซีแลนด์เป็นประเทศอย่างสมบูรณ์ (คงเพราะมีอังกฤษคอยเขม่นอยู่)


เจ้าชายรอย เบทส์ และเจ้าหญิงโจน เบทส์

ประชากรของซีแลนด์ในตอนนี้ประกอบไปด้วย เจ้าชายรอย เบทส์, เจ้าหญิงโจน เบทส์, เจ้าฟ้าชายไมเคิ่ล และทหารอีกหนึ่งคน (ทหารคนนี้กับปืนไรเฟิ่ลหนึ่งกระบอกถือเป็นกองกำลังประจำเพียงหนึ่งเดียวของประเทศ หากในสถานการณ์คับขัน เจ้าชายรอย เบทส์ยืนยันว่าเขาสามารถรวบรวมกำลังทหารมาได้จากทั่วโลก (ทหารรับจ้าง?)) รายได้หลักคือการขายตำแหน่งขุนนาง เหรียญที่ระลึกและแสตมป์ ทั้งยังมีการตั้งบริษัทฮาเว่นโคซึ่งให้บริการฝากฐานข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตอีกด้วย (จ่ายเพียง 16 ยูโร (ประมาณ 790 บาท) คุณก็จะกลายเป็นลอร์ดหรือเลดี้ของซีแลนด์ได้ในทันที หากสนใจดูได้ที่ลิงค์ข้างล่างค่ะ)


อื่นๆ

- เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 1987 อังกฤษได้ประกาศขยายอาณาเขตทางทะเลของตน จากเดิม 3 ไมล์ทะเล (ประมาณ 5.5 กิโลเมตร) ไปเป็น 12 ไมล์ทะเล (ประมาณ 22 กิโลเมตร) ซึ่งการขยายอาณาเขตนี้จะทำให้ซีแลนด์ถูกล้อมโดยเขตแดนของอังกฤษจากทุกรอบด้าน หากเมื่อหนึ่งวันก่อน ในวันที่ 30 กันยายน ซีแลนด์ได้ชิงประกาศขยายอาณาเขตทางทะเลของตนไปเป็น 12 ไมล์ทะเลเช่นกัน ซีแลนด์จึงรอดจากสถานการณ์ดังกล่าวมาได้อย่างหวุดหวิด

- ซีแลนด์มีประชากรเพียง 4 คนก็จริง แต่มีทีมฟุตบอลประจำชาติอยู่ด้วย หากเนื่องจากไม่ได้เข้าร่วม FIFA หรือ UEFA จึงไม่สามารถลงแข่งในการแข่งขันอย่างเป็นทางการได้ นอกจากนี้ยังเคยส่งนักกีฬาไปร่วมการแข่งขันต่างๆหลายครั้ง (เคยได้เหรียญเงินสองเหรียญจากการแข่งกังฟูระดับโลกที่แคนาดาในปี 2007)

- 23 มิถุนายน 2006 ระหว่างที่เจ้าชายรอย เบทส์และครอบครัวไม่อยู่ในซีแลนด์ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าซึ่งมีอายุมากแล้วได้เกิดช้อทจนกลายเป็นเพลิงไหม้ขึ้น ในเดือนถัดมา ซีแลนด์จึงทำการซ่อมแซมภายในและเปลี่ยนระบบไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด (ขณะเกิดไฟไหม้ อังกฤษได้ส่งคนไปช่วยทหารซึ่งเฝ้ายามอยู่เพียงคนเดียวในซีแลนด์ด้วยค่ะ)


ซีแลนด์หลังเพลิงไหม้

- ซีแลนด์ได้ประกาศขายดินแดนของตนในหนังสือพิมพ์เดย์ลี่เทเลกราฟประจำวันที่ 8 มกราคม 2007 โดยตั้งราคาอยู่ที่ 65 ล้านยูโร - 504 ล้านยูโร แต่เนื่องจากไม่ใช่การขายกรรมสิทธิ์ในประเทศ จึงไม่ใช้คำว่า sale แต่เป็น transfer แทน
ในเดือนเดียวกัน The Prirate Bay ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการด้านอินเตอร์เน็ตจากสวีเดนได้แสดงเจตจำนงค์ในการซื้อ โดยกล่าวว่าต้องการจะสร้างซีแลนด์ให้เป็นประเทศที่ปลอดจากกฏหมายลิขสิทธิ์ทั้งหมด (แต่สุดท้ายซื้อไปหรือเปล่าก็ไม่ทราบแน่ชัดค่ะ)


ลิงค์
- โฮมเพจของซีแลนด์
- เพียง 16 ยูโร คุณก็เป็นลอร์ดและเลดี้ของซีแลนด์ได้
- บริษัทฮาเว่นโค

* เพิ่งเห็นว่า Pricipality สะกดผิด (อ้ากกกกกกกกกกกก) แก้แล้วค่ะ ขออภัยค่ะที่ทำให้เกิดความสับสน
Pricipality - ผิด
Principality - ถูก

2007/Nov/20

คิดว่าคงมีหลายท่านเคยอ่านไปแล้ว เป็นบทความที่ข้าพเจ้าชอบที่สุดบทความหนึ่งเลยค่ะ เมื่อก่อนเคยอ่านตอนออกมาเป็นหนังสือที่ญี่ปุ่น วันนี้ไปเจอเป็นแฟลช อดคิดถึงไม่ได้เลยลองแปลมาลงค่ะ



"ถ้าหากโลกนี้เป็นหมู่บ้านของคน 100 คน"

หากจะนำสัดส่วนของประชากรทั้งโลกมาย่อให้เป็นหมู่บ้านของคน 100 คน
หมู่บ้านนี้จะมีคนเอเชีย 57 คน คนยุโรป 21 คน คนอเมริกาเหนือใต้ 14 คน และคนแอฟริกา 8 คน
52 คนจะเป็นผู้หญิง และ 48 คนจะเป็นผู้ชาย
89 คนเป็นผู้รักเพศตรงข้าม และ 11 คนเป็นผู้รักเพศเดียวกัน

6 คนในโลกนี้เป็นเจ้าของทรัพย์สิน 59 เปอร์เซนต์ของโลก และ 6 คนนั้นจะถือสัญชาติอเมริกา
80 คนอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต่ำกว่ามาตราฐาน
70 คนอ่านเขียนไม่ได้
50 คนกำลังทุกข์ทรมานด้วยความอดอยาก

1 คนกำลังจะตาย
และ 1 คนกำลังจะเกิดมา

1 คนกำลังเรียนในมหาวิทยาลัย และมีเพียง 1 คนที่มีคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเอง

เมื่อได้มองโลกของเราจากแผนผังที่ถูกย่อลงนี้แล้ว ย่อมจะเห็นได้ว่า
การยอมรับผู้อื่นในสิ่งที่เขาเป็นอยู่
การเข้าใจความแตกต่างระหว่างตนเองกับผู้อื่น
และการให้การศึกษาเพื่อที่จะทราบถึงความจริงเหล่านี้นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญเช่นใด

ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราต้องคิดให้ดี

ถ้าหากว่าเช้านี้ คุณลืมตาตื่นขึ้น และสามารถคิดว่าตนมีสุขภาพแข็งแรงดี...
คุณมีความสุขกว่าคนอีกหนึ่งล้านคนที่อาจจะไม่สามารถมีชีวิตรอดพ้นสัปดาห์นี้ไปได้

ถ้าหากว่าคุณไม่เคยประสบกับภัยสงคราม ความโดดเดี่ยวของการคุมขัง ความยากลำบากในคุก หรือความทุกข์ทรมานจากความหิวโหย....
คุณมีความสุขกว่าคนอีกห้าร้อยล้านคน

ถ้าหากว่าคุณสามารถไปมิซาที่โบสถ์ได้โดยไม่ต้องหวนนึกถึงความทุกข์ที่ตามรังควาน การกักตัว การทรมานร่างกาย หรือความหวาดกลัวต่อความตาย....
คุณมีความสุขกว่าคนอีกสามพันล้านคน

ถ้าหากว่าคุณมีอาหารอยู่ในตู้เย็น มีเสื้อผ้าให้สวมใส่ มีหลังคาอยู่เหนือศีรษะ และมีที่ให้หลับนอน...
คุณมีชีวิตอันสมบูรณ์พูนสุขกว่าคน 75 เปอร์เซนต์บนโลกนี้
และถ้าหากว่าคุณมีเงินฝากในธนาคาร มีเงินอยู่ในกระเป๋า และมีเงินเก็บอยู่ในซอกใดซอกหนึ่งของบ้าน...
คุณเป็นหนึ่งใน 8 เปอร์เซนต์ที่ร่ำรวยที่สุดของโลกนี้

ถ้าหากว่า พ่อแม่ของคุณยังมีชีวิตอยู่ และทั้งสองยังอยู่ร่วมกัน นั่นเป็นความโชคดีที่ไม่ได้มีบ่อยนัก

ถ้าหากว่าคุณกำลังอ่านข้อความนี้อยู่ ในวินาทีนี้ ความสุขของคุณคงจะเพิ่มเป็นเท่าตัว
เพราะใครบางคนที่รักห่วงใยคุณได้ส่งข้อความนี้มาถึง
และยิ่งไปกว่านั้น คุณโชคดียิ่งกว่าคนอีกสองพันล้านคนทั่วโลกที่อ่านหนังสือไม่ออกเลย

คนสมัยโบราณเคยกล่าวไว้
"สิ่งใดที่เราให้ไป สักวันก็จะกลับมาหาตัวเราเอง"

จงทำงานด้วยความยินดีโดยไม่คิดถึงเงินตอบแทน
จงรักผู้อื่นเหมือนตนเองไม่เคยถูกทำร้ายมาก่อน
จงเต้นรำอย่างเสรีเหมือนไม่มีผู้ใดเฝ้ามองอยู่
จงร้องเพลงอย่างมีชีวิตชีวาเหมือนไม่มีผู้ใดได้ยิน
และมีชีวิตอยู่ราวกับ ณ ที่นี้คือสวรรค์บนดิน

มอบข้อความนี้ให้กับผู้อื่น
และขอให้คุณเป็นดังแสงสว่างในวันนั้นสำหรับเขาด้วย




ที่มา - http://event.yahoo.co.jp/voluntarylife/moshimo/index.html

 

2007/Oct/22

อาการสแลมป์ยังไม่ยอมหายง่ายๆค่ะ สงสัย Paul is dead มีโอกาสได้เลื่อนไปจนกว่าข้าพเจ้าจะหาทางจัดการกับปกอัลบั้ม + เนื้อเพลงแน่ๆเลย ....นั่งอ่านยังไงก็ไม่เข้าใจความคิดคนตีความอยู่ดี

วันนี้จึงขอเลื่อนรีเควสท่านอื่นขึ้นมาแทนค่ะ แต่ดองรีเควสไว้นานไปหน่อย จำไม่ได้แล้วว่าได้รับรีเควสนี้มาจากท่านไหน orz
ท่านที่จำได้ว่าตัวเองเป็นผู้รีเควส ขอบคุณมากค่ะสำหรับรีเควสของเบลล์ กันเนส และขออภัยจริงๆค่ะที่คนเขียนดองจนลืม ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะตรงกับที่ได้รับรีเควสไว้หรือไม่ (จำได้ว่ารีเควสเป็นฆาตกรหญิงที่อาละวาดอยู่แถวเท็กซัส?) ถ้าไม่ใช่ ก็ต้องขออภัยอีกทีด้วยค่ะ



Belle Sorenson Gunness (1859 - 1931?)
ชื่อเดิม Brynhild Paulsdatter Størseth
(รูป: เบลล์ถ่ายกับลูกเมื่อประมาณปี 1904 จากซ้ายคือลูซี่ เมียร์เทิ่ลและฟิลิป)

กล่าวกันว่าถ้า H.H.โฮมส์ได้ชื่อว่าเป็นเคราน้ำเงินของวงการอาชญากรรม อีกคนที่ควรจะถูกยกชื่อขึ้นมาคู่เคียงกันในฐานะเคราน้ำเงินเวอร์ชั่นผู้หญิงก็คงจะเป็นเบลล์ กันเนสนี่เอง นอกจากนี้เธอยังเป็นทั้งฆาตกรหญิงที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของอเมริกาและตำนานอีกด้วย

เบลล์ กันเนส หรือชื่อเดิมคือบรินไฮด์ สเตอร์เซธ เกิดที่นอร์เวย์ในเมืองใกล้ทะเลสาบเซลบู เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 1859 เป็นหญิงร่างใหญ่บึกบึนถึงสูงกว่า 183 เซนติเมตรและมีน้ำหนัก 93 กิโลกรัม ในรายงานซึ่งถูกเปิดเผยขึ้นภายหลัง กล่าวว่าในปี 1877 เธฮกำลังตั้งครรภ์ซึ่งเธอไม่เปิดเผยไม่ว่าใครเป็นพ่อ หากในระหว่างงานเทศกาลประจำปีนั้นเอง บรินไฮด์ถูกทำร้ายโดยชายไม่ทราบชื่อ เธอถูกเตะที่ท้องอย่างแรงเป็นผลให้แท้งลูก ซึ่งการแท้งนี้ได้ทำให้คนรอบข้างเปลี่ยนท่าทีอันเย็นชาในครั้งแรกมาเป็นความเห็นใจ (ชายคนร้ายเสียชีวิตหลังเหตุการณ์นี้ไม่นานนัก ตามรายงานกล่าวว่าเนื่องจากโรคมะเร็งในช่วงท้อง)
หลังการแท้ง บรินไฮด์เข้าทำงานในฟาร์มของเศรษฐีเป็นเวลา 3 ปีเพื่อเก็บเงินค่าเรือสำหรับเดินทางไปอเมริกา เธอได้ไปยังอเมริกาสมใจในปี 1881 และเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็นเบลล์นับแต่นั้น เธอทำงานเล็กๆน้อยๆเป็นสาวใช้ในบ้านไม่ก็คนงานในฟาร์ม หากเบลล์ไม่คิดจะจบชีวิตตัวเองอยู่เพียงแค่นั้น เธอมีความทะเยอทะยานและโลภมาก ในภายหลัง เนลลีย์ ลาร์สันผู้เป็นพี่สาว ได้กล่าวเกี่ยวกับเบลล์ว่า "เบลล์เป็นคนหน้าเงิน และนั่นเองที่เป็นจุดอ่อนที่สุดของเธอ"


เบลล์สมัยยังสาว

ในปี 1884 เบลล์แต่งงานกับแมดส์ อัลเบิร์ต โซเรนเซนและย้ายไปลงหลักปักฐานที่เท็กซัส พวกเขาเปิดร้านขายลูกกวาดที่นั่น หากธุรกิจก็ไม่ดำเนินไปดีนัก และในไม่ช้า ร้านขายลูกกวาดก็ถูกไฟไหม้อย่างเป็นปริศนา (เบลล์ให้การว่าตะเกียงน้ำมันก๊าดล้มลงทำให้ไฟลุกติดลามไป หากก็ไม่มีการค้นพบตะเกียงจากที่เกิดเหตุ) จะอย่างไรก็ดี พวกเขาได้รับจ่ายเงินค่าประกันซึ่งนำไปซื้อบ้านหลังใหม่นอกชานเมืองออสติน แต่ในปี 1898 บ้านหลังนี้ก็ประสบกับไฟไหม้เช่นกัน และเงินประกันก็ถูกจ่ายอีกครั้ง
30 กรกฎาคม 1900 แมดส์เสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน.... เพียงสองวันก่อนที่ตำรวจจะออกหมายจับกุมเขาในข้อหาเกี่ยวกับเงินประกันทั้งสองคดีก่อน แพทย์นายแรกชันสูตรว่าสาเหตุการตายคือการถูกวางยาด้วยสตริกนิน (อัลกาลอยด์มีพิษชนิดหนึ่ง เป็นสารผลึกสีขาว มีรสขมจัด และมีฤทธิ์ทำลายประสาทอย่างรุนแรง เจอบ่อยๆในนิยายนักสืบ) หากแพทย์ประจำครอบครัวก็ยืนยันว่าแมดส์เสียชีวิตเนื่องจากโรคหัวใจวาย แม้จะมีข้อกังขามากมาย เบลล์ก็ได้รับจ่ายเงินประกันชีวิต 8,500 ดอลลาร์ในทันทีหลังจากงานศพของสามี และท่ามกลางสายตากังขาของญาติฝ่ายสามี เบลล์ก็หอบเงินกับลูกสาว 3 คน (บางเอกสารบอกว่า 2 คน) ย้ายไปยังฟาร์มเล็กๆที่ซื้อไว้นอกเมืองลาพอร์เต้ รัฐอินเดียน่า

* มีเอกสารซึ่งกล่าวว่าที่จริงแล้ว เบลล์กับแมดส์มีลูกด้วยกัน 4 คนคือ แคโรไลน์, แอกเซล, เมียร์เทิ่ลและลูซี่ แต่แคโรไลน์กับแอกเซลเสียชีวิตตั้งแต่ยั
งเป็นทารกเนื่องจากโรคลำไส้อักเสบโดยฉับพลัน โรคนี้จะมีอาการคลื่นไส้ เป็นไข้ ท้องร่วง ปวดหนึบที่ช่วงท้องและเป็นตะคริว ซึ่งอาการเหล่านี้คล้ายคลึงกับการถูกวางยาพิษ และการตายของเด็กทั้งสองก็ได้นำเงินประกันมาสู่ครอบครัวเช่นกัน

** บางเอกสารจะกล่าวว่าแมดส์เสียชีวิตก่อนที่คดีไฟไหม้สองคดีจะเกิดขึ้น

แม้ว่าเหตุการณ์จนถึงในจุดนี้จะไม่มีหลักฐานยืนยันที่ชัดเจนนักว่าเบลล์ได้ลงมือฆ่าสามีและลูกๆไปจริงหรือไม่ แต่อย่างน้อย ผู้อ่านก็พอจะมองออกว่ารอบๆตัวเบลล์นั้นชักจะไม่ชอบมาพากลขึ้นทุกที และโดยคดีที่ถูกตั้งข้อสงสัยในฐานะคดีอาชญากรรมอย่างเป็นทางการนั้นเริ่มขึ้นหลังจากที่เบลล์ย้ายไปยังอินเดียน่านี่เอง

ที่อินเดียน่า เบลล์ได้พบกับปีเตอร์ กันเนสซึ่งเป็นพ่อม่ายลูกติดชาวนอร์เวย์ พวกเขาแต่งงานกันเมื่อวันที่ 1 เมษายน 1902 เพียงหนึ่งสัปดาห์หลังพิธีสมรส ลูกสาวของปีเตอร์ก็เสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุขณะอยู่ในบ้านเพียงลำพังกับเบลล์ และในเดือนกุมภาพันธ์ปีเดียวกัน ตัวปีเตอร์เองก็ประสบ"อุบัติเหตุ"อันไม่คาดฝันซึ่งเบลล์อ้างว่าใบมีดของเครื่องหั่นเนื้อที่วางอยู่บนชั้นตกลงมาใส่ศีรษะของเขาพอดีจนเขาตายสนิท
เบลล์เชื่อว่าตัวเองจะได้รับเงินประกันจากการตายของสามีคนใหม่ หากคนในท้องถิ่นและบริษัทประกันก็ตั้งข้อกังขาว่าพ่อค้าเนื้อผู้มีประสบการณ์เช่นปีเตอร์จะเผลอเรอได้ถึงเพียงนั้นเชียวหรือ และในขณะที่อัยการประกาศฟ้องเบลล์ในข้อหาทำการฆาตกรรม เจนนี่ ออลสัน (14) ก็กล่าวกับเพื่อนร่วมชั้นว่าพ่อของเธอถูกแม่ฆ่าด้วยการเอาใบมีดทุบที่ศีรษะ

เจนนี่ถูกเรียกตัวมาให้การในศาล ระหว่างที่เธอให้การนั้น เบลล์จะนั่งอยู่ใกล้แท่นพยานและจ้องเขม็งมาที่เด็กหญิงตลอดเวลา หลังการให้การของเจนนี่ เบลล์ก็ขึ้นมากล่าวให้การบ้าง เธอยืนยันในความบริสุทธิ์ของตัวเอง และกล่าวตัดพ้อถึงความยากลำบากที่ผู้หญิงตัวคนเดียวต้องเลี้ยงดูลูกๆที่เหลืออยู่ ประกอบกับในขณะนั้นเบลล์กำลังตั้งครรภ์อยู่ (ฟิลิปเกิดในปี 1903) คณะลูกขุนจึงเริ่มโอนเอียงไปทางเบลล์ ท้ายที่สุด เธอได้รับการปล่อยตัวและข้อหานี้ก็ตกไป
หลังการขึ้นศาลในครั้งนี้ เบลล์จ้างรอย แลมเฟียร์มาช่วยดูแลฟาร์ม และไม่นานหลังจากนั้น เจนนี่ก็หายตัวไป เมื่อเพื่อนบ้านถามถึง เบลล์ก็ตอบว่าเธอได้ส่งเจนนี่ไปยังมหาวิทยาลัยในลอสแองเจลิส ซึ่งในความจริงแล้ว เจนนี่ถูกสังหารไปเรียบร้อยแล้ว ศพของเด็กหญิงถูกพบภายหลังในบริเวณฟาร์มนั่นเอง

มาถึงตรงนี้ เบลล์คงเริ่มคิดได้ว่าบริษัทเงินประกันคงจะไม่ยอมจ่ายให้เธอง่ายๆอีกต่อไป เธอจึงเริ่มธุรกิจใหม่ซึ่งในภายหลังถูกเรียกว่า "Lonely Hearts Killer" ตามคดีของเรย์มอนด์ เฟอร์นันเดซกับมาร์ธา เบคนั่นเอง เธอส่งข้อความไปลงในนิตยสารดังนี้

"แม่ม่ายยังสาวหน้าตาดี เป็นเจ้าของฟาร์มที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในลาพอร์เต้ รัฐอินเดียน่า มีความปรารถนาจะคบหากับสุภาพบุรุษผู้มีฐานะดีและมีทัศนวิสัยกว้างไกล"

จากจดหมายที่ส่งมา เบลล์คัดสรรเฉพาะฉบับที่แนะนำตัวว่าร่ำรวยและไม่มีญาติมิตร เธอจะเขียนตอบกลับไปเช่นนี้

"คุณเป็นคนที่ฉันตามหามานานไม่ผิดแน่ (ย่อ) ทางฉันได้ตั้งข้อกำหนดขอรับเงินสดหรือหลักทรัพย์ที่มีค่าเป็นเงินจำนวนมากไว้เป็นมัดจำ ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันผู้มีจิตไม่ประสงค์ดี จากการประเมินความน่าเชื่อถือของคุณจะตกเป็นเงิน 20,000 ดอลล่าร์ และเพื่อแสดงความชื่นชมในความจริงใจของคุณจึงใคร่จะขอให้คุณนำเงิน 5,000 ดอลล่าร์ติดตัวมาด้วย เพื่อที่จะสนทนาเกี่ยวกับอนาคตด้วยกัน"

อย่าว่าแต่สมัยโน้นเลย มาทุกวันนี้ ถ้ามีเมลประมาณนี้ส่งมาหา ไม่ว่าใครก็คงจะจับโยนลงถังขยะไปหมดแล้วแน่ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีผู้ชายมากมายที่หลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อของเบลล์ หนึ่งในนั้นคือจอห์น มูซึ่งเดินทางมากจากวิสคอนซิน เขาเป็นคนร่างใหญ่อายุประมาณ 50 ปี จอห์นนำเงินติดตัวมามากกว่า 1,000 ดอลล่าร์และหายตัวไปหลังจากที่เขามาถึงฟาร์มกันเนสเพียงหนึ่งอาทิตย์

คนถัดไปที่มาถึงคือจอร์จ แอนเดอร์สัน เขาเป็นผู้อพยพชาวนอร์เวย์ซึ่งมาตั้งถิ่นฐานที่มิสซูรี่ในฐานะชาวนาผู้ร่ำรวยและกำลังเหงาใจ แอนเดอร์สันฉลาดพอที่จะไม่นำเงินจำนวนมากติดตัวมาเนื่องจากเขาต้องการที่จะแน่ใจในตัวเบลล์เสียก่อน เขาพบว่าเบลล์ตัวจริง (อายุย่างเข้ากลาง 40 แล้ว) ไม่ได้สวยเหมือนที่เธอโฆษณาไว้ หากก็เปี่ยมไปด้วยมารยาทและทำให้เขารู้สึกเป็นกันเองเหมือนอยู่บ้าน เขาจึงตัดสินใจจะจ่ายเงินมัดจำให้กับเบลล์เพื่อที่จะคิดเรื่องแต่งงานอย่างจริงจัง แอนเดอร์สันกลับไปยังฟาร์มที่มิสซูรี่และนำทรัพย์สินของตัวเองกลับมายังฟาร์มกันเนส
หากในคืนนั้นเอง แอนเดอร์สันสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกและพบเบลล์ยืนอยู่ข้างเตียง บางอย่างในสีหน้าของเธอทำให้เขาตกใจและหนีออกจากบ้านกันเนสในคืนนั้นเอง เขาขับรถม้าของเบลล์วิ่งไปจนถึงสถานีแล้วจับรถไฟเที่ยวแรกสุดกลับไปยังมิสซูรี่ และกลายเป็นเหยื่อเพียงรายเดียวที่หนีรอดจากน้ำมือของเบลล์มาได้

หลังจากช่วงนี้ เบลล์เริ่มสั่งกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่มาใช้ มีคำยืนยันจากพนักงานส่งของว่าเบลล์ได้สั่งกระเป๋าเดินทางเหล่านี้หลายต่อหลายใบ และว่าเธอสามารถยกกระเป๋าอันควรจะหนักอึ้งเหล่านั้นขึ้นอย่างง่ายดายเพียงใด เพื่อนบ้านหลายคนให้การว่าเคยผ่านไปเห็นเธอกำลังขุดดินในเล้าหมูตอนกลางดึก และมีหลายครั้งที่มีผู้เห็นแลมเฟียร์เที่ยวตระเวณขุดไปจนทั่วฟาร์ม

Ole B. Budsburg เป็นคนถัดมาที่มาถึงฟาร์มกันเนส พ่อม่ายสูงวัยจากรัฐวิสคอนซิลผู้นี้ถูกเห็นขณะมีชีวิตเป็นครั้งสุดท้ายที่ธนาคารในลาพอร์เต้เมื่อเขากำลังถอนเงินหลายพันดอลล่าร์ออกจากบัญชีตัวเองเมื่อวันที่ 6 เมษายน 1907 ออสการ์กับแมธทิวผู้เป็นลูกชายสืบหาข่าวของผู้เป็นพ่อจนทราบเรื่องของเบลล์แล้วก็ได้ส่งจดหมายมาถามถึง เบลล์เขียนตอบกลับไปในทันทีว่าเธอไม่เคยเห็นพ่อของพวกเขามาก่อนเลย

ชายวัยกลางคนอีกหลายคนปรากฏตัวขึ้นที่ลาพอร์เต้และหายไปที่ฟาร์มกันเนส จนกระทั่งเดือนธันวาคม 1907 แอนดรูว์ เฮลเกเลี่ยน เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์จากเซาท์ดาโกต้าได้เขียนจดหมายถึงเบลล์และได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่น จดหมายฉบับหนึ่งซึ่งถูกพบที่ฟาร์มเฮลเกเลี่ยนลงวันที่ 13 มกราคม 1908 ได้เขียนไว้ดังนี้

“To the Dearest Friend in the World: No woman in the world is happier than I am. I know that you are now to come to me and be my own. I can tell from your letters that you are the man I want. It does not take one long to tell when to like a person, and you I like better than anyone in the world, I know. Think how we will enjoy each other's company. You, the sweetest man in the whole world. We will be all alone with each other. Can you conceive of anything nicer? I think of you constantly. When I hear your name mentioned, and this is when one of the dear children speaks of you, or I hear myself humming it with the words of an old love song,it is beautiful music to my ears.

My heart beats in wild rapture for you, My Andrew, I love you. Come prepared to stay forever.”

เลี่ยนอะไรจะปานนั้น

เฮลเกเลี่ยนไปหาเธอในเดือนมกราคมนั้นเองพร้อมกับเช็คเงินสดมูลค่า 2,900 ดอลล่าร์ในกระเป๋า หลายวันหลังจากที่เฮลเกเลี่ยนไปถึงฟาร์มกันเนส เบลล์ก็ปรากฏตัวขึ้นที่ธนาคารในลาพอร์เต้เพื่อที่จะเบิกเงินจำนวนรวม 1,200 ดอลล่าร์จากธนาคารสองแห่ง และในช่วงนี้เองที่เบลล์เริ่มมีปัญหากับแลมเฟียร์
แลมเฟียร์เกิดความรักในตัวนายหญิงของเขา และแสดงท่าทีหึงหวงบรรดาผู้ชายที่มายังฟาร์ม เบลล์จึงไล่เขาออกเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 1908 และเพื่อเป็นการกันไม่ให้แลมเฟียร์นำความลับในฟาร์มไปแพร่งพราย เธอตรงไปยังสถานีตำรวจด้วยตัวเองแล้วแจ้งว่าแลมเฟียร์มีอาการเสียสติและอาจจะทำอันตรายแก่เธอได้ แลมเฟียร์จึงถูกนำตัวมาสอบสวนและกันตัวไปให้ไกลจากเบลล์ หากหลายวันหลังจากนั้น เธอก็มายังสถานีตำรวจอีกครั้งและบอกว่าแลมเฟียร์ยังคงมารังควานเธอที่ฟาร์มอีก  แลมเฟียร์จึงถูกจับในข้อหาบุกรุก

เบลล์อาจจะก่อคดีต่อไปอีกหากไม่เกิดข้อผิดพลาดเกี่ยวกับการหายสาบสูญของเฮลเกเลี่ยน แอนดรูว์ เฮลเกเลี่ยนกล่าวกับเบลล์ว่าเขาไม่มีญาติพี่น้อง แต่ในความจริงนั้น เขามีน้องชายซึ่งได้รับทราบว่าพี่ชายจะไปแต่งงานกับแม่ม่ายที่ลาพอร์เต้ เอเซิ่ลเขียนจดหมายมาถามถึงข่าวคราวของแอนดรูว์กับเบลล์ ซึ่งเธอก็ตอบกลับในทันทีว่าพี่ชายของเขาไม่ได้อยู่ที่ฟาร์มกันเนสและแนะอีกด้วยว่าเจ้าตัวอาจจะไปเยี่ยมญาติที่นอร์เวย์ก็เป็นได้ เอเซิ่ลไม่เชื่อว่าพี่ชายจะทำเช่นนั้น จึงตัดสินใจจะรวมรวมคนมาช่วยกันตามหาแอนดรูว์ที่ลาพอร์เต้และออกปากให้เบลล์มาร่วมในการค้นหานี้ด้วย เบลล์ขู่ว่าการตามหาคนต้องใช้เงินจำนวนมากและเขาจะต้องจ่ายค่าให้ความร่วมมือกับเธอด้วย เอเซิ่ลตอบตกลงและวางแผนจะไปยังลาพอร์เต้ในเดือนพฤษภาคม

เบลล์ตระหนกกับความเป็นไปนี้มาก และเธอก็ตัดสินจะใช้แลมเฟียร์มาเป็นเครื่องมือในการเอาตัวรอด เบลล์ไปพบทนายในตัวเมืองและอ้างว่าเธอถูกแลมเฟียร์ตามรังควานจนเกรงว่าเขาจะทำอันตรายต่อชีวิตเธอในสักวัน จึงมีความประสงค์จะทำพินัยกรรมเพื่อที่จะเหลือความจริงข้อนี้ไว้ และยกสมบัติทั้งหมดให้กับลูกๆทั้งสามในกรณีที่เธอเสียชีวิต จากนั้น เธอไปยังธนาคารเพื่อถอนเงินทั้งหมดออกมาแล้วเลยไปยังสถานีตำรวจเพื่อแจ้งเรื่องเกี่ยวกับแลมเฟียร์ไว้

28 เมษายน 1908 แมกสันซึ่งถูกจ้างมาทำงานแทนแลมเฟียร์ตื่นขึ้นในเวลาเช้าตรู่เมื่อเนื่องจากได้กลิ่นเหม็นไหม้ เมื่อออกมาจากห้องก็พบว่าบ้านกำลังตกอยู่ในกองเพลิง เขาจึงหนีออกไปยังตัวเมืองเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่กว่ากำลังคนจะมาถึง ตัวบ้านก็วอดวายลงเป็นซากไปเสียแล้ว มีการพบศพ 4 ศพจากห้องใต้ดิน สามในนั้นเป็นศพเด็กที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นเมียร์เทิ่ล (12), ลูซี่ (9) และฟิลิป (5) ส่วนอีกศพที่เหลือเป็นศพผู้หญิงซึ่งไม่สามารถยืนยันว่าเป็นเบลล์จริงหรือไม่ เนื่องจากศีรษะได้ถูกตัดไป
* โดยการชันสูตรและการยืนยันจากคนรู้จักของเบลล์ ต่างก็ให้การว่าศพดังกล่าวไม่น่าจะใช่เบลล์ตัวจริง เนื่องจากศพนั้นมีรูปร่างเล็กกว่าเบลล์มาก แต่เนื่องจากมีการพบฟันปลอมของเบลล์ตกอยู่ข้างศพ จึงสรุปในท้ายที่สุดว่านี่เป็นศพของเบลล์ กันเนสไปโดยปริยาย

หนึ่งเดือนให้หลังในวันที่ 23 พฤษภาคม รอย แลมเฟียร์ถูกจับในข้อหาวางเพลิงและฆาตกรรม 4 คดี เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงเฉพาะในคดีวางเพลิงและถูกลงโทษจำคุก 21 ปี

เอเซิ่ล เฮลเกเลี่ยนซึ่งเดินทางมาถึงลาพอร์เต้ ตรงไปพบนายอำเภอเพื่อแจ้งถึงการหายตัวไปของพี่ชายซึ่งเขาสงสัยว่าเบลล์น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้อง นายอำเภอจึงนำกำลังคนเข้าขุดค้นฟาร์มกันเนสและพบศพ 13 ศพซึ่งในจำนวนนั้นมีแอนดรูว์ เฮลเกเลี่ยนรวมอยู่ด้วย ทุกศพถูกตัดแขนขาและห่อไว้ด้วยกระดาษน้ำมัน



หลายปีให้หลัง แลมเฟียร์ซึ่งอยู่ในคุกได้สารภาพกับบาทหลวงว่าเขาเคยเป็นคนรักของเบลล์มาก่อนและให้ความร่วมมือกับเธอในการก่อคดี ศพไร้หัวที่พบในที่เกิดเหตุนั้นไม่ใช่เบลล์ตัวจริง แต่เป็นหญิงจรจัดที่เขาไปลักพาตัวมา ซึ่งหากคำสารภาพนี้เป็นจริงก็เท่ากับว่าเบลล์ กันเนสยังคงมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่ง เป็นเวลาหลายปีที่นายอำเถอแห่งลาพอร์เต้ได้รับรายงานว่ามีผู้พบเห็นเบลล์ตามเมืองต่างๆของอเมริกาเฉลี่ยแล้วถึงเดือนละ 2 ฉบับ ล่าสุดในปี 1931 มีผู้แจ้งว่าพบเบลล์อาศัยอยู่ที่มิสซิสซิปปี้ในฐานะสุภาพสตรีอาวุโสผู้มีฐานะ ซึ่งในปีเดียวกันนี้เอง หญิงชื่อเอสเธอร์ คาร์ลสันถูกจับในข้อหาวางยาพิษเพื่อหวังสมบัติ มีพยาน 2 คนที่ยืนยันว่าเธอคือเบลล์ กันเนสจากรูปถ่าย หากความจริงนี้ก็ไม่ได้รับการพิสูจน์ เนื่องจากคาร์ลสันเสียชีวิตไปก่อนที่จะได้ขึ้นศาล

และทุกวันนี้ ชื่อของเบลล์ กันเนสก็หลงเหลืออยู่ราวกับเป็นตำนานอย่างหนึ่ง


อ้อ ตั้งแต่วันที่ 25 เป็นต้นไป คนเขียนแจ็คพ็อทแตกได้ไปเที่ยวอีกแล้วค่ะ จึงต้องมาลาโดดไปอีกครา..... พักนี้โดดแหลกจริงๆ ต้องขอโทษด้วยค่ะ (><)

แก้คำผิด

edit @ 22 Oct 2007 20:02:00 by ohx3

2007/Oct/12

หายหัวไปนานมากๆ เลยได้กลับมาต้อนรับ exteen โฉมใหม่เลย ต้องขออภัยจริงๆค่ะ ตอนนี้รู้สึกสแลมป์อย่างแรง นึกไม่ออกจริงๆ.... นึกไม่ออกจริงๆว่าควรจะทำยังไงดีกับ Paul is dead ดี.... วันนี้ขอลองเขียนหัวข้ออื่นเป็นการฟื้นตัวไปก่อนก็แล้วกันค่ะ

คุณ imai283 คุณ Attention please คุณ aerith-chan คุณนายฉิม คุณ Kindaichi คุณ Silver คุณ Tenjo-Utena คุณ merveillesxx คุณ reafre คุณ Dea13th ขอบคุณมากค่ะที่แวะมาคอมเมนท์ (เนื่องจากเอนทรี่ดังกล่าวจะลบทิ้งจึงขอแสดงความขอบคุณไว้ตรงนี้แทนด้วยค่ะ)
คุณ Silver ขอบคุณมากค่ะสำหรับลิงค์ที่แปะไว้ ขอย้ายมาแปะที่นี่แทนเพื่อให้ทุกท่านได้มีโอกาสอ่านด้วยค่ะ
- Top 10 Most Evil Men
- Top 10 Most Evil Women


พูดถึงการเล่นแร่แปรธาตุกับโฮมุงคูลูส คิดว่าโอทาคุวันนี้คงไม่มีใครที่ไม่เข้าใจล่ะว่ามันแปลว่าอะไร ที่วันนี้เลือกหัวข้อนี้มาเขียนไม่ใช่เพราะข้าพเจ้ากำลังบ้าฮากะเร็นหรอกค่ะ กำลังบ้า BACCANO! อยู่ต่างหาก (แล้ว มัน ต่าง กัน ยัง ไง?) เห็นในภาค 4 พูดถึงพาราเคลซุสอยู่หน่อยนึงเลยเกิดไฟแรงอยากเขียนขึ้นมาบ้าง
* มีเขียนแนะนำ BACCANO! ภาคนิยายอยู่ที่บล๊อกหลักด้วยค่ะ ท่านที่สนใจลองไปอ่านดูได้นะคะ
- BACCANO! The Rolling Bootlegs
- BACCANO! 1931 The Grand Punk Railroad
- BACCANO! 1932 Drug & The Dominos
- BACCANO! 2001 The Children of Bottle

- BACCANO! 1933 THE SLASH
- BACCANO! 1934 -Alice in Jails-
(1934 ยังรีวิวไม่ครบค่ะ)(ยังขาด 1705 ด้วย)
(กำลังพยายามหาคนมาช่วยกันบ้าเรื่องนี้อยู่)



Paracelsus (1493 - 1541)*
ชื่อจริง Theophrastus Philippus Aureolus Bombastus von Hohenheim
* บางตำราก็บอกว่าปีเกิดเป็น 1494

อยากให้ทำความเข้าใจก่อนอย่างหนึ่ง การเล่นแร่แปรธาตุนั้นโดยใจความแล้วไม่ใช่เรื่องของเวทย์มนต์ค่ะ ที่จริงแล้วมันคือการทดลองทางวิทยาศาสตร์ คือการสร้างปาฏิหารย์ในหลอดแก้ว คือการค้นหาความจริงที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ เพียงแต่การแสวงหาความจริงเหล่านี้ออกจะดูเหลือเชื่อเกินไปในสายตาคนยุคนั้น และประกอบกับที่"การสร้างทองจากวัตถุอื่น"มักจะถูกยกขึ้นมาพูดถึงกันมากที่สุด ทำให้อิมเมจของการเล่นแร่แปรธาตุถูกจัดไปอยู่ในพวกเวทย์มนต์ไปโดยปริยาย

มีนักเล่นแร่แปรธาตุมากมายที่หลงเหลือชื่ออยู่ในประวัติ โรเซนครอยส์, อากริปป้า, โรเจอร์ เบคอน, นิโคลัส ฟลาเมล กระทั่งเซอร์ไอแซค นิวตันที่มีชื่อเสียงก็เช่นกัน และหนึ่งในนั้นก็คือพาราเคลซุสหรือโฮเอนไฮม์นี่เอง

โฮเอนไฮม์เกิดที่เอนเซย์เดลน์ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ บิดาเป็นนักธรรมชาติศาสตร์ซึ่งทำให้โฮเอนไฮม์พลอยได้รับอิทธิพลนั้นไปด้วย เขาทำงานเป็นนักวิจัยในเหมืองใกล้ๆกับเมืองเกิด ก่อนจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยบาเซลเกี่ยวกับด้านอายุรกรรม ภายหลังย้ายไปยังเวียนนาและเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเฟอร์ราร่า จนได้รับปริญญาในสาขาแพทย์ศาสตร์เมื่อปี 1515
หลังจากจบจากมหาวิทยาลัยเฟอร์ราร่า โฮเอนไฮม์ออกเดินทางรักษาผู้ป่วยตามที่ต่างๆเช่นเยอรมัน ฝรั่งเศล ฮังการี เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ค สวีเดน และรัสเซีย ระหว่างการเดินทางนี้ โฮเอนไฮม์ได้ศึกษาทฤษฎีในแง่ occult ของฟลาเมลและอากริปป้า หากโดยตัวเขาเองนั้นไม่มีความคิดจะอ้างตนเป็น"จอมเวทย์"แต่อย่างใด เขาให้ความสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับดาราศาสตร์ และยึดดาราศาสตร์เป็นจุดสำคัญในทฤษฎีอายุรกรรมของตนเอง
ในไม่ช้า โฮเอนไฮม์ก็เกิดความเห็นว่าความรู้ทางการแพทย์ของตนนั้นยังเหนือไปกว่ากาเลนอส (นักแพทย์ศาสตร์ชาวกรีก (ค.ศ.129 - 200) เป็นผู้วางพื้นฐานทางการแพทย์ของยุโรปในยุคนั้น ซึ่งความคิดของเขาได้ส่งผลไปถึงการแพทย์เป็นเวลาร่วมกว่า 1000 ปี) และตั้งชื่อใหม่ให้ตัวเองเป็น"พาราเคลซุส" ซึ้งมีความหมายว่า"เท่าเทียมหรือเหนือกว่าเคลซุส" (Aulus Cornelius Celsus ชาวโรมัน 25 ปีก่อนคริสตกาล - ค.ศ. 50 สร้างแนวคิดเกี่ยวกับอายุรกรรม ศัลยกรรม La Medicina ซึ่งเขาเป็นผู้เขียนนั้นมีการกล่าวถึงการคิดค้นยารักษาโรคด้วยการทดลองกับสัตว์และมนุษย์ด้วย) ซึ่งมีบางทฤษฎีที่กล่าวว่าพาราเคลซุสคือเสียงอ่านในภาษาลาตินของชื่อโฮเอนไฮม์นั่นเอง

ปี 1525 พาราเคลซุสเข้ารับตำแหน่งอาจารย์ในมหาวิทยาลัยบาเซล หากภายหลังก็ถูกขับออกจากมหาลัย ไม่ปรากฎเป็นที่แน่ชัดว่าสาเหตุมาจากอะไร บ้างก็ว่าเป็นเพราะการที่เขาเผาหนังสือของกาเลนอสเป็นการดูถูก บ้างก็ว่าเป็นเพราะหมิ่นประมาทพระเยซู ซึ่งความจริงจะเป็นอย่างไรก็ไม่ทราบแน่

หลังจากนั้น เขาเดินทางไปทั่วยุโรป ก่อนจะออกไปยังแอฟริกาและตะวันออกกลาง ในระหว่างนี้ เขาเขียนหนังสือขึ้นใหม่ หากก็หาผู้สนับสนุนพิมพ์ไม่ได้ จนกระทั่งปี 1536 หนังสือ Die grosse Wundartzney (The Great Surgery Book) ได้รับการตีพิมพ์ในที่สุดและช่วยกู้ชื่อเสียงของพาราเคลซุสคืนมา

ปี 1941 พาราเคลซุสเสียชีวิตที่ซาลสเบิร์กและถูกฝังที่โบลถ์เซนต์เซบาสเตียนตามคำสั่งเสียของเขา ผลงานที่มีชื่อเสียงของเขานั้นได้แก่การฟื้นฟูทฤษฎี Classical Element (ไฟ อากาศ น้ำ ดิน) การฟื้นฟูทฤษฎีธาตุทั้งสามของอารเบีย (ปรอท กำมะถัน เกลือ) การค้นพบธาตุพื้นฐานของสังกะสี และที่ทำให้เขาถูกเหลือชื่อไว้ในฐานะนักเล่นแร่แปรธาตุก็คือการสร้างโฮมุงคูลูสนี่เอง
* พาราเคลซุสถูกกล่าวว่าเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุที่สามารถสร้างโฮมุงคูลลูสขึ้นมาสำเร็จเพียงผู้เดียว บางทฤษฎีก็กล่าวว่า เขาสามารถสร้าง"หินนักปราชญ์"ขึ้นมาได้ด้วย (อันหลังนี่มักจะห้อยตามประวัติของนักเล่นแร่แปรธาตุดังๆหลายคนอยู่แล้วค่ะ)



Homunculus

ถือเป็นหนึ่งในการวิจัยขั้นสูงสุดอย่างหนึ่งของนักเล่นแร่แปรธาตุชาวยุโรป รากศัพท์มาจากภาษาลาตินซึ่งมีความหมายว่า"คนตัวเล็ก"

บันทึกวิธีการสร้างโฮมุงคูลูสที่หลงเหลืออยู่นั้นอธิบายไว้ว่า จะต้องนำอสุจิของมนุษย์ สมุนไพรหลายชนิด และมูลม้า มาใส่รวมกันในหลอดทดลองโดยต้องระวังไม่ให้อากาศเข้า และต้องรักษาอุณหภูมิให้มูลม้าเกิดการหมักตัว เมื่อผ่านไป 40 วัน จะเกิดเป็นรูปร่างคนตัวใสๆขึ้นในหลอดแก้ว และหลังจากนั้นเป็นเวลาอีก 40 วัน จะต้องให้เลือดคนทุกวันอย่าให้ขาด รวมทั้งรักษาอุณหภูมิให้เท่ากับในท้องม้า หากหยุดให้เลือด โฮมุงคูลูสก็จะตาย ซึ่งหลอดแก้วที่ใช้ก็ต้องทำจากปรอทอีกด้วย



โฮมุงคูลูสที่เกิดมาจะมีลักษณะเหมือนมนุษย์หากมีขนาดเล็กกว่า กล่าวกันว่าโฮมุงคูลูสจะมีความรู้ทุกประการโดยกำเนิด และบางทฤษฎีก็กล่าวว่าโฮมุงคูลูสมีชีวิตอยู่ได้เฉพาะในหลอดแก้วเท่านั้น

มีการยกโฮมุงคูลูสมากล่าวถึงในงานเขียนหลายเรื่อง หากที่มีชื่อเสียงที่สุดนั้นคงได้แก่บทที่ 2-3 ของ"Faust"ซึ่งแต่งโดยเกอเธ่

 

2007/Sep/05

* เนื้อหาในวันนี้มีใจความที่มีความรุนแรงอยู่ด้วย กรุณาพิจารณาให้ดีก่อนอ่านด้วยค่ะ

ในบล็อกนี้ก็ได้พูดถึงเจ้าลัทธิฆาตกรกันไปบ้างแล้ว ทั้งจิม โจนส์, ชาร์ลส แมนสัน แล้วก็อาซาฮาระ โชโค พอได้รับรีเควสอีก เลยนึกถึงอดอลโฟ คอนสแตนโซขึ้นมาได้ค่ะ ที่จริงแล้ว ถ้าพูดถึงในแง่ความมีชื่อเสียงล่ะก็ เดวิด คอเรช น่าจะเป็นที่รู้จักกันดีมากกว่า ที่ข้าพเจ้านึกถึงท่านผู้นี้ก่อน คงจะเป็นเพราะอิมแพคปลีกย่อยมากกว่ารูปคดีโดยรวม ก็เป็นได้?
คุณHellHound ขอบคุณมากค่ะสำหรับรีเควส บอกตามตรงค่ะว่าเนื้อหามีอิมแพคก็จริงแต่ใจความมันสั้นมาก ขออภัย....



Adolfo de JesusConstanzo (1962 - 1989)
The Godfather of Matamoros

มาทาโมรอสเป็นเมืองหนึ่งในแมกซิโกซึ่งอยู่เลียบแม่น้ำริโอแกรนด์ฝั่งตรงข้ามกับรัฐเท็กซัส นักศึกษาจากเท็กซัสมักจะใช้เวลาในวันหยุดข้ามสะพานมายังมาทาโมรอสเพื่อท่องเที่ยว แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าในเวลาเพียง 10 อาทิตย์ก่อนเดือนมีนาคมปี 1989 นั้น มาทาโมรอสมีบันทึกว่ามีผู้หายสาบสูญมากถึง 60 รายซึ่งพวกเขาเหล่านี้ต่างก็หายตัวไปโดยไม่มีการสืบค้นหาอย่างจริงจังเท่าที่ควรนัก

คดีนี้กลายมาเป็นที่จับตามองครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 1989 มาร์ค คิลรอย (21) นักศึกษาชาวอเมริกา หายสาบสูญไประหว่างเดินทางมาชมชมงานเทศกาลพร้อมกับเพื่อนร่วมชั้นอีก 3 คน ครอบครัวคิลรอยเป็นผู้มีอำนาจในระดับหนึ่ง และลุงของเขาก็ทำงานในกงศุลของสหรัฐฯ จึงมีการสืบค้นหาตัวคิลรอยกันอย่างแข็งขัน ครอบครัวกิลรอยยังประกาศจะมอบเงินรางวัล 15,000 ดอลล่าร์สำหรับข้อมูลใดๆที่จะนำตัวมาร์คคิลรอยกลับมาโดยปลอดภัย หรือจับกุมผู้ที่ลักพาตัวเขาไปได้ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีเบาะแสใดๆมาถึงมือตำรวจเสียที



เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งเดือนในวันที่ 9 เมษายน ตำรวจปราบปรามยาเสพติดของแมกซิโกสะกดรอยตามรถบรรทุกน่าสงสัยคันหนึ่งไปถึงฟาร์มกลางทุ่งเปลี่ยว และในโรงนาเก่าโทรมนั้นเอง พวกเขาก็ตรวจพบกัญชากับโคเคนจำนวนมาก ระหว่างที่ทำการจับกุมกลุ่มคนร้าย ตำรวจยังพบหม้อซึ่งส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงวางอยู่หน้าแท่นบูชาที่เต็มไปด้วยรูปปั้นประหลาดมากมาย ซึ่งเมื่อชะโงกดูก็พบว่าในหม้อดังกล่าวนั้นมีสมองคนกำลังต้มอยู่
คนร้ายหลายคนซึ่งอยู่ในโรงนาไม่แสดงท่าทีขัดขืนการจับกุม ซ้ำยังหัวเราะด้วยความมั่นใจว่าตำรวจไม่มีทางทำอะไรพวกเขาได้ และอ้างว่าพวกตนมีเกราะเวทย์มนต์ที่จะสะท้อนกระสุนและการคุกคามใดๆที่ผู้อื่นจะพึงกระทำต่อพวกเขา (......นึกถึงพวกนักเลงไทยที่แขวนสารพัดหลวงพ่อขึ้นมาทันที)
แน่นอนว่าเกราะเวทย์มนต์ดังกล่าวย่อมไม่มีอยู่จริง ตำรวจทำการรวบตัวคนร้ายทั้งหมดในที่นั้นเอาไว้ได้ และเมื่อทำการเก็บหลักฐาน พวกเขาก็พบขุดศพ 15 ศพจากพะเนินดินหลังโรงนา และในจำนวนนั้น พวกเขาก็เจอศพของมาร์ค คิลรอยที่หายตัวไปในที่สุด ศพของคิลรอยถูกผ่ากระโหลกและไม่พบสมองอยู่ภายในจากการให้การในภายหลังทราบว่าศพเหล่านั้นเป็นเครื่องสังเวยพิธีมนต์ดำของแอสเทคซึ่งจะประกอบขึ้นทุกครั้งก่อนที่จะมีการซื้อขายยาเสพติดครั้งใหญ่ โดยจะควักหัวใจและสมองของเหยื่อออกมาต้ม ซึ่งคนร้ายเชื่อเมื่อทำเช่นนี้แล้ว พวกเขาก็จะมีเกราะกายสิทธิ์มาป้องกันตนเองจากกระสุนปืนและอันตรายทุกอย่าง ซึ่งเจ้าลัทธิมืดนี้ก็คืออดอลโฟ คอนสแตนโซนั่นเอง

อดอลโฟเกิดเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 1962 ที่ไมอามี่ รัฐฟลอริด้า มารดาของเขาเป็นผู้ลี้ภัยจากคิวบา เธอคลอดเขาเมื่ออายุ 15 ปีและหลังจากนั้นก็ประกอบอาชีพเป็นหมอผีลัทธิวูดู เธอเคยถูกจับกว่า 30 ครั้งในคดีปลอมเช็ค ย่องเบา ปล้นและไม่รับผิดชอบการเลี้ยงดูบุตร ปี 1972 เธอแต่งงานใหม่ ซึ่งชายที่กลายมาเป็นพ่อเลี้ยงของอดอลโฟผู้นี้ก็ประกอบอาชีพค้ายาและนักไสยศาสตร์
เห็นได้ชัดว่าอดอลโฟได้รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมมาอย่างแรง ตัวเขาเองก็มีความประพฤติไม่ใคร่ดีนักมาตั้งแต่เด็ก อดอลโฟมักไปมั่วสุมอยู่ในบาร์เกย์และก่อคดีเล็กๆน้อยๆอยู่เสมอในปี 1980 เขาย้ายไปยังแมกซิโกซิตี้และใช้วิชามนต์ดำที่เรียนรู้จากแม่ในการผูกมิตรกับองค์การค้ายาต่างๆของแมกซิโก ปี 1987 อดอลโฟอาศัยจังหวะที่องค์การต่างๆกำลังต่อสู้กันเอง แยกตัวออกมาเริ่มธุรกิจของตัวเองที่ฟาร์มเฮเลน่าในมาทาโมรอส อดลอโฟและลูกน้องเป็นที่ยำเกรงจากกลุ่มผู้ยาอื่นๆด้วยมีคนจำนวนมากที่เชื่อว่าอดอลโฟเป็นมีอำนาจมนต์ดำจริง และลูกน้องของเขาต่างก็บ้าบิ่นไม่กลัวตายด้วยเชื่อว่าตนมีร่างกายเป็นอมตะ ถึงกับมีการคาดการณ์ว่าอดอลโฟจะกลายมาเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของวงการยาเสพติดในแมกซิโกในเวลาไม่ช้า

จะอย่างไรก็ดี 15 ศพที่ฟาร์มเฮเลน่าก็ทำให้ตำรวจต้องหันมาเอาจริงกับการปราบปรามแกงค์ของอดอลโฟ และในวันที่ 6 พฤษภาคม 1989 ตำรวจพบเบาะแสว่าอดอลโฟกำลังซุ่มตัวอยู่ที่อพาร์ทเมนท์ในแมกซิโกซิตี้ จึงนำกำลังเข้าล้อมที่กบดานของเขาเอาไว้ มีการยิงปืนโต้ตอบกันอยู่พักใหญ่ก่อนที่ซาร่า มาเรีย อัลเดรเต้ผู้เป็นคนรักของอดอลโฟและรองหัวหน้าแกงค์จะตะโกนพร้อมกับวิ่งออกมา
"เขาตายแล้ว! เขาตายแล้ว!!"
ตำรวจบุกเข้าไปในห้องและพบศพของอดอลโฟกับมาร์ติน ควินทาน่า (คนรักของอดอลโฟ ....ผู้ชายค่ะ) นอนจมกองเลือดอยู่ในตู้เสื้อผ้าเอล ดูบี้ซึ่งเป็นลูกน้องให้การว่าเมื่ออดอลโฟเห็นว่าตนไม่ทีทางหนีไปได้แล้ว จึงส่งปืนให้ดูบี้และสั่งให้ยิงเขาและควินทาน่า (มีรูปค่ะ แต่ค่อนข้างจะโหดหน่อย ผู้ที่ทำใจได้เชิญ
ทางนี้) ดูบี้กล่าวอย่างมั่นใจแม้กระทั่งหลังจากถูกจับกุมว่า"The godfather will not be dead for long"

จะอย่างไรก็ดี ไม่ปรากฏว่าอดอลโฟ คอนสแตนโซจะคืนชีพกลับมาจากการตายในครั้งนี้


ลูกน้องของอดอลโฟหลังการจับกุม
คนที่สองจากขวาคือซาร่า อัลเดรเต้



ohx3 (ohohoh)
View full profile